“ตามรอยพ่อ” – บทบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 380

ตุลาคม 18, 2016 
0


banner

 

๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

ข่าวลือที่สะพัดมาตั้งแต่เมื่อวานทำให้ผมรู้สึกเหมือนนอนหลับไม่สนิท ตื่นมาด้วยความรู้ตื้อๆ ตึงๆ ตั้งสติว่าอย่างไรเสียภารกิจที่สำคัญวันนี้ก็คือการปิดเล่มนิตยสารสารคดีฉบับที่ ๓๘๐ เดือนตุลาคม ๒๕๕๙ โดยสารคดีพิเศษที่วางไว้และจัดหน้าเสร็จแล้วกว่า ๘๐ หน้า คือสารคดีเกี่ยวกับอาหารหลากหลายแง่มุม จากฝีมือของเยาวชนค่ายสารคดีครั้งที่ ๑๒

มาถึงที่ทำงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนวิเคราะห์เหตุการณ์กันในกองบรรณาธิการถึงข่าวต่างๆ เมื่อวานแล้วยิ่งรู้สึกลึกๆ ปลอบใจตัวเองจากประสบการณ์ว่า ไม่มีอะไรแน่นอน…ถึงจะวิกฤตแต่กรณีคนที่พลิกคืนมาได้ก็ใช่จะไม่มี

อ่านไลน์ที่ถามเพื่อนไปตอนดึกคืนก่อนเกี่ยวกับคำอธิบายอาการของท่าน คำตอบสั้นๆ ตอนเช้า Critical and unstable

ไม่ว่าอย่างไรหน้าที่ของสารคดีคือการบันทึกเหตุการณ์ให้ดีที่สุด ทีมช่างภาพของเราจึงเดินทางเข้าศิริราชไปตั้งแต่เช้าตรู่

คติว่า No news is good news – ไม่มีข่าวคือข่าวดี ใช้ไม่ได้กับวันนี้

บรรยากาศอันเงียบเชียบทั้งบนหน้าเฟซบุก เวบไซต์สำนักข่าวต่างๆ รายการโทรทัศน์บางรายการที่ยังวิเคราะห์เหตุการณ์ข่าวลือเมื่อวาน สัญชาตญาณบอกว่าเหมือนหาดทรายทอดยาวก่อนคลื่นสึนามิจะโถมเข้าใส่

ผมพยายามนั่งเก็บงานปิดเล่มที่ยังคั่งค้างต่อไปตลอดวันด้วยความรู้สึกกระวนกระวายข้างใน จนสักบ่ายสามโมงครึ่ง โทรศัพท์จากเพื่อนที่มั่นใจในความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวยืนยันว่า พระองค์เสียแล้วจริงๆ…ด้วยเสียงสั่นเครือที่เธอพยายามข่มความรู้สึกไว้

จริงหรือ?…ในใจผมไม่อยากยอมรับ

พร้อมๆ กันก็มีแหล่งข่าวอื่นที่แจ้งเข้ามาหาคนในกองบรรณาธิการ และว่าจะมีการแถลงข่าวตอน ๕ โมงเย็น ซึ่งหลังจากนั้นก็ว่าเลื่อนไปเป็น ๖ โมงเย็น และที่สุดคือบอกว่าจะเป็นตอน ๑ ทุ่ม ระหว่างนั้นข่าว สนช. นัดประชุมพิเศษตอนสามทุ่มก็ออกมาย้ำความอันน่าสงสัย

ช่างภาพของสารคดีรายงานว่าในศิริราช จากตอนเช้าที่มีนักข่าวแค่ ๑๐ คน ถึงช่วงบ่ายมีนักข่าวเข้าไปรออยู่นับร้อยชีวิต ทั้งสำนักข่าวในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ประชาชนซึ่งมาเฝ้ารอหลายคนเริ่มร้องไห้ ปฏิกิริยาการส่งซิกกันของนักข่าวอื่นๆ ทำให้เขาคิดว่าเหตุผิดปรกตินั้นเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะจริง แต่เข็มทิศทุกอันก็ชี้ไปในเส้นทางอนาคตซึ่งไม่อาจหวนกลับ

ผมเริ่มตระเตรียมการเปลี่ยนหน้า Cover บนเฟซบุก และคิดหาคำที่เหมาะสมด้วยความหวังอันน้อยนิดว่าจริงๆ แล้วเราอาจไม่ต้องใช้

นิตยสารสารคดีจัดทำสารคดีพิเศษเกี่ยวกับพระองค์ท่านมาแล้วถึงห้าฉบับในห้าวาระสำคัญ คิดว่าคงไม่มีภาพไหนเหมาะสมกว่าภาพปกหนังสือทั้งห้าเล่มนี้อีกแล้ว

ส่วนคำถวายความอาลัย (ที่ยังเป็นปัญหาการใช้คำที่ถูกต้องมาจนถึงขณะที่เขียนบทบรรณาธิการอยู่นี้) แว่บหนึ่ง “เพลงสรรเสริญพระบารมี” ก็ดังขึ้นมาในหัว หากพระองค์จะจากเราไปจริงๆ และถ้าใครสักคนอยากจะร้องเพลงสักเพลงแทนความรู้สึก ผมคิดถึง “เพลงสรรเสริญพระบารมี” อันขรึมขลัง ศักดิ์สิทธิ์ และเศร้าสร้อย

เปิดทีวีไลฟ์ของช่องต่างๆ ๕ โมงเย็นยังไม่มีอะไร ๖ โมงเย็นเป็นรายการของ คสช. …คิดว่างั้นขออย่ามีแถลงข่าวดีไหม…แต่แล้วเวลา ๑ ทุ่ม…อย่างที่ทุกคนร่วมรับรู้…ก็เป็นเหมือนค้อนที่ฟาดกระหน่ำลงมา

แอดมินของสารคดีเปลี่ยนหน้า Cover เพจเฟซบุกและเวบไซต์ ส่วนผมกลับบ้านด้วยความมึนงงและความรู้สึกเคว้งคว้างเลื่อนลอย ทั้งที่มีเรื่องต้องคิดและงานต้องเตรียมอีกมาก

คืนนั้นทีมช่างภาพสารคดีเตรียมความพร้อมสำหรับกำหนดการเคลื่อนพระบรมศพในวันรุ่งขึ้น จัดวางกำลังไปตามจุดต่างๆ ที่คิดว่าจะสามารถบันทึกภาพสำคัญในประวัติศาสตร์ประเทศไทยไว้ให้ได้ดีที่สุด แต่ลำพังช่างภาพประจำของสารคดีเองอาจไม่เพียงพอ กำลังเสริมจากเด็กค่ายสารคดีเท่าที่ติดต่อได้ จึงเข้ามาร่วมทำหน้าที่

วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นเช้าอันสับสน และการตัดสินใจสำคัญสำหรับนิตยสารสารคดีฉบับตุลาคม

ท้ายที่สุดหลังจากหารือกันถึงทางออกในหลายวิธี สิ่งที่ดีที่สุดคือการถอดสารคดีพิเศษเรื่องอาหารราวกว่า ๘๐ หน้าที่ทำเสร็จพร้อมเข้าโรงพิมพ์นั้นออกทั้งหมด คงไว้แต่คอลัมน์ที่เข้าโรงพิมพ์ไปก่อนแล้ว และใช้ ๕-๖ วันลงแรงจัดทำสารคดีพิเศษบันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ให้เสร็จทันจัดพิมพ์วางแผงนิตยสาร (ที่อาจจะออกล่าไปบ้าง) โดยไม่ตกเดือน

เรากำหนดเรื่องที่จะลงว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง และแบ่งงานสำหรับการเขียน พร้อมกับจัดหาภาพเก่าต่างๆ จากคลังภาพของศูนย์ข้อมูลสารคดี กำหนดการและข่าวสารต่างๆ จากราชการทยอยกันออกมาเรื่อยๆ คลื่นประชาชนมหาศาลที่พากันเดินทางเข้าไปที่ ศิริราช สนามหลวง บริเวณนอกพระบรมมหาราชวัง และเส้นทางการเคลื่อนพระบรมศพ ทำให้การทำงานของช่างภาพเป็นไปอย่างยากลำบาก บางคนบอกว่าถูกล็อกกับที่ขยับไปไหนไม่ได้อีกด้วยมวลชนที่หนาแน่น ทั้งที่อยากเปลี่ยนตำแหน่งเพื่อให้มีโอกาสถ่ายภาพที่ดีกว่าเดิม ไม่นับความร้อนที่แผดเผาในวันนั้นจนหลายคนแทบหมดสภาพ

ตกดึกคืนนั้นเราเริ่มระดมกำลังพลเสริมจากค่ายสารคดีหลายรุ่น ทั้งนักเขียนและช่างภาพรุ่นใหม่ที่มีใจอยากร่วมทำหน้าที่บันทึกเหตุการณ์ในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์สำหรับตีพิมพ์ในนิตยสารสารคดี พร้อมกับการนำเสนอบนหน้าเฟซบุกเพื่อเผยแพร่เรื่องราวให้ทันสถานการณ์ต่อเนื่องไปอีกวันต่อวัน

แต่ละวันภาพถ่ายนับพันๆ ภาพถูกส่งเข้ามาที่สำนักงาน โดยมีบรรณาธิการภาพนั่งเฝ้าหน้าจอคัดเลือกภาพที่ดีที่สุดตลอดทั้งวันจนดึกดื่น นักเขียนออกสัมภาษณ์ อ่านเอกสาร และเร่งเขียนต้นฉบับส่งเข้ามาโดยมีบรรณาธิการต้นฉบับ “จำเป็น” (ซึ่งยังเป็นตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ของสารคดี) ช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง ปรับแก้ไขความและภาษาให้สมบูรณ์ในเวลาจำกัด บรรณาธิการศิลปะและผู้ช่วยเริ่มออกแบบการนำเสนอสารคดีพิเศษและจัดเรียงเนื้อหาที่เสร็จแล้วพร้อมภาพประกอบ เจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษรอ่านตรวจสอบหาคำผิดพลาดโดยเฉพาะคำราชาศัพท์ เลขานุการกองช่วยประสานงานต่างๆ พวกเราทำงานกันในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ควรจะเป็นวันหยุด พร้อมๆ กับที่ผู้คนเดินทางไปร่วมแสดงความรักความอาลัยที่มีต่อพ่อตลอดทั้งวันและคืน

ระหว่างนั้นช่างภาพบางคนที่ตระเวนถ่ายภาพโพสต์เข้ามาในกลุ่มทำงานเฉพาะกิจว่า ไม่ไหวแล้ว ด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้งกับการถ่ายภาพผู้คนที่รันทดโศกเศร้าน้ำตานองหน้า นักเขียนที่ไปสัมภาษณ์ผู้คนต่างเต็มไปด้วยความสลดหดหู่ร่วมกับแหล่งข่าว แต่ทุกคนก็ถอดคำสัมภาษณ์แล้วเรียบเรียงส่งเข้ามาตามกำหนดเดดไลน์ปิดต้นฉบับในเช้าวันจันทร์ที่ ๑๗ ตุลาคม

ผมเขียนบทบรรณาธิการนี้ในเที่ยงคืนวันจันทร์ที่ ๑๗ ด้วยความหวังว่าสารคดีฉบับนี้จะปิดเล่มเสร็จทันในเช้าวันพุธที่ ๑๙

“ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด” ผมเชื่อว่าทีมงานสารคดีทุกคนบอกกับตัวเองเช่นนั้น หลายคนอาจต่อท้ายด้วยว่า “เพื่อพ่อ”

เปิดเพลงที่มีคนอัปขึ้นยูทูบร้อง “…ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน…” จากนี้จะเปล่งเสียงร้องจากสุดก้นบึ้งหัวใจอีกได้อย่างไร เมื่อ “มหาบุรุษ-ราชันผู้ยิ่งใหญ่” ได้จากพวกเราไปแล้ว…จริงๆ…

สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการนิตยสาร สารคดี
[email protected]

จะมีสถานที่ไหนน่ากลัวที่สุด ไม่น่าไปที่สุด   คำตอบหนึ่งน่าจะเป็นคุก หรือไม่ก็ป่าช้า สถานที่หนึ่งคือคนเป็นที่ถูกขัง อีกสถานที่หนึ่งคือคนตายที่ถูกฝัง หลายคนกลัวป่าช้าเพราะจินตนาการว่าเป็นชุมทางของวิญญาณที่ยังไม่สงบ  แต่เรื่องนี้คิดไปเองหรือเปล่ายังน่าสงสัย ส่วนภาพน่ากลัวของคุก คือแหล่งชุมนุมโจรผู้ร้าย ฆาตกร ขาใหญ่ และผู้คุมโหด ไม่ค่อยมีใครคิดหรอกว่าในคุกจะมีอะไรดี  แต่หากถามว่าเรามีคุกไว้ทำไม  คำตอบทางการก็คงว่า เอาไว้ลงโทษผู้กระทำผิดให้รับความทุกข์ทรมานตอบแทน โดยยึดเอาอิสรภาพอันเป็นสมบัติพื้นฐานของมนุษย์มาเสียจากพวกเขา  และยังแอบหวังว่า คุกจะทำให้พวกเขาเข็ด ไม่กล้าทำผิดซ้ำหรือคุกจะทำให้คนไม่คิดทำผิดเพราะกลัวติดคุก เรื่องมันก็เลยย้อนแย้ง เพราะถ้าคุกทำให้คนเข็ดหลาบเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง เราจะกลัวคนในคุก หรือกลัวคนที่พ้นโทษจากคุกทำไม และทำไมทุกวันนี้นักโทษจึงเพิ่มขึ้น ๆ จนล้นคุก การศึกษานักโทษในสหรัฐอเมริกาพบว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษหรือผู้ทำความผิดทั้งหมด ซึ่งเท่ากับประมาณ ๑ ล้านคน เป็นผู้ที่ มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ (mental disorder) และอัตราการทำผิดซ้ำซากสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตรุนแรงกว่าก็สูงกว่าด้วย ขณะที่การลงโทษกักขังได้สร้างความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองและจิตใจของนักโทษ และยังต้องอยู่ในสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับผู้กระทำผิดอื่น ๆ นานหลายปีก่อนจะปล่อยพวกเขาคืนสู่สังคมโดยไม่มีงาน ไม่มีการฟื้นฟู ทั้งหมดนี้จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหา ชักนำให้พวกเขากระทำผิดซ้ำเมื่อออกจากคุก แต่อีกด้านหนึ่งจากการศึกษานักโทษซึ่งได้รับการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจจะมีอัตราการทำผิดซ้ำต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในแง่นี้การลงโทษไม่ได้ช่วยให้เราได้ “พลเมือง” คืนกลับเข้าสังคม มีแต่จะได้เหตุร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคุกก็ได้ “นักโทษ” คืนกลับไป…และออกมาใหม่
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

จะมีสถานที่ไหนน่ากลัวที่สุด ไม่น่าไปที่สุด   คำตอบหนึ่งน่าจะเป็นคุก หรือไม่ก็ป่าช้า สถานที่หนึ่งคือคนเป็นที่ถูกขัง อีกสถานที่หนึ่งคือคนตายที่ถูกฝัง หลายคนกลัวป่าช้าเพราะจินตนาการว่าเป็นชุมทางของวิญญาณที่ยังไม่สงบ  แต่เรื่องนี้คิดไปเองหรือเปล่ายังน่าสงสัย ส่วนภาพน่ากลัวของคุก คือแหล่งชุมนุมโจรผู้ร้าย ฆาตกร ขาใหญ่ และผู้คุมโหด ไม่ค่อยมีใครคิดหรอกว่าในคุกจะมีอะไรดี  แต่หากถามว่าเรามีคุกไว้ทำไม  คำตอบทางการก็คงว่า เอาไว้ลงโทษผู้กระทำผิดให้รับความทุกข์ทรมานตอบแทน โดยยึดเอาอิสรภาพอันเป็นสมบัติพื้นฐานของมนุษย์มาเสียจากพวกเขา  และยังแอบหวังว่า คุกจะทำให้พวกเขาเข็ด ไม่กล้าทำผิดซ้ำหรือคุกจะทำให้คนไม่คิดทำผิดเพราะกลัวติดคุก เรื่องมันก็เลยย้อนแย้ง เพราะถ้าคุกทำให้คนเข็ดหลาบเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง เราจะกลัวคนในคุก หรือกลัวคนที่พ้นโทษจากคุกทำไม และทำไมทุกวันนี้นักโทษจึงเพิ่มขึ้น ๆ จนล้นคุก การศึกษานักโทษในสหรัฐอเมริกาพบว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษหรือผู้ทำความผิดทั้งหมด ซึ่งเท่ากับประมาณ ๑ ล้านคน เป็นผู้ที่ มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ (mental disorder) และอัตราการทำผิดซ้ำซากสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตรุนแรงกว่าก็สูงกว่าด้วย ขณะที่การลงโทษกักขังได้สร้างความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองและจิตใจของนักโทษ และยังต้องอยู่ในสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับผู้กระทำผิดอื่น ๆ นานหลายปีก่อนจะปล่อยพวกเขาคืนสู่สังคมโดยไม่มีงาน ไม่มีการฟื้นฟู ทั้งหมดนี้จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหา ชักนำให้พวกเขากระทำผิดซ้ำเมื่อออกจากคุก แต่อีกด้านหนึ่งจากการศึกษานักโทษซึ่งได้รับการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจจะมีอัตราการทำผิดซ้ำต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในแง่นี้การลงโทษไม่ได้ช่วยให้เราได้ “พลเมือง” คืนกลับเข้าสังคม มีแต่จะได้เหตุร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคุกก็ได้ “นักโทษ” คืนกลับไป…และออกมาใหม่
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ