ขาวม้าแก้บน

พฤศจิกายน 13, 2017 
0


ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต


wat-suwan01

ตุ๊กตาม้าอย่างที่ตั้งคู่กับช้างตามศาลก็เคยพูดถึงมาบ้างแล้ว หรืออย่างตุ๊กตาม้าลาย แก้บน “เจ้าพ่อม้าลาย” ก็เคยเล่ามาบ้างแล้ว แต่ยังมี “ม้า” อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นของพิเศษ ใช้แก้บนหลวงพ่อพระศาสดา พระประธานในพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม หรือ “วัดทอง” ริมคลองบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะ

ชาวบ้านละแวกรอบวัดเชื่อกันว่า หลวงพ่อท่านโปรดปรานม้าเป็นพิเศษ ถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่าเคยมีคนเห็นม้าวิ่งวนไปมาอยู่รอบๆ โบสถ์ แล้วสุดท้ายมุดหายเข้าไปใต้นั้น ชาวบ้านจึงต้องจัดม้ามาแก้บน แต่ “ม้า” ในที่นี้ ไม่ยักเป็นตุ๊กตาม้าตัวๆ แต่กลับกลายเป็น “ผ้าขาวม้า” แทน

เข้าทำนองว่าไป “เล่นลิ้น” หลอกพระหลอกเจ้าอีกตามเคย

ผู้ที่มาบนไว้ เมื่อได้รับผลสำเร็จตามปรารถนา (ว่ากันว่าหลวงพ่อที่นี่ท่านก็มีชื่อเสียงทางไม่ให้ “ติดทหาร” เหมือนกัน) ก็ต้องมาจัดการ “วิ่งม้า”แก้บนรอบโบสถ์

wat-suwan-02

wat-suwan-03

wat-suwan-04

สมัยก่อนโน้น เขาว่ากันว่าผู้ที่มาบนไว้ต้องออกแรงวิ่งเอง แต่อย่างนั้นมันคง “เหนื่อย” สมัยหลังๆ เลยนิยมจ้างเด็กๆ แถววัดให้ขี่ผ้าขาวม้าวิ่งแทนตัว จะกี่ตัวกี่รอบ ก็แล้วแต่ว่าไปตกปากรับคำกับหลวงพ่อไว้อย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องสามรอบ และเมื่อวิ่งแก้บนรอบโบสถ์จนครบถ้วนกระบวนความแล้ว ผ้าขาวม้าผืนนั้นก็จะตกเป็นสมบัติของผู้วิ่งไปโดยปริยาย ดังนั้นนอกจากจะได้สตางค์แล้ว ยังได้ผ้าใหม่แถมไปด้วยอีกผืน

เคยเห็นการวิ่งแก้บนที่นี่ตั้งแต่เมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นมีงานเปิดตัวโครงการชุมชนท่องเที่ยวยั่งยืน ระหว่างชุมชนบ้านบุ (คือแถวๆ วัดทอง) ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง และสำนักวัฒนธรรมฯ ของ กทม.

งานนี้ท่านอาจารย์หัวหน้าโครงการคงไปบนบานอะไรกับหลวงพ่อไว้ด้วย เมื่อถึงวันเปิดตัวโครงการจึงไม่ได้มีแค่การ “สาธิต” เล่นๆ อย่างที่มักทำกันในงานวัฒนธรรมทำนองนี้ แต่กลับกลายเป็นการแก้บนจริงๆ เมื่อบวกกับว่ามีสุภาพสตรีอีกท่านหนึ่งไปบนบานเรื่องทุกข์ร้อนใจของเธอไว้ด้วย สุดท้ายงานนี้เลยมี “ม้า” มากันเป็นฝูงถึง ๕๐ ผืน

ตามธรรมเนียม ผ้าขาวม้าเหล่านี้ต้องขมวดปมหัวท้ายไว้ทุกผืน (คงเอาไว้ให้มือจับให้มั่นระหว่างวิ่ง) แล้วไปวางเรียงกันเป็นทำนอง “ถวายตัว” ให้หลวงพ่อพระศาสดา ตรงหน้าเสมาชัย คือใบเสมาตรงกลางหน้าโบสถ์ เสียก่อน

กลางแดดจ้าใกล้เที่ยงวันนั้น ฝูงม้าเด็ก ม้าผู้ใหญ่ พากันวิ่งเท้าเปล่ารอบโบสถ์วัดทองกันอย่างคึกคัก แถมเพื่อให้สมจริง วิ่งพลางก็ต้องร้อง ฮี้ ฮี้ ฮี้ เป็นเสียงม้าไปพลางด้วย

เด็กๆ ที่ยังมีพลังแรงเหลือเฟือ วิ่งตามกันเป็นพรวนอย่างนั้น คงสนุกดีไม่น้อย แถมได้สตางค์ติดกระเป๋าอีกด้วย

แต่ม้าที่มีอายุหน่อยคงลิ้นห้อยไปตามๆ กัน เพราะอากาศก็ร้อนอบอ้าว แถมอุโบสถวัดทองของหลวงพ่อพระศาสดานั้น ก็ไม่ใช่เล็กๆ เจอเข้าไปสามรอบย่อมเหนื่อยเอาเรื่องทีเดียว


srun

ศรัณย์ ทองปาน

เกิดที่จังหวัดพระนคร ปัจจุบันเป็น “นนทบุเรี่ยน” และเป็นบรรณาธิการสร้างสรรค์ นิตยสาร สารคดี




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ผีสางเทวดา  เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต “แม่โพสพ” หรือ “เจ้าแม่โพสพ” เทพีแห่งข้าว เป็นที่นับถือของคนไทยมาแต่โบราณ แม่โพสพไม่ได้ผูกติดกับท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ผูกพันกับช่วงเวลาในฤดูกาลทำนามากกว่า ชาวนาไทยจึงสามารถสักการะเซ่นไหว้ที่ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นในผืนนาเมื่อทำขวัญข้าว หรือที่ยุ้งฉางของตนเองเมื่อขนข้าวขึ้นยุ้ง และอาจด้วยเหตุนั้นจึงไม่ค่อยปรากฏศาลแม่โพสพมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพอมีอยู่ให้เห็นบ้าง
ผีสางเทวดา  เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต มีสำนวนไทยสมัยเก่าที่คนเดี๋ยวนี้อาจไม่ค่อยได้ยินกันแล้วคือ “หมอบราบคาบแก้ว” มีความหมายว่ายอมตามโดยดี ไม่มีขัดขืน สำนวนนี้ว่ากันว่ามีที่มาจากสิงโตหินอย่างที่เห็นตามหน้าวัดหรือเชิงบันไดโบสถ์วิหาร ซึ่งมักอยู่ในท่าทางหมอบ และมีก้อนหินกลมๆ ที่สมมติเป็น “ลูกแก้ว” ของโปรดของสิงโต คาบอยู่ในปาก
ผีสางเทวดา  เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต มีตอนหนึ่งใน “ตำนาน” พระราชประวัติ “พระองค์ดำ” สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่คนทั่วไปจำกันได้ดี คือเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และต้องตกไปเป็นองค์ประกัน (ตัวประกัน) ที่กรุงหงสาวดี หลังสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1
ผีสางเทวดา  เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ศรัณย์ ทองปาน ถ้าหนุ่มๆ สาวๆ จะนิยมไปบนบานแม่นากพระโขนงเรื่องไม่ให้ “ติดทหาร” ในทางกลับกัน เขาก็ว่ากันว่า อย่าได้ไปขอเรื่องนั้นกับ “เสด็จเตี่ย” เป็นอันขาด!
ผีสางเทวดา  เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ศรัณย์ ทองปาน “เซี่ยวกาง” (บางทีสะกด “เสี้ยวกาง”) เป็นศัพท์ช่างไทย ใช้เรียกรูปเทพทวารบาลผู้รักษาประตูทางเข้าออกแบบหนึ่ง ที่ทำเป็นบุคคลมีหนวดมีเคราเหมือนชาวจีน แต่งกายเป็นไทยผสมจีนผสมแขก คือแต่งตัวคล้ายรัดเกราะแบบจีนๆ สวมชฎา

ปิดโหมดสีเทา