“ลอด” คือ “รอด”

สิงหาคม 26, 2017 
0


ผีสางเทวดา  เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต


OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เมื่อราว 20 กว่าปีมาแล้ว ตอนที่คนเลี้ยงช้างเริ่มพาช้างมาเดินหากินในเมืองหลวงใหม่ๆ จำได้ว่ารายได้ของพวกเขามาจากการเร่ขายเครื่องรางและวัตถุมงคลที่ทำจากงาช้างหรือขนหางช้าง จำพวกสร้อยคอ หรือแหวนถัก รวมถึงให้คนลอดท้องช้างสะเดาะเคราะห์ หรือให้ผู้หญิงท้องมาลอดจะได้คลอดง่าย ต่อมาจึงค่อยขยับขยายไปเป็นการขายผักผลไม้เป็นถุงๆ เช่นถั่วลิสงหรือแตงกวา ให้คนช่วยซื้อเลี้ยงช้าง อย่างที่เห็นกันในระยะหลัง

ความเชื่อที่ว่าการลอดท้องช้างเป็นเรื่องมงคลคงมีมาช้านานแล้ว แต่การลอดใต้อุโบสถเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 กว่าปีมานี้ เริ่มต้นจากเมื่อวัดหลายแห่งต้องประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำในหน้าน้ำทุกปี จึงมีดำริให้รับบริจาคเงินซื้อดินมาถมที่วัดให้สูงขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ บรรดาถาวรวัตถุที่ตั้งอยู่ในวัดมาแต่เดิมนั้นเลยพลอยจมลงไปใต้ลานวัดที่ถมใหม่ แต่แล้วความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็มาตอบสนองปัญหานี้ได้พอดี ด้วยการ “ดีด”

อธิบายแบบบ้านๆ วิธีการก็คือใช้เครื่องมือพยุงยกรับน้ำหนักตัวอาคารเดิมไว้ก่อน จากนั้นขุดเข้าไปตัดฐานรากเดิมให้ขาดออก ต้องการความสูงเท่าใดก็ยกขึ้น จากนั้นจึงสร้างเสริมฐานรากใหม่ก่อนจะวางสิ่งก่อสร้างเก่ากลับลงไป

ระหว่างการ “ดีด” ขึ้นนั้นเอง เกิด “ช่องว่าง” ใต้ฐานอุโบสถขึ้น กลายเป็นที่มาของธรรมเนียมใหม่ คือการลอดโบสถ์สะเดาะเคราะห์ โดยนำไปผูกกับความเชื่อว่าโบสถ์เป็นสถานที่กระทำสังฆกรรม มีพระมา “ลงโบสถ์” สวดพระปาฏิโมกข์ต่อเนื่องกันมายาวนาน ยิ่งกว่านั้นยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีอุปสมบท เปลี่ยนฆราวาสหรือชาวบ้านธรรมดาๆ ให้กลายเป็นพระภิกษุ จนถึงกลายเป็นพระเกจิอาจารย์ได้

การ “ลอด” โบสถ์อันมีความขลังศักดิ์สิทธิ์ จึงถูกให้ความหมายว่าเท่ากับ “รอด” พ้นจากภยันตราย เท่ากับ “ล้าง” เรื่องอัปมงคลและคุณไสย ฯลฯ แถมยังสามารถเข้าไปปิดทองลูกนิมิตเอกใต้พื้นกึ่งกลางอุโบสถได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากถูกฝังไปตั้งแต่ในพิธีฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมาด้วย

lodwatpikul01 lodwatpikul02 lodwatpikul03

ในยุคแรกเริ่ม การลอดโบสถ์ถือเป็นเรื่องพิเศษระดับ “ครั้งหนึ่งในชีวิต” เพราะสามารถกระทำได้เพียงช่วงสั้นๆ ระหว่างที่ช่างกำลังทำการ “ดีด” ยกโบสถ์ขึ้นเท่านั้น และเมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นลง ช่องทางดังกล่าวก็ย่อมถูกถมปิดตาย กลายเป็นพื้นเรียบๆ ไปดังเดิม

จนถึงขณะนี้ก็ยังสืบไม่พบว่าวัดไหนทำขึ้นก่อนเป็นวัดแรก แต่น่าจะเกิดขึ้นราวๆ กลางทศวรรษ 2540 จากนั้นเมื่อพบว่าธรรมเนียมนี้เรียกศรัทธาดึงสาธุชนเข้าวัดได้มาก จึงเกิดการทำตามอย่างกันทั่วไปหมด แถมมีอีกหลายวัดเห็นว่าการลอดโบสถ์เป็นกิจกรรมที่น่าจะทำได้ต่อเนื่องเป็นเรื่องเป็นราวจริงจัง จึงสร้างช่องทางถาวรไว้สำหรับให้ลอดโบสถ์ได้ต่อไป แม้การยกอุโบสถหนีน้ำจะเสร็จสิ้นไปแล้ว บางวัดก็ไปขุดช่องทางสำหรับลอดโบสถ์ขึ้นมาใหม่เอง และมีไปจนกระทั่งสร้างอุโบสถหลังใหม่โดยมีซุ้มที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเป็นช่องทางให้ญาติโยมลงไปลอดใต้โบสถ์กันได้ตั้งแต่แรกสร้างด้วยซ้ำ

จึงสมควรต้องบันทึกไว้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ “ประดิษฐ์” ขึ้นใหม่ต่อหน้าต่อตาคนรุ่นเราๆ ท่านๆ นี่เอง


srun

ศรัณย์ ทองปาน

เกิดที่จังหวัดพระนคร ปัจจุบันเป็น “นนทบุเรี่ยน” และเป็นบรรณาธิการสร้างสรรค์ นิตยสาร สารคดี




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com




Previous Article
26 สิงหาคม
Next Article
27 สิงหาคม




ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ตุ๊กตาม้าอย่างที่ตั้งคู่กับช้างตามศาลก็เคยพูดถึงมาบ้างแล้ว หรืออย่างตุ๊กตาม้าลาย แก้บน “เจ้าพ่อม้าลาย” ก็เคยเล่ามาบ้างแล้ว แต่ยังมี “ม้า” อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นของพิเศษ ใช้แก้บนหลวงพ่อพระศาสดา พระประธานในพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม
#เหลือคณานับ เนื่องด้วยมีประชาชนจำนวนมากปรารถนาจะได้เข้าไปในปริมณฑลของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงมีการเปิดพื้นที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา จากจำนวน ๔ หมื่นในครั้งแรกที่ประกาศ เมื่อใกล้วันพระราชพิธีทางผู้รับผิดชอบจึงเพิ่มพื้นที่ใหม่ขึ้นอีก รองรับคนเพิ่มเป็น ๗ หมื่น และทวีขึ้นไปจนเกินหนึ่งแสนคนในที่สุด แต่ไม่ว่าจะให้มีพื้นที่อีกสักเท่าใดก็คงไม่พอ มหาชนชาวสยาม ทั้งหญิง ชาย
เทวพิมาน ภายหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธียกนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ เมื่อเวลา ๑๗.๑๗ น. ของวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๐ ก็ถือว่าการก่อสร้างพระเมรุมาศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสำเร็จเสร็จสิ้นลงแล้ว นั่งร้านที่ขึ้นคลุมองค์พระเมรุมาศตลอดระยะเวลาการก่อสร้างหลายเดือนที่ผ่านมาจึงถูกรื้อถอน เมื่อต้องแสงไฟที่สาดส่อง สีทองขององค์พระเมรุมาศสุกปลั่งเรืองรองท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำ
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต เคยเห็นไหมครับ ? พระพุทธรูปที่มีพระองค์ (ลำตัว) เดียว แต่ส่วนพระเศียร (หัว) ทำเป็นพระพักตร์ (หน้า) เล็กๆ อยู่โดยรอบจำนวน
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต นับถือกันมาแต่โบราณว่าแม่พระธรณีเป็นเทพีแห่งผืนแผ่นดิน จะทำอะไรเกี่ยวกับที่ดินจึงต้อง “บอกกล่าว” ก่อนเสมอ อย่างเวลาจะเริ่มการก่อสร้าง ตอกเสาเข็ม ยกเสาเอก ก็ต้องมีพิธีขอขมาลาโทษกันก่อน นอกจากนั้น แม่พระธรณียังเกี่ยวข้องโดยตรงกับพุทธประวัติตอนตรัสรู้ คือเมื่อพระโพธิสัตว์อดีตเจ้าชายสิทธัตถะ

ปิดโหมดสีเทา