ผลงานจากค่ายสารคดีครั้งที่ 12
งานแนะนำ
เรื่อง : วริศรา ศรีแสงอ่อน
ภาพ : ณัฐชา ชมภูเอี่ยม

climbing06

“ เราอ่ะมาปีนเลย ไหนๆก็มาถึงที่แล้วอย่าชักช้า จะได้มีประสบการณ์ก่อนจะเก็บข้อมูล” เสียงของสมาชิกและครูสอนพื้นฐานการปีนให้กับผู้ที่มาเยือน Proclimber Thailand แห่งนี้ เรียกเราขึ้นไปปีนป่ายบนผนังที่มีหินหลากสีหลายขนาดที่อยู่เบื้องหน้า

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ณ ซอย จรัญสนิทวงศ์ 11 ที่เล็กแล้วแคบมาก ขนาดของซอยกว้างเพียงแค่ รถยนต์ 4 ล้อเท่านั้นซึ่งไม่สามารถสวนทางกันได้ จากปากซอยมาไม่ถึงอึดใจก็ถึงยิมแห่งนี้ซึ่งมองดูจากภายนอกก็เหมือนบ้านคนทั่วไป แต่เมื่อเปิดรั้วบ้านออกเท่านั้น เราถึงกับต้องอ้าปากอุทาน “โอ้โห้”ความคิดแรกของเราที่โผล่มาในหัวเมื่อเข้าไปยืนอยู่ที่ยิมแห่งนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าในซอยเล็กๆ ดูธรรมดาๆ จะมียิมของคนที่หลงรักในกีฬาปีนผาอยู่ในที่แบบนี้ ด้วยภายนอกที่เหมือนที่พักอาศัยทั่วๆไป แต่ภายในกลับมีผนังที่มีหินหลายรูปทรง และ สีต่างๆ ติดอยู่ตามผนังหลายๆ ด้าน มองตรงไปเป็นทางลึกซึ่งเป็นผนังที่มีหินหลายขนาดหันหน้าชนกันเป็น หรือ จะเป็นด้านซ้าย ที่มีหินติดอยู่รอบผนังแนวนอน สูงประมาณ 3 เมตร และผนังไม้ที่ติดอยู่บนผนังกว้างประมาณ 1 เมตร ไว้ให้ผู้ที่หลงรักกีฬาปีนผาได้โหนเพื่อยืดกล้ามเนื้อก่อนที่จะขึ้นไปปีนบนผนังแต่ละที่จะมีเบาะหนาๆ ไว้คอยรองรับนักกีฬาหลังจากจบเส้นทางการปีนเพื่อซับแรงกระแทกจากการกระโดดลงจากผนัง

“สวัสดีครับพี่ เชิญนั่งก่อนครับ” เสียงของสินเด็กหนุ่มวัย 20 ปี รูปร่างสูงโปร่ง ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ดูได้สัดส่วนเหมาะสมกับรูปร่างของเขา ได้เข้ามาต้อนรับเรากับช่างภาพอย่างนอบน้อม ราวกับว่าเราคือลูกค้า V.I.P. เมื่อเรากับช่างภาพนั่งที่โต๊ะรับแขกของยิม เราสังเกตเห็นว่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ ได้ผ่านสัญจรเข้าออกโดยปราศจากความสนใจใยดีกับยิมแห่งนี้เลย บ้างก็เดินเลยไปทำเหมือนกับที่นี่เป็นเพียงแค่บ้านหลังหนึ่งเท่านั้น บ้างก็เดินผ่านเข้ามาหยุดดูผู้คนที่กำลังปีนป่ายบนผนังหินไฟเบอร์หลากสีจากนั้นก็เดินจากไปทำให้รู้เลยว่ากีฬาปีนหน้าผายังไม่เป็นที่นิยมของคนทั่วไป

climbing02

climbing01

จากเด็กหนุ่มธรรมดาสู่การเป็นนักกีฬาปีนหน้าผาทีมชาติ

เขาได้รู้จักกับกีฬาปีนหน้าผา ครั้งแรกเมื่อสมัย ป.3 ตอนเข้าค่ายลูกเสือที่โรงเรียนวัดไทร วันที่ 2 ของการเข้าค่าย ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมปีนผา ใน 3 เมตรแรกเขาไม่สามารถปีนได้เลย ด้วยการปีนแบบ ท็อบโรพ (Top rope) ความสูงและขนาดตัวของเด็ก ป.3 ทำให้ในเด็กน้อยอย่างสินขาสั่นและไปไม่จบเส้นทาง แต่ด้วยความที่เขาชอบท้าทายตัวเอง เขาเลยลองปีนใหม่อีกหลายรอบอีก 3 วันให้หลัง เขาจึงปีนได้สำเร็จ นี่คือคำบอกเล่าจาก สิน หรือชื่อตามบัตรประชาชน นาย วินัย เรืองฤทธิ์ นักกีฬาปีนผาทีมชาติชุดใหญ่ของประเทศไทยทั้งประเทศมีเพียงนักกีฬาผู้ชาย 5 คน และนักกีฬาผู้หญิง 4 คน เขาเล่าด้วยสีหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม เมื่อหวนนึกถึงความทรงจำครั้งแรกที่ได้ทำความรู้จักกับกีฬาปีนหน้าผา (sport climbing) หลังจากที่เราถามถึงครั้งแรกที่เขาได้ทำความรู้จักกับกีฬาปีนหน้าผา

กีฬาปีนหน้าผามีถิ่นกำเนิดมาจากทางยุโรปเป็นเวลากว่า 100 ปี ล่วงมาแล้ว สาเหตุที่ทำให้กีฬานี้กำเนิดขึ้นมา เนื่องจากในสมัย 100 กว่าปีมานี้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายได้อะไรมาง่ายๆทำให้ชีวิตไม่มีความท้าทาย เรียบง่ายไร้ความตื่นเต้น ดังนั้นคนที่ใฝ่หาความตื่นเต้น และรักการผจญภัยจึงมองหากีฬาที่ทำให้ชีวิตของเขามีความตื่นเต้นซึ่งกีฬาปีนหน้าผาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างความตื่นเต้น เทือกเขาที่มีชื่อเสียงในแถบนั้นก็คือ หน้าผา เอล กัปตัน อยู่บนเทือกเขาในอุทยานฯ โยเซมิติ ปัจจุบันกีฬาปีนหน้าผาได้รับความสนใจจากคนยุโรปเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความเจริญของโลกอุตสาหกรรมทำให้ภูเขาถูกทำลายหรือมีเจ้าของจึงทำให้ชาวยุโรปและชาวอเมริกันไม่ค่อยมีภูเขาให้ปีน พวกเขาเหล่านั้นจึงออกเดินทางตามหาภูเขาที่เหมาะสมในการปีนเพื่อท้าทายศักยภาพร่างกายของตัวเองในประเทศโลกที่ 3 ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภูเขามากมายและวิวสวยๆอยู่อย่างล้นลาม และเหมาะแก่การปีนหน้าผาที่สุด ประเทศไทยดึงดูดนักปีนหน้าผาทั่วโลกให้มาปีนก็คือ ไร่เล จ.กระบี่นั่นเอง และที่มาของกีฬาปีนหน้าผาในเมืองไทยก็ได้กำเนิดมาจากไร่เล และความสนุกของกีฬานี้ได้แพร่กระจายเข้าสู่เมืองกรุงของประเทศเราเป็นที่เรียบร้อย

ในการแข่งขันปีนหน้าผาครั้งแรกของสินก็เป็นตอน ป.3 เช่นกัน เป็นการปีนแบบท็อปโรพ (Top rope)เขาเล่าพลางดื่มน้ำเปล่าไปอย่างใจเย็น เขาไปแข่งครั้งแรกที่เชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันผานี้ได้ที่ถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว ก่อนหน้าที่จะไปจะแข่งเขายังเป็นแค่เด็ก บีเลเยอร์ (Belayer) ไม่ค่อยได้ปีนเท่าไหร่ อยากมากก็แค่ฝึกปีนตามประสาของเขา เอาสนุกเอามันส์อย่างเดียว แต่อาจารย์เห็นถึงความสามารถของเขาจึงพาไปแข่งที่เชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นเขาไม่รู้จักอุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้ปีนผาเลย ไม่ว่าจะเป็น ฮาร์เนส (Harness) ถุงแป้งใส่แป้งแมกนีเซียมคาร์บอเนตหรือรองเท้าปีนผา ในวันนั้นเค้าใส่เพียงรองเท้านันยางคู่ใจ ขึ้นไปแข่งเท่านั้นเอง

การปีนผาแบบ ท็อปโรพ (Top rope )เป็นการปีนแบบมีเชือกเป็นตัวนำ โดยการปีนแบบนี้จะต้องมีสองคนคือ 1. Climber คือผู้ปีน และ บีเลย์เยอร์ (Belayer) โดยคนที่จะมาทำหน้าที่นี้จะต้องเป็นคนที่ชำนาญในการปีนเป็นคนคอยควบคุมเชือกเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ปีนและเป็นเนวิเกเตอร์ให้กับผู้ปีนมือใหม่อีกด้วย ซึ่งการปีนแบบนี้เป็นการปีนที่ปลอดภัยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยอุปกรณ์ที่ผู้ปีนจะต้องใช้ในการปีนไม่ว่าจะปีนแบบไหนก็ตามจะต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้เสมอ เช่น ฮาร์เนส (Harness) เป็นอุปกรณ์ที่คล้ายกับกางเกงที่คอยยึดผู้ปีนกับเชือกเอาไว้ด้วยกัน (แต่การปีนโบลเดอร์ริ่งเป็นการปีนแบบเดียวที่ไม่ใช้ฮาเนส) รองเท้าปีนผาที่มีลักษณะของรองเท้าจะมีหัวแหลมคล้ายกับกลีบเท้าของเลียงผาหัวรองเท้าจะทำจากยางเพื่อยึดเท้าไว้กับผาหรือผนังได้ดี และสุดท้ายถุงใส่แป้งแมกนีเซียมคาร์บอเนต เอาไว้ทาที่มือกันลื่นระหว่างการปีน

สไตล์การปีนของสิน คือการปีนแบบ โบลเดอร์ริ่ง (Boudering)ซึ่งการปีนผามีหลายรูปแบบ คือ 1. Top rope ที่ได้อธิบายไปแล้วเมื่อสักครู่ 2. Boudering 3. Leader 4. Lead & deep water soloing การปีนแบบ Bouderingเป็นการปีนแบบไร้เชือก ด้วยความสูงโดยประมาณ 2-4 เมตร โดยมีอุปกรณ์คือ รองเท้าที่มีลักษณะเหมือนกีบเท้าของเลียงผา ถุงแป้งคาดเอวใส่แป้งแมกนีเซียมคาร์บอเนต ซึ่งเป็นการปีนในระยะสั้นๆ โดยต้องใช้แรงของตัวเองพาตัวขึ้นไปให้จบรูท (route) หรือที่เรียกอีกอย่างก็คือจุดหมายของเส้นทางนั้น เขาบอกเขาชอบการปีนแบบนี้เพราะเขาชอบเส้นทางที่สั้น จำนวนหินที่จะให้จับก็จะมีจำนวนจำกัดและเป็นการปีนไปแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก “อ่านรูทเสร็จก็ไปเลย” และเขาเป็นคนบ้าพลังซึ่งการปีนแบบโบลเดอร์ริ่งต้องใช้พลังสูงมาก จึงทำให้การปีนแบบโบลเดอร์ริ่งเป็นการปีนที่เหมาะกับเขาที่สุด รายการที่สินภาคถูมิใจมากที่สุดคือ เขาได้ชนะการปีนผาในรุ่นเยาวชน จากกรายการการแข่งขันที่ฮ่องกงในปี 2014 และได้เป็นเจ้าแห่งเอเชียรุ่นเยาวชนในตอนนั้นเลย นับว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของสินในขณะนั้น เขาได้บอกเล่าถึงความพยายามอย่างหนักของเขาที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่เขาจะไปแข่งรายการนี้เขาได้รับบาดเจ็บจากการแข่งขันรายการหนึ่งที่สุขุมวิท ในระหว่างทำการแข่งขันเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เรียกว่ารูทที่เขาปีนเป็นรูทพิสดารตัวจบเส้นทางคือต้องโหนเชือกซึ่งมันทำให้กระดูกนิ้วชี้ของเขาร้าว จึงต้องใส่เฝือกที่นิ้วชี้ของเขา แต่ด้วยความที่ใจของเขาไม่เคยคิดย่อท้อ เขาซ้อมทุกวันก่อนไปแข่งรายการที่ฮ่องกง โดยไม่ใช้นิ้วนี้ที่ต้องดามเฝือก ซึ่งตารางฝึกของเขาก็เรียกได้ว่าโหดและหินมากๆ เพราะเขาต้องซ้อมถึงวันละ 7-10ชั่วโมงโดยประมาณ ตอนเช้าตื่นมาวิ่ง 3 ชั่วโมง กับ เวทเทรนนิ่ง อีก 2 ชั่วโมง ตอนเย็น วิ่ง 4 กิโลเมตร และเวทเทรนนิ่ง 2 ชั่วโมง และฝึกปีนผาแบบโบลเดอร์ริ่งต่ออีก 4 ชั่วโมง ฝึกวนอยู่อย่างนี้อาทิตย์ละ 5 วัน และจะมีแข่งวิ่งมินิมาราธอนอีกเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มความอึดให้กับร่างกายยิ่งถ้าใกล้ช่วงแข่งเขาจะต้องคุมอาหารอย่างเคร่งครัดมากที่สุด เขาพยายามอย่างหนักเพราะเขาคิดว่าคนอื่นก็พยายามเหมือนกันเขาจะมาขี้เกียจซ้อมไม่ได้ และด้วยความพยายามของเขาๆ จึงได้รางวัลจ้าวแห่งเอเชียรุ่นเยาวชนในปีนั้นไปครองได้อย่างสวยงาม

climbing05

climbing03

เส้นทางสู่นักกีฬาปีนผาที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

บนเส้นทางของสินกว่าจะได้มายืนบนจุดๆนี้นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องผ่านอะไรมาอย่างมากมาย ท้อบ้าง ล้มบ้าง เจ็บบ้างเป็นครั้งคราว ถ้าเขาไม่มีครอบครัวที่คอยสนับสนุนอย่างคุณพ่อและคุณแม่ ครูต้อม และคนรู้ใจของเขาๆ คงไม่ได้มายืนถึงจุดๆ นี้ ก่อนที่สินจะมาเป็นนักกีฬาปีนผาทีมชาติ เขาเป็นนักมวยมาตั้งแต่ ป.6 เขาก็ชกเรื่อยมาจนมาเจอกีฬาปีนผา เมื่อลูกชอบพ่อของเขาก็สนับสนุน พาไปซ้อมตามที่ต่างๆ ที่ที่มีผาจำลองมาติดตั้ง ตั้งแต่ที่เขาเริ่มแข่งไม่ว่าจะที่ไหนเขาก็ได้รับรางวัลติดไม้ติดมือมาทุกครั้ง เมื่อเราถามเขาว่าได้มากี่รางวัลแล้วเขาตอบโดยที่ไม่คิดเลยว่า “อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้เลยครับ เพราะถ้วยรางวัลอันไหนหน้าตาเหมือนกันผมเอาไปบริจาคหมดเลย เก็บไว้แต่รายการใหญ่ๆ แล้วก็สวยๆครับ” สินพูดด้วยหน้าตาเรียบเฉยเหมือนว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ถ้วยรางวัลจะล้นตู้

“ถึงจะได้ถ้วยรางวัลมามากมายแค่ไหน แต่ก็มีจุดๆหนึ่งที่ผมก็ท้อนะครับ เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า เมื่อเราแพ้ คนอื่นรอซ้ำผมเยอะครับ” เขาพูดพลางนึกถึงช่วงเวลาที่ย่อท้อแต่ในเวลาแบบนี้เขามักจะมีประโยคที่เอาไว้เตือนใจตัวเองเสมอว่า “คนอื่นทำได้ เราก็ทำได้ แล้วเราต้องทำให้ดีกว่า”นอกจากจะมีแรงกดดันจากคนรอบข้างก็มีประโยคข้างต้นที่เป็นแรงผลักดันให้เขามาถึงจุดนี้ เพราะตัวเขาเองไม่ชอบให้ใครมาท้าทายเขา เมื่อมีคนมาท้าทายเขาๆ จะพยายามลบคำสบประมาณเหล่านั้นด้วยประโยคข้างต้นและความหมั่นเพียรพยายามของเขาเสมอกีฬาปีนผาไม่ได้ให้ถ้วยรางวัลที่มากมายกับเขาเพียงอย่างเดียว เพราะกีฬานี้จะมอบความแข็งแรงของมัดกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายและยังฝึก สติ สมาธิให้กับเขา เพราะกีฬานี้ไม่ได้ใช้แรงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องใช้สมองในการคิดวิเคราะห์ว่าตัวของเขาจะต้องแก้ไขปัญหา

อย่างไรในการปีนเมื่อเขาไม่สามารถปีนให้จบเส้นทาง ต้องมีการงัดกลยุทธวิธีการปีนต่างๆออกมาปรับใช้แก้ไขในจุดที่เขาไม่สามารถไปต่อได้อยู่ตลอดเวลา ต้องอ่านเส้นทางที่เขาจะไปให้ออกเพื่อที่เขาจะต้องปีนให้จบเส้นทางนั้น สินได้อธิบายถึงข้อดีในปีนหน้าผาให้พวกเราฟังต่อไปอีกว่า นอกจาก ร่างกายที่แข็งแรง สติ สมาธิ กีฬาปีนผายังมอบสังคมใหม่เพื่อนใหม่ให้กับผู้ปีนอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นตามยิม, รายการๆแข่งขันต่างๆหรือหน้าผาจริง

climbing04

climbing07

มิตรภาพระหว่างการแข่งขัน

จริงอยู่ที่ สินเป็นนักกีฬาทีมชาติโอกาสที่คู่แข่งจะกลายมาเป็นศัตรูกันได้ก็ง่ายดาย แต่ แมน ภาคภูมิ งามแฉล้ม ประธานชมรมปีนผาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน คนนี้ เขาเป็นทั้งคู่แข่งและเพื่อนที่จริงใจของกันและกัน “ผมเจอสินหลายครั้งมากเลย เรียกได้ว่าเจอมันทุกรายการในประเทศไทยเลยล่ะครับ ก็อย่างที่รู้กันดีอยู่ วงการกีฬาปีนผายังไม่ดังมันยังแคบเพราะฉะนั้นคนที่เข้าร่วมการแข่งปีนผาจะมีแต่หน้าเดิมๆ ก็จะจำหน้ากันได้” การแข่งขันที่ทำให้เขาได้ทำความรู้จักกับสินนั่นก็คือรายการ สิงค์ปาร์ค ที่ จ.เชียงราย และเราได้แลกเฟซบุ๊คส่วนตัวกัน หลังจากนั้นสินและแมนได้เริ่มสนิทกันมากขึ้นเมื่อมีงานวิ่ง มินิมาราธอน แมนจะชวนสิน หรือมีการแข่งขันปีนหน้าผาสินจะชวนแมน ซึ่งสองคนนี้จะพลัดกันชวน แมนพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า สินเป็นเพื่อนที่รู้ใจคลุกคลีได้อย่างไม่ถือตัว เมื่อเวลามีข้อสงสัยเกี่ยวกับปีนผาเขาก็จะถามสิน เวลาสินมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคาดิโอสินก็จะถามเขา พวกเขาจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเสมอคอยปรึกษากัน เปรียบเสมือนคนในครอบครัว“ที่ชมรมปีนผาที่มหาวิทยาลัยของผม (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน) ก็เช่นกันครับ เปรียบเสมือนครอบครัว ครั้งแรกที่ผมลุกขึ้นมาตั้งชมรมนี้ ผมไม่ได้คิดอะไรมากเลยนะครับแค่ไม่อยากให้มันเป็นผาที่เดียวดาย ผมเลยลองตั้งชมรมนี้ขึ้นมา และมีคนให้ความสนใจอย่างมากมายเกิดเป็นครอบครัวปีนผาที่อบอุ่น เป็นกลุ่มสังคมใหม่ที่เกิดขึ้นกับตัวผมและคนในชมรมครับ ทุกวันนี้มีคนให้ความสนใจชมรมเรามากขึ้นเยอะจนพวกผมบีเลย์กันจนปวดไหล่เลยทีเดียว สำหรับผมเรียกได้ว่ากีฬาปีนผามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผมไปแล้วล่ะครับ” แมน นักศึกษา ปี 3 คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน ได้เล่าที่มาที่ไปของความสัมพันธ์ของเขากับสิน และประวัติของชมรมปีนผาที่มหาวิทยาลัยของเขาให้กับเราฟัง มันดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าตื่นเต้นสำหรับใคร แต่ใครจะรู้มันกลับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับแมนเพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ ทั้งสองจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและเขาสามารถขับเคลื่อนชมรมปีนผาให้คนหันมาสนใจได้เยอะขนาดนี้ นับได้ว่ามันกลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาในขณะนี้

climbing08

climbing09

ครูต้อมครูผู้เป็นดั่งแสงเทียนนำทางนักกีฬาปีนหน้าผา

ถึงแม้ว่าในขณะนั้นสินจะได้รางวัลที่ภูมิใจมากที่สุดในตอนนั้น (รายการแข่งขันที่ประเทศฮ่องกงในปี 2014) แต่ที่ซ้อมที่เก่าของเขากับไม่ได้ตอบโจทย์สไตล์การแข่งและการใช้ชีวิตที่ดีให้กับเขาเรียกง่ายๆว่าเหมือนอยู่ในคุกเขาจึงออกมาตามหา ”อิสระ” แต่การที่ออกมาจากที่นั่นทำให้เขาต้องหยุดการเป็นนักกีฬาปีนผาไปถึง 1 ปี เพราะเขาโดนยึดอุปกรณ์ในการซ้อมและแข่งขันหมดทุกอย่าง แต่ครูต้อมเจ้าของคลับ Proclimber Thailand แห่งนี้ ได้นำตัวเขากลับมาเพื่อดึงศักยภาพ

นักกีฬาที่ดีของสินกลับมาอีกครั้ง ครูต้อมได้เป็นครูและโค้ชของเขาสนับสนุนเขาให้ไปแข่งตามรายการต่างๆ สนับสนุนตั้งแต่สถานที่ซ้อม ก็คือที่นี่ Proclimber Thailand ตั๋วเครื่องบินไปแข่งตามประเทศต่างๆที่ครูต้อมพอช่วยได้รวมไปถึงที่พักอีกด้วย“กีฬาปีนผาเป็นกีฬาที่ยังไม่ดังในประเทศของเราครับ วงการกีฬาปีนหน้าผาเราแคบคนรู้จักน้อยจะไปขอใครเขาให้มาเป็นผู้สนับสนุนก็ยาก และยังไม่มีผลงานถึงขั้นติดอันดับต้นๆของโลก” ถึงแม้ว่าสินจะไปแข่งรายการ word cup ในปี 2014 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลกและเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้ขึ้นไปถึงอันดับนั้นซึ่งสินก็กล่าวกับเราถึงเจตนารมณ์ของเขาว่าอขาอยากไปสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองไทยจึงอยากไปแข่งรายการWord cup ที่ยุโรปแต่ขาดการสนับสนุนที่ดีเลยทำให้เขาไม่ได้ไป “อย่างรายการล่าสุดที่ผมไปแข่งที่ประเทศสิงค์โปร์เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา ผมคว้าอันดับที่ 4 จาก 70 คน มาได้แต่การไปของผมครั้งนี้ก็ไปด้วยทุนของตัวเองครับ” สินพูดเสริมโดยที่เราไม่ต้องถาม

อย่างประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลของเขาให้งบสนับสนุนตลอดถึงแม้ว่าจะไม่มีผลงานอะไรเพียงทางสมาคมขอไปรัฐบาลก็สนองให้แทบจะในทันที เพราะกีฬาปีนผาของประเทศเขามีแต่คนรู้จัก และผลงานก็อยู่ในอันดับต้นๆของโลกอีกด้วย ครูต้อม นายไกรศักดิ์ บุญทิพย์ เจ้าของยิมProclimber Thailand ได้กล่าวเสริมว่า “ กีฬาปีนผาที่นี่ในประเทศไทย เป็นอะไรที่มีชื่อเสียงยากมาก เพราะในประเทศไทยนั้นชอบทำอะไรตามกระแส เมื่อกีฬาไหนดังได้รางวัลคนไทยก็จะแห่ไปเล่นกีฬานั้นคนไทยชอบทำอะไรตามกระแสเท่านั้น ถ้าไม่มีกระแสก็ไม่มีวันเกิด ทำอะไรแหวกแนวไม่เป็นถึงแหวกแนวก็ไม่รุ่ง ” ถ้าหากยังพอระลึกความหลังกันได้ กีฬาอย่างวอลเลย์บอลในสมัยก่อนคนไทยต่างไม่ได้ใส่ใจกีฬานี้แต่อย่างใด จนนักกีฬาหญิงวอลเลย์บอลทีมชาติคว้ารางวัลชนะเลิศได้มาหลายรายการ คนไทยจึงหันมาสนใจกีฬานี้ หรือถ้ายังไม่เห็นภาพ กีฬาแบดมินตันก็ไม่ได้เป็นที่เป็นกีฬาที่คนไทยสนใจ แต่เมื่อน้องเมย์คว้ารางวัลเหรียญทองสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย คนไทยและรัฐบาลจึงหันมาให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม

ครูต้อมเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเขาเติบโตในประเทศอิตาลีเมื่อ 34 ปีที่แล้วในประเทศเขาก็เหมือนประเทศไทยตอนนี้ยังมองว่าคนที่ปีนเป็นคนบ้า ครูต้อมผันตัวเองมาเป็นนักปีนผามืออาชีพแต่มันก็ไปไม่รอด แต่ตอนนี้ประเทศอิตาลียอมรับและสนับสนุนเป็นอย่างดีถึงขั้นเปิดธุรกิจกันอย่างเต็มรูปแบบมีการท่องเที่ยวสอนการปีนหน้าผาและมีการเปิดกิจการขายอุปกรณ์การปีนหน้าผาและเปิดคอร์สสอนกันอย่างเต็มรูปแบบ พอครูต้อมกลับมาที่ประเทศไทยก็ยังคงโดนมองว่าโคตรจะบ้า เพราะคนไทยยังทำอะไรตามกระแสและมีอคติ คิดว่ากีฬานี้มันอันตราย สื่อไม่กล้าลงว่ากีฬาปีนผามันดีกลัวไม่มีคนดูกลัวไม่มีคนอ่าน เบื้องบนไม่สั่งการเบื้องบนไม่สนใจ แต่ถ้าได้มาศึกษาอย่างจริงจังคุณจะรู้เลยว่ามันปลอดภัยและให้อะไรมากกว่าที่คิดเยอะ ทำให้คุณใจเย็นลง มีสมาธิมากขึ้น ซึ่งตัวเราเองก็เชื่อแบบนั้นเพราะพิสูจน์มาด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าเสียงรอบข้างจะดังแค่ไหน แต่เมื่อคุณอยู่ผาหรือผนัง สมาธิของคุณจะจดจ่ออยู่กับหินที่อยู่ตรงหน้าเพื่อพาตัวเองไปจบเส้นทางนั้นๆ มันเป็นกีฬาที่เราปีนจบเส้นทางนั้นโดยไม่มีรางวัลอะไรให้กับตัวเราเอง นอกจากเราสามารถลบความกลัวในตัวเราได้และพัฒนาศักยภาพร่างกายของตนเองขึ้นไปได้อีก

ครูต้อมได้ชี้แจงว่าทำไมในเมืองไทยกีฬาปีนหน้าผายังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

และครูต้อมได้กล่าวเสริมว่า ไม่ใช่เพราะกระแสอย่าง ณเดช หันมาปีน แต่มันเป็นเพราะ 1. กีฬาปีนผาสามารถจับต้องได้ ณ ปัจจุบันนี้เริ่มมียิมที่สามารถปีนผาได้เยอะขึ้น จับต้องได้ง่ายขึ้น อย่างที่นี่ Proclimber Thailand, Rock Domain Climbing Gym Bangkok, Urban playground climbing, ,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน, ,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต 2. การบอกต่อๆกันอย่างการ selfie ซึ่งเมื่อเราเป็นกับเพื่อนใครสักคนข่าวสารหรือกิจกรรมของเขาจะขึ้น New feed เรา ทำให้เราสนใจอยากไปทำบ้าง เป็นการบอกต่อๆกันได้เป็นอย่างดี จาก 1 คน ทำ สามารถปลุกใจคนได้อีกเป็น 10 เป็น 100 ให้คนทำตามได้ 3 ปีที่ผ่านมามันเป็นเพราะการ Selfie

ครูต้อมได้กล่าวเสริมว่า “ผมกล้าพูดเลยว่าผมตั้งยิมนี้ Proclimber Thailand เพื่อไว้ให้คนที่สนในกีฬานี้มีที่ฝึกซ้อม” และเขาได้ปั้นนักกีฬาทีมชาติมาตั้งแต่สร้างยิมนี้เลย กว่า 90% ของนักกีฬาปีนผาที่โลดแล่นอยู่ในวงการต่างเคยมาปีนที่นี่แทบทุกคน “ผมคงไม่ต้องพูดถึงรางวัลที่เด็กของยิมที่นี่ได้นะ เพราะสามารถไปดูที่ตู้โชว์ในห้องข้างๆที่เราสัมภาษณ์กันได้ มันเป็นการการันตีคุณภาพของยิมนี้ได้เพราะถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นใบแรกและใบเดียวของเมืองไทย” ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่ครูต้อมพูดจริงๆ เหรียญรางวัลที่เรียงรายอยู่เต็มตู้ซึ่งบอกไม่ถูกเลยว่ามีกี่เหรียญเพราะมันเยอะมาก และที่โดดเด่นบนตู้โชว์นั้นก็คือถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั่นเอง ครูต้อมเป็นครูที่รักลูกศิษย์ทุกคนไม่ใช่เพียงแค่สินคนเดียว เขารักเด็กทกคนที่มีความขยัน มุ่งมั่น อดทน เมื่อเด็กๆมีสามสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นแน่นอนว่า หนทางการเป็นนักกีฬาที่เก่งกาจอยู่ไม่ไกลแค่เอื้อมอย่างแน่นอน

ก่อนที่สิน จะขอตัวไปฝึกซ้อมตามตารางปกติของเขาๆได้ฝากบอกถึงมือใหม่ที่อยากมาลองเล่นกีฬาปีนหน้าผาว่า “ในชีวิตของคนเราทุกคนไม่มีอะไรยากหรอกครับ เพียงคุณลองเปิดใจเพราะกีฬาปีนหน้าผามีหลายรูปแบบให้เราได้ลองปีนตั้งแต่แบบง่ายจนไปถึงยาก ไม่ต้องกลัวว่ามันจะเป็นอันตรายมันปลอดภัยแน่นอนครับ ในสังคมที่มีแต่ความสุขสบายได้อะไรมาง่ายๆ มันทำชีวิตของเราชอบความรวดเร็วและใจร้อนขึ้น ลองหันมาให้เวลากับตนเองโดยการลองเล่นกีฬานี้สักนิดแล้วคุณจะรู้ว่ากีฬานี้ไม่ได้มีแต่ความเสียว แต่มันยังมีอะไรอีกมากายให้คุณได้มาลองกับตัวเองครับ บอกได้อย่างเดียวเลยครับว่า ไม่ลองไม่รู้จริงๆ”

climbing010

banner-camp-12-for-web