" /> Small Talk - สารพัดเรื่องเมืองไทยในทรรศนะ อากิฮิโระ โทมิคาว่า - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

Small Talk – สารพัดเรื่องเมืองไทยในทรรศนะ อากิฮิโระ โทมิคาว่า

กันยายน 11, 2015 
1


สุเจน กรรพฤทธิ์ : สัมภาษณ์      
ประเวช ตันตราภิรมย์ : ถ่ายภาพ

koki01สัมผัสแรกของหลายคนในเดือนเมษายน ๒๕๕๘ อากิฮิโระ โคกิ โทมิคาว่า (Akihiro Koki Tomikawa) คือชาวต่างชาติคนแรก ๆ ผู้อาจหาญวิพากษ์วิจารณ์พนักงานขับรถแท็กซี่เมืองไทยที่โกงค่าโดยสาร ไม่กดมิเตอร์ แล้ว “เสียงดัง” ที่สุดในโลกโซเชียลมีเดีย จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงและขอโทษ

หลังจากนั้นหนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นคนนี้ก็ดังระเบิดเมื่อมีข่าวว่าเขาถูกกลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่จำนวนหนึ่งคุกคาม ยังไม่นับว่าสเตตัสในเฟซบุ๊กของเจ้าตัวกลายเป็นที่สนใจของสื่อไทยเพราะเขามักเขียนถึงปัญหาต่าง ๆ ในสังคมไทย

หลายสเตตัสของเขากลายเป็นประเด็นถกเถียง

สื่อไทยจำนวนหนึ่งก็เริ่มสนใจว่าชาวญี่ปุ่นคนนี้เป็นใคร สำนักหนึ่งสืบจนพบว่าหนุ่มใหญ่เคยปรากฏตัวในจอแก้วเมืองไทยจากซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง ซามูไรพ่อลูกอ่อน (Kozure Okami หรือ Lone Wolf and Cub) ด้วยบททารกที่ซามูไรผู้พ่อหอบหิ้วไปที่ต่าง ๆ ยามตกยาก

สื่ออีกเจ้าพบว่าหนุ่มใหญ่คนนี้ชอบแต่งคอสเพลย์เป็นไอ้มดแดง คาเมนไรเดอร์ แล้วสวมบทบาทซานตาคลอสตระเวนแจกของให้เด็ก ๆ ในชุมชนแออัดทั่วกรุงเทพฯ จนเป็นที่รู้จักของคนจำนวนมาก

บ่ายแก่กลางปี ๒๕๕๘ สารคดี ตามเขาไปแจกของในชุมชนคลองเตย ชุมชนแออัดขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สังเกตการณ์การจัดแถวเด็ก ๆ จอมซนราวจับปูใส่กระด้ง เขาขอสัญญาจากเด็ก ๆ ก่อนแจกของว่าให้ตั้งใจเรียน เชื่อฟังพ่อแม่ ฯลฯ

หลังจากนั้นหนุ่มญี่ปุ่นคนนี้ก็หามุมสงบมุมหนึ่งแถวนั้นเล่าเรื่องของตัวเอง เล่ามุมมองต่อเมืองไทย เพื่อยืนยันว่าเขาไม่ใช่ “ฮีโร่” หรือนักบุญอย่างที่หลายคนคิด

ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือเหตุผลว่าทำไมเขาต้องพยายามช่วยเหลือเด็ก ๆ ในชุมชนแออัดประเทศนี้

จากที่คุณให้สัมภาษณ์สื่ออื่น ๆ ก่อนหน้า ดูเหมือนวัยเด็กของคุณจะไม่ราบรื่นเท่าใดนัก
สมัยนั้นรอบตัวผมมีแต่ความยากลำบาก พ่อเลี้ยงติดเหล้า เที่ยวผู้หญิง เขาแย่เอามาก ๆ  ผมเกิดที่ฮิโระชิมะ เติบโตที่เมืองโอซะกะ  สมัยเด็กต้องย้ายที่อยู่บ่อย ไปเกียวโต นะโงะยะ และอีกหลายเมือง เพราะพ่อเลี้ยงกู้เงินมาใช้แล้วไม่มีปัญญาจ่ายคืน จึงหนี ผมก็ต้องย้ายตาม  สถานการณ์นี้ทำให้ผมไม่ได้ไปโรงเรียนปรกติเหมือนเด็กคนอื่น ๆ  เจ้าหนี้บางรายเป็นยากูซ่า ดังนั้นก็จะคุกคาม ข่มขู่เรา เขาจะมาดูว่ามีเงินใช้หนี้หรือไม่  ผมถูกครอบครัวบังคับให้ใช้ชื่อปลอม ต้องปกปิดชื่อจริงไว้ นี่เป็นปัญหามากเรื่องการเข้าเรียนในโรงเรียนปรกติ  เท่าที่ผมจำได้มีชื่อปลอมหลายชื่อ เช่น โอตะ (Ota) โอโนะ (Ono) บางชื่อก็จำไม่ได้แล้ว

เป็นเหตุผลที่คุณต้องหางานทำ
ตอนนั้นไปเรียนที่ “part time school” เป็นโรงเรียนนอกเวลา  ตอนกลางวันผมทำงาน ตกกลางคืนก็ไปเรียน  ผมจบมัธยมฯ ปลาย (Junior High School) อย่างยากลำบาก  หลังเรียนจบอาชีพหนึ่งที่ผมเลือกทำคือขับรถแท็กซี่

คนไทยมีภาพจำว่าคุณมีปัญหากับแท็กซี่ไทย คงแปลกใจที่คุณก็เคยทำอาชีพนี้  ในญี่ปุ่นกว่าจะเป็นคนขับรถแท็กซี่ยากไหม
ตอนนั้นผมชอบดูหนังเรื่อง Taxi Driver (ค.ศ. ๑๙๗๖) ที่ โรเบิร์ต เดอ นีโร (Robert De Niro) นำแสดง ทำให้ผมอยากขับแท็กซี่  แต่ในญี่ปุ่นไม่ใช่นึกจะขับก็ขับ ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่าง  ผมไปที่ Taxi School โรงเรียนนี้มีครูเป็นตำรวจ จะทดสอบเราหลายเรื่อง เช่น ขับรถตรงช่องทางหรือไม่ รู้กฎหมายจราจร มารยาทการรับผู้โดยสารขึ้นลง เมื่อใดควรหยุดรถ-ออกรถ  ผมต้องเรียนรู้หลายอย่างที่นั่น  คนที่เรียนส่วนมากอายุเฉลี่ย ๑๗-๑๘ ปี  การสอบเข้มงวด ถ้าไม่ผ่านขั้นไหนจะถูกปรับตกทันที  ถ้ายังอยากขับแท็กซี่ก็ต้องมาสอบใหม่ครั้งหน้า  ผมสอบทั้งหมดเจ็ดครั้งถึงได้ใบอนุญาตขับแท็กซี่ ก่อนจะทำงานกับบริษัทรถแท็กซี่  อีกเรื่องหนึ่งคือ คนขับรถแท็กซี่ญี่ปุ่นจะแต่งตัวสุภาพ สวมหมวก สวมสูท นอกจากนี้ยังต้องเป็นไกด์ได้ด้วยจริง ๆ นี่เป็นแค่อาชีพเดียว ผมทำงานมาหลายอย่างและเปลี่ยนอาชีพบ่อยมาก

ทำไมถึงเปลี่ยนอาชีพบ่อย
ทำงานไปแล้วก็พบว่าไม่มีคนดีอยู่มากนัก  บางแห่งผมไม่ชอบเจ้าของบริษัท หลายคนไม่จ่ายค่าตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น ผมขับแท็กซี่ไป ๔ ชั่วโมง เขาแจ้งว่าไม่มีเงินจ่ายเอาดื้อ ๆ แต่พูดว่านี่เป็นงานคุณ คุณต้องทำ  ผมยอมรับว่าตัวเองก็มีจุดอ่อน ปรกติขี้ลืม คิดเลขไม่เก่ง คนรอบตัวตอนนั้นก็บอกว่าผมโง่  ผมเครียด  ครั้งหนึ่งประธานบริษัทแจ้งว่าไม่ต้องการจ่ายเงิน ผมก็ตอบตกลง แล้วว่า “จะไปจาก f-ck company” นี่เสียที  ลักษณะส่วนตัวแบบนี้เอง ผมจึงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับคนอื่น ทำงานที่ไหนได้ไม่เกิน ๓ เดือน

ฟังดูเป็นคนเครียด คุณเคยคิดฆ่าตัวตายหรือไม่
เคยคิดฆ่าตัวตายสามครั้งด้วยหลายเหตุผล  ความคิดฆ่าตัวตายส่วนมากเกิดขึ้นช่วงมัธยมฯ ปลาย อย่างที่เล่าว่าผมไปโรงเรียนในระบบปรกติไม่ได้ โรงเรียนบางแห่งก็ไม่ได้ให้ความสนใจปัญหาที่บ้านของเด็กนักเรียนมากนัก  ผมเรียนมัธยมฯ ต้นที่ฮิโระชิมะ ที่นั่นเป็นเกาะ คนก็จะรู้จักหน้าตากันหมด ตอนนั้นผมไม่มีเงินไปโรงเรียน แม้ไม่เคยลักขโมย แต่เวลาของหายคนที่นั่นก็มักสงสัยว่าผมทำหรือเปล่า เพราะผมเป็นคนแปลกหน้า  ตอนหลังจึงไม่ไปโรงเรียน โรงเรียนก็ไม่ได้สนใจผมนัก  หลายคนบอกว่าผมบ้า โง่  ตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วอยากจะทำอะไร จะมีชีวิตอยู่อย่างไร ผมคือใคร

คิดฆ่าตัวตายครั้งแรกเกิดจากพ่อเลี้ยงติดพนัน ไม่มีเงินก็ไปยืมยากูซ่าแล้วกลับไปเล่นพนันอีกและหมดตัว  พอผมกลับถึงบ้านก็พบว่าพ่อกำลังทะเลาะกับแม่ แม่ร้องไห้ ตรงนี้ไม่ได้กระทบผมมากเท่าผมได้ยินพ่อพูดกับแม่ว่า ควรไปนอนกับยากูซ่าเพื่อใช้หนี้  ตอนนั้นผมหยิบมีด แต่ก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้ เลยคิดอยากฆ่าตัวตายขึ้นมา

ครั้งที่ ๒ ผมคิดฆ่าตัวตายตอนอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง ชายหาดอยู่ห่างจากบ้านไม่มาก ผมไปที่นั่นและเตรียมฆ่าตัวตาย แต่พอถึงทะเลรู้สึกกลัวมากก็เลยเลิกไปดื้อ ๆ

ครั้งที่ ๓ เกิดขึ้นตอนเริ่มทำงาน ผมเปลี่ยนงานบ่อย สับสนกับชีวิต แต่ก็ไม่ได้ทำ  สิ่งที่ทำให้เลิกคิดฆ่าตัวตายมาจากการดูแมว มันชอบคิดว่าเป็นเจ้านายเรา พวกมันไม่รู้จักการฆ่าตัวตาย รู้แค่ต้องกินเพื่อมีชีวิตรอด  เรื่องนี้ผมยอมรับว่าอธิบายยากครับ แต่การดูพวกมันทำให้ผมเปลี่ยนความคิด

koki02ขออนุญาตย้อนเวลากลับไปนิด สมัยเด็กคุณเคยแสดงหนัง
ภาพยนตร์เรื่อง Kozure Okami เกิดจากคุณแม่ส่งรูปผมไปให้บริษัทภาพยนตร์พิจารณา ตอนนั้นผมจำอะไรแทบไม่ได้จริง ๆ  เรื่องนี้ไม่ใช่สาระสำคัญในชีวิตและผมแทบจะไม่สนใจด้วยซ้ำ

คุณโคกินับถือศาสนาอะไร
ผมเป็นพุทธครับ  คนญี่ปุ่นส่วนมากบอกว่าพวกเขาไม่มีศาสนา แต่ผมมองว่าศาสนาของพวกเขาคือศูนย์การค้าและบริษัทที่พวกเขาทำงาน  ผมมองว่าคนญี่ปุ่นไม่ใช่ฝรั่ง ไม่ใช่อเมริกันที่พกบัตรเครดิตสองสามใบ ฝันอยากมีบ้านมีรถ ต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้

กลายเป็นคนขายของเล่น ของเกี่ยวกับทหารได้ยังไง
ช่วงที่ผมทำงานหลายอาชีพและทำงานหนัก ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง เช่น ภาษาอังกฤษ กฎหมาย ผมได้เรียนรู้ตัวเอง  เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วมีโอกาสมาเมืองไทย สำหรับผมทุกประเทศในโลกก็เหมือนกัน ไม่ได้นึกชอบประเทศไทยสักเท่าไรหรอก  พูดแบบไม่อ้อมค้อม คนญี่ปุ่นจำนวนมากมาเมืองไทยเพราะต้องการมาเที่ยวสถานบริการทางเพศ ตอนนั้นก็มีคนแนะนำผมเรื่องนี้  แต่ก่อนหน้าผมเคยไปที่อื่นมาก่อน และบังเอิญมีตั๋วเครื่องบินมาไต้หวันกับไทย ก็เลยมาที่นี่ครับ มาอยู่ที่ถนนข้าวสารและท่องเที่ยว

ผมแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับที่นี่เลย  แต่เวลาผมไปที่ไหนคนไทยใจดีมาก ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เทียบกับไปไต้หวัน ผมหลงทางและไม่มีใครสนใจให้ความช่วยเหลือเลย  แม้จะถามเป็นภาษาอังกฤษง่าย ๆ คนที่นั่นก็ไม่พยายามทำความเข้าใจ จากไปอย่างไม่สนใจ  ต่างจากคนไทยที่แม้จะไม่เข้าใจก็ช่วยเต็มที่ด้วยวิธีอื่น ๆ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยากเรียนรู้เรื่องเมืองไทยมากขึ้น  ตอนนั้นผมมาคนเดียวแล้วซื้อสินค้ากลับไปญี่ปุ่น ปรากฏว่าของเหล่านี้ขายดีมาก ๆ

มองผู้หญิงไทยอย่างไร ต่างจากที่ต่างชาติคนอื่นมองไหม
คนที่มาเยือนบางคนจะคิดว่าประเทศไทยมีแต่ธุรกิจขายบริการทางเพศ เขาก็มาเพราะต้องการซื้อผู้หญิง  ผู้หญิงไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น ที่มีแบบนั้นคือที่ซอยนานา ซอยคาวบอย  พวกเขาควรไปที่นั่น ผู้หญิงตรงนั้นต้องการเงิน แต่ผู้หญิงไทยคนอื่น ๆ ไม่ใช่

จุดเริ่มต้นความคิดแจกของเด็กในสลัม
ครั้งแรกที่เห็นสลัมเมืองไทยผมนึกถึง “นรก”  สถานที่แรกที่ผมไปแจกของคือชุมชนริมทางรถไฟยมราช ไปคนเดียว แต่งตัวเป็นไอ้มดแดง คนเห็นก็บอกว่าไอ้บ้า (หัวเราะ)  ผมไม่มีแผนอะไร ไปที่นั่น ใช้เวลากับตรงนั้น คนในชุมชนบางคนก็ระแวงครับ ถามเยอะ  บางคนนึกว่าผมเป็นสายตำรวจก็มี  การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจใช้เวลาไม่นานและไม่ยาก ไปครั้งที่ ๒ และ ๓ คนในชุมชนก็เข้าใจมากขึ้น  ผมแจกของมาหลายแห่ง ที่ทำแบบนี้อาจเพราะผมมองตา ดูท้อง ดูแผลบนขาเด็ก ๆ ในสลัม แล้วก็เฝ้าคิดว่าเขาอยู่กันแบบไหน นอนอย่างไร มีทั้งยุง สุนัขจรจัด ฯลฯ  มีไม่กี่คนหรอกที่จะเข้าใจว่าทำไมเด็ก ๆ เหล่านี้มีแผลเป็นตามตัวเยอะนัก และผมคิดว่าเข้าใจบาดแผลพวกนั้นดี

คิดว่าการแจกของให้เด็ก ๆ จะเปลี่ยนสถานการณ์ได้แค่ไหน
มีเด็กเป็นพันคนอยู่ในสลัม เด็ก ๆ เหล่านี้แค่จับเข้าแถวและให้ยืนเงียบฟังคนอื่น ยังทำได้ยาก  ที่ผมต้องมีเงื่อนไข มีขั้นตอนก่อนการแจกของเพราะของที่ผมนำมาแจกนั้นไม่ใช่ได้มาฟรี การรับไปต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง  ผมอยากให้พวกเขาเข้าแถวเป็นระเบียบ รับไปแล้วก็สัญญาว่าจะไปโรงเรียน เชื่อฟังพ่อแม่ ตั้งใจเรียนหนังสือ  ถ้าเขายังไม่สงบฟัง ผมก็จะยังไม่แจกของเล่น เพราะสิ่งของเหล่านี้มาจากการบริจาคของคนไทยและคนญี่ปุ่นที่ทำงานหนัก เสียสละเงินซื้อของ นี่เป็นเหตุผลที่ผมไปถึงแล้วแจกของเล่นให้เด็ก ๆ ง่าย ๆ ไม่ได้

ของที่มอบให้เป็นเพียงวัตถุ ผมไม่เห็นว่าหลังรับไปแล้วชีวิตเด็ก ๆ เป็นอย่างไร  แต่ที่ยังแจกสิ่งของเพราะช่วงแรก ๆ ถ้าไปสอนเลยเขาคงไม่ฟัง  อีกอย่างผมเป็นคนต่างชาติต้องทำความคุ้นเคยกับคนในชุมชน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและรู้จักกันเสียก่อน  จริง ๆ ผมก็คิดว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด ควรต้องให้การศึกษาแก่พวกเขา

คุณเน้นช่วยเหลือเด็ก ๆ มากกว่าผู้ใหญ่
ถามว่าทำไมต้องเน้นที่เด็ก เพราะเมื่อ ๒ ปีก่อนมีเด็กบางคนมารับขนมและของเล่น แต่พอผมกลับมาเจออีกครั้งพวกเขามีลูก บางคนติดยาเสพติด บางคนถูกพ่อแม่บังคับให้ไปขอทาน  พวกเขาไม่ได้เรียนหนังสือ ผมเลยคิดอยากพาครูเข้าไปสอนหนังสือเด็ก ๆ ในชุมชน อาจนิมนต์พระสงฆ์ไปพูดคุยกับเด็ก ๆ อย่างน้อยเขาก็จะได้รู้หลักการใช้ชีวิตที่ควรจะเป็น

เด็กหลายคนอยู่ในวัยซน หลายอย่างที่คุณพูดก็จริงจังมาก คิดว่าพวกเขาจะเข้าใจหรือ
ผมเชื่อว่าพวกเขาจะจดจำครับ  สมัยเด็กเวลาผมถูกขอให้สัญญา ผมก็ตอบแบบนั้น  ถ้าคุณได้ยินเรื่องนี้ในวัยเด็กแล้วพออายุสัก ๔๐ ปี ผ่านอะไรหนัก ๆ ผ่านการคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว คุณจำเรื่องพวกนี้ได้แน่  ผมจึงเชื่อว่าเด็ก ๆ เหล่านี้จะนึกถึงสัญญาของพวกเขาได้แน่เมื่อโตขึ้น

ผมตั้งกฎและขอให้เด็ก ๆ สัญญาเมื่อรับของเหล่านี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาแจกของ  คุณอาจจะไม่เชื่อผม แต่เวลาเด็ก ๆ พูด ผมรู้สึกได้ว่าผมสามารถสื่อสารกับเด็ก ๆ ได้และเข้าใจพวกเขา นี่อาจยากเกินกว่าที่คนมีครอบครัวสมบูรณ์จะจินตนาการ  ผมไม่ได้เป็นคนดีอะไร แต่เพราะมีประสบการณ์บางอย่างคล้ายพวกเขา ผมจึงห่วงว่าถ้าไม่ช่วยกัน ๑๐ ปีข้างหน้าไทยจะเจอสถานการณ์แย่ ๆ จากปัญหาที่เกิดแก่เยาวชนเหล่านี้

ได้ของบริจาคมาอย่างไร
ได้จากเพื่อน ๆ ที่ติดต่อในเฟซบุ๊ก ผู้มีจิตศรัทธา ได้จากกล่องรับบริจาคเวลาไปออกงาน  ผมทำเฟซบุ๊กชื่อ Cosplay Aid Thailand มีเพื่อนคนไทยช่วย  คนที่มาช่วยผมแจกของ เพื่อน ๆ เหล่านี้รู้จักผมผ่านโลกออนไลน์ เขาคิดว่าน่าสนุกเลยขอมาช่วย  จริง ๆ ตอนนี้เราก็ยังต้องการเงินทุนอีกจำนวนมากเพื่อดำเนินการครับ

ทำไมต้องแต่งตัวเป็นฮีโร่ไปแจกของ
ผมไม่ใช่วีรบุรุษ (hero) กลัวคนไทยเข้าใจผิดเรื่องนี้  ผมกลับมาจากสถานการณ์ที่เหมือนอยู่ในนรก ผมแสดงตัวว่าเป็นใคร เปิดหน้าตา นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของฮีโร่  ฮีโร่ตัวจริงปกปิดตัวตน ทำเรื่องดี ๆ แบบไม่เปิดเผยตัว เช่นปี ๒๕๕๑ ฮีโร่ตัวจริงคือกองทัพไทยที่ไปช่วยผู้ประสบภัยจากไซโคลนนาร์กิสในพม่าโดยไม่ออกชื่อ

ฮีโร่ที่ผมเคยดูทางโทรทัศน์ในวัยเด็กมีผลต่อวิธีคิดและการทำงานของผม  ผมชอบหนังฮีโร่ (tokusatsu) ยุคโชวะ (รัชกาลจักรพรรดิโชวะหรือจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ ค.ศ. ๑๙๒๖-๑๙๘๙) สมัยนั้นฮีโร่แต่ละคนมีเหตุผลว่าเขาใช้อาวุธนั้นเพื่ออะไร มีประเด็นชัดเจน ผมจึงจำวิธีคิดของฮีโร่แต่ละตัวได้แม่น  ทศวรรษที่ ๑๙๗๐ ยังไม่มีกราฟิก ฉากส่วนใหญ่นักแสดงต้องแสดงจริง ไม่มีดาราวัยรุ่นหน้าตาหล่อ มีแต่นักแสดงมากประสบการณ์ ผมไม่อาจห่างหน้าจอโทรทัศน์ได้  ประเด็นเรื่อง “ความมุ่งมั่น การเสียสละ” ชัดเจนมาก  ฮีโร่ส่วนใหญ่ไม่สมบูรณ์แบบ พวกเขามีข้อด้อย มีปัญหา และมีความทุกข์ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงปกป้องผู้อื่นด้วยชีวิต  เนื้อหาที่ชัดเจนแบบนี้จะแสดงได้โดยนักแสดงที่มีประสบการณ์เท่านั้น แต่หนังฮีโร่รุ่นหลังมีการอวดอาวุธทุก ๕ นาที โชว์หล่อ สักพักเด็ก ๆ ก็ลืม

ฮีโร่คนไหนมีอิทธิพลต่อคุณมากที่สุด
อุลตร้าแมนเอ (Ace) ครับ ตอนสุดท้ายอุลตร้าแมนเอกล่าวว่า แม้โดนทรยศนับร้อยครั้ง แต่ต้องไม่ลืมความเชื่อในตัวมนุษย์ ต้องพยายามสร้างมิตรภาพ ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้  ผมชอบอุลตร้าแมนเซเว่นเหมือนกัน  ชุดอุลตร้า-แมนเอนั้นผมไม่ได้ใส่เพราะเมืองไทยอากาศร้อน เลยสวมชุดไอ้มดแดงแทน  ชุดพวกนี้ผมได้จากทั้งในเมืองไทยและญี่ปุ่น  ถ้าเลือกได้ผมเลือกเป็นตัว Booska มากกว่า (ยิ้ม)

koki04คุณบอกว่าอยากตั้งโรงเรียนให้เด็ก ๆ ในสลัม โรงเรียนที่คิดไว้เป็นแบบไหน
โรงเรียนแบบคุมอง (มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น เทคนิคการสอนต่างจากโรงเรียนปรกติ คือวิเคราะห์หาจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมในการเรียนตามความสามารถของนักเรียนแต่ละคนที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง) เพราะถ้าตั้งโรงเรียนแบบปรกติคงต้องการครูและเงินจำนวนมาก  แต่โรงเรียนแบบคุมอง การเรียนขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเด็ก ครูไม่ต้องเป็นมืออาชีพ แค่เข้าใจเด็กก็พอ  ถ้าจะตั้งโรงเรียนจริง ผมคงตั้งย่านสะพานควายเพราะอาศัยอยู่แถวนี้เวลามาเมืองไทย

คุณโคกิวางแผนการทำงานอย่างไร ทุกปีต้องมาเมืองไทยสักกี่ครั้ง
ผมไม่ได้มีเงินเยอะครับ คนไทยส่วนมากมักคิดว่าคนญี่ปุ่นรวย (หัวเราะ)  คนทำบุญไม่จำเป็นต้องรวย (หัวเราะ)  ที่ผมทำคือรอฤดูตั๋วเครื่องบินราคาถูก ซื้อแล้ววางแผน  ปีหนึ่งผมเดินทางไทย-ญี่ปุ่นเฉลี่ยหกถึงแปดครั้ง อย่างครั้งที่เราเจอกันนี้ผมก็มาไทย ๑๐ วันก่อนจะกลับไป  ที่ญี่ปุ่นร้านของผมขายของทางอินเทอร์เน็ต ที่นั่นคนเริ่มซื้อของออนไลน์มากขึ้น

คุณโคกิมีครอบครัวหรือยัง
ยังครับ

คนไทยนอกจากรู้ว่าคุณมาแจกของในสลัม ยังรู้จักคุณดีจากกรณีโพสต์วิจารณ์แท็กซี่ไทย
ตอนนั้นแท็กซี่คิดเงินเกินราคา จากสุวรรณภูมิไปสะพานควายเขาเรียกเก็บเงิน ๗๐๐ บาทและไม่ยอมใช้มิเตอร์  ผมโทรศัพท์ไปร้องเรียน แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงตัดสินใจเขียนลงเฟซบุ๊กเพื่อให้คนเห็นปัญหาแท็กซี่ แบ่งปันข้อมูลตรงนี้เพื่อให้มีการแก้ไขอย่างแท้จริง  คิดดูถ้าคนต่างชาติอย่างผมต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้บ่อย ๆ ชื่อเสียงไทยย่อมเสียไปเรื่อย ๆ  เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนบางอย่างที่เคยเกิดกับผม ถ้าครูทำหน้าที่ครู ผมอาจไม่ต้องออกจากโรงเรียน ถ้าโรงเรียนสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก  แต่ตอนนั้นครูเป็นแค่มนุษย์เงินเดือน  สมัยเด็กผมเห็นตำรวจหลายคนไม่ทำหน้าที่ตอนกลางคืนแม้จะมีคนพยายามขโมยของ  เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกัน ถ้าแท็กซี่ไม่ดูแลผู้โดยสาร เขาก็อาจจะเป็นแค่คนขี้โกงเท่านั้น  เรื่องการปฏิเสธผู้โดยสารผมยังพบบ่อย ผู้โดยสารชาวไทยมักถูกคนขับรถแท็กซี่ปฏิเสธบ่อยครั้ง และคนขับผู้นั้นก็ทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีบทลงโทษ  กรณีเช่นนี้ถ้าเป็นแท็กซี่ญี่ปุ่นผู้โดยสารจะโทร.ไปร้องเรียนที่บริษัทแท็กซี่ คนขับจะถูกลงโทษทันทีเพราะผิดกฎหมาย โดยถูกเปรียบเทียบปรับ ในญี่ปุ่นจึงไม่มีโชเฟอร์คนใดกล้าปฏิเสธผู้โดยสาร

ปรกติชอบแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพสังคม การเมือง
ปรกติครับ เป็นความเห็นส่วนตัว ผมมักจะเขียนเพื่อเตือนคนอื่น  อย่าลืมว่าชีวิตของผมกลับมาจากนรก  จริง ๆ ผมตายไปแล้วก็ว่าได้ เพราะตอนอายุ ๑๘ ปี ผมไม่มีอนาคตและคงอยู่ต่อได้อีกไม่กี่ปี แต่นี่มหัศจรรย์มากที่ผมยังคงมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้

ผลที่เกิดจากการโพสต์เรื่องแท็กซี่มีมากแค่ไหน
มากครับ แต่ผมก็แค่ต้องทำงานของตัวเองต่อไป  ผมผ่านพวกยากูซ่าที่โหดมากมาแล้วครับ พวกนี้ต้องการเงินก็จะเอา ต้องการผู้หญิงก็จะฉุดไปข่มขืน กระทั่งก่ออาชญากรรมได้  แค่เรื่องโดนวิจารณ์จึงไม่หนักหนาสำหรับผม  ตอนนั้นผมได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้ดูแลเรื่องนี้ ก็แปลกใจเพราะจริง ๆ มีหลายคนพูดถึง แต่พอผมโพสต์เกิดดังขึ้นมา  ปรากฏการณ์ที่เกิดนี้คล้ายงานเทศกาล  ถามว่าเกลียดคนขับแท็กซี่เมืองไทยไหม ผมรู้สึกเห็นใจ พวกเขาทำงานหนัก แต่ใช้เงินซื้อลอตเตอรี่ ถวายพระ บางคนกินเหล้า พวกเขาไม่ค่อยคิดถึงการใช้ชีวิตมากนัก

ตอนนั้นมีคนไทยจำนวนมากขอเป็นเพื่อนผมในเฟซบุ๊ก คนมีชื่อเสียงหลายคนก็พยายามติดต่อ มีข้อความเข้ามามากมาย แต่ผมตอบทุกข้อความไม่ได้ เช่น มีคนถามว่าถ้าลูกต้องการวีซ่าไปเรียนต่อญี่ปุ่นต้องทำอย่างไร  เมื่อวานก็มีคนหนึ่งบอกว่าตัวเองท้อง ต้องการงานทำ  คือมาทุกแบบ อกหัก รักคุด หางานทำ มาหมดเลย (หัวเราะ)  ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ชีวิตผมก็ยังดำเนินไปเหมือนเดิม กินบะหมี่ กินข้าวมันไก่ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ต่อไป

ในสังคมญี่ปุ่นคนส่วนมากเขียนเรื่องแบบนี้ในเฟซบุ๊กไหมครับ
ไม่ค่อยเขียนครับ เขียนเรื่องในชีวิตประจำวันมากกว่าธรรมชาติมนุษย์ วัน ๆ ก็ยุ่งกับเรื่องงาน เรื่องรถยนต์

อาจเพราะสังคมญี่ปุ่นค่อนข้างนิ่งและมีเสถียรภาพ
ไม่นิ่งครับ รัฐบาลยังพยายามล้างสมองเรา  คนญี่ปุ่นลืมอะไรไปหลายอย่าง เราไม่ได้ต้องการเป็นอเมริกันหรือยุโรป  ตอนนี้คนญี่ปุ่นมีความฝันแบบอเมริกัน ต้องการมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำให้หลายคนล้มละลาย  เราไม่จำเป็นต้องทำตามมาตรฐานเหล่านี้ เรามีวัด เรากินข้าว ตอนนี้ผมก็ยังชอบแต่งตัวแบบญี่ปุ่นเวลาอยู่เมืองไทยเพราะเหงื่อออกมาก อากาศร้อน  แต่ในญี่ปุ่นผมจะขับรถ ใส่เสื้อผ้าทหารเก่า ๆ สวมเสื้อเชิ้ต  ใช่ครับการแต่งตัวแบบญี่ปุ่นในเมืองไทยย่อมเป็นจุดสนใจ แรก ๆ โดนบอกว่าบ้า แต่ตอนหลังเริ่มมีคนมาขอถ่ายรูป

หลังกรณีแท็กซี่ คุณเริ่มวิจารณ์ปัญหาต่าง ๆในเมืองไทยมากขึ้น
ผมคิดว่า คนไทยชอบโทษว่าการเมืองแย่ รัฐบาลแย่  พวกเขาก็แค่พูด แต่ไม่ยอมขับเคลื่อนอะไร  ผมคิดว่าเราต้องพยายามทำงานต่อไป ทำให้ตัวเองหิวไว้และทำงานหนักเพื่อคนอื่น

ทุกวันนี้เวลามาเมืองไทยยังขึ้นแท็กซี่ไหมครับ
แน่นอนครับ คนขับบางคนเขาก็จำผมได้  หลายครั้งผมพยายามสัมภาษณ์พวกเขาเพราะในเฟซบุ๊กไม่เห็นของจริง คนขับหลายคนบอกว่า เฉพาะบางคนที่โกงผู้โดยสาร อาจแค่ร้อยละ ๒-๕  พวกเขาต้องทำงานหนัก รายได้ไม่แน่นอน  ผมอยากบอกคนขับแท็กซี่ไทยว่า ถึงสถานการณ์จะลำบาก แต่ผมก็เคยขับรถแท็กซี่นะ และคิดว่าเข้าใจพวกเขา

คุณคิดว่าปัญหาเร่งด่วนหลัก ๆ ของเมืองไทยที่ต้องแก้ไขคือเรื่องอะไร
การศึกษา ในอนาคตแม้ไทยจะมีระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ถ้ายังมีครูคิดแต่เรื่องรายได้ ยังมีคนที่ยอมขายสิทธิ์ขายเสียง รับเงิน ๕๐๐ บาทเพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  ต่อไปอาจรัฐประหารทุก ๔ ปีเหมือนแข่งกีฬาโอลิมปิก  ไทยต้องการการศึกษาที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคน เขาจะได้รู้ว่าเงินที่ซื้อเสียงคือเงินสกปรก ควรลงคะแนนให้คนที่ใช่และนโยบายที่ต้องการ  ผมคิดว่า ควรยอมอยู่อย่างยากจน ขณะเดียวกันก็ทำชีวิตให้ดีขึ้นด้วยตัวเราเอง  หลายคนรอแต่พึ่งรัฐบาล  ถ้ารัฐบาลต้องทำทุกอย่าง ใครจะสร้างมหาวิทยาลัยให้เด็ก ๆ ใครจะปรับปรุงระบบตำรวจ  เอาเข้าจริงผมไม่ชอบรัฐบาลทหารนะครับ แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก  ผมไม่แน่ใจว่าคุณชอบไหม ? (สายตาจริงจัง)

มีใครเคยชวนคุณคุยเรื่องการเมืองไหม
เยอะครับ และผมไม่กลัวที่จะพูด กลัวเรื่องเดียวคือผมเป็นคนต่างชาติ และคนไทยคงไม่ค่อยคุ้นนักที่คนต่างชาติจะออกความเห็นเรื่องนี้

คิดว่าคนไทยจะผ่านวิกฤตนี้ไปในสภาพไหน
คุณเขียนได้แน่นะ ? (ทำหน้าจริงจัง)  คนไทยส่วนมากพยายามเรียกหาองค์กรบางอย่างที่เข้มแข็งมาก ๆ มาช่วย  สองสามปีต่อไปนี้ผมอยากให้คุณลองคิดดูว่าจะมีเด็กเกิดใหม่หลังการต่อสู้กันทางการเมือง คนรุ่นนี้อาจมีแนวคิดเป็นสังคมนิยมมากขึ้น เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาทำงานหนักเท่าไรก็จะทำเงินไม่ได้มาก คนจะว่างงานมากขึ้น สถานการณ์อาจเหมือนกัมพูชาในตอนนี้  ผมไม่ได้มองว่าแนวคิดสังคมนิยมแย่ แต่เรื่องนี้อาจทำให้เมืองไทยนองเลือดในอนาคต

koki03สังเกตว่าหลายครั้งเวลามีข่าวโจมตีประเทศไทย คุณออกมาปกป้อง เช่นกรณีการอพยพของชาวโรฮิงญาที่คุณเขียนบนเฟซบุ๊ก ชี้ว่าอังกฤษมาก่อเรื่องไว้ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาในปัจจุบัน
คนที่ได้อ่านสถานะของผมซึ่งโจมตีอังกฤษเรื่องโรฮิงญา อาจคิดว่าผมเกลียดประเทศอังกฤษ  ผมเคยไปที่นั่นห้าครั้ง ผมรักลอนดอนครับ  แต่เมื่อสำนักข่าวบีบีซีเอาแต่ว่าไทยและประเทศในภูมิภาคว่าไม่ช่วยเหลือชาวโรฮิงญา ผมกลับคิดว่าพวกเขาเป็นคนสร้างเรื่องไว้ในอดีต ทำไมเอาแต่ต่อว่าคนไทยและประเทศในภูมิภาคนี้

ถามอย่างตรงไปตรงมา คุณคิดว่าควรช่วยชาวโรฮิงญาที่ลอยเรือในทะเลหรือไม่
ควรครับ แต่นานาชาติต้องส่งเงินช่วยเหลือ ส่งกำลังพลมาช่วยแก้ปัญหา  ถ้าบีบีซีวิจารณ์มาก พวกเขาก็ควรจะออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการช่วยแก้ปัญหาด้วย ไม่ใช่แค่เลือกข้างแล้วต่อว่าเพียงอย่างเดียว ผมไม่ชอบแบบนั้น  สำนักข่าวอเมริกันอย่าง CNN ก็เช่นกัน

กลัวไหมเวลาโพสต์เรื่องแบบนี้
ไม่กลัวครับ กลัวแค่เพื่อน ๆ ผมที่ยังอยู่ในเมืองไทยจะเดือดร้อนไปด้วย

สังเกตว่าคุณโพสต์ภาษาไทยพร้อมภาษาญี่ปุ่น
ผมมีคนช่วยพิมพ์ให้ครับ ที่พิมพ์สองภาษาเพราะต้องการสื่อสารกับคนไทย ขณะเดียวกันก็อยากให้คนที่บริจาคสิ่งของเห็นการทำงานของเราด้วย

ลักษณะโดยทั่วไปของคนไทยในมุมมองคุณเป็นอย่างไร
ผมคิดว่าคนไทยเชื่อพระพุทธเจ้ามากกว่าคนญี่ปุ่นเชื่อ เป็นชาวพุทธที่ดีกว่าคนญี่ปุ่น  คนญี่ปุ่นก็มีลักษณะพิเศษ ทั้งดีและไม่ดีเช่นกัน ถึงจะเป็นลักษณะพิเศษเพียงอย่างเดียว เราก็ร่วมมือกันได้

คิดจะมาพำนักถาวรที่เมืองไทยไหมครับ
อาจรออีก ๓ ปี เมื่อลองสร้างโรงเรียนได้แล้ว ผมค่อยคิดถึงแผนระยะยาวครับ

จินตนาการตัวเองตอนอายุ ๖๐ ปีไว้อย่างไร
ถึงตอนนั้นจะทำอะไรอยู่ที่ไหนในโลก ผมอยู่ในนรกมานาน ถ้ายังมีชีวิตถึงตอนนั้นก็อยากอยู่กับแมว มีบ้าน บ้านไม่ต้องหรูหราราคาแพงมากนัก  ตอนนี้ที่บ้านเช่าในกรุงเทพฯ ผมมีแมวสองตัว ตัวผู้กับตัวเมีย ชื่อ “ฮายาทาโร่” กับ “มะลิ” มันไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไรและพยายามฆ่าผมเมื่อมันอารมณ์ไม่ดี (หัวเราะ)  ตัวหนึ่งผมซื้อมาจากตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักรเพราะเห็นแล้วหลงรักมัน  จริง ๆ เจ้าของบ้านไม่ยอมให้เลี้ยง แต่เราเอามาเลี้ยงแล้วบอกเขาทีหลัง  ที่ญี่ปุ่นผมเลี้ยงสุนัขไว้ตัวหนึ่งครับ

เอื้อเฟื้อภาพ : อากิฮิโระ โทมิคาว่า

เชิงอรรถ
๑ เป็นการ์ตูนซีรีส์ (manga) ที่ตีพิมพ์ในวารสารการ์ตูนรายสัปดาห์ในญี่ปุ่นระหว่างปี ๒๕๑๓-๒๕๑๙ มีทั้งหมด ๒๘ เล่ม  เนื้อเรื่องกล่าวถึงซามูไรประจำตัวโชกุน ซึ่งกลายเป็นโรนินเร่ร่อนพร้อมทารก  ต่อมาสร้างเป็นภาพยนตร์ทั้งหมดหกภาค ฉายระหว่างปี ๒๕๑๕-๒๕๑๗ และปี ๒๕๒๓  นอกจากนี้ยังสร้างเป็นละครโทรทัศน์ออกอากาศระหว่างปี ๒๕๑๖-๒๕๑๘ ทศวรรษที่ ๒๕๒๐ ปี ๒๕๓๕ และปี ๒๕๔๕-๒๕๔๗ มีทั้งหมด ๗๘ ตอน เวอร์ชันทศวรรษที่ ๒๕๒๐ นี้เองที่ออกอากาศในเมืองไทยทางช่อง ๗ ช่อง IBC และช่อง ITV
๒ กลุ่ม “มาเฟียญี่ปุ่น” ที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น เรียกค่าคุ้มครองและก่ออาชญากรรม  อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความหมายเบื้องต้น ด้วยในสังคมญี่ปุ่นยากูซ่ามีประวัติความเป็นมายาวนานซึ่งอาจย้อนกลับไปถึงยุคที่มีโชกุน (รัฐบาลทหาร) ปกครองประเทศ
๓ บุสก้า จอมอภินิหาร (Kaiju Booska) ออกอากาศช่อง Nippon TV ด้วยระบบภาพขาวดำในญี่ปุ่นช่วงปลายทศวรรษที่ ๒๕๑๐ ตัวเอกเป็นหมีที่มีฟันยื่นสองซี่
๔ ผู้สนใจดูงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่ www.prachatai.com/journal/2012/08/42190

เรื่องและภาพ  ก


ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

เรื่องและภาพ  ก