สนธยา – จากบรรณาธิการ ฉบับที่ 393

ธันวาคม 6, 2017 
0


เป็นสายวันที่แดดร้อนเปรี้ยง แต่ทุกคนที่นั่งตรงนั้นไม่มีใครขยับหนีไปไหนซ้ำยังมีคนทยอยเดินเข้ามาขอนั่งสมทบในที่ว่าง

ข้างผมเป็นหญิงวัยกลางคนที่มาจากจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เธออยู่ตรงนี้เป็นวันที่ ๔ แล้ว

เธอบอกว่าจะอยู่จนถึงวันสุดท้ายของพระราชพิธีเพื่อส่ง “พ่อ”

ก่อนริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารจากสนามหลวงจะเคลื่อนมาถึงตรงที่เรานั่งกันอยู่เล็กน้อย คงด้วยทั้งแดดกล้าและความอ่อนล้ามาหลายวัน ผู้หญิงข้างผมและผู้สูงอายุอีกสองสามคนจึงเกิดหน้ามืดจะเป็นลมต้องพาไปปฐมพยาบาลกันใต้ร่มเงาด้านหลังเมื่อริ้วขบวนเคลื่อนผ่าน รอบตัวผมมีแต่เสียงสะอื้นไห้และน้ำตา

หลังฝนตกหนักตอนบ่ายวันก่อนหน้านั้น ผู้คนรอถวายดอกไม้จันทน์ยังยืนแถวเป็นระเบียบต่อกันยาวเหยียด ใครก็อาจคาดคะเนได้ว่า ถึงเวลา ๔ ทุ่ม คนสุดท้ายของแถวตอนนี้ก็อาจยังไม่ได้ถวายดอกไม้จันทน์

แต่ทุกคนที่ยืนรอไม่แสดงอาการหวั่นไหว

ดึกเกือบ ๕ ทุ่ม ผมฝ่าฝูงชนคลาคล่ำเข้ามายืนอยู่หน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันเป็นที่ตั้งของศูนย์สื่อมวลชนฯ ท่ามกลางความสับสนของหมายกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจริงเพราะไม่มีการแจ้งข่าวและเผยแพร่ภาพในโทรทัศน์

กลุ่มควันที่ลอยปกคลุมเหนือพระเมรุมาศในความมืดทำให้ประชาชนที่นั่งเฝ้าอยู่บริเวณนั้นต่างจ้องมองมวลสีเทาที่แปรเปลี่ยนรูปร่างไปไม่หยุดนิ่ง

หลายคนพนมมือไหว้แล้วปาดน้ำตา

สักครู่ดูเหมือนควันจะจางหาย แต่ไม่นานก็ปรากฏกลุ่มควันลอยคลุ้งชุดใหม่ผมยืนเหม่อมองด้วยความนิ่งงัน

สองสัปดาห์ถัดมา ผมยืนทำใจสงบอยู่หน้าพระเมรุมาศสีทองอร่าม ท่ามกลางบรรยากาศอันค่อนข้างวุ่นวายของประชาชนจำนวนมากที่กำลังเดินชมและถ่ายภาพนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

เป็นยามสนธยาที่มีแสงสีชมพูและสีเหลืองส้มฉายทาบหมู่เมฆใกล้ขอบฟ้า ก่อนรัตติกาลจะค่อย ๆ เข้าโอบคลุม

เป็นช่วงกาลรอยต่อที่มิใช่ทั้งกลางวันและกลางคืนอันน่าฉงน

ความรักที่ทุกคนร่วมกันแสดงต่อ “พ่อ” ในช่วงแห่งความโศกเศร้า หลังจากนี้จะแปรเป็นพลังเพื่อร่วมสร้างสรรค์พัฒนาตนเองและประเทศชาติได้อย่างไร

และอีก ๑ เดือน ๑ ปี หรือ ๑๐ ปี ผมถามตนเองว่าจะยังจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้แม่นยำแค่ไหน

นึกถึงที่บางคนกล่าวไว้ - สิ่งโหดร้ายที่สุดมิใช่ความตาย

แต่คือการมีชีวิตอยู่โดยลืมเลือนคนที่รัก

สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี
[email protected]

  • ตีพิมพ์ใน นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 393 พฤศจิกายน 2560
ไม่กี่วันก่อนมีเพื่อนถามว่า เหตุบังเอิญมีจริงไหม หรือทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลรองรับ ๒๔๖๑ คงเป็นปีสามัญธรรมดาของเด็กหลายคนที่เกิดปีนั้น แต่เมื่อ ๑ ศตวรรษผ่านไป คือวาระ ๑๐๐ ปีชาตกาลของนักเขียนหลายคน บังเอิญไหมที่ผลงานของพวกเขาส่วนใหญ่กลายเป็นหมุดหมายของวงวรรณกรรม วงวิชาการ และวงการเพลงช่วง ๔๐-๗๐ ปีก่อน จะเป็นเพราะเหตุของการเกิดปีเดียวกัน มีผลงานร้อนแรงในวัยหนุ่มใหญ่ไล่เลี่ย หรือด้วยบริบทสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หล่อหลอมเส้นทางนักคิดนักเขียนให้แก่พวกเขา คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์หาคำตอบ ในฐานะนักอ่าน ผมพบปะพวกท่านผ่านตัวอักษรซึ่งส่งอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนในยุคสมัยหนึ่งไม่มากก็น้อย แต่ในฐานะบรรณาธิการ ผมมีโอกาสพบนักเขียนรุ่น ๒๔๖๑ เพียงท่านเดียว คือคุณชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ พร้อมกับคุณดำรงค์ แสงชูวงศ์ เพื่อนสนิทของคุณชาลี  จำได้เพียงว่าเพื่อนตายคู่นี้บุคลิกแตกต่างกันสิ้นเชิง  ขณะที่คุณชาลีร่างเล็กผอมบาง เป็นฝ่ายเล่าเรื่องนำสนทนา คุณดำรงค์ร่างหนาบึกบึนสมบุกสมบัน พูดน้อยคำต่อคำ แม้จะไม่มีโอกาสทำงานร่วมกับรุ่น ๒๔๖๑ แต่ผมมามีโอกาสร่วมงานกับนักเขียนที่เกิดถัดมาอีก ๒ ปี หรือรุ่น ๒๔๖๓ ถึงสามท่าน คือ คุณอาสุรพงษ์ บุนนาค คุณตาสรศัลย์ แพ่งสภา และคุณอาพลตรี ถาวร ช่วยประสิทธิ์ (ผมขอเรียกคุณอาหรือคุณตาตามความคุ้นเคยที่มีกับแต่ละท่านนะครับ) ทั้งสามท่านเขียนงานแนวสารคดีบันทึกประวัติศาสตร์ที่อ่านเพลินอ่านสนุก ให้ภาพสังคมยุคอดีตแจ่มชัด คุณอาสุรพงษ์สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สามารถเล่าบรรยายเหตุการณ์การรบในยุทธภูมิต่าง ๆ ทั้งสมรภูมิบนบกและในท้องทะเล ให้เห็นเลือดเห็นเนื้อราวกับฉากในภาพยนตร์  ผลงานสร้างชื่อของท่าน มีเช่น ทะเลเดือด  ทะเลโหด  สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุทธการพลิกโลก  เรียกว่าถ้าสมัยก่อนมีรายการแฟนพันธุ์แท้ คุณอาต้องเป็นตัวเต็งหนึ่งของหัวข้อสงครามโลกครั้งที่ ๒  นอกจากนี้ยังเขียนชีวประวัติของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ในหนังสือ ชีวิตศิลปิน และนักดนตรีคลาสสิกใน ดนตรีแห่งชีวิต  ผลงานส่วนใหญ่เป็นต้นฉบับขนาดหนาปึกหลายร้อยหน้า เขียนนานเป็นปี ๆ กว่าจะเสร็จ แต่ละเล่มใช้เวลาค้นคว้าอ่านตำราภาษาอังกฤษ พร้อมกับประสบการณ์ที่ได้เดินทางซึมซับบรรยากาศบ้านเมืองมาทั่วโลก คุณตาสรศัลย์ใช้นามปากกาว่า “ฒ. ผู้เฒ่า” เขียนเรื่องเล่าเมืองไทยเป็นตอน ๆ ลงใน ต่วย’ตูน ก่อนจะมาพิมพ์รวมเล่ม  ผลงานเป็นที่จดจำ เช่น ราตรีประดับดาวที่หัวหิน
ภาพ : Thai Navy Seal ปฏิบัติการช่วยเด็ก ๆ และโค้ชทีมหมูป่าฯ ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย กลายเป็นข่าวดังระดับโลกในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ นิตยสาร สารคดี ฉบับนี้พยายามสรุปประมวลเหตุการณ์มานำเสนอให้ผู้อ่านได้ย้อนรำลึกเท่าที่จะทำได้ครับ แต่ต้องยอมรับว่าการบันทึกเหตุการณ์ให้ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นยากมากเลยทีเดียว ข้อจำกัดคือความสับสนของข่าวสารทั้งหมดที่เผยแพร่ออกมาตั้งแต่วันแรก จนไม่รู้ว่ามีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน และหลาย ๆ ประเด็นและรายละเอียดไม่ได้ถูกเปิดเผยโดยตรงจากผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รู้จริง ยกตัวอย่างแค่ต้นเรื่องว่าเด็กเข้าถ้ำไปทำไม ซึ่งเคยมีข่าวเล่าไปต่าง ๆ นานา ถ้าภายหลังไม่มีงานแถลงข่าวบอกเล่าจากปากโค้ชเอกและเด็กเอง ก็คงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาวางแผนจะไปเที่ยวถ้ำกันล่วงหน้าเป็นอาทิตย์แล้ว หรือกรณีทีมนักดำน้ำอังกฤษบางคนเพิ่งยอมให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศในช่วงหลัง ก็ค่อย ๆ ทำให้เราเข้าใจว่ามีการค้นพบและช่วยเหลือเด็กอย่างไรชัดเจนขึ้นบ้าง  ไม่นับภาพไดอะแกรมการดำน้ำพาเด็กออกจากถ้ำที่หลายสำนักข่าววาดภาพอย่างสวยงาม แต่ภายหลังก็พบว่าไม่ตรงกับวิธีการช่วยเหลือตามที่เป็นจริง เชื่อว่ายังมีผู้คนและการดำเนินการทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง และข้อเท็จจริงอีกมากที่ไม่ได้ปรากฏในข่าว การบันทึกปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าฯ ให้ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นเรื่องท้าทายมากเพราะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุก ๆ แง่มุมมาปะติดปะต่อกัน หากต้องการบันทึกเป็นกรณีศึกษาในอนาคต สำหรับนิตยสาร สารคดี ยอมรับกับผู้อ่านตรง ๆ
สำหรับลูกหลานจีนส่วนใหญ่ น่าจะคุ้นเคยกับนิทาน ไซอิ๋ว โดยเฉพาะตัวเอกน่ารักน่าชังอย่างเห้งเจียหรือซึงหงอคง เจ้าแห่งลิงที่มีฤทธิ์เดชสารพัด จนแม้แต่บรรดาเทพเจ้าน้อยใหญ่บนสรวงสวรรค์ยังเอาไม่อยู่ ไซอิ๋ว เป็นวรรณกรรมจีนที่แต่งขึ้นเมื่อราว ๕๐๐ ปีก่อน จินตนาการต่อเติมขึ้นจากเรื่องราวของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ คือพระถังซำจั๋งหรือพระเสวียนจ้าง ซึ่งมีชีวิตอยู่ก่อนเกิดบทประพันธ์ถึง ๙๐๐ ปี เหตุการณ์ที่พระเสวียนจ้างเดินทางฝ่าดินแดนทุรกันดารไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียนั้นเกิดขึ้นจริง แต่ใน ไซอิ๋ว เสริมแต่งเรื่องให้สนุกสุดพิสดาร โดยพระถังซำจั๋งมีลูกศิษย์เป็นสัตว์สามตัวร่วมทางไปด้วย คือ เห้งเจีย - ลิง  ตือโป้ยก่าย - หมู  ซัวเจ๋ง - ปลา  ในระหว่างทางต้องพบปีศาจร้ายต่าง ๆ ที่หมายจับพระถังซำจั๋งมากินเนื้อเป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากจะอ่านเป็นนิทานสนุกสนานสำหรับเด็กแล้ว ไซอิ๋ว ยังได้รับการตีความว่าซ่อนปริศนาการบรรลุธรรมเอาไว้ ความนัยที่อาจเคยได้ยินกันคือ ตือโป้ยก่าย ซัวเจ๋ง และเห้งเจีย เป็นตัวแทนของศีล สมาธิ และปัญญา (ตามลำดับ) หรือไตรสิกขา ซึ่งเป็นวิถีของการหลุดพ้น แต่ก็ยังมีการวิเคราะห์ตีความอื่น ๆ อีก คำอธิบายหนึ่งบอกว่าการเดินทางของพระถังซำจั๋งและลูกศิษย์ คือความพยายามเจริญสติตื่นรู้อยู่ทุกขณะ ซึ่งเป็นหนทางที่ยากเย็นแสนเข็ญ แต่ถ้าทำได้ก็จะไปถึงการบรรลุธรรม พระถังซำจั๋งเป็นตัวแทนของจิตใจที่มุ่งมั่นสู่นิพพาน  ส่วนเหล่าปีศาจคือความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาขัดขวาง เมื่อไรที่เราพยายามตั้งสติมั่น อารมณ์ความคิดต่าง ๆ ก็เข้ามาครอบงำให้สติเผลอไผลไปครั้งแล้วครั้งเล่า  สติรู้ตัวนั้นจึงขาดเป็นช่วง ๆ เช่นเดียวกับพระถังซำจั๋งที่มักถูกปีศาจร้ายจับตัวไปทุกครั้ง แถมตามท้องเรื่องนั้น พระถังซำจั๋งมักไร้เดียงสา หลงกลปีศาจที่แปลงกายมาในรูปร่างหน้าตาต่าง ๆ กันไปเสียทุกครั้ง ซึ่งก็เหมือนกับธรรมชาติจิตใจคนเราที่ ถูกล่อลวงด้วยอารมณ์ดีอารมณ์ร้ายต่าง ๆ ได้ง่าย



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com




Previous Article
6 ธันวาคม
Next Article
7 ธันวาคม




ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ไม่กี่วันก่อนมีเพื่อนถามว่า เหตุบังเอิญมีจริงไหม หรือทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลรองรับ ๒๔๖๑ คงเป็นปีสามัญธรรมดาของเด็กหลายคนที่เกิดปีนั้น แต่เมื่อ ๑ ศตวรรษผ่านไป คือวาระ ๑๐๐ ปีชาตกาลของนักเขียนหลายคน บังเอิญไหมที่ผลงานของพวกเขาส่วนใหญ่กลายเป็นหมุดหมายของวงวรรณกรรม วงวิชาการ และวงการเพลงช่วง ๔๐-๗๐ ปีก่อน จะเป็นเพราะเหตุของการเกิดปีเดียวกัน มีผลงานร้อนแรงในวัยหนุ่มใหญ่ไล่เลี่ย หรือด้วยบริบทสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หล่อหลอมเส้นทางนักคิดนักเขียนให้แก่พวกเขา คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์หาคำตอบ ในฐานะนักอ่าน ผมพบปะพวกท่านผ่านตัวอักษรซึ่งส่งอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนในยุคสมัยหนึ่งไม่มากก็น้อย แต่ในฐานะบรรณาธิการ ผมมีโอกาสพบนักเขียนรุ่น ๒๔๖๑ เพียงท่านเดียว คือคุณชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ พร้อมกับคุณดำรงค์ แสงชูวงศ์ เพื่อนสนิทของคุณชาลี  จำได้เพียงว่าเพื่อนตายคู่นี้บุคลิกแตกต่างกันสิ้นเชิง  ขณะที่คุณชาลีร่างเล็กผอมบาง เป็นฝ่ายเล่าเรื่องนำสนทนา คุณดำรงค์ร่างหนาบึกบึนสมบุกสมบัน พูดน้อยคำต่อคำ แม้จะไม่มีโอกาสทำงานร่วมกับรุ่น ๒๔๖๑ แต่ผมมามีโอกาสร่วมงานกับนักเขียนที่เกิดถัดมาอีก ๒ ปี หรือรุ่น ๒๔๖๓ ถึงสามท่าน คือ คุณอาสุรพงษ์ บุนนาค คุณตาสรศัลย์ แพ่งสภา และคุณอาพลตรี ถาวร ช่วยประสิทธิ์ (ผมขอเรียกคุณอาหรือคุณตาตามความคุ้นเคยที่มีกับแต่ละท่านนะครับ) ทั้งสามท่านเขียนงานแนวสารคดีบันทึกประวัติศาสตร์ที่อ่านเพลินอ่านสนุก ให้ภาพสังคมยุคอดีตแจ่มชัด คุณอาสุรพงษ์สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สามารถเล่าบรรยายเหตุการณ์การรบในยุทธภูมิต่าง ๆ ทั้งสมรภูมิบนบกและในท้องทะเล ให้เห็นเลือดเห็นเนื้อราวกับฉากในภาพยนตร์  ผลงานสร้างชื่อของท่าน มีเช่น ทะเลเดือด  ทะเลโหด  สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุทธการพลิกโลก  เรียกว่าถ้าสมัยก่อนมีรายการแฟนพันธุ์แท้ คุณอาต้องเป็นตัวเต็งหนึ่งของหัวข้อสงครามโลกครั้งที่ ๒  นอกจากนี้ยังเขียนชีวประวัติของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ในหนังสือ ชีวิตศิลปิน และนักดนตรีคลาสสิกใน ดนตรีแห่งชีวิต  ผลงานส่วนใหญ่เป็นต้นฉบับขนาดหนาปึกหลายร้อยหน้า เขียนนานเป็นปี ๆ กว่าจะเสร็จ แต่ละเล่มใช้เวลาค้นคว้าอ่านตำราภาษาอังกฤษ พร้อมกับประสบการณ์ที่ได้เดินทางซึมซับบรรยากาศบ้านเมืองมาทั่วโลก คุณตาสรศัลย์ใช้นามปากกาว่า “ฒ. ผู้เฒ่า” เขียนเรื่องเล่าเมืองไทยเป็นตอน ๆ ลงใน ต่วย’ตูน ก่อนจะมาพิมพ์รวมเล่ม  ผลงานเป็นที่จดจำ เช่น ราตรีประดับดาวที่หัวหิน
ภาพ : Thai Navy Seal ปฏิบัติการช่วยเด็ก ๆ และโค้ชทีมหมูป่าฯ ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย กลายเป็นข่าวดังระดับโลกในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ นิตยสาร สารคดี ฉบับนี้พยายามสรุปประมวลเหตุการณ์มานำเสนอให้ผู้อ่านได้ย้อนรำลึกเท่าที่จะทำได้ครับ แต่ต้องยอมรับว่าการบันทึกเหตุการณ์ให้ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นยากมากเลยทีเดียว ข้อจำกัดคือความสับสนของข่าวสารทั้งหมดที่เผยแพร่ออกมาตั้งแต่วันแรก จนไม่รู้ว่ามีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน และหลาย ๆ ประเด็นและรายละเอียดไม่ได้ถูกเปิดเผยโดยตรงจากผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รู้จริง ยกตัวอย่างแค่ต้นเรื่องว่าเด็กเข้าถ้ำไปทำไม ซึ่งเคยมีข่าวเล่าไปต่าง ๆ นานา ถ้าภายหลังไม่มีงานแถลงข่าวบอกเล่าจากปากโค้ชเอกและเด็กเอง ก็คงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาวางแผนจะไปเที่ยวถ้ำกันล่วงหน้าเป็นอาทิตย์แล้ว หรือกรณีทีมนักดำน้ำอังกฤษบางคนเพิ่งยอมให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศในช่วงหลัง ก็ค่อย ๆ ทำให้เราเข้าใจว่ามีการค้นพบและช่วยเหลือเด็กอย่างไรชัดเจนขึ้นบ้าง  ไม่นับภาพไดอะแกรมการดำน้ำพาเด็กออกจากถ้ำที่หลายสำนักข่าววาดภาพอย่างสวยงาม แต่ภายหลังก็พบว่าไม่ตรงกับวิธีการช่วยเหลือตามที่เป็นจริง เชื่อว่ายังมีผู้คนและการดำเนินการทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง และข้อเท็จจริงอีกมากที่ไม่ได้ปรากฏในข่าว การบันทึกปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าฯ ให้ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นเรื่องท้าทายมากเพราะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุก ๆ แง่มุมมาปะติดปะต่อกัน หากต้องการบันทึกเป็นกรณีศึกษาในอนาคต สำหรับนิตยสาร สารคดี ยอมรับกับผู้อ่านตรง ๆ
สำหรับลูกหลานจีนส่วนใหญ่ น่าจะคุ้นเคยกับนิทาน ไซอิ๋ว โดยเฉพาะตัวเอกน่ารักน่าชังอย่างเห้งเจียหรือซึงหงอคง เจ้าแห่งลิงที่มีฤทธิ์เดชสารพัด จนแม้แต่บรรดาเทพเจ้าน้อยใหญ่บนสรวงสวรรค์ยังเอาไม่อยู่ ไซอิ๋ว เป็นวรรณกรรมจีนที่แต่งขึ้นเมื่อราว ๕๐๐ ปีก่อน จินตนาการต่อเติมขึ้นจากเรื่องราวของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ คือพระถังซำจั๋งหรือพระเสวียนจ้าง ซึ่งมีชีวิตอยู่ก่อนเกิดบทประพันธ์ถึง ๙๐๐ ปี เหตุการณ์ที่พระเสวียนจ้างเดินทางฝ่าดินแดนทุรกันดารไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียนั้นเกิดขึ้นจริง แต่ใน ไซอิ๋ว เสริมแต่งเรื่องให้สนุกสุดพิสดาร โดยพระถังซำจั๋งมีลูกศิษย์เป็นสัตว์สามตัวร่วมทางไปด้วย คือ เห้งเจีย - ลิง  ตือโป้ยก่าย - หมู  ซัวเจ๋ง - ปลา  ในระหว่างทางต้องพบปีศาจร้ายต่าง ๆ ที่หมายจับพระถังซำจั๋งมากินเนื้อเป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากจะอ่านเป็นนิทานสนุกสนานสำหรับเด็กแล้ว ไซอิ๋ว ยังได้รับการตีความว่าซ่อนปริศนาการบรรลุธรรมเอาไว้ ความนัยที่อาจเคยได้ยินกันคือ ตือโป้ยก่าย ซัวเจ๋ง และเห้งเจีย เป็นตัวแทนของศีล สมาธิ และปัญญา (ตามลำดับ) หรือไตรสิกขา ซึ่งเป็นวิถีของการหลุดพ้น แต่ก็ยังมีการวิเคราะห์ตีความอื่น ๆ อีก คำอธิบายหนึ่งบอกว่าการเดินทางของพระถังซำจั๋งและลูกศิษย์ คือความพยายามเจริญสติตื่นรู้อยู่ทุกขณะ ซึ่งเป็นหนทางที่ยากเย็นแสนเข็ญ แต่ถ้าทำได้ก็จะไปถึงการบรรลุธรรม พระถังซำจั๋งเป็นตัวแทนของจิตใจที่มุ่งมั่นสู่นิพพาน  ส่วนเหล่าปีศาจคือความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาขัดขวาง เมื่อไรที่เราพยายามตั้งสติมั่น อารมณ์ความคิดต่าง ๆ ก็เข้ามาครอบงำให้สติเผลอไผลไปครั้งแล้วครั้งเล่า  สติรู้ตัวนั้นจึงขาดเป็นช่วง ๆ เช่นเดียวกับพระถังซำจั๋งที่มักถูกปีศาจร้ายจับตัวไปทุกครั้ง แถมตามท้องเรื่องนั้น พระถังซำจั๋งมักไร้เดียงสา หลงกลปีศาจที่แปลงกายมาในรูปร่างหน้าตาต่าง ๆ กันไปเสียทุกครั้ง ซึ่งก็เหมือนกับธรรมชาติจิตใจคนเราที่ ถูกล่อลวงด้วยอารมณ์ดีอารมณ์ร้ายต่าง ๆ ได้ง่าย