" /> สัมภาษณ์ บอย-วิสูตร แสงอรุณเลิศ - งานไม่ประจำอิสระของคนอยากรวย ? - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

สัมภาษณ์ บอย-วิสูตร แสงอรุณเลิศ – งานไม่ประจำอิสระของคนอยากรวย ?

มิถุนายน 1, 2015 
1


ใบพัด นบน้อม : สัมภาษณ์ / ตะวัน พงศ์แพทย์ : ถ่ายภาพ

หลังจากเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาก็เป็นมาแล้วหลายอย่าง ทั้งนักแต่งเพลงในเครือแกรมมี่ ครีเอทิฟรายการวิทยุ บรรณาธิการนิตยสาร Mix Magazine ก่อนได้รับโอกาสให้มาทำพ็อกเกตบุ๊กในเครือ stock2morrow
หนังสือขายดีที่ว่าด้วยการลงทุน หุ้น คอนโดฯ ทั้งหมดนี้เขาสารภาพว่าล้วนจับพลัดจับผลูแทบไม่รู้อะไรสักอย่าง ที่ผ่านมาอาศัยคลำทางและตั้งใจเรียนรู้อยู่กับมันจนชำนาญในที่สุด

วันนี้ บอย - วิสูตร แสงอรุณเลิศ กลายมาเป็นนักเขียน นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ เจ้าของคอร์สสอนเขียนหนังสือเขียนไม่กี่คำทำเงินกว่า และเจ้าของผลงานเบสต์เซลเลอร์หลายเล่ม อย่าง งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า, อิสระเรา ราคาเท่าไหร่ ?, หนังยางล้างใจ, มองไกลบนไหล่ยักษ์ และล่าสุด บนท้องฟ้ารถไม่เคยติด

ถ้าสังเกตอยู่บ้าง ในช่วง ๓-๔ ปีมานี้ บนชั้นหนังสือขายดีมักมีเนื้อหายุยงส่งเสริมให้มนุษย์เงินเดือน “ลาออก” ไปพร้อม ๆ กับการโหมกระแส “อายุน้อยร้อยล้าน”  มีสัญญาณและปรากฏการณ์ว่าเทรนด์อาชีพของคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มไปทางงานไม่ประจำทำเงินกว่า เรียกสั้น ๆ ว่า ฟรีแลนซ์

ในช่วงเวลาที่มนุษย์เงินเดือนพยายามปลดแอกตัวเองออกจากงานประจำเพื่อค้นหาอาชีพที่มีสไตล์และได้สตางค์ ก็เป็นช่วงเวลาที่หลายบริษัทกำลังเตรียมรับมือกับพนักงานยุคใหม่ที่ไม่ได้มีใจภักดีกับองค์กรเหมือนเดิมอีกต่อไป  การเข้างาน ๘ โมงเช้าออก ๖ โมงเย็นรับเงินหมื่นห้าเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายเพราะต่อให้ขยันแทบตายแต่สุดท้ายก็ได้เท่านี้  พอ ๆ กับที่ภาพในโซเชียลมีเดียเร่งสะกิดต่อมความไม่พึงพอใจในชีวิตให้เด้งขึ้นมาเรื่อย ๆ  ยิ่งการได้เห็นภาพคนนั้นได้งานดี คนนี้มีแฟนสวย คนนู้นถูกหวยชาขวด แล้วย้อนกลับมามองตัวเอง ก็ต้องถอนหายใจรัว ๆ พร้อมกับคำถามในหัว “เรามาทำบ้าอะไรที่นี่ ลาออกดีกว่าไหม”

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะจะเป็นผู้ประกอบการ กระแสชักชวนให้ลาออกมาทำธุรกิจของตัวเองในตอนนี้มันล้นหลามและชวนให้เชื่อแต่ด้านดีเกินไป  ดังนั้นเราจึงเห็นหลายคนที่ไม่คำนวณถึงความเสี่ยง หวังออกมาตายเอาดาบหน้า ซึ่งสุดท้ายก็ได้ตายจริง ๆ  นั่นจึงชวนให้ตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ลาออกครั้งสุดท้ายว่า นี่เป็นหลุมพรางหรือความหวัง

สารคดี ฉบับนี้มาจับเข่าคุยกับบอย-วิสูตร เพื่อล้วงลึกกระแสรวยง่าย ๆ ได้ไว ๆ รวมไปถึงการเปิดเปลือยแวดวงฮาวทูแบบล่อนจ้อน

คุณบอกว่า “เป้าหมายของผมคือทำให้ทุกคนค้นพบเป้าหมายของตัวเอง” คืออย่างไร อธิบายหน่อยได้ไหม
พอมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกว่าช่วงที่ผมเป็นนักแต่งเพลง มันเป็นช่วงที่ชีวิตผมไม่มีเป้าหมายเลย ตอนนั้นใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย งานหลักคือนอน รู้สึกเสียดายช่วงชีวิตที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งตอนมาทำนิตยสาร ชีวิตก็ไม่มีเป้าหมาย มันเหมือนเครื่องยนต์ที่ใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เครื่องแรง แต่เราเหยียบแค่นี้เอง  ตื่นเช้ามาก็นอนดูทีวี เริ่มง่วง แล้วก็นอนต่อ  ช่วงนั้นผมเข้าใจเลยว่าอิสรภาพกับความขี้เกียจมันเป็นพี่น้องกัน  แล้วส่วนใหญ่ความขี้เกียจจะชนะเสมอ  พอผ่านตรงนั้นมา ผมก็เลยอยากให้ทุกคนได้พบเป้าหมายของตัวเองเร็ว ๆ  ผมจะพูดเสมอว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์ได้เท่ากับวันที่เขามีเป้าหมาย  ลองสังเกตดูสิ คนเราพอมีเป้าหมายปุ๊บ เราจะเปลี่ยนเลย  อย่างเช่นคุณมีเป้าหมายจะจีบสาว คุณก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองทันที แต่งตัวดีขึ้น ดูแลตัวเอง  นี่แค่เป้าหมายเล็ก ๆ ว่าอยากจีบสาว แล้วถ้าเป้าหมายใหญ่กว่านั้นล่ะ คุณจะเปลี่ยนแปลงขนาดไหน

เราจะอยู่แบบไม่มีเป้าหมายได้ไหม ไม่รู้ว่าตัวเองชอบ ไม่ชอบอะไร ไม่มีเป้าหมาย แต่ว่ามีความสุข
ถ้าเขามีความสุข ผมว่าก็เพียงพอสำหรับเขานะ แต่ผมคิดว่าไหน ๆ เกิดมาแล้ว ถ้าคุณคิดว่าเรื่องส่วนตัวของคุณพอแล้ว งั้นคุณลองมีเป้าหมายที่ทำเพื่อคนอื่นดูบ้างไหม  ถ้าชีวิตคุณโอเคทุกอย่าง อยู่ดี กินดี ไม่รู้สึกว่าต้องมีเป้าหมายอะไรต่อแล้ว งั้นลองเอาแรง เอาเวลา เอาทรัพยากรของคุณ ไปทำอะไรให้คนอื่นบ้างดีไหม  เพราะฉะนั้นมันอาจเป็นเป้าหมายแบบนี้ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าฉันต้องรวย รวย รวย  สุดท้ายแล้วผมว่าเป้าหมายที่ทำเพื่อคนอื่นสนุกกว่าตั้งเยอะ

เป็นนักสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเยอะแยะ อยากรู้ว่ามีใครสร้างแรงบันดาลใจให้คุณบ้าง
หลัง ๆ ผมมีปัญหากับคำว่า นักสร้างแรงบันดาลใจ ผมว่ามันเหมือนกับคุณเดินมาหาผม แล้วบอกว่าชีวิตผมมืดมนจังเลย ช่วยหน่อย มองไม่เห็น ผมก็เอาไม้ขีดขึ้นมาจุด นี่ เห็นไหม คุณก็ตื่นเต้นใหญ่เลย เฮ้ย สว่างแล้ว ขอบคุณมาก แล้วผมก็บอกว่า งั้นถือไว้นะ ผมไปแล้ว  พอผมไปได้ไม่นาน ไม้ขีดค่อย ๆ มอดลง แล้วไงต่อล่ะครับ ผมต้องมาจุดใหม่อีกรอบ  การสร้างแรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่ดีนะ  แต่ในยุคนี้คำนี้เกร่อมาก แล้วหลายคนก็ทำเพียงแค่ชวนผู้คนตะโกนว่า ฉันทำได้ ! ฉันทำได้ ! เยส !  คำถามคือ ฉันทำได้ที่ว่าน่ะ ทำอะไรเหรอ  ทำไมเราไม่ให้วิธีการเขา  สมมุติว่าเราจุดไฟให้เขาคึก แต่เราไม่ได้ให้วิธีการ เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ

ไม่มีนักคิดคนไหนหรือนักปรัชญาคนใดเลยเหรอ ต้องมีใครบ้างที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณ
ก็มีบ้าง เช่น คุณประภาส ชลศรานนท์ คุณวินทร์ เลียววาริณ  ในยุคถัดมาก็มีคุณบัณฑิต อึ้งรังษี และนักเขียนต่างประเทศอีกหลายคน  แต่ผมอ่านหนังสือของบุคคลเหล่านี้แล้วผมไม่ได้รู้สึกคึก ผมค้นหาวิธีคิดและวิธีการของพวกเขามากกว่า  อย่างที่ผมบอกนั่นแหละว่า ยุคนี้เราขาดวิธีการ  ช่วงหลัง ๆ ผมจะบอกทุกครั้งบนเวทีที่ผมไปบรรยายว่า ผมไม่ได้มาให้แรงบันดาลใจ ไม่ได้ให้คุณคิดบวกเฉย ๆ นะ เพราะว่าแป๊บเดียวมันก็มอดแล้ว ผมจะให้วิธีการบางอย่างเลย เพราะถ้าคุณบอกว่าให้เขารับมือกับปัญหาในชีวิตด้วยการให้คิดบวก  คำถามคือคิดบวกนี่ทำยังไง ไม่เห็นมีใครบอก  แต่ผมให้วิธีการ เช่น ตื่นมาตอนเช้า ให้คุณถามคำถามกับตัวเองว่าวันนี้จะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นกับฉันบ้าง แล้วผมก็จะอธิบายว่าทำไมต้องถามตัวเองด้วยคำถามนี้  นั่นก็เพราะพอเราถามตัวเองแบบนี้ มันจะช่วยให้เราเปลี่ยนโฟกัส  มนุษย์เราถ้าไม่ควบคุมตัวเอง เราจะเป็นเหมือนน้ำตก ไม่ใช่ไหลเย็นนะครับ แต่เราจะไหลลงสู่ที่ต่ำ เราจะคิดลบ จิตตก กระวนกระวาย ว้าวุ่น  จิตจะร่วงตลอดเวลา เพราะฉะนั้นทำอย่างไรไม่ให้จิตร่วง  ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องช่วยด้วยการถามคำถามดี ๆ ว่าวันนี้จะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นกับฉันบ้าง  วิธีนี้จะทำให้เราโฟกัส เห็นในสิ่งที่เราอยากเห็น เหมือนคุณใช้ไอโฟนรุ่นเก่าอยู่ แล้ววันหนึ่งคุณอยากได้ไอโฟนหกพลัสตัวใหญ่ อยากได้สุด ๆ  คุณเดินไปทางไหนก็จะเจอแต่คนใช้ไอโฟนหกพลัส  เขาใช้กันเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ เปล่าครับ แต่เราอยากได้ เราก็เลยเห็น  เพราะฉะนั้นถ้าเราถามว่ามีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นกับฉันวันนี้บ้างนะ เราก็จะเริ่มมองเห็นสิ่งดี ๆ  นี่ละครับวิธีการคิดบวกที่ผมหมายถึง

คุณเชื่อว่ามุมมองเป็นตัวกำหนดสถานการณ์
มุมมองไม่ได้เปลี่ยนเหตุการณ์ มันเปลี่ยนตัวเรานี่แหละ เหตุการณ์ยังเป็นเหมือนเดิม แต่พอเราถามแบบนี้ปุ๊บ เราจะมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการถามตัวเองว่า ฉันเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้บ้าง มีอะไรดี ๆ ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้บ้าง

คุณนิยามตัวเองว่าเป็นนักเล่าเรื่อง ในบรรดาเรื่องเล่า เรื่องไหนที่คุณมักจะยกตัวอย่างบ่อยสุด
ผมชอบเล่าเรื่องของตัวเอง เรื่องของตัวเองคือเรื่องที่ไม่มีใครมีเหมือนเรา หลัง ๆ ผมชอบการพูดบนเวทีไม่แพ้การเขียน เพราะสิ่งที่ผมค้นพบจากการพูดบนเวทีก็คือ เราจะเห็นปฏิกิริยาของคนฟังทันที ในขณะที่การเขียนเป็นงานที่ทำอยู่คนเดียว เสร็จแล้วก็ทำเป็นหนังสือ มีคนอ่าน แต่เขาสนุก ไม่สนุก ชอบ ไม่ชอบ เราไม่รู้เลย  แต่ตอนพูดบนเวที เรารู้ มันทำให้ผมรู้ว่าคนเราชอบฟังเรื่องเล่า  มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะทำลายให้ได้ก็คือ กำแพงความเชื่อเก่า ๆ ที่บางคนชอบคิดว่าเรื่องราวที่มีความรู้ มีสาระ ต้องนำเสนอด้วยวิธีการเครียด ๆ ดูจริงจัง จะได้ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งผมว่าไม่จริง  ถามว่าความเชื่อแบบนี้ทำให้คนเกลียดการเรียนรู้มากี่คนแล้ว ความเชื่อแบบนี้ทำให้หนังสือเล่มสุดท้ายที่เราอ่าน คือหนังสือวิชาสุดท้ายที่เราสอบจบตอนปี ๔  ผมจะทำลายกำแพงนี้ให้ได้ มีสาระ มีความรู้ ก็สนุกได้  แล้วสิ่งที่ทำให้ผู้คนสนุกก็คือเรื่องเล่านี่แหละ

แต่ดูเหมือนว่าน้ำเสียงในเรื่องเล่าหลายเรื่องของคุณจะเกี่ยวกับเรื่องเงิน ทำไมถึงให้ค่ากับการจัดการเรื่องเงิน เหมือนคุณจะกำลังบอกว่าปัญหาที่เราเผชิญอยู่ ลึก ๆ คือเรื่องเงินที่ทำให้เราไม่มีอิสระ
นี่คืออีกเรื่องที่ผมอยากจะทำลายความเชื่อของสังคมที่เชื่อต่อ ๆ กันมาว่า คนรวยทุกคนคือคนไม่ดี คนรวยมันเลว เห็นแก่ตัว จะรวยไปทำไม รวยแล้วครอบครัวแตกแยก ไม่มีความสุข  ผมอยากจะท้าทายว่ามันจริงหรือเปล่า  เป็นไปได้ไหมที่เราจะ
มีเงินแล้วมีความสุขด้วย คำตอบคือเป็นไปได้  เป็นไปได้ไหมที่เราจะหาคนต้นแบบที่เป็นคนรวยด้วย เป็นคนดีด้วย คำตอบคือเป็นไปได้  ในโลกนี้มีคนรวยที่ครอบครัวอบอุ่น ทำประโยชน์เพื่อสังคมไหม คำตอบคือมี  สิ่งที่ผมอยากจะถามก็คือแล้วทำไมเราไม่เอาคนรวยแบบนี้เป็นต้นแบบ  ผมอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกคืน รู้เลยว่าเราถูกหล่อหลอมทัศนคติมาตั้งแต่เด็กว่าคนรวยเป็นคนเลว คนรวยเป็นนายทุนที่ชอบเอาเปรียบ ในนิทานมักให้ภาพว่าคนรวยเท่ากับคนเลว  ผมพยายามจะบอกกับทุกคนว่ามันทั้งจริงและไม่จริง  คนรวยเป็นคนดีทุกคนไหม ไม่ใช่ คนรวยที่เป็นคนเลวก็มี แต่คนจนที่เป็นคนเลวก็มีเหมือนกัน  ถ้าเราไม่หลอกตัวเอง ทุกคนทำงานเพื่อหาเงินมาใช้ หลังจากที่เราเรียนจบ สิ่งที่เราทำทั้งชีวิตก็คือการทำงานหาเงิน  ถ้าคุณบอกว่าเงินไม่สำคัญ แล้วทำไมไม่ทำให้มันจบ ๆ ไป ทำไมคุณยังทำสิ่งที่มันไม่สำคัญอยู่  คุณทำงานหาเงินทั้งวันทั้งชีวิตเลยนะ ก็ถ้าเงินไม่สำคัญ ทำไมไม่รีบทำให้มันจบ ทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากตรงนี้ ด้วยการไม่ต้องหาเงินไปทั้งชีวิต  หรืออย่างอาชีพนักเขียนก็เหมือนกัน ผมทดสอบทุกครั้งที่ไปพูดให้บริษัทต่าง ๆ  ผมถามบนเวทีว่าทุกคนช่วยตอบผมหน่อยนะครับ เวลาได้ยินคำว่านักเขียนแล้วจะนึกถึงคำว่าอะไรต่อท้าย ทุกคนตอบเหมือนกันหมดเลยว่า ไส้แห้ง  ผมก็อยากจะท้าทายว่า จริงหรือเปล่าที่นักเขียนต้องไส้แห้ง มันไม่จริงได้ไหม  เมื่อผมอยากจะเชื่อแบบใหม่ ผมก็ต้องออกหาหลักฐานชิ้นใหม่ ผมหาหลักฐานว่ามีนักเขียนที่ไส้ไม่แห้งหรือเปล่า ปรากฏว่ามี อาจารย์สมคิด ลวางกูร คุณบัณฑิต อึ้งรังษี “นิ้วกลม” พี่ตุ้ม “หนุ่มเมืองจันท์” คนพวกนี้ไส้ไม่แห้ง ไส้เปียกโชกเลยละ (หัวเราะ)

อยากรู้ว่าวันที่คุณจนที่สุดมีสภาพเป็นอย่างไร
ตอนนั้นรายได้ผมตกต่ำลงเรื่อย ๆ แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้น ผมต้องหาว่าตัวเองเก็บเงินไว้ตรงไหนอีก บัญชีที่เคยคิดจะเก็บไว้ยาว ๆ ก็ต้องถอนออกมาใช้  แอลทีเอฟซื้อไว้ก็ต้องถอนออกมา โดนปรับก็ยอม  เงินที่เก็บไว้ให้ลูกก็ต้องเอาออกมาใช้ ไปจนถึงว่าที่บ้านมีอะไรขายได้บ้าง  ผมก็เอาเครื่องเสียง เครื่องกรองอากาศมาขาย  ทุกวันนี้ผมยังจำได้เลยว่าขายให้ใครบ้าง  ตอนนั้นผมรู้สึกว่าหมดแล้วศักดิ์ศรี ไม่เหลืออะไรแล้ว  แต่เชื่อไหมว่าสิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมดไม่มีใครรู้เลยว่าผมลำบากขนาดไหน ผมปิดได้เนียนมาก  ผมเลยรู้ว่า อ๋อ คนที่ดูดี แต่งตัวสวยหล่อ มีรถขับ ความจริงอาจจะไม่มีสตางค์ก็ได้ (หัวเราะ)  เพื่อนที่ทำงานก็ไม่เคยรู้หรอกว่าผมกำลังย่ำแย่ ที่บ้านก็ไม่รู้ เมียก็ไม่รู้  จำได้เลยว่าช่วงนั้นเขาอยากได้เครื่องซักผ้าใหม่ ราคาหมื่นกว่าบาท เขาไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเงินก้อนท้าย ๆ ของเราแล้ว  ผมเลยรู้ว่าถ้าเราไม่มีเงิน สิ่งเดียวที่เราจะคิดก็คือเรื่องเงิน จะเอาเงินจากไหนมาใช้  เพราะฉะนั้นคนจนจึงคิดเรื่องเงินมากกว่าคนรวย  แต่ส่วนใหญ่คนชอบคิดว่าคนรวยคิดแต่เรื่องเงิน  หารู้ไม่ว่าจริง ๆ แล้วเขากำลังสนุกกับเกมนั้นมากกว่า เพียงแต่ว่าถ้าเกมนั้นสำเร็จแล้วมันดันได้เงินเยอะ การหาเงินเป็นความท้าทายเหมือนของเล่นของเขา  สิ่งที่เขาชอบคือความรู้สึกว่าเกมนี้ชนะ มันมากกว่าเรื่องเงิน  คิดง่าย ๆ คนหิวกับคนอิ่ม ใครคิดเรื่องอาหารมากกว่ากัน คนหิวใช่ไหม คนอิ่มเขาไม่คิดถึงเรื่องอาหารแล้ว

ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว ต้องลุกขึ้นมาประกาศอิสรภาพให้ตัวเอง
ช่วงที่ชีวิตตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ  พอดิ่งลงถึงพื้น สิ่งที่ผมค้นพบคือมีบางอย่างวางอยู่ที่พื้น ซึ่งก่อนหน้านั้นผมไม่เคยเห็น  ผมขึ้นไปอยู่ข้างบน เอาแต่เริงร่าหาเงิน พอร่วงลงมาก็เลยได้พบว่าผมยึดถือคุณค่าอะไรกันแน่ ผมให้ความสำคัญแก่อะไรที่สุด
คำตอบที่ผมได้ในวันนั้นคือครอบครัว แต่ตอนนั้นผมแทบไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวเลย ตื่นสาย ลูกไปโรงเรียนแล้ว กลับบ้านดึก ลูกหลับแล้ว เสาร์-อาทิตย์ก็ออกไปทำงานพิเศษ  มันทำให้ผมได้นิยามตัวเอง ได้จัดระบบความคิดใหม่ว่าจะทำอะไรต่อดี  ผมรู้แล้วว่าโจทย์แรกของชีวิตคือทำอย่างไรจะได้อยู่กับครอบครัว  ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลว่าผมคงจะทำงานประจำต่อไปไม่ได้ ช่วงนั้นมีคนหนึ่งซึ่งผมคงต้องขอบคุณเขาตลอด สัมภาษณ์ที่ไหนก็คงต้องพูดถึงคุณบัณฑิต อึ้งรังษี

เขามีบุญคุณกับคุณยังไง ทำไมถึงต้องขอบคุณกันมากมายไม่รู้จบ
ช่วงที่ลำบาก ผมคิดหาหนทางที่จะหลุดพ้นจากปัญหา สิ่งที่พอจะช่วยได้ คือหนังสือ ใครที่ผ่านแบบนี้มาบ้าง แล้วเขามีวิธีแก้อย่างไร  ผมก็อ่าน ๆ แล้วได้วิธีการต่าง ๆ นานามาเพียบเลย ก็ลองทำดู แต่มันเหมือนลมปราณแตกซ่าน หลายวิชาตีกัน เริ่มงง ตกลงต้องทำอะไรบ้าง  พอดีช่วงนั้นมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์คุณบัณฑิต ผมใช้หน้าที่ให้เป็นประโยชน์ คือตั้งใจว่าจะต้องไปสัมภาษณ์คนนี้ให้ได้เพราะเคยอ่านหนังสือของเขาเรื่องความสำเร็จในชีวิตนู่นนั่นนี่ ก็เลยอยากลองคุยดู  ผมกะว่าจะไปปรึกษาเรื่องปัญหาชีวิต แต่ก็ไม่มีโอกาส ลืมไปว่ามีน้อง ๆ ในทีมไปด้วย แล้วเราจะไปถามปัญหาส่วนตัวได้ยังไง อายแย่  เลยบอกคุณบัณฑิตว่าเดี๋ยวผมส่งบทสัมภาษณ์กลับมาให้ตรวจนะครับ ก็ขออีเมลไว้ พอผมเขียนต้นฉบับเสร็จก็ส่งไป แกตรวจเสร็จก็เขียนทักทายกลับมาว่า ชีวิตเป็นยังไงบ้าง ? เท่านั้นแหละเขื่อนแตกเลย  แกเขียนถามมาสั้นนิดเดียว แต่ผมตอบยาวเลยว่าแย่มาก เหมือนจะดูดี แต่ไม่มีเงิน แกเขียนตอบกลับมาว่าขนาดนั้นเลยเหรอ ลองเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยสิว่าเป็นยังไง ผมก็เลยเล่าไป แกบอกว่าน้องอ่านหนังสือเยอะเกินไป วิชามันตีกัน พี่ให้วิธีการไปสักสองวิธีก็พอ แกบอกว่าหาหนังยางมาหนึ่งเส้น ใส่ที่ข้อมือ เมื่อคิดลบในใจ หรือบ่นอะไรออกมา ให้ดีดเพียะ เหมือนให้สติตัวเอง ให้ทำแบบนี้ ๓๐ วันติดต่อกัน

ฟังเหมือนการเจริญสติภาวนา
ใช่ แถมยังมีโหดกว่านั้น ถ้าวันไหนดีดเกิน ๑๐ ครั้ง ให้ไปนับวันที่ ๑ ใหม่ ถือว่าไม่ผ่าน แล้วแกก็ให้เวลาเผื่อไปสัก ๕๐ วัน พอครบ ๕๐ วันแล้วกลับมาเจอกัน ค่อยรับกฎข้อที่ ๒

ตอนนั้นดีดจนแขนเปื่อยเลยไหม
(หัวเราะ) วันแรกนี่ดีดเพียบเลย นี่เราบ่นขนาดนี้เลยเหรอวะ แล้วแกก็เขียนอธิบายมาด้วยนะว่าทำไมให้ดีดหนังยางแบบนี้ แกบอกว่าเพราะผมกำลังโฟกัสผิดจุด ผมกำลังโฟกัสว่าเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง  ผมกำลังเอาแต่บ่นว่าถ้ามีเงินแล้วปัญหาทุกอย่างจะหายไป

แล้วไม่จริงเหรอ
แกบอกว่าไม่จริง แกบอกว่าที่คนส่วนใหญ่มีปัญหาตรงนี้แล้วแก้ไม่ได้ เพราะเขามัวโฟกัสว่าฉันมีปัญหาตรงนี้ ก็เลยไม่เห็นโอกาสดี ๆ ที่เข้ามาตั้งเยอะ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องทำอย่างไรไม่ให้บ่น ไม่ให้เห็นแต่สิ่งลบ ๆ  พอผ่านไป ๕๐ วัน ผมก็อีเมลกลับไปรายงานผล ความจริงก็ไม่ผ่านหรอก เราเนียน ๆ ว่าผ่านแล้วครับพี่ (หัวเราะ) แกก็ให้อีกบทเรียน นั่นคือ เห็นค่าสิ่งที่มีอยู่ ให้เขียนขอบคุณสิ่งที่เรามีอยู่ เราขอบคุณอะไรได้บ้าง อย่างเช่น งานที่เราบ่น ๆ ว่าเงินเดือนน้อย  ถามว่าถ้าเกิดอยู่ดี ๆ พรุ่งนี้เราตกงานเลย เราก็คงเพิ่งจะสำนึกว่าดีแค่ไหนที่มีงานทำ เพราะฉะนั้นเราต้องขอบคุณที่มีรายได้จากงานนี้ ปรากฏว่าทำแล้วเราค่อย ๆ ดีขึ้น

ช่วงที่คุณจม ใช้เวลานานไหมกว่าจะลุกขึ้นมาได้ ใช้เวลาคลี่คลายตัวเองนานแค่ไหน
ต้องบอกว่าช่วงเวลาที่แย่ ๆ ไม่รู้เป็นอะไรนะ มันจะแย่ไปหมดทุกด้าน สิ่งแย่ ๆ ในชีวิตเหมือนพวกอันธพาลที่มารุมกระทืบเรา มันชวนพรรคพวกมาเหยียบเรา เฮ้ย ไอ้นี่กำลังแย่เว้ย รุมมัน งานมึงไม่ดีใช่ไหม กูรุมเรื่องงาน เงินมึงไม่ดีใช่ไหม กูรุมเรื่องเงิน  ความสัมพันธ์มึงแย่ มึงทะเลาะกับเมียใช่ไหม อ่ะ งั้นเรื่องสุขภาพโดนด้วยละกัน  สรุปคือโดนหมดเลย  ถามว่าช่วงนั้นอยู่ในหลุมดำนานหรือเปล่า ตอบว่านานมาก เป็นช่วงเปราะบางของชีวิต  อย่างที่บอกว่ารายได้ผมก็ไม่ดี ความสัมพันธ์กับครอบครัวก็แย่ เริ่มเครียด ทะเลาะกับที่บ้าน เริ่มรำคาญลูก คือแย่ไปหมด  นอกจากเงินไม่มีแล้ว เวลาก็ยังไม่มีอีก

แล้วคุณขึ้นจากหลุมนั้นด้วยหลักการ ด้วยวิธีคิดอะไร
คนเราเป็นลูกหลานของสิ่งแวดล้อม เราเอาตัวเองไปแวดล้อมอยู่ที่ไหน เราก็จะได้รับพลังงานจากตรงนั้น  คุณลองสังเกตสิ เวลาเราแย่ ๆ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ คือเราจะไปหาคนที่แย่ ๆ เหมือนกันมานั่งปรับทุกข์กัน ถูกไหม  หรืออย่างเวลาอกหัก ถามว่าเราทำไง ก็เปิดเพลงเศร้า อยู่คนเดียว ปิดไฟมืด ๆ หาเพื่อนกินเหล้า แล้วก็ระบายใส่กัน  พอผมพ้นมาแล้ว ผมรู้เลยว่าไม่ใช่วิธีที่ถูก มันเป็นวิธีตอกย้ำให้ตัวเองจมลงไปเรื่อย ๆ  ทางแก้คือเราต้องเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่  ผมถึงบอกว่าคนเราเป็นลูกหลานของสิ่งแวดล้อม เราต้องแวดล้อมตัวเองด้วยสิ่งที่ทรงพลัง หากัลยาณมิตร เช่น คนที่อยากมีชีวิตก้าวหน้า หาหนังสือดี ๆ อ่าน  สารภาพว่าเมื่อก่อนผมไม่อ่านหนังสือพวกพัฒนาตัวเองพวกนี้เลย เพิ่งจะมาอ่านน่าจะไม่เกิน ๑๐ ปี  ก่อนหน้านั้นผมสายติสต์ อ่านเรื่องสั้น อ่านวรรณกรรม อ่านนวนิยาย เหยียดหยามหนังสือฮาวทูด้วยซ้ำไปว่าหนังสือพวกนี้หลอกคนอ่าน หาเงินจากคนที่เชื่ออะไรแบบนี้ ผมรู้สึกอย่างนั้น  พอวันหนึ่งได้มาอ่านหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ผมถึงเพิ่งรู้ว่านี่คือของจริง  ของปลอมอาจจะมีนะ มันมีทุกวงการอยู่แล้ว แต่หนังสือที่เขียนดีจริง ๆ ข้อมูลในนั้นดีจริง ทำตามได้จริง ได้ผลลัพธ์จริง หนังสือแบบนี้มีอยู่จริง  ผมก็เลยแวดล้อมตัวเองด้วยหนังสือเหล่านี้ จากนั้นก็พาตัวเองไปอยู่กับคนที่เขาอยากทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น  คนแบบนี้อยู่ที่ไหน รู้ไหมครับ อยู่ในงานสัมมนา  พูดถึงตรงนี้ผมต้องออกตัวทุกครั้งเลยว่า ผมกำลังชวนคนไปเข้างานสัมมนาของผมเองหรือเปล่า ไม่ใช่ คุณไปเข้าสัมมนาของใครก็ได้ แต่ต้องเป็นของจริงนะ เพราะถ้ามองจากภายนอก บางคนจะเหยียดหยามว่าพวกสัมมนาพัฒนาตัวเองนี่เป็นคอร์สบำบัดจิตหมู่  ผมถึงบอกว่าทุกวงการมีทั้งของจริงและไม่จริง  สัมมนาที่เป็นของจริงมีความรู้จริง ได้ประโยชน์จริง ไม่ได้มาเย้ว ๆ แต่มีความรู้ มีวิธีการบางอย่างให้  คนที่ยอมจ่ายเงินให้แก่ความรู้มีแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของประเทศนี้เท่านั้น เป็น ๑ เปอร์เซ็นต์ข้างบนของประเทศ เป็นคนที่เสาร์-อาทิตย์แทนที่จะนอนอยู่บ้าน ไปดูหนัง หรือเอาสตางค์ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ แต่กลับเอามาจ่ายเพื่อซื้อความรู้  นี่เป็นคนส่วนน้อยของประเทศ  ผมบอกได้เลยว่าคนพวกนี้เจ๋งมาก ไม่ใช่คนที่มีปัญหาแล้วหลอกตัวเองเย้ว ๆ แต่เขาเป็นคนที่อยากพัฒนาตัวเอง

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นตัวจริง หรือตัวปลอม หนังสือเล่มไหนดีจริงอย่างที่คุณว่า และเล่มไหนปลอม ใคร ๆ ก็ต้องบอกว่าตัวเองเป็นตัวจริง แม้แต่ตัวคุณเอง
ถ้าจำไม่ผิด ผมไม่เคยพูดที่ไหนสักครั้งว่าผมเป็นตัวจริง  ถ้าคำว่าตัวจริงหมายถึงต้องเรียนจบด้านนั้นโดยตรง ข้อมูลแน่น ตำราเต็มบ้าน แบบนั้นผมไม่ใช่ตัวจริงแน่นอน  แต่ที่พูดได้เต็มปากคือผมน่ะเจ็บจริง ไม่ใช้สลิง สตันต์ ทุกอย่างที่ผมเขียนหรือพูดออกไป มันมาจากประสบการณ์จริง  ผมรู้ว่าวิธีการที่ให้ไปจะช่วยเขาได้ในวันที่ชีวิตลำบาก เพราะมันช่วยผมมาแล้ว และไม่ได้ช่วยผมเป็นคนแรก  วิธีการ แนวคิด ที่สืบต่อ ๆ กันมาในหนังสือพัฒนาตนเอง ได้ผ่านการพิสูจน์มานานมากแล้ว อย่างในหนังสือ หนังยางล้างใจ ที่ผมเขียน ผมบอกเสมอว่าผมไม่ได้เป็นคนคิดค้นวิธีการเปลี่ยนชีวิตเหล่านั้น มันมีอยู่แล้ว ผมเอามาเล่าใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น ทำตามได้เลย

ส่วนการจะดูว่าคนไหนตัวจริง หนังสือเล่มไหนดีจริง ไม่มีใครบอกได้ดีเท่าตัวคุณเอง คุณต้องลองด้วยตัวเอง แต่ปัญหาคือพอไม่เชื่อ ก็กลับไม่ลองว่าหนังสือแนวนี้ กูรูแนวนี้ ดีจริง เก่งจริงหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่หนังสือหรือสัมมนาไม่ใช่ยาเสพติด คุณสามารถลองอ่าน ลองเข้าฟังได้  ถ้าไม่ชอบ ไม่ดี อย่างมากก็เสียเงินครั้งเดียว  แต่พอเป็นเรื่องเหล้าบุหรี่ ทั้งที่รู้ว่าไม่ดี แต่คนส่วนใหญ่กลับลองครั้งแล้วครั้งเล่า คุณว่ามันแปลกไหมล่ะ

ปรกติคุณเป็นคนมีคำอธิบายดี ๆ มีคำคม มีคำตอบพร้อมเสิร์ฟทุกสถานการณ์หรือเปล่า
ผมไม่ได้บอกว่าผมแข็งแกร่งสุด ๆ โจทย์ผมมีอย่างเดียวคือเราจะคืนกลับมาจากสภาวะแย่ ๆ นั้นได้เร็วแค่ไหน  ผมว่าความเจ๋งอยู่ตรงนี้  ถามว่าแล้วเราจะขึ้นมาด้วยวิธีไหน ผมตอบว่าขึ้นมาด้วยคำถามนี่แหละ ผมเป็นคนที่หลงใหลในคำถาม เพราะถ้าเราถามดี เราก็จะได้คำตอบที่ดี  ผมแนะนำว่าเราควรจะถามตัวเองในวันที่แย่ ๆ ว่าฉันเรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้  ผมว่าสิ่งนี้แหละที่จะดึงเราขึ้นมา ระหว่างวันที่ชีวิตดีกับวันที่ชีวิตแย่  ผมว่าวันที่ชีวิตแย่สอนเราได้มากกว่าวันที่ชีวิตดีอีกนะ  ถ้าเป็นครูก็บอกได้เลยว่าเป็นครูฝ่ายปกครองที่โหดมาก  แต่ถ้านึกดี ๆ ตอนที่เราเรียนจบมา เราจำครูคนไหนได้ที่สุด ก็ครูที่โหดที่สุดไง ถูกไหม ไม่มีใครอยากเจอหรอก แต่เจอแล้วเราลืมไม่ลง

คุณเขียนหนังสือชื่อ งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า เอาเข้าจริงงานไม่ประจำทำเงินกว่าจริงไหม
มันขึ้นอยู่กับใครด้วย แต่ของผมตอบว่าทำเงินกว่าจริงครับ  ส่วนคำตอบว่าทำไมบางคนไม่ทำเงินกว่า ก็เพราะว่าคนที่ไม่ทำเงินกว่า เขาทำงานนี้แบบไม่จริงจัง เขาทำแบบงานเสริม ทำเล่น ๆ  แต่ถ้าใครก็ตามที่ใส่พลังตั้งใจทำงานไม่ประจำ ให้เหมือนทำงานประจำ งานไม่ประจำจะทำเงินกว่าแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

คนหนุ่มสาวในยุคนี้หันมาทำงานไม่ประจำเยอะขึ้น มันกำลังบอกอะไรเรา
จริง ๆ โลกเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว คนรุ่นเราจะไม่อยากเป็นเหมือนคนรุ่นพ่อแม่ ไม่มีใครอยากเป็นเหมือนคนรุ่นก่อน  เรารู้สึกเลยว่าคนรุ่นก่อนสู้เราไม่ได้ อาจจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้นะ แต่มันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว  คนที่เป็นรุ่นลูกของคนที่ทำงานบริษัท เขาเห็นว่าพ่อแม่ไม่มีเวลาให้เขาเลย เงินก็ไม่ได้มีมากมาย ทำงานกลับดึก ๆ ดื่น ๆ  คนรุ่นนี้ก็เลยไม่อยากเป็นแบบนั้น เขาอยากทำงานอิสระ

คนรุ่นก่อนมักบ่นว่า คนหนุ่มสาวสมัยนี้รักสบายเกินไป ไม่ค่อยมีน้ำอดน้ำทนในการฝึกฝนเคี่ยวกรำตัวเอง ทำงานแป๊บ ๆ พอรู้สึกว่าไม่ใช่ ก็พร้อมจะลาออกทันที  อยากทำอะไรก็ได้ที่ออกแรงน้อย ๆ แต่เงินเยอะ ๆ วัน ๆ เอาแต่พูดถึงการลงทุน เล่นหุ้น
ผมอยากจะบอกว่า ถ้าเกิดคนที่พูดแบบนี้มาเป็นวัยรุ่นยุคนี้ เขาก็อาจจะคิดและทำแบบนี้แหละ เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว มันมีช่องทางเยอะแยะ มีวิธีหาเงินให้เลือกมากมาย เล่นหุ้นก็ได้ ลงทุนคอนโดฯ ก็ได้  บางคนเรียนจบไม่ทำอะไรเลยมานั่งเทรดหุ้นอยู่บ้าน เป็นใครก็เลือกทางที่สบายที่สุด เพราะสุดท้ายที่ทุกคนต้องการคือมีความสุข ก็นี่เป็นความสุขในแบบของคนยุคนี้ที่อยากมีอิสรภาพในชีวิต ผมว่าก็ไม่ได้ผิดอะไร

เป้าหมายการทำงานของคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นนี้แตกต่างกัน
คนยุคก่อนฝากชีวิตไว้กับองค์กร เขาจะรู้สึกตลอดว่าที่นี่เลี้ยงเขาได้  แต่ยุคนี้ผมว่ามันเปลี่ยนไป พนักงานก็เปลี่ยน บริษัทก็เปลี่ยน เขาไม่รับประกันแล้วว่าจะเลี้ยงไปตลอดชีวิต  ส่วนคนทำงานยุคนี้ก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน เขาไม่รู้สึกอยากอยู่ที่นี่ไปตลอด  คำถามก็คือแล้วเราจะทำอย่างไร ผมว่าคงต้องปรับตัวกันทั้งสองฝ่าย  บริษัทก็ต้องปรับตัว ต้อง outsource งานให้ฟรีแลนซ์เพราะจะไม่มีตัวตายตัวแทนอยู่กับเราตลอดแล้ว  ส่วนพนักงานก็ต้องปรับตัวว่าอาจไม่มีที่ไหนจ้างเราไปตลอดแล้ว เราต้องพร้อมรับสถานการณ์ตลอดเวลา

สำหรับคนทำงานประจำ เงินเดือนถูกกำหนดไว้แล้ว ทำให้ตายถวายหัวให้องค์กรยังไงก็ได้แค่นี้ คุณอยากจะบอกอะไรกับคนที่ตกอยู่ในสถานะแบบนี้ มีหลายคนที่นั่งห่อเหี่ยวไปวัน ๆ ไม่มีแรงบันดาลใจอะไรในการทำงาน
ผมอยากบอกว่าคุณคิดผิด ไม่ใช่คิดผิดที่ยังทำงานประจำอยู่นะ คุณคิดผิดแล้วที่รู้สึกอย่างนั้นกับงาน คุณต้องขอบคุณงานที่คุณทำก่อน  อย่างที่ผมบอกคุณตั้งแต่ตอนแรก วันนี้คุณบ่นกับงานใช่ไหม ถ้าพรุ่งนี้คุณตกงานล่ะ อยากได้งานนั้นกลับมาไหม คุณจะบอกว่าอยากได้งานนั้นกลับมาแน่นอน แปลว่ามันมีคุณค่าสิ แต่คุณกำลังเป็นมนุษย์พิเศษพันธุ์หนึ่งซึ่งมีเยอะมากบนโลกนี้ นั่นคือเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถมองเห็นในสิ่งที่คุณไม่มี นั่งทำงานอยู่ก็อยากได้นู่นได้นี่  เขามี ฉันไม่มี เงินเดือนฉันน้อย เงินเดือนเขาเยอะ เขาได้ไปเที่ยว ฉันยังทำงานอยู่เลย  คุณมองเห็นสิ่งที่คุณไม่มี นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะสื่อเลยว่า ยิ่งคุณเห็นว่าคุณไม่มีอะไรเท่าไร ยิ่งคุณรู้สึกขาดแคลนเท่าไร คุณก็ยิ่งไม่เห็นสิ่งดี ๆ ที่เข้ามาเท่านั้น เพราะคุณมองเห็นแต่สิ่งที่คุณขาด เพราะฉะนั้นต่อให้คุณรู้สึกว่างานไม่ดี ไม่ถูกใจคุณ ก็ขอให้คุณขอบคุณงานนั้นก่อน ขอบคุณเพื่อนร่วมงาน ขอบคุณเจ้าของบริษัท ขอบคุณงานชิ้นนั้น ขอบคุณชีวิตคุณ  คุณอยากให้มันดีกว่านี้ เดี๋ยวมันจะมาเอง เพราะคุณเห็นแล้วว่าคุณมีอะไร คุณไม่ได้เห็นว่าคุณไม่มีอะไร

หนังสือแนว how to พัฒนาตัวเอง เล่นหุ้นลงทุนการเงิน และเทรนด์การลาออกเยอะมาก และหลายเล่มก็เป็น best seller ปรากฏการณ์นี้สะท้อนอะไร
ตอนนี้เทรนด์ลาออกมันเก่าไปแล้ว เทรนด์จะอยู่สักพักแล้วก็จะมีแอนตี้เทรนด์ ไม่ลาออกก็รวยได้ ทำงานประจำก็รวยได้ ซึ่งสุดท้ายก็สะท้อนกลับไปที่เรื่องเดิมว่า คนส่วนใหญ่อยากจะรวยเร็ว ๆ  หนังสือเหล่านี้เลยให้ความหวังว่าชีวิตเขาอาจจะดีได้ เพราะคนเรามักไม่พอใจในจุดที่เราอยู่ เราอยากจะไปอีกจุดหนึ่งที่ไปไม่ถึง ซึ่งมันสอดคล้องกับเทรนด์ยุคนี้มาก เราเริ่มไม่อยากจะฝ่าฟันรถติดมาทำงาน เราอยากทำงานอิสระ มันก็เลยตอบโจทย์ แต่พอมันเป็นเทรนด์เยอะ ๆ ก็จะมีอีกเทรนด์แอนตี้ว่าไม่ต้องลาออกก็รวยได้  แต่เดี๋ยวพอเทรนด์นี้มันเยอะ ก็อาจสวิงกลับมาที่เดิม งั้นลาออกอีกรอบดีกว่า (หัวเราะ)

คิดว่าอาชีพอะไรกำลังมาในศตวรรษนี้
ถ้าตอบในมุมที่ผมทำธุรกิจอยู่  คุณสมบัติของอาชีพในยุคนี้มีคุณสมบัติอยู่ไม่กี่อย่าง เช่น หนึ่ง ต้องไม่ใช้เงินลงทุนเยอะ ไม่ใช้เลยยิ่งดี สอง ไม่ต้องมีคนงานเยอะ ไม่มีเลยยิ่งดี สาม ไม่ต้องใช้สถานที่ใหญ่โต ไม่ต้องใช้สถานที่เลยยิ่งดี สี่ ทำงานตอนไหนก็ได้ ออกแบบเวลาได้เอง

นึกภาพไม่ออกเลย นี่เรียกว่างานเหรอ
คนสมัยก่อนไม่มีทางนึกภาพออกว่าสิ่งที่ผมบอกจะเป็นธุรกิจ เป็นอาชีพได้ เพราะธุรกิจยุคเก่าต้องเปิดร้าน ซื้อของเข้า นั่งเฝ้าร้าน คนงานเยอะ กู้ดอกเบี้ยมาบานเบอะ ทำไปเหอะไม่รู้จะได้กำไรไหม (หัวเราะ)  ถ้าถามธุรกิจยุคนี้เป็นไง ก็ตรงข้ามหมดเลย ซึ่งดูจะไม่เป็นงานอย่างที่บอก  ทุกวันนี้ผมมีบริษัทของตัวเอง แต่ทุกคนนึกไม่ออกว่าอย่างนี้เรียกว่าบริษัทด้วยหรือ เพราะพอพูดถึงบริษัท ภาพในหัวจะมาเลย คุณต้องมีตึก มีออฟฟิศ มีคนงาน มีประชาสัมพันธ์มารับโทรศัพท์ คุณต้องแต่งตัว ใส่สูทผูกไท แต่ถามว่าไม่ต้องเป็นแบบนั้นได้หรือเปล่า ทำที่บ้านได้ไหม แล้วผมก็ได้คำตอบว่าทำได้  สิ่งที่ผมทำเรียกว่า ธุรกิจข้อมูลความรู้ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกคนทำธุรกิจแบบนี้ว่า Infopreneur

ธุรกิจข้อมูลความรู้คืออะไร ขายอะไร และขายให้ใคร
สมัยก่อนใครมีโรงงานใหญ่ ๆ ถือว่าเป็นเศรษฐี แต่ยุคนี้ไม่ใช่แล้ว ยุคนี้ใครมีข้อมูลอยู่ในมือ ใครมีความรู้อยู่ในมือ คือเศรษฐีครับ ยกตัวอย่างเช่น มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของเฟซบุ๊ก เขามีข้อมูลของพวกเราทั้งโลกอยู่ในมือ เขารู้ว่าเราชอบไม่ชอบอะไร เราเป็นเพื่อนกับคนไหน เราเคยกดไลก์อะไร เขารู้หมด พอเขามีข้อมูลตรงนี้ เขาก็ขายได้  ใครอยากโฆษณาสินค้าได้หมด นี่คือความร่ำรวยยุคใหม่ ซึ่งคุณมีข้อมูล มีคนอยู่ในมือ  หรือบางคนมีความรู้อะไร คุณขายออกไปก็มีคนยินดีจ่าย ผมเรียกว่า ธุรกิจข้อมูลความรู้ ซึ่งเวิร์กมากสำหรับคนที่ไม่ได้อยากเป็นนักธุรกิจจ๋าแบบผม เพราะนักธุรกิจจ๋าผมก็ทำไม่เป็น  โจทย์ของธุรกิจนี้มีแค่อย่างเดียว คือเราจะแพ็กเกจมันอย่างไร หีบห่ออย่างไรให้ดูดี ดูน่าสนใจ ดูมีวิธีการที่แตกต่างออกไป และตอบโจทย์คนส่วนใหญ่  ผมขายสิ่งนี้  ทุกวันนี้ผมทำงานอยู่ที่บ้าน เดินจากชั้นสองลงมา ถึงแล้วที่ทำงาน จาก ๘๐ กิโลที่ต้องเดินทางไปที่ทำงานเก่า เหลือระยะทางจากชั้นสองลงมาชั้นหนึ่ง  ผมได้เวลากลับคืนมา พนักงานไม่ต้องมี ผม outsource ออกหมด ฝ่ายอาร์ตไม่ได้จ้างประจำ จัดเล่มหนังสือก็จ้างจ่ายเป็นชิ้น ๆ มีงานใหญ่ จัดสัมมนา ก็จ้างออร์แกไนซ์  มีพนักงานประจำคนเดียว คือตัวผมเอง เขาเรียก one man company

แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะจะเป็นผู้ประกอบการ กระแสชักชวนให้ลาออกมาทำธุรกิจของตัวเองในตอนนี้มันล้นหลามและชวนให้เชื่อแต่ด้านดีเกินไป อยากให้คุณพูดถึงด้านที่คนส่วนใหญ่ลืมมอง เป็นข้อควรระวัง
ผมอยากจะพูดเรื่องเฟซบุ๊กก่อนด้วยซ้ำไปว่า เฟซบุ๊กทำให้เรามองโลกบิดเบี้ยวผิดเพี้ยน สเตตัสหรือรูปภาพในเฟซบุ๊กเป็นความจริงประดิษฐ์ เพราะก่อนที่เราจะโพสต์อะไรสักอย่าง เราประดิษฐ์แล้วประดิษฐ์อีก คิดแล้วคิดอีก มันเป็นความจริงนะ แต่เป็นความจริงที่เราคัดสรรมาแล้วว่าเราอยากให้เขาเห็นแบบนี้  การที่เราเห็นว่าเพื่อนในเฟซบุ๊กออกรถใหม่ จู๋จี๋กับแฟน ไปเที่ยวบ่อยจัง ทำไมชีวิตช่างสวยงามมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งเหลือเกิน คำตอบก็เพราะตอนที่เขาทุกข์ เขาไม่โพสต์ไง เพราะฉะนั้นเราต้องระวังสิ่งนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

ส่วนที่บอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่ลาออกมาแล้วจะสำเร็จ อันนี้ก็จริง สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือคุณอย่าอยากร่ำรวยแบบคนอื่นสิ รู้ไหมที่เรายังไม่ร่ำรวย ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะเราอยากรวยแบบคนอื่น เห็นเขาลาออกก็ลาออกบ้าง เห็นเขาทำธุรกิจก็ทำบ้าง ส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยรอดเพราะไม่ได้เกิดจากว่าเราพร้อมแล้ว ไม่ได้มาจากความต้องการจริง ๆ เราแค่อยากรวยแบบเขาก็เลยตกหลุมพรางความรวยแบบคนทั่วไป  แต่ที่บอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่ลาออกมาแล้วรวย ไม่ใช่ทุกคนที่ออกมาแล้วประสบความสำเร็จ ผมถามว่าไม่ว่าอะไรก็ไม่มีทางทำได้ทุกคนอยู่แล้ว ทำงานประจำ เป็นพนักงาน เป็นลูกจ้าง ก็ไม่ใช่ทุกคนจะรวย  แต่สิ่งที่ผมจะสรุปตรงนี้ก็คือ เราต้องออกแบบเองว่าอะไรคือความร่ำรวยในแบบของเรา อะไรคือชีวิตในแบบที่เราต้องการ  พอเราออกแบบ เรานิยามมันแล้วก็ลงมือทำ แต่อย่าไปเปรียบเทียบกับใคร  ถามว่าวันนี้มีร้อยล้านเรียกว่ารวยไหม ถ้าเทียบกับคนมีหนึ่งล้านก็เรียกว่ารวย  แต่พอไปเจอคนมีพันล้าน เรากลับรู้สึกว่าเราจน เพราะฉะนั้นความทุกข์มันเกิดจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น  ผมจะบอกเสมอว่าถ้าอยากพัฒนาตัวเองให้เปรียบเทียบตัวเรากับตัวเรา แต่ถ้าอยากเป็นทุกข์ให้เปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น  กลับมาที่คำถามเมื่อกี้ เราต้องออกแบบวิธีร่ำรวยของตัวเองว่าฉันอยากรวยด้วยวิธีนี้  ถ้ามันถึง ใช่แล้ว ก็พอ  ถ้าเราไปเทียบว่าคนอื่นได้เยอะกว่านี้ ไปทำอย่างนั้นดีกว่า ส่วนใหญ่จะเจ๊ง เพราะฉะนั้นผมจะย้ำตลอด  ขนาดผมเป็นคนเขียนหนังสือที่หลายคนบอกว่าลาออกเพราะอ่านหนังสือของผมเลย (หัวเราะ) ผมก็จะบอกว่าใจเย็น ๆ ถ้าจะออกมาทั้งทีต้องดีกว่าเดิม  บางคนไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วไปตายเอาดาบหน้า ส่วนใหญ่ก็ตายจริง จะทำธุรกิจก็ต้องดูว่ามันดีจริง ๆ ก่อนถึงค่อยทำ

คุณไม่คิดว่ากระแสพวกนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็จะทำให้คนจำนวนมากกลายเป็นเหยื่อของความไม่รู้ หรือความเข้าใจผิดหรือ
คนที่ไม่รู้นั้นเป็นเหยื่อเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าคุณไปซื้อทุเรียนที่ตลาด แล้วคุณเลือกไม่เป็น คุณก็ย่อมได้ของไม่ดี หรือถูกแม่ค้าที่ไม่ดีบางคนหลอกขายทุเรียนเนื้อไม่ดีให้  คำถามก็คือ คุณจะให้แม่ค้าทั้งตลาดเลิกขายทุเรียนเลยหรือเปล่า ผมว่าไม่ใช่แน่นอน  ทุเรียนอร่อย ราคาสูง แต่เปลือกนอกดูน่ากลัว คุณต้องมองทะลุถึงข้างในให้เป็น  ที่สำคัญคุณต้องเลิกโทษคนอื่นได้แล้ว ถ้าคุณโดนหลอกให้ซื้อทุเรียนห่วย ๆ ให้หันกลับมาโทษตัวเองว่าฉันมันโง่เอง คราวหน้าต้องศึกษาให้มากกว่านี้ แต่อย่าเลิกกินทุเรียนนะครับ ทุเรียนไม่ผิด คุณผิดเอง

คุณนิยามคำว่า “ความมั่นคง” อย่างไร
เป็นคำถามที่ดี และผมจะไม่ตอบเชิงนามธรรมสวยหรู หรือตอบให้ผมดูเท่  ผมจะตอบแบบชัดเจนให้คุณเห็นเลยว่า เวลาที่ผมเขียนหรือพูด ผมไม่ได้ให้แค่วิธีคิด แต่ผมให้วิธีการ เพราะฉะนั้นคำตอบของผมสำหรับคำถามนี้ก็คือ ผมนิยามความมั่นคงไว้สามข้อว่า ข้อแรก ถ้าคุณจะมั่นคง คุณต้องมีเงินเก็บ อย่างน้อย ๆ พอใช้ไปอีก ๑ ปี นี่ขั้นต่ำนะ ยิ่งนานกว่านี้ยิ่งดี สำหรับผม ผมให้ ๕ ปีด้วยซ้ำ เพราะคุณจะรู้สึกปลอดภัย เพราะแม้เกิดอะไรกับคุณก็ยังมีเวลาคิดขยับขยายอีกตั้งเป็นปี  ข้อสอง ถ้าคุณจะมั่นคงคุณต้องสร้างงานขึ้นมาเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมาจ้างงานคุณ หรือต้องรอรับเงินจากใคร  คนจำนวนมากสร้างงานเองไม่เป็นก็เลยต้องไปสมัครงาน รับงานจากคนอื่น แต่คุณดูเถอะครับ คนรวยทุกคนสร้างงานขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องรอคำสั่งใคร

ข้อสาม ถ้าคุณจะมั่นคง คุณต้องมีระบบอะไรสักอย่างของตัวเอง ที่ไม่ผูกตัวคุณไว้ตลอดเวลา ถ้าคุณต้องอยู่ดูแลตลอดเวลา ไม่งั้นไม่ได้เงิน แบบนั้นมั่นคงยาก  นี่ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องมีอะไรที่ดูยิ่งใหญ่อย่างมีคอนโดฯ ให้เช่า มีหุ้นปันผล มีลิขสิทธิ์ให้เก็บกิน แต่อาจจะเป็นอะไรพื้น ๆ แบบที่คุณคิดไม่ถึง ตัวอย่างเช่น ผมมีรุ่นพี่คนหนึ่งเปิดร้านส้มตำ ขายดีมาก ก็เลยจ้างคนมาดูแลร้าน เขาขอแค่เดือนละแสน ขายได้เกินกว่านั้นจะมากเท่าไรก็เอาไปเลย แบบนี้ก็แปลว่าเขามีระบบหาเงินด้วยตัวมันเองแล้ว  สามข้อนี้คือการนิยามความมั่นคงในแบบของผม ใครที่ยังไม่มี ก็ต้องค่อย ๆ ปรับแก้หาทางกันต่อไป แต่มันต้องไม่ใช่การได้รับเงินเดือนทุกเดือนแล้วบอกว่านี่คือชีวิตที่มั่นคง

ธุรกิจข้อมูลความรู้ตอนนี้เป็นอย่างไร คนทั่วไปอาจมองไม่ออกว่ามันโตแค่ไหน
ในประเทศนี้คนที่รู้มีไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์หรอก ภาพชัด ๆ เลยเราอาจนึกถึงครูที่สอนในโรงเรียนก่อน แล้วก็เริ่มนึกถึงครูสอนพิเศษ นี่คือธุรกิจข้อมูลความรู้ยุคแรก ๆ  คุณต้องเป็นคุณครู มาสอนเด็กวิชาคณิตศาสตร์ เคมี  คนจะคิดว่านี่ละมังธุรกิจข้อมูลความรู้ แต่ผมจะบอกว่ามันใหญ่กว่านั้นเยอะเลย เพราะขนาดสอนเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังใหญ่โตเป็นธุรกิจพันล้านหมื่นล้าน แต่นี่เรากำลังพูดถึงการสอนผู้ใหญ่ สอนคนทุกวัย จะใหญ่แค่ไหน  ถ้าคุณมีความรู้อะไรบางอย่างของชีวิต แล้วคุณบอกเล่าให้ผู้คนในแบบง่าย ๆ ใช้ได้เลย ผู้คนก็จะยอมจ่ายเงินให้คุณ เช่น คุณอาจจะเป็นคนที่นอนหลับได้รวดเร็วมาก แบบนี้เขาเรียกเป็นความสามารถส่วนตัว แต่ยังไม่เป็นความรู้ที่เอาไปบอกใครได้ แต่ถ้าคุณจับจุดได้ว่าทำไมเราเป็นคนที่หลับง่าย เช่น ตอนเย็นฉันออกกำลังกาย ฉันไม่กินอาหารมื้อหนักก่อนนอน ฉันเปิดเพลงคลาสสิกตอนนอน  คุณก็เอาความรู้พวกนี้มาเรียบเรียงใหม่แล้วรวบรวม เช่น ๒๐ วิธีที่ทำให้คุณเป็นคนนอนหลับง่าย แล้วคุณขายข้อมูลนี้ออกไป ไม่ว่าจะเขียนในเว็บฯ ทำเป็นหนังสือ พูดเป็นออดิโอซีดี เท่านี้ก็จะมีคนซื้อครับ ถามว่าทำไมมีคนซื้อ เพราะเขามีปัญหาบางอย่าง แล้วอยากให้มีคนมาแก้ เขานอนไม่หลับ แต่เขาไม่อยากกินยานอนหลับ มันมีวิธีอื่นไหม เขาอยากรู้ ถ้ามี เขาก็จ่ายเงินแลกกับข้อมูลความรู้นั้น มันก็เลยกลายเป็นธุรกิจข้อมูล

ข้อมูลความรู้อะไรก็ขายได้เหรอ มีข้อจำกัดอะไรบ้างไหม
ข้อมูลอะไรก็ขายได้ ถ้าคุณรู้จักทำให้มันง่ายพอ มีคนต้องการมากพอ และเร้าใจพอ  คุณไม่เห็นเหรอว่าหนังสือสอนปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ขายดีระดับประเทศมาเป็นปีแล้ว  นี่คือข้อมูลความรู้หรือเปล่า ใช่แน่นอน  ย้อนกลับไปสัก ๒-๓ ปี
ที่แล้ว คุณจะคิดเหรอครับว่าความรู้เรื่องการเกษตรจะมีคนสนใจขนาดนี้  คำตอบคือเพราะเขาทำให้มันง่าย ให้ความหวัง ได้สตางค์ใช้ถ้าทำตามอย่างถูกวิธี เพราะฉะนั้นผมอยากจะสรุปว่า ไม่ใช่ความรู้อะไรก็ขายได้ แต่ต้องเป็นความรู้ที่มีคนต้องการ และเราต้องรู้จักขัดสีฉวีวรรณมันให้เป็น ถ้ามันตอบโจทย์ผู้คน เขาจะจ่ายเงินให้คุณเอง

คอร์สสัมมนา “เขียนไม่กี่คำ ทำเงินกว่า” ของคุณ ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจไหม
พอใจมาก ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจเรื่องการเขียนเยอะขนาดนี้ ผมสอนไปแล้ว ๑,๓๐๐ คน ถือว่าเยอะมาก ๆ ผมคิดว่าคงเป็นเพราะคอร์สสอนเขียนหนังสือของผมไม่เหมือนใคร ผมไม่ได้เน้นที่การเขียนอย่างไรให้มีวรรณศิลป์ การใช้ภาษาถูกต้อง แบบนั้นก็ดีนะครับ ไม่ใช่ไม่ดี แต่ผมจะพูดภาพใหญ่กว่านั้น เวลาเรียน ๒ วันผมทำให้คุณเขียนเก่งขึ้นมาไม่ได้หรอก ทำได้แค่ชี้ช่องให้ไปฝึกต่อเอง ให้ไอเดียต่าง ๆ เช่น ๒๐ เทคนิคเขียนอย่างไรให้อ่านง่าย ไม่หมดมุก มีแต่คนสนใจ  ก่อนที่จะเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเราต้องทำอะไรอีกเยอะแยะ เช่น สำรวจข้อมูล หนังสือแบบไหนขายดี ทำไมถึงขายดี เขามีสูตรสำเร็จอะไรยังไง เรามาวิเคราะห์ แล้วผมจะบอกประโยคคลาสสิกของคอร์สนี้เลยว่า ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียน คุณก็แค่เขียนสิ่งที่คุณอยากเขียน แต่ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียนขายดี คุณต้องเขียนสิ่งที่คุณอยากเขียน และคนอ่านอยากอ่าน  นักเขียนจำนวนมากสนใจแค่สิ่งที่เขาอยากเขียน เขาไม่สนว่ามีคนอยากอ่านหรือเปล่า โลกเป็นอย่างนี้เสมอมา  เพลงที่ฮิตทั้งโลกจะถูกประณามหยามเหยียดจากคนในวงการว่าเป็นเพลงขยะ แต่นั่นแปลว่าอะไร คนชอบเยอะขนาดนั้นแปลว่าคนชอบขยะหรือเปล่า ก็ไม่ใช่  ในมุมผม หนังสือดีหรือไม่ดีไม่มี มีแต่หนังสือที่เราชอบหรือไม่ชอบ หนังสือขายดีก็เป็นหนังสือที่คนชอบเยอะ แค่นั้นเอง

ถามว่าทำไมคนชอบหนังสือของผมเยอะ ก็เพราะผมเขียนหนังสือแบบนักการตลาด ผมเอาการตลาดมาจับ ในคอร์สผมพูดเลยว่า คุณจะตั้งชื่อหนังสืออย่างไรให้โดนใจ เห็นปุ๊บซื้อปั๊บ คุณจะออกแบบปกอย่างไร เห็นปกปุ๊บหยิบขึ้นมาดูเลย  คุณจะเลือกเรื่องอะไรมาเขียน เป็นเรื่องที่คุณชอบนะ ผมไม่ได้ให้คุณเขียนเรื่องที่คนอ่านชอบแล้วคุณไม่ชอบ คุณต้องชอบเรื่องนี้ด้วย

ประเมินความสำเร็จของคอร์สที่สอนอย่างไร ได้ออกหนังสือกี่คน
คนที่ได้ออกหนังสือก็มีเรื่อย ๆ นะครับ ไม่ถึงขนาดเรียกว่าเยอะ เพราะว่าเรียนรุ่นละ ๑๐๐ คนไม่ได้แปลว่าจะออกหนังสือกันทุกคนอยู่แล้ว  ผมจะบอกว่าขั้นแรกคุณไปลองทำแฟนเพจตัวเองก่อน  เขียนในนั้น บางคนก็ทำจริง ๆ จนมีคนตามหลายหมื่น แล้วผมก็บอกให้ลองไปเสนอสำนักพิมพ์ เขาก็ไปเสนอแล้วก็ได้ออกหนังสือ

ผมมีความเชื่อว่าวงการไหนก็ตามที่เงินดี มันจะดึงดูดคนเก่ง ๆ มาสู่วงการนั้น เพราะฉะนั้นวงการนักเขียนเรายังต้องการคนเก่ง ๆ อีกเยอะ เพราะมันเป็นอาชีพที่ส่งผลกระทบถึงผู้คนทางความคิด เราจึงต้องการคนเก่ง ๆ เข้ามาเขียนหนังสือ แต่แน่นอนถ้าเกิดมันไส้แห้ง คนเก่งเขาก็ไปทางอื่นกันหมด เล่นหุ้น ลงทุนคอนโดฯ เราต้องดึงมาทางนี้บ้างว่าธุรกิจนี้มันใหญ่โตมาก จะได้ดึงดูดคนเก่ง ๆ มา แล้วช่วยกันสร้างความคิดให้ประเทศของเรา

แล้วระหว่างคนที่ทำตามคุณแล้วประสบความสำเร็จกับไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไหนมีมากกว่ากัน
โลกนี้มีคนที่ไม่ประสบความสำเร็จเยอะกว่าคนที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว  พูดแบบนี้ก็เหมือนว่าสิ่งที่ผมพูดหรือเขียนมันไม่ได้ผล แต่ทุกวันนี้มีคนอินบอกซ์มาหาผมทุกวันว่าหนังสือผมเปลี่ยนชีวิตเขา เขารอดมาได้เพราะหนังสือผม คำถามที่ผมจะถามกลับก็คือ ในเมื่อคุณก็อ่านหนังสือเล่มเดียวกับเขา ฟังสิ่งที่ผมพูดในงานสัมมนาเดียวกัน เขาสำเร็จ เขาเปลี่ยนแปลง แล้วคุณไม่สำเร็จ ไม่เปลี่ยนแปลง คุณจะโทษสิ่งที่ผมพูด สิ่งที่ผมเขียน หรือคุณจะโทษตัวเองแล้วลองตั้งใจอีกที

แต่พอพูดถึงหนังสือฮาวทู คนก็จะยี้  ชีวิตคนเราไม่ได้มีสูตรสำเร็จเรียง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ขนาดนั้น แต่ละคนก็มีเงื่อนไข ทักษะ จังหวะเวลา การสั่งสม ต้นทุนที่ต่างกัน
จะบอกว่าคิดเหมือนกันเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นผมถึงไม่อ่านหนังสือพวกนี้ไง ลวงโลก แต่พอได้อ่านถึงรู้ว่าเราเข้าใจผิด คือเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลมากเกินไป ซึ่งก็ไม่ได้ผิดนะ ทุกคนก็เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลตลอด เราคิดว่าสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราเชื่อ มันใช่ มันถูก ถ้าผิดจากเราแปลว่าผิด  ผมก็คิดอย่างนั้นว่าหนังสือพวกฮาวทูนี่ไร้สาระ แต่มีอยู่วันหนึ่ง ผมเริ่มเห็นว่า เฮ้ย ทำไมมีหนังสือฮาวทูขายกันเยอะแยะเลย แล้วคนก็อ่านเยอะด้วย นี่ตกลงกูฉลาดอยู่คนเดียวแล้วคนอื่นเขาโง่กันหมดเลยหรือไงวะ (หัวเราะ)  ผมเริ่มสงสัยไง หรือกูเข้าใจผิด โง่อยู่คนเดียววะเนี่ย (หัวเราะ) ก็เลยมาลองอ่าน สุดท้ายก็ค้นพบว่าเขาไม่ได้บอกให้เราทำตามเป๊ะ ๆ  เขาแค่บอกทางไปให้เราเท่านั้นเองว่า เชียงใหม่อยู่ทิศเหนือ คุณมุ่งลงใต้ คุณไปผิดแล้ว มันไปไม่ถึงหรอก แล้วเขาแค่บอกว่าคุณจะไปอย่างไร จะขับรถ ลงเรือ หรือขึ้นเครื่องบินก็ได้ คุณเลือกเอง  ที่บอกว่าชีวิตไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จ ถูกแล้ว เพราะฉะนั้นคุณก็อย่าไปบ้องตื้นขนาดว่าเขาบอกแบบนี้ก็ทำแบบนี้เป๊ะ มันไม่ใช่หรอก อ่านแล้วก็ต้องเอามาปรับใช้

ฮาวทูบางอย่างก็เหมือนการสะกดจิตตัวเองรึเปล่า ยืนหน้ากระจก แล้วพูดกับตัวเองว่า ฉันเจ๋ง ฉันเก่ง ฉันทำได้ การคิดบวกเป็นเรื่องที่ดี แต่บางทีการคิดบวกกับการหลอกตัวเองก็มีเส้นบาง ๆ กั้นอยู่
ต้องบอกว่าจริตคนเราไม่เหมือนกัน บางคนเขาก็ชอบอย่างนั้นนะ เขาก็ไม่ได้ผิด แต่แค่จะบอกว่าสัมมนาหรือหนังสือแนวนี้ไม่ได้มีแต่แบบนั้นแบบเดียว  ผมอยากแนะนำสำหรับคนที่รู้ภาษาอังกฤษ ถ้าคุณไม่อยากเสียเงินไปสัมมนาที่คุณว่ามันหลอกลวง ช่องทางอย่างยูทูบมีให้ดูเพียบเลย ดูของเมืองนอกก็ได้ ลองเสิร์ชชื่อ Brian Tracy หรือ Anthony Robbins ฟังเขาสัก ๑๕ นาที คุณจะรู้ว่าคนพวกนี้ไม่ธรรมดา  ผมดูคลิปบางอันเก่าเป็น ๓๐-๔๐ ปี แต่มันมีเทคนิคบางอย่างที่เราไม่เคยรู้เลย ไม่เห็นมีใครเคยบอก เช่น Brian Tracy บอกว่า คุณหากระดาษมาหนึ่งแผ่น แล้วเขียนจั่วหัวเลยว่า เป้าหมายของฉัน แล้วคุณใช้เวลาให้สั้นที่สุดคิดออกมาให้ได้ ๓๐ อย่าง ชีวิตนี้คุณต้องการอะไร คุณเขียนออกมาครบ ๓๐ อย่าง จากนั้นคุณเลือกมาแค่อย่างเดียว หนึ่งเป้าหมายที่คุณคิดว่าถ้าคุณเลือกแล้วชีวิตเปลี่ยนเลย ดึงเป้าหมายนั้นขึ้นมา เอากระดาษมาอีกแผ่น แล้วถ้าคุณจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้มันมีกี่วิธี เขียนมา ๑๐ วิธี สมมุติว่าคุณเลือกเป้าหมาย คืออยากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นสองเท่า จากนั้นคุณเขียนว่ามีวิธีอะไรบ้างที่ทำให้คุณได้เงินเดือนสองเท่า ทำงานเสริมตอนเลิกงาน ลองเล่นหุ้น ลองขายของออนไลน์ เขียนมา ๑๐ อย่าง จากนั้นให้คุณเลือกหนึ่งอย่างแล้วลงมือทำ  พอผมฟังจบ นี่มันไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจนี่หว่า แต่บอกวิธีการเลย ทำไมผมไม่เคยรู้อย่างนี้มาก่อน  นี่ละที่ผมอยากจะแนะนำสำหรับคนที่รู้สึกว่าสัมมนาทั้งหลายหลอกลวง ให้คุณลองดูสัมมนาแบบนี้  ทุกวันนี้ผมนั่งอยู่ที่บ้าน ซื้อสัมมนาออนไลน์ของเมืองนอก คอร์สหนึ่งเกือบแสน แต่พอเราดู นี่มันของจริง สิ่งที่เขาพูด สิ่งที่เขาสอน มันใช่เลย มันคุ้มค่าที่เราจ่ายไปจริง ๆ  ผมเลยอยากจะบอกว่าโลกนี้มีความรู้เต็มไปหมด  คนที่ยังคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลอยู่ ผมบอกได้เลยว่าคุณพลาดแล้ว เหมือนที่ผมเคยพลาดเมื่อหลายปีก่อน  ถ้าผมรู้เรื่องนี้เร็วกว่านี้ ชีวิตจะยิ่งเจ๋งกว่านี้อีก เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากจ่ายเงิน ก็ไปดูในยูทูบ  แต่บางคนก็จะบอกอีกว่าฟังภาษาอังกฤษไม่ออก แล้วคุณก็ไม่อยากจ่ายเงินไปเรียนภาษาอังกฤษด้วย มันก็วนไปวนมาแบบนี้จนชีวิตไม่ไปไหน

สิ่งที่ทำอยู่ จริง ๆ มันคือการขายตรงในอีกรูปแบบหนึ่งหรือเปล่า แต่ว่าแนบเนียนขึ้น
ผมไม่รู้คำว่าขายตรงของคุณแปลว่าอะไร แต่ถ้าให้เดา คุณน่าจะแปลว่าขายตรงคือการหลอกต่อ ๆ กันไปเป็นทอด ๆ เป็นแชร์ลูกโซ่  ถ้าคุณถามว่าหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง การจัดสัมมนา หรือการทำตัวเป็นกูรูนั้นคือการหลอกลวงอีกรูปแบบที่แนบเนียนขึ้นหรือเปล่า ผมตอบว่า ถ้าคุณทำธุรกิจ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ คุณต้องให้ความหวังแก่ผู้คนว่าชีวิตเขาจะดีขึ้นเพราะสิ่งที่คุณขาย ปัญหาจึงอยู่ที่คุณให้ความหวังเขาแล้ว คุณทำให้เขาสมหวังหรือเปล่าล่ะ  ถ้าไม่สมหวัง ผู้คนก็ต้องบอกว่าคุณหลอกลวง เพราะฉะนั้นปัญหาของธุรกิจนี้คือหลายคนไปสร้างความคาดหวังมากเกินไป เมื่อทำให้ไม่ได้ตามที่เขาหวัง ก็เลยเหมือนหลอกลวงไปในที่สุด

คุณคิดไหมว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นกระแสเพียงชั่วครู่ แล้วมันจะหมดไปในไม่กี่ปีข้างหน้า
ผมชอบโฆษณาชิ้นหนึ่ง เขาบอกว่า แฟชั่นมาแล้วก็ไป แต่หนังดี ๆ จะอยู่ตลอดกาล  ผมว่ามันก็ไม่ต่างจากเรื่องที่เรากำลังพูดกันอยู่  ยุคนี้หนังสือแนวพัฒนาตัวเองขายดี สัมมนาเกิดขึ้นมากมาย สิ่งไหนที่เป็นกระแส เป็นแฟชั่น มันก็จะจากไปในที่สุด แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามันไม่ดีแล้ว ไม่เจ๋งแล้ว  มันก็เลยเลิกฮิต  แต่แค่แปลว่ามันจะพัดพาคนที่ไม่จริงออกไป ผมหมายถึงคนที่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้จริง ๆ จัง ๆ เขาก็จะหันไปอ่านอย่างอื่น  คนที่เขียนหนังสือแนวนี้เพียงเพราะอยากได้เงินก็จะไปเขียนอย่างอื่น  ทีนี้ก็จะเหลือแต่ตัวจริง คนที่เขารักเรื่องนี้จริง ๆ เท่านั้น  คุณอาจไม่รู้ว่าหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง หนังสือที่ขายข้อมูลความรู้หลาย ๆ เล่มมีอายุหลายสิบปี หรือบางเล่มจะร้อยปีแล้ว แต่ยังได้รับความนิยมอยู่ เพราะอะไรครับ เพราะมันไม่ใช่แฟชั่นไง มันคือของจริง

คุณน่าจะเจอคนมาเยอะ พอบอกได้ไหมว่า คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เขามีลักษณะอย่างไร
ผมจะพูดถึงคุณสมบัติสามอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงก็แล้วกัน  ข้อแรกคือคนเหล่านี้เป็นคนมีอารมณ์ขัน  บางคนอาจจะบอกว่า รวยแล้วก็อารมณ์ดีสิ ถูกไหม แต่ผมจะบอก ไม่ใช่ พวกนี้ฮาตั้งแต่ตอนยังจน ๆ อยู่เลย จนไป ฮาไป ลองไปอ่านประวัติได้ เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้คุณยังไม่รวย คุณฮาก่อนก็แล้วกัน (หัวเราะ)  ข้อสอง ความสุข  ถ้าเราไม่มีความสุข ความรวยก็ไม่มาหา บางคนบอกรวยก่อน แล้วเดี๋ยวมีความสุขเอง ผมบอกผิดแล้ว คุณต้องมีความสุขก่อน เดี๋ยวความรวยจะตามมาเอง ความร่ำรวยมันไม่ชอบคนทุกข์  และข้อที่ ๓ ผมพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จ เขาก็มีสุขมีทุกข์แบบเราเลย มีปัญหาเป็นเรื่องปรกติ แต่สิ่งที่เขาไม่เหมือนเราก็คือ คนส่วนใหญ่เวลามีปัญหาจะจมอยู่กับปัญหา สามวันเจ็ดวันก็แล้วยังหมกมุ่นอยู่  แต่คนที่ประสบความสำเร็จบางที ๕ นาทีเขาก็หลุดแล้ว เขาไปเรื่องอื่นแล้ว ถามว่าเขาแก้ปัญหาได้หรือเปล่า ก็ยังแก้ไม่ได้ แต่เมื่อมันยังแก้ไม่ได้ ก็ไปเรื่องอื่นก่อนแล้วกัน  ผมเลยเรียกว่า เขามีเครื่องกำจัดขยะทางความคิด เหมือนเครื่องทำลายเอกสาร ใส่ไปปุ๊บ ย่อยสลายหมดเลย

แล้วคนที่ล้มเหลวล่ะ มีลักษณะอย่างไร
คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือคนที่มักมีแนวคิดว่าอยากได้อะไรเร็ว ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องเหนื่อย ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก เขาแค่ถูกตั้งค่ามาจากโรงงานให้เป็นอย่างนี้  ถึงบอกว่าถ้าเราไม่ทำอะไรกับความคิดของเรา มันก็จะถูกเซตมาแบบนี้ เพราะฉะนั้นพวกเลขเด็ด ธุรกิจลูกโซ่ พวกนี้จะเวิร์กทุกยุคทุกสมัย อยากรวยเร็ว ๆ ง่าย ๆ ไม่ต้องทำอะไรแล้วรวยเลย ทั้งที่มันไม่เคยมีเรื่องอะไรแบบนี้ในชีวิตอยู่แล้ว  สมมุติคุณอ้วนอยู่แล้วอยากผอม พรุ่งนี้ผอมเลยได้ไหม เป็นไปไม่ได้  ใช้ชีวิตเหมือนเดิมแล้วผอมไหม ก็ไม่ได้อีก  มันต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่าง เรารู้ แต่เราไม่ทำไง อันนี้แหละที่เป็นคุณสมบัติอันโดดเด่นของคนล้มเหลว

เชื่อเรื่องดวงไหม เชื่อเรื่อง “พรหมลิขิต” หรือ “ผมลิขิต”
ตอบอย่างนี้แล้วกัน ผมจะไม่ไปก้าวก่ายเรื่องความเชื่อของใคร แต่ถ้าอยากได้คำตอบแบบฟันธง ผมจะตอบว่าเรื่องโชคชะตามีจริง ซึ่งคนก็จะงงว่าตกลงผมเชื่อเรื่องดวงด้วยเหรอ ฟังดูเหมือนเป็นคนที่จะไม่เชื่อเรื่องดวง แต่ผมเคยได้ยินใครสักคนอธิบายเรื่องนี้ ผมว่ามันก็น่าฟัง เขาบอกว่าจริง ๆ แล้วเรื่องดวงเป็นศาสตร์ เขาศึกษากันมาเป็นพันปี อะไรก็ตามที่เขาศึกษากันมาเป็นพันปี มันต้องมีมูลอะไรอยู่บ้าง  ถ้าเราทำใจกว้าง ๆ มันอาจจะมีก็ได้ มันเป็นสถิติ  แต่สิ่งที่ผมคิดก็คือว่า โอเค มันอาจจะมี แต่เราควบคุมมันไม่ได้ แล้วสิ่งที่เราควบคุมได้ล่ะ เราไปสนใจตรงนั้นดีกว่าไหม อย่างเพลงเจินเจินที่ร้องว่า สามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน แปลว่า ดวงมีแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์เราต้องฝ่าฟันเอง

ปรกติซื้อหวยไหม
ไม่ซื้อ เพราะรู้สึกว่าถ้าเราตั้งใจทำงาน ตั้งใจพัฒนาตัวเอง มีโอกาสรวยยิ่งกว่าถูกหวยเยอะเลย อันนี้ไม่ได้พูดเท่ ๆ นะ ถามว่าถูกรางวัลที่ ๑ คือโอกาสหนึ่งในล้านหรือเปล่า รางวัลที่ ๑ เท่าไร  ๔ ล้านใช่ไหม คนเรามีโอกาสถูกรางวัลที่ ๑ กี่ครั้งในชีวิต สองครั้งนี่ยากมาก แต่ถ้าเราตั้งใจพัฒนาตัวเอง หาความรู้ให้ตัวเอง หาสนามของตัวเองให้เจอ แล้วทำให้ดี มันจะยิ่งกว่าถูกรางวัลที่ ๑ ไม่รู้กี่งวดต่อกี่งวด

ช่วยเล่ากิจวัตรประจำวันของคุณให้ฟังหน่อยได้ไหม
นั่งทำงานอยู่บ้านครับ ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียนะ พอมาทำงานแบบนี้ งานกับการพักผ่อนกลายเป็นเรื่องเดียวกันจนผมไม่รู้ว่านี่เรากำลังเล่นสนุกหรือเรากำลังทำงานอยู่  ครั้งหนึ่ง เอ๋ “นิ้วกลม” เคยถามผมซึ่งเป็นคำถามที่ดีมาก เขาถามว่าตกลงพอออกมาทำงานอิสระ รู้สึกไหมว่าทำงานหนักขึ้น  ผมบอก เออ จริง เพราะไม่มีคนคอยเคาะระฆังให้เลิกตอน ๖ โมงเย็น กลายเป็นว่าเราไปเอากรงมาครอบตัวเราเองอีกที มันกลับตาลปัตรกับคนส่วนใหญ่ที่ต้องบอกตัวเองให้ทำงาน แต่เราต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย พักบ้าง คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยังประสบความสำเร็จแล้ว แต่ประสบความสำเร็จกว่านี้ได้อีก  ผมวัดจากความรู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตตัวเองได้มากขึ้น ผมเชื่อว่าเราจะมีความสุขเท่ากับที่เราสามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ ถ้าเราควบคุมชีวิตตัวเองไม่ได้ เราจะไม่มีความสุข เช่น เราอยากได้รายได้เท่านี้ แต่เราควบคุมรายได้ไม่ได้เลย แล้วแต่เขาจะให้ แบบนี้ก็ไม่มีทางสุข  คำถามนี้ตอบยาก เพราะพอตอบว่า ประสบความสำเร็จแล้ว คนตอบจะดูอีโกเยอะ พอตอบว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ คนตอบก็จะดูถ่อมตัวเกินไปอีก  แต่ถ้าผมตอบว่ายังไม่สำเร็จก็แปลว่าผมเห็นสิ่งที่ผมไม่มี ผมเลยตอบว่าสำเร็จครับ ผมสำเร็จแล้วที่ภูเขาลูกนี้ แต่เราก็ต้องไปต่อภูเขาลูกใหม่  สิ่งที่ผมคิดคือทำอย่างไรให้สิ่งที่ผมทำ ส่งผลกระทบกับผู้คนให้มากที่สุด  บางคนมีของดี แต่ไม่อยากดัง มันน่าเสียดาย  ผมไม่อยากจะบอกเลยว่าเป้าหมายหนึ่งในชีวิตที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นปีนี้ก็คือ ได้ลงสัมภาษณ์ในนิตยสารชื่อดัง แล้ว สารคดี ก็ติดต่อมา (หัวเราะ)

อยากรู้ว่าความสุขของคุณตอนนี้คืออะไร
ได้เห็นสิ่งที่เราทำแล้วมันเปลี่ยนชีวิตผู้คน ทุกวันนี้มีคนอินบอกซ์เข้ามาหาตลอดเวลาว่า ขอบคุณมาก ๆ เลยที่ผมเขียนหนังสือ เขาอ่านแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเขียนช่วยเขาได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมว่ามันมากกว่าเรื่องเงิน

ทุกวันนี้คุณได้ชีวิตที่ต้องการหรือยัง เงินในบัญชีเบ่งบาน นั่งทำงานในชุดนอน มีเวลาพักผ่อน ได้เที่ยวทะเลในวันแดดสวย หรือดูหนังรอบบ่ายในวันที่ไม่ต้องไปเบียดรถบนถนนกับใคร
ผมว่าไม่มีทางที่เราจะได้ทุกสิ่งที่เราต้องการ สุดท้ายมนุษย์ก็มีความทุกข์อะไรบางอย่าง  พอเราได้สิ่งนี้ เราก็ไปมีความทุกข์กับสิ่งอื่นต่อ เช่น งานเราจะเสร็จทันหรือเปล่า เราลุ้นมากเลยว่างานนี้จะเกิดไหม เดี๋ยวลูกจะเข้าโรงเรียนแล้ว จะให้เขาเรียนอะไรดี มันจะมีโจทย์ใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ  แต่ผมรู้สึกว่าช่วงหลัง ๆ ผมควบคุมชีวิตได้มากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะท้ายที่สุดแล้วความสุขที่เราทุกคนค้นหาก็คือ peace of mind หรือความสงบสุขทางจิตใจนั่นเอง  ส่วนเรื่องที่ถาม ผมเพิ่งกลับจากเที่ยวทะเลในวันธรรมดา เพิ่งพาลูกไปดูหนังรอบบ่าย เงินในบัญชีก็เบ่งบานดีครับ ทำงานในชุดนอนถึงเที่ยงแล้วค่อยอาบน้ำ อึม…แสดงว่าผมได้ชีวิตที่ต้องการแบบที่คุณว่าแล้วละ



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.