" /> สัมภาษณ์ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จากศูนย์หน้าทีมชาติ สู่เฮดโค้ชผู้นำแชมป์ซีเกมส์กลับบ้าน - Page 2 of 5 - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

สัมภาษณ์ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จากศูนย์หน้าทีมชาติ สู่เฮดโค้ชผู้นำแชมป์ซีเกมส์กลับบ้าน

กรกฎาคม 2, 2014 
0


การอบรมโค้ชระดับ A-License คืออะไร
ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษาก็เปรียบเหมือนระดับปริญญาเอก คือการศึกษาระดับอุดมศึกษามีปริญญาตรี โท เอก  โค้ชฟุตบอลก็มี C-License B-License A-License ตามลำดับมาตรฐานของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) แล้วต่อไปอีกขั้นคือ Pro-License ซึ่งเทียบได้กับศาสตราจารย์

เอไลเซนส์ยากกว่าบีไลเซนส์มาก คือระดับซีเหมือนการสอนเด็กให้รู้จักเลี้ยง ส่ง โหม่ง ยิง การวางเท้า ปูพื้นฐาน  ระดับบีเป็นเรื่อง small size game เกมเล็ก ๆ เช่นการเผชิญหน้าในสนามสถานการณ์ ๒:๒ ๓:๓ ๔:๔ การวางตัวประกบ รูปแบบจำลองที่จะนำไปใช้จริงในสนามใหญ่  ส่วนระดับเอครอบคลุมเรื่องทางเทคนิคและชั้นเชิงระดับสูงของการเล่น การบริหารจัดการทีมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ กลยุทธ์หรือยุทธวิธีการเล่น เช่น เกมรุกมีกี่แบบ เกมรับมีกี่แบบ การเพลซซิง (placing) หรือการเล่นลูกเซตพีซ (set piece) มีกี่แบบ ซึ่งมีเป็นร้อยหัวข้อ  การสร้างทีมและงานบริหาร เช่น การคัดเลือกผู้เล่น การตอบคำถามสื่อมวลชน การหาสปอนเซอร์ คือการบริหารทั้งหมดเบื้องหลังทีมฟุตบอลซึ่งละเอียดมาก

เมื่อผ่านเอไลเซนส์จะสามารถคุมทีมระดับสโมสรได้ทั่วโลก  ส่วนโปรไลเซนส์คุมทีมชาติได้ทั่วโลกเลย การอบรมจะยิ่งเข้มข้นทั้งทางปฏิบัติและวิชาการ  จะเห็นว่าโค้ชฟุตบอลต้องมีความรู้ ต้องเป็นเหมือนครูคือมีจิตวิทยาในการสอนด้วย  ที่ผ่านมาเราเหมือนครูพักลักจำ อาศัยประสบการณ์ แต่ยังไม่มีกระบวนการเท่าไหร่

รายละเอียดการอบรมเอไลเซนส์ต้องทำอะไรบ้าง
การอบรมเอไลเซนส์ได้รับการรับรองจากสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย เวียนจัดในหลายประเทศ  ปีนี้ที่เมืองไทยจัดในลำปาง คนไทยผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วม ๒๒ คน ต้องเข้าแคมป์อบรมที่ลำปางนาน ๑ เดือน  กิจวัตรประจำวันตื่นนอนประมาณตี ๕ ครึ่งถึง ๖ โมง อาบน้ำอาบท่า  กินข้าวเช้า ๗ โมง  แปดโมงลงสนามเรียนปฏิบัติก่อนเรียนทฤษฎีในห้อง ๑๑ โมง  บ่าย ๒ โมงถึง ๔ โมงเย็นเรียนทฤษฎีต่อ  แล้ว ๔ โมงถึง ๖ โมงออกไปปฏิบัติ เป็นอย่างนี้ทุกวัน  นอกจากนี้มีการสอบภาคปฏิบัติสามครั้งตามหัวข้อที่จับสลากได้ สอบทฤษฎีสองครั้ง และสอบ prevent ครั้งหนึ่ง เพื่อทดสอบองค์ความรู้กีฬาฟุตบอล อย่างจับได้หัวข้อ scouting คือการเสาะหานักเตะก็ต้องศึกษาข้อมูล รวมทั้งนำเสนอวิธีการหานักเตะมารับใช้ทีมชาติว่าต้องทำอย่างไร เหมือนเป็นไดเรกเตอร์ของโค้ชอีกที

ซิโก้แขวนสตั๊ดมานานเท่าไหร่แล้ว
เจ็ดปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐  ก่อนแขวนสตั๊ดเริ่มคิดว่าพอเลิกเล่นแล้วเราจะมีงานอะไรรองรับ ก็เลยเปิดบริษัทสปอร์ตฮีโร่ฯ วัตถุประสงค์คืออยากผลักดันให้เด็ก ๆ หันมาเล่นฟุตบอล  ตอนแรกเป็นบริษัทออร์แกไนเซอร์ จัดอีเวนต์ จัดทัวร์นาเมนต์ให้เด็ก ๆ เข้ามาแข่งขัน

ถึงช่วงที่คิดว่าฟุตบอลไทยลีกน่าจะบูมก็แนะนำเครื่องดื่มสปอนเซอร์ให้สนับสนุนไทยลีก ทำอยู่ ๓ ปี ปีแรกเครื่องดื่มสปอนเซอร์มอบเงินสนับสนุนสมาคมฟุตบอลฯ ๒๕ ล้าน ปีที่ ๒ กับ ๓ ปีละ ๗๐ ล้าน  พอไทยลีกบูมขึ้นก็เริ่มมีผู้สนับสนุนรายอื่นสนใจ เราเลยถอนตัว แนะนำเครื่องดื่มสปอนเซอร์ให้หันมาสนับสนุนทีมสโมสรแทน

ส่วนงานโค้ชต้องบอกว่าจับพลัดจับผลู เริ่มจาก “บิ๊กหอย” (วนัสธนา หรือ ธวัชชัย สัจจกุล อดีตผู้จัดการทีมชาติไทยชุดดรีมทีม) ทำทีมจุฬาฯ-สินธนา บอกว่าซิโก้ช่วยเป็นโค้ชให้หน่อย ทำทีมหนีตกชั้น  ตอนนั้นทั้งลีกมี ๑๔ ทีม จุฬาฯ-สินธนาอยู่อันดับ ๑๓ จบฤดูกาลได้อันดับ ๘ หนีตกชั้นสำเร็จทั้งที่ยังไม่มีไลเซนส์เลย ความที่บอลลีกของเรายังเป็นกึ่งอาชีพ ตอนนั้นใครเป็นอดีตนักเตะทีมชาติหรือเคยเล่นสโมสรก็ผันตัวเองมาเป็นโค้ชได้

เส้นทางการทำทีมฟุตบอลต่อจากนั้นเป็นอย่างไร
จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะไปคุมทีมที่ไหน ผู้บริหารสโมสรชลบุรีเอฟซีติดต่อมาชวนกินข้าวด้วย คุยกันวันเดียวตัดสินใจไปทำชลบุรีฯ เลยเมื่อปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒

เป้าหมายของชลบุรีฯ สูงมาก คือต้องการแชมป์สถานเดียวเพราะเพิ่งคว้าแชมป์มา ปรากฏว่าปีนั้นชลบุรีฯ เบียดอยู่กับเมืองทองฯ (ปัจจุบันคือสโมสรเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด) จนจบฤดูกาล ชลบุรีฯ มีแต้มน้อยกว่าหนึ่งหรือสองแต้ม  เมื่อพลาดแชมป์เราก็อยู่ไม่ได้ เพราะบอกแล้วว่าเป้าหมายมีอย่างเดียวเท่านั้น

หลังออกจากชลบุรีฯ ก็ไปคุมทีมฮองอันห์ยาลาย (Hoàng Anh Gia Lai FC) ในวีลีกของเวียดนาม แล้วกลับมาทำทีมจุฬาฯ-สินธนาที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบีบีซียู เอฟซี เล่นในลีกดิวิชัน ๑ ทำทีมปีเดียวก็ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นลีกสูงสุด จากนั้นทำทีมบางกอก เอฟซี แล้วก็ได้รับการทาบทามให้มาคุมทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ที่เนปิดอว์

รู้สึกตัวเมื่อไหร่ว่าชอบงานโค้ช อาชีพที่ว่ากันว่ามีความกดดันสูงที่สุดอาชีพหนึ่งในโลก
เราทิ้งสนามฟุตบอลไม่ได้ เพราะเติบโตมาจากฟุตบอล วันนี้ทุกอย่างที่มี บ้าน รถ เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินรางวัล ได้จากฟุตบอลทั้งนั้น แล้วเราจะกลัวอะไร มีอะไรต้องเสีย  ความจริงไม่มีใครอยากแพ้ ทุกคนอยากชนะทั้งนั้น แต่ก็มีหลายปัจจัย อันดับแรกต้องไม่กลัว ถ้ากลัวก็คงเดินออกจากสนามฟุตบอลไปนานแล้ว

ความยากลำบากของการเป็นนักเตะทีมชาติกับโค้ชทีมชาติต่างกันอย่างไร
แตกต่างเยอะ สมัยเป็นผู้เล่นเราแค่ดูแลสภาพร่างกาย กินนอน ซ้อม เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากที่สุด  ได้เล่นทีมชาติบ่อย ๆ ก็มีความมั่นใจขึ้น  ทุกอย่างถ้ามีความมั่นใจก็เก่งขึ้นเอง  หน้าที่ของผู้เล่นพออาบน้ำเสร็จ กินข้าว นอน ก็จบแล้ว แต่งานโค้ชไม่มีที่สิ้นสุด แม้ชนะก็ต้องมองเกมต่อไป เกมหน้าจะชนะยังไง ถ้าแพ้ก็ต้องทำการบ้านเพิ่ม ต้องทำงานให้หนัก หาองค์ความรู้ใหม่ ๆ  ทุกวันนี้ฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปมาก เกมเร็วขึ้น

ซิโก้นำประสบการณ์ในฐานะนักเตะมาใช้กับการเป็นโค้ชอย่างไร
เราถือว่าพรสวรรค์ไม่สำคัญเท่าพรแสวง คือเราไม่ใช่นักเตะพรสวรรค์ แต่พยายามแสวงหาโอกาส แสวงหาความสำเร็จ  ความจริงนักเตะทีมชาติไทยชุดดรีมทีมก็เป็นนักเตะเกรดซีที่เคยเล่นถ้วย ข ถ้วย ค หรือถ้วย ง ก่อน แล้วโค้ชจับมาซ้อมความฟิต ระเบียบวินัย  พวก ตะวัน ศรีปาน  ดุสิต เฉลิมแสน  ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล  สุชิน พันธ์ประภาส  วัชรพงษ์ สมจิตร  สมาน ดีสันเที๊ยะ  รุ่งเพชร เจริญวงศ์  ซิกล้วย-โกวิทย์ ฝอยทอง  ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง พวกนี้นักเตะเกรดซีทั้งนั้น  แสดงว่าฟุตบอลสามารถฝึกสอนได้  ถามว่านักเตะเกรดเอไปไหน ไปกินเหล้า ขับรถ ชีวิตของเขาไม่ได้ถูกสร้างให้มีวินัย

ฉะนั้นถ้าอยากเป็นนักฟุตบอลที่ดีต้องทำอย่างไร ต้องมีวินัย มีความฟิต  เป็นคาแรกเตอร์ว่า พอเห็นซิโก้คือมีวินัยกับความฟิตเป็นอันดับต้น ๆ  เมื่อเราจับงานโค้ชทุกคนจะรู้ว่าอยู่กับซิโก้ต้องสองอย่างนี้  ถ้าไม่มีวินัยคุณหลุด ไม่มีความฟิตรับรองหลุดแน่นอน คือดึงความรู้สึกของเราตอนเป็นผู้เล่นออกมา

อีกอย่างจะพยายามบอกเด็กว่า พวกคุณยังไม่เก่งจริงหรอก เพราะถ้าเก่งจริงต้องไปฟุตบอลโลกแล้ว ฉะนั้นอย่าซ่าคิดว่าตัวเองเก่ง  เริ่มต้นจากหลักการง่าย ๆ คือความฟิตและไม่สร้างปัญหาให้ทีม ยังไม่ต้องพูดเรื่องเทคนิคหรือแผนการเล่น

สำหรับความรับผิดชอบต่อทีม สมัยค้าแข้งในฐานะกองหน้าที่เพื่อนร่วมทีมฝากความหวังไว้ ด้วยความที่เรามีชื่อเสียงว่าซิโก้ต้องยิงประตูนะ ยิงเสร็จต้องตีลังกาด้วย ก็กลายเป็นความกดดัน  เมื่อรับงานโค้ชปรากฏว่าเรื่องหนัก ๆ เราเคยผ่านมาหมดแล้ว จึงนำมาเป็นข้อคิดว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในกีฬาฟุตบอล แต่เราทำเต็มที่แล้วหรือยัง  ถ้าทำเต็มที่แล้วก็ต้องปล่อยให้เป็นไปบ้างเพราะมันคือเกม ไม่ใช่สงคราม ไม่ใช่เตะแพ้แล้วจะเสียบ้านเสียเมือง  แต่เราก็ต้องบอกน้อง ๆ ว่าให้เล่นเต็มที่  คนไหนมีโอกาสติดทีมชาติ แฟนบอลพร้อมสนับสนุน พร้อมเชียร์ แต่ต้องเต็มที่ ต้องวิ่งสู้ฟัด  เราไม่รู้หรอกว่าใครเก่งกว่ากัน  แฟนบอลเสียสตางค์มาดูแล้ว เขาอยากเห็นนักเตะสู้จนถึงที่สุด

วันนี้แฟนบอลดูบอลเป็น ดูออกว่าคนไหนวิ่งไม่วิ่ง เล่นเต็มที่ไม่เต็มที่  คงไม่มีใครอยากเห็นนักฟุตบอลยืนเต๊ะท่าอยู่กลางสนาม  เราต้องหมั่นบอกว่าแฟนบอลพร้อมเชียร์ทีมชาติ เมื่อมีโอกาสแล้วต้องทำเต็มที่



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com



Pages: 1 2 3 4 5






ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

หน้า: 1 2 3 4 5