“กล้าวรรณกรรม” : พรมแดนและเส้นแบ่ง เรื่องแต่งกับเรื่องจริง

ตุลาคม 8, 2017 
0


วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี


klawannakam01

ห้องเรียนใต้ร่มไม้ ค่าย(กล้าวรรณกรรม)สร้างนักเขียนสารคดีเยาวชน

ค่าย “กล้าวรรณกรรม” เป็นค่ายที่ยาวและต่อเนื่อง คือจัดต่อเนื่องมาถึงปีที่ ๑๔ แล้ว โดยกำหนดเอาช่วงต้นเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันจัดค่าย ใช้เวลา ๔ วัน อยู่ร่วมเรียนรู้ด้วยกัน ทั้งกลุ่มงานร้อยแก้ว (เรื่องสั้น สารคดี) และร้อยกรอง (บทกวี)

มีนักเรียนระดับมัธยมปลายจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศมาเข้าร่วมค่ายรุ่นละเกือบ ๑๐๐ คน ในวันแรกจะเป็นการเปิดโลกวรรณกรรมในภาพกว้าง สร้างแรงบันดาลใจ โดยนักเขียนรุ่นใหญ่ระดับชั้นนำประเทศ ต่อมาเยาวชนสมาชิกค่ายจะได้ผ่านทุกฐานงานเขียน เพื่อมีโอกาสได้รู้จัก จำแนกแยกแยะได้ และเข้าใจพื้นฐานของงานเขียนแต่ละประเภท

จากนั้นพากันออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน สัมผัสพื้นที่หาข้อมูลและสร้างแรงบันดาลใจ ก่อนตัดสินใจว่าจะเขียนงานประเภทไหน ก็เข้าร่วมเรียนรู้แบบลงลึกในกลุ่มนั้น และฝึกปฏิบัติการเขียน กระทั่งมีผลงานส่งตอนท้ายค่าย

เปิดโอกาสให้เลือกเข้ากลุ่มได้ตามความสมัครใจอย่างเสรี ซึ่งกลุ่มสารคดีมักได้รับความสนใจจากนักเขียนหัดใหม่แต่เพียงเล็กน้อยเสมอ

จากการสอบถามเบื้องต้นตอนเปิดค่าย มีคนที่ตั้งใจมาจากบ้านว่าจะอยู่กลุ่มสารคดีเพียง ๒ คน จากจำนวนเด็กค่ายกล้าวรรณกรรม รุ่นที่ ๑๔ ทั้งสิ้นราว ๖๐ คน

klawannakam02

ล้อมวงเรียนรู้ ดูวิธีการเล่าเรื่อง

นักเรียน ม.ปลาย กลุ่มที่สมัครมาร่วมค่ายกล้าวรรณกรรมทุกคน รู้จักและคุ้นชื่องานเขียนประเภท เรื่องสั้น บทกวี แต่สำหรับงานสารคดีมีเพียงเล็กน้อยที่เคยได้ยิน และส่วนหนึ่งในนั้นเข้าใจว่าหมายถึงวิดีโอจำพวกสัตว์โลกน่ารัก อะไรทำนองนั้น

เนื้อหาหลักในฐานสารคดีในวันแรกจึงเป็นการให้พื้นฐานในเรื่องความหมาย ความต่าง และลักษณะของงานเขียนประเภทสารคดี ซึ่งหลังจากล้อมวงคุยกันแล้ว พวกเขาก็เริ่มตอบตัวเองได้ และยืนยันว่าจะกลับไปเล่าให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนและคนที่บ้านฟังได้ว่า สารคดีคือการเล่าเรื่องจริง…

วิทยากรประจำฐานก็เพียงแต่ช่วยเสริมว่า …และให้คนอ่านเชื่อด้วยว่าเป็นเรื่องจริง

เพราะจากประสบการณ์ที่ได้อ่านงานของนักเขียนสารคดีมือใหม่ มีบ่อยครั้งที่อ่านแล้วรู้สึกไม่เชื่อและไม่เห็นคล้อยตามที่ผู้เขียนเล่า เมื่อได้ซักไซ้ผู้เขียนในระหว่างการพัฒนาต้นฉบับ คำอธิบายของเขาไขความกระจ่างว่าความจริงเขาไม่ได้โกหกหรือบิดเบือน เพียงแต่ไม่ได้แจกแจงให้เห็นที่มาที่ไปอย่างรอบด้าน และไม่ได้แสดงเหตุผลแบบที่นำไปสู่…

ดังนั้นหลักสำคัญข้อหนึ่งที่นักสารคดีพึงใส่ใจคือ การเขียนเล่าเรื่องจริงต้องทำให้สมจริงด้วย

กับคุณลักษณะอย่างหนึ่งของสารคดีคือ เป็นงานเขียนที่เหมาะจะใช้ในการบันทึก ถ่ายทอดหรือนำเสนอเรื่องราวที่อยู่ในใจ ประทับใจ เป็นเรื่องสลักสำคัญสำหรับผู้เขียน เรื่องที่เห็นว่าโลกควรรู้ เรื่องเหล่านี้เหมาะเจาะที่เราจะใช้รูปแบบงานสารคดีเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเรื่องราว

klawannakam03

นำเสนอและรับการวิจารณ์ อ่านผลงานให้กันฟัง

ถึงเวลาเลือกฐานเข้ากลุ่มการเรียนรู้แบบเจาะลึก แต่ละคนมีสิทธิเลือกเพียงประเภทเดียว กลุ่มสารคดีได้สมาชิกรวม ๑๖ คน ถือเป็นจำนวนสูงสุดกว่าทุกรุ่นที่แล้วมา

ในกลุ่มย่อยเรามีเวลาจากยามสายถึงเที่ยงในการเรียนลัด(หลัก)สูตรการสร้างงานเขียนสารคดี ทั้งลำดับขั้นการทำงาน องค์ประกอบของสารคดี ประเภทของข้อมูลและการได้มาของข้อมูลแต่ละประเภท โครงสร้างและแนวทางที่จะสร้างสรรค์แต่ละส่วนให้โดดเด่นและสื่อความได้จับใจคนอ่าน

ผลงานที่เกิดจากการผสานกันอย่างลงตัวของ ๒ องค์ประกอบคือ ข้อมูล กับกลวิธีการนำเสนอ จะเป็นสารคดีที่ดี

เป็นเงื่อนไขเด็ดขาดตายตัวว่าในภาคส่วนของข้อมูลนั้นต้องยึดกุมอยู่กับข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด จะแต่งเติมเสริมแต่งบิดผันเอาตามใจผู้เขียนไม่ได้ ส่วนวิธีการนำเสนอนั้นสามารถสร้างสรรค์กลวิธี สรรคำ ใช้สำนวนภาษาได้อย่างอิสระ กว้างไกล อย่างไม่แตกต่างจากวรรณกรรมเรื่องแต่ง หรือ fiction

โดยโครงสร้างคร่าวๆ งานสารคดีก็ไม่ต่างจากเรื่องสั้น ที่ประกอบไปด้วย ชื่อเรื่อง – เปิดเรื่อง – ตัวเรื่อง – ปิดเรื่อง และแต่ละส่วนก็สามารถรังสรรค์ภาษาและเทคนิคการเล่าเรื่องให้ลึกล้ำด้วยชั้นเชิงอย่างไรก็ได้ เพียงแต่นักเขียนสารคดีต้องไม่เผลอลืมว่าเนื้อหาจะต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริงเท่านั้น

klawannakam04

 เยาวชนนักเขียนค่ายกล้าวรรณกรรม ปี ๒๕๖๐ กับคณะวิทยากรบางส่วน

เมื่อเข้าใจ เหล่านักเรียนที่เป็นนักเขียนหัดใหม่-หลายคนเพิ่งเขียนสารคดีเป็นครั้งแรก ก็ทำออกมาได้อย่างน่าชื่นใจผู้อ่าน

พวกเขาส่วนใหญ่เล่าเรื่องที่สนใจใกล้ตัว เรื่องคนที่ผูกพัน สัตว์เลี้ยง ประสบการณ์ครั้งสำคัญ เหตุการณ์สำคัญของครอบครัว เรื่องส่วนตัว รวมทั้งความประทับใจที่ได้มาเข้าค่าย

อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆ ไป แต่ด้วยภาษาและวิธีการเล่าที่ชวนตื่นตา รื่นรมย์สมค่างานวรรณศิลป์

นับตั้งแต่ชื่อเรื่อง

klawannakam05

“พี่ชายที่แสนดี” งานสารคดีที่ดีสมวัยเด็ก ม.ปลาย

“พี่ชายที่แสนดี” (เล่าถึงความผูกพันและการต้องห่างกันของพี่น้องลูกผู้ชาย)

“เส้นสายลายดาบ” (ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ส่วนตัวจากการเข้าร่วมเรียนในสำนักฟ้อนดาบพื้นเมืองล้านนา ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเชิงศิลปะ พิธีกรรม ความเชื่อ รวมทั้งตัวดาบ)

“ขนม(กล้วย)ไม่ผสมมะพร้าว” (หลานเขียนเล่าความผูกพันระหว่างเธอกับยาย ผ่านขนมพื้นบ้านที่เธอโปรดปราน)

“หน้ากากแก้วสีแดงของเด็กขี้อิจฉา” (ผู้เขียนเผยปมที่แท้จริงในใจตนซึ่งซ่อนอยู่หลังบุคลิกนิสัยที่ดูดีในสายตาผู้ใหญ่ ออกมาในงานเขียนแบบเปิดเปลื้อง ล่อแหลม ชวนสะทกสะเทือนใจ)

ใครจะกล้าปฏิเสธว่าชื่อเรื่องดังที่ยกมานี้ไม่งดงามเร้าใจ ไม่สื่อความ และไม่ชวนให้เข้าไปอ่านเนื้อเรื่อง

เรื่อง “เส้นทางหนามกุหลาบ” เปิดเรื่องด้วยฉากราวหนังสยองขวัญ

เสียงฟ้าร้องเหมือนกับมีดอันแหลมคมที่กรีดลึกลงบนหัวใจของฉัน วันที่ชีวิตฉันเปลี่ยนไปเหมือนกับถูกผลักลงหุบเหวลึกอันเคว้งคว้างที่ยากจะหยั่งถึง เหมือนชีวิตฉันตายทั้งเป็น

วันนี้ฉันมาโรงเรียนเป็นวันสุดท้ายเพราะจะปิดเทอมแล้ว เย้ ฉันดีใจมาก แต่ฉันไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย ฉันไม่ชอบเวลาที่ฝนตกเพราะมันดูเศร้า

ฟ้าร้องและหยาดฝนโปรยปรายราวกับว่าต้องการบอกเหตุการณ์อันน่าเศร้า

เมื่อฉันกลับถึงบ้าน แม่บอกฉันว่า “บ้านเราล้มละลายแล้วลูก”

นี่เป็นฉากเปิดของงานสารคดีที่ไม่ต่างจากเรื่องสั้นเลย-ในแง่รสวรรณศิลป์ แต่ต่างที่ เนื้อเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องจริง

บางตอนของบางเรื่อง ใช้ภาษาได้อย่างเข้าใจความงามของภาษา

เรื่อง “มิตรภาพจากค่ายวรรณกรรม” เล่าภาพความรู้สึกหลังผ่าน ๓ วันแรกของค่าย แล้วถึงเวลาต้องลงมือสร้างสรรค์งานเขียน

ผมยอมรับว่ารู้สึกกลัวและเป็นกังวลมาก แต่มันเป็นความรู้สึกช่วงหนึ่งเท่านั้น เมื่อมองไปรอบๆ ผมเห็นรอยยิ้มจากก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า คำพูดของครูที่พร่ำสอนพวกเราเรื่อยมา และสิ่งสำคัญที่สุด แววตาของนักสู้แห่งความเป็นกล้าวรรณกรรมที่รินไหลอยู่ในตัวของทุกคน เป็นแรงผลักดันให้ความมุ่งมั่นในตัวผมตื่นขึ้น

“โลกนี้คนเก่งมีเยอะแล้ว แต่ยังขาดคนเข้าใจ” คำพูดนี้กึกก้องเข้ามาในหัวจิตและหัวใจ

ผมไม่รู้ว่าบทประพันธ์ชิ้นนี้จะได้รับรางวัลหรือไม่ แต่ผมก็ภูมิใจ และเมื่อผมกลับบ้านผมจะเล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัวฟัง

นอกจากความสามารถทางภาษา ผู้เขียนเรื่องนี้ยังวางใจได้ถูกต้อง

รางวัลเป็นเรื่องชั่วคราว ที่มอบให้กับงานเขียนเรื่องหนึ่ง หรือขณะหนึ่งแด่ผู้เขียน แต่ฝีมือที่ได้จากการเรียนรู้ฝึกฝนต่างหาก ที่จะอยู่กับตัวเราเสมอไป

และนำออกมาใช้ได้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่ลงมือทำงานชิ้นใหม่


veeวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

นักเขียนประจำกองบรรณาธิการ นิตยสาร สารคดี ที่มีผลงานตีพิมพ์ทั้งในนิตยสาร และตีพิมพ์รวมแล่มมากมาย อาทิ แผ่นดินนี้ที่อีกฟากเขา และแสงใต้ในเงามรสุม และ อีสานบ้านเฮา





Previous Article
8 ตุลาคม
Next Article
9 ตุลาคม




สัมภาษณ์ : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ, ธัชชัย วงศ์กิจรุ่งเรือง ถ่ายภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์ ทุก ๆ ปีในช่วงปิดเทอมที่มีการสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ประเด็นปัญหาการศึกษาไทยมักถูกยกขึ้นมาเป็นข่าวอยู่เสมอ ก่อนจะหายเงียบไปเมื่อพ้นช่วงเวลาดังกล่าว แต่ตลอดปีสองปีมานี้
บ้านเรียน โลกกว้างกว่าห้องเรียน การปฏิเสธโรงเรียนออกมาจัดการศึกษาให้ลูกเองที่บ้านเกิดขึ้นเงียบ ๆ มาหลายสิบปีแล้ว แต่ในยุคแรกยังติดขัดข้อกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ กระทั่งเมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาในปี ๒๕๔๒  พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติเปิดช่องให้พ่อแม่จัดการศึกษาให้ลูกหลานได้เองโดยชอบธรรม โรงเรียนแบบทำเองที่บ้านหรือโฮมสกูลจึงเริ่มแพร่หลายขึ้นตั้งแต่ในเมืองไปจนถึงในท้องถิ่นทั่วประเทศ สารคดีหยิบนำเรื่องราวของบางบ้านเรียนมาเปิดให้เห็นโลกของโฮมสกูลในเมืองไทยโดยสังเขป พอให้รู้ว่ายังมีทางเลือกอีกสายอยู่ในแวดวงการศึกษาของบ้านเรา ห้องเรียนที่เปิดกว้าง หลากหลาย ไม่มีกรอบเกณฑ์ตายตัว แต่วัดประเมินผลได้ตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ห้องเรียนนอกระบบโรงเรียนที่เรียกกันว่าโฮมสกูลหรือบ้านเรียน แซนโฎนตา ช่วงเวลาคนตายสอนคนเป็น สองปีแล้วที่เดือนสิบเป็นฤดูกาลสำคัญให้ต้องจดลงปฏิทินว่า “กลับบ้าน” ทั้งบ้านของเพื่อนในกัมพูชา และเพื่อนไทยเชื้อสายคแมร์ที่อีสานใต้บ้านเรา บ้านของพวกเขามีประเพณีหนึ่งที่เคร่งครัดว่าลูกหลานในตระกูลต้องพร้อมหน้าใน ๑ วันสำคัญเพื่อร่วม “กอบบุญ” และ “กราบบรรพชน” แสดงความกตัญญู ตามคติว่าในรอบปีวิญญาณบรรพบุรุษในยมโลกจะได้รับการปลดปล่อยให้กลับโลกมนุษย์มารับส่วนบุญกุศลจากลูกหลาน เข้าใจอย่างง่าย คล้ายประเพณีที่คนไทยภาคกลางเรียก “วันสารท” ภาคเหนือเรียก “บุญสลากภัต” (หรือตานก๋วยสลาก) ภาคอีสานเรียกบุญมหาชาติ (หรือบุญผะเหวด) และภาคใต้เรียก “บุญเดือนสิบ” (หรือบุญชิงเปรต) สำหรับลูกหลานชาวคแมร์พวกเขาเรียก “แซนโฎนตา”
เรื่อง : ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล ภาพ : ฝ่ายภาพสารคดี หนึ่งเดือนก่อนมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติจะอุบัติขึ้น โรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอดจัดงานแถลงข่าว “การเตรียมตัวเข้าแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ๒๐๑๖ ของนางสาวรัชนก อินทนนท์” หรือ “น้องเมย์”
เรื่องและภาพ : พ่อนก www.doublenature.net [caption id="attachment_20180" align="aligncenter" width="400"] เพื่อน จากภาพร่างของเพื่อนๆ ที่ดลวาดบนเฟรมผ้าใบ ทิ้งไว้ให้พ่อสร้างสรรค์ต่อ (ยังไม่เสร็จ) ถ่ายทอดประสบการณ์การรับรู้ความมหัศจรรย์ร่วมกันที่ทุ่งพัฒนาการ พื้นที่รกร้างที่ผมและเด็กๆ
ผลงานจากค่ายสารคดี ครั้งที่ 11 งานเขียนดีเด่น งานภาพชมเชย เรื่อง : นลิน สินธุประมา ภาพ : พานิตา ขุนฤทธิ์ [Best_Wordpress_Gallery id="12"

ปิดโหมดสีเทา