“ช้าง ช้าง ช้าง ช้างมันมีสามชนิด ไม่ใช่สอง น้องเคยเห็นหรือเปล่า”

มีนาคม 1, 2018 
0


putscienceพุธ-ไซแอนซ์

ติดปีกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกวันพุธ เพราะเทพเจ้าประจำดาวพุธคือ Mercury บุรุษเทพแห่งการสื่อสารที่ไปได้เร็วเท่าความคิด


ช้างแอฟริกา งางอน

ทบทวนความรู้เดิมๆ กันก่อน

บนโลกของเรายุคปัจจุบันนี้ มีช้างเอเชีย (ช้างไทย) กับช้างแอฟริกา เป็นช้างสองชนิดที่รู้จักกันทั่วไป

ช้างแอฟริกาตัวใหญ่กว่า หูกางใหญ่กว่าช้างเอเชีย (ความจริงยังมีอีกหลายลักษณะที่ต่างกัน)

แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์คอนเฟิร์มแน่นอนแล้วว่า มีช้างชนิดที่ 3 ด้วย!

มันไม่ใช่ช้างลึกลับที่เพิ่งค้นพบว่าแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าไหน

แต่เป็นช้างแอฟริกาที่เคยๆ เห็นกันเป็นปรกติอยู่นี่ละ

สังเกตกันมานานแล้วว่า ช้างแอฟริกามีกลุ่มงางอน อาศัยในทุ่งหญ้าสะวันนา กับกลุ่มงาตรง ที่ชอบอาศัยในป่ารก

ช้างแอฟริกางาตรงยังตัวเล็กกว่า ใบหูกลมกว่าช้างแอฟริกางางอน

ก็เลยเป็นที่ถกเถียงกันมานานว่า ช้างสองกลุ่มนี้จัดเป็นช้างชนิดเดียวกัน หรือจะน่าจะแยกเป็นสองชนิดดี

ซึ่งความจริงเมื่อ 7-8 ปีก่อน หลายสำนักก็ออกมาบอกว่าน่าจะแยกเป็นสองชนิด

ช้างป่าแอฟริกา งาตรง

ล่าสุด จากการศึกษาพันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่าช้างสองกลุ่มนี้ได้แยกพันธุกรรมจากกันตั้งแต่เมื่อ 5 แสนปีก่อน (ซึ่งหมายถึงว่าในอดีตนั้น ช้างได้แยกกลุ่มจากกันไปอยู่ห่างไกลกันจริงๆ ด้วย แม้ปัจจุบันจะกลับมาพบอยู่ใกล้กัน)

และที่สำคัญ คือการยืนยันความแตกต่างด้วยเชื้อสายบรรพบุรุษของช้างสองชนิดนี้

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ช้างชนิดที่ 3 คือช้างแอฟริกางาตรง หรือช้างป่าแอฟริกา มีเชื้อสายใกล้ชิดมากกับ ช้างแมมมอทขนยาวๆ และกับช้างมาสโตดอน รวมทั้งช้างโบราณงาตรงที่เป็นบรรพบุรุษของช้างปัจจุบัน

หมายความว่า ในอดีต ช้างต่างกลุ่มต่างลักษณะเหล่านี้ เคยผสมข้ามสายพันธุ์กันแบบมั่วซั่วมาก่อน

และทิ้งพันธุกรรมเป็นหลักฐานมาถึงสายพันธุ์ช้างแอฟริกางาตรงปัจจุบัน

ส่วนช้างแอฟริกางางอนนั้น มีพันธุกรรมแยกห่างออกไปไกลจากช้างแอฟริกางาตรง

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าการแยกชนิดชัดเจนเช่นนี้ จะมีส่วนช่วยอนุรักษ์ช้างแอฟริกางาตรง ให้ได้รับความใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ เพราะมันมีจำนวนน้อยกว่าช้างแอฟริกางางอนมาก แทนที่แต่ก่อนจะเหมารวมว่ามันเป็นชนิดเดียวกัน

ส่วน “งาช้าง” ที่พบที่บ้านใครคนหนึ่งในข่าวล่าเสือดาว จะเป็นงาของช้างชนิดที่ 3 นี้หรือไม่ ต้องตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์กันดู

อ้างอิง


dumสุวัฒน์ อัศวไชยชาญ :

บก. ดำ ผู้ชอบจับแพะมาชนกับแกะ จับแมวโยนไปให้ถึงดวงดาว เพราะหลงเชื่อว่าจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

สัก ๒๐ กว่าปีก่อนผมมีโอกาสเข้าไปทำงานสารคดีตามรอยนักวิจัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ระหว่างเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ กลางป่าในบ่ายวันหนึ่ง พลันก็ได้ยินเสียง “โฮก” ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ยินเสียงเสือโคร่งคำรามกลางป่า ผมยืนนิ่ง รออยู่สักพัก  สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสเห็นตัวเป็น ๆ ความจริงในใจก็หวั่นว่าถ้าเสือโผล่มาจะทำอย่างไร ถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดที่สุดกับเสือโคร่งในธรรมชาติ  ไม่นับการได้เห็นเสือโคร่งจากการตามนักวิจัยที่ศึกษาเสือโคร่งโดยทำกรงดักล่อเสือเพื่อติดปลอกคอวิทยุ หรือการไปดูเสือโคร่งตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า อีกครั้งหนึ่งในป่าดงดิบภาคใต้ คือการเห็นเสือไฟ (แบบแวบ ๆ) วิ่งตัดหน้ารถยนต์ เสือเมืองไทยมีทั้งหมดเก้าชนิด ผมได้เห็นเกือบทุกชนิดในสวนสัตว์และกรงเพาะเลี้ยง ยกเว้นแมวป่าหัวแบนชนิดเดียวที่ไม่เคยเห็น ได้แต่ดูในภาพถ่ายเก่าในอดีตการถ่ายภาพของเสือทั้งเก้าชนิดในสภาพธรรมชาตินับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก จนกระทั่งมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า camera trap  ภาพของเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดในธรรมชาติจึงได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานว่าในเขตอนุรักษ์บางแห่งนั้นยังเป็นถิ่นแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ ภัยคุกคามหลัก ๆ ที่มีมาตลอดเวลายาวนานที่มีต่อเผ่าพันธุ์เสือ คือ การล่าเอาหนังและหัวไปประดับบารมี เอาอวัยวะไปกินเป็นยาบำรุงตามตำรับยาสมุนไพรของจีน รวมทั้งการเอาอวัยวะไปทำเครื่องรางของขลังด้วยเชื่อว่าเสือมีพลังอำนาจลึกลับในธรรมชาติ เสือเป็นสัตว์จำพวกนักล่าที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร อยู่ตำแหน่งบนสุดในระบบห่วงโซ่อาหาร การดำรงอยู่ของสัตว์นักล่าในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นเสือหรือหมาใน แสดงว่าในที่นั้นต้องมีประชากรของสัตว์กินพืชอื่น ๆ อยู่หนาแน่น มีจำนวนมากและหลากหลายเพียงพอให้พวกมันพึ่งพาได้  และการที่สัตว์กินพืชจะมีจำนวนมากได้ผืนป่านั้นก็ต้องมีขนาดใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ และมีพันธุ์ไม้หลากหลายด้วย ทุกวันนี้เสือจึงเหลืออยู่แต่ในผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะป่าธรรมชาติบ้านเราถูกตัดถูกทำลายไปมากมาย ล่าสุดนอกจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว  นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในอนาคตอันใกล้ นั่นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกครั้งใหญ่ สตีเฟน ฮอว์กิง สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม เคยออกมาเตือนว่า มนุษย์กำลังทำลายล้างทรัพยากรบนโลกด้วยอัตราแบบทวีคูณ และภายใน ๑๐๐ ปีมนุษย์อาจสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ถ้าไม่หาทางหนีไปอยู่ดาวดวงอื่น
ผมโตมากับนิตยสาร จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ซื้อการ์ตูน หนูจ๋า ตุ๊กตา เบบี้ มาอ่าน  พอทีวีมีหนังฮีโร่ยอดมนุษย์ นักสู้นักกีฬา และการ์ตูนญี่ปุ่น ก็มีแมกกาซีนติดตามดาราญี่ปุ่นออกมาให้ตาลุกวาว ตามด้วย ชัยพฤกษ์การ์ตูน ชัยพฤกษ์ ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ถือเป็นนิตยสารที่กระตุ้นให้สนใจเรื่องราวความรู้รอบตัว ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม บุคคล ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ โตขึ้นมาหน่อยก็มาตามโปสเตอร์ดาราฝรั่งและหนังฮอลลีวูดจาก สตาร์พิคส์  ทีมฟุตบอลและนักฟุตบอลในสตาร์ซอคเก้อร์ พร้อมกับอ่านเรื่องลึกลับ ๆ พวกมนุษย์ต่างดาว มัมมี่ พีระมิด จาก ต่วย’ตูน ฉบับพิเศษ สมัยก่อนแหล่งขายหนังสือนิตยสารเก่าอยู่ตรงศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง (ก่อนจะย้ายไปสวนจตุจักร  ส่วนตอนนี้คงแทบไม่เหลือแล้ว) จำได้ว่าถ้าเดินเข้าไปในซุ้มขายหนังสือก็จะมีคนเข้ามาถาม “โป๊ไหมพี่ ๆ” เสียทุกครั้ง คนถามไม่อาย แต่คนฟังอายแทน ต้องเดินเลี่ยงไปทางอื่น ผมมารู้จัก National Geographic ที่นี่ ซื้อเล่มเก่า ๆ มาอ่าน ภาษาอังกฤษไม่ได้แข็งมาก อาศัยดูภาพถ่ายเป็นหลัก ด้วยความอยากรู้ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์อะไรอยู่ที่ไหน และยังมีนิตยสาร Life รูปเล่มไซซ์ใหญ่ มีภาพข่าวขาวดำน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่นับ Time และ Newsweek ที่จะซื้อเก็บฉบับที่มีภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ลลนา ถือเป็นแมกกาซีนแฟชั่นเล่มแรกที่มาสนใจตอนวัยรุ่น  ภาพถ่ายแฟชั่นสาวเท่กับกลอนเปล่าใต้ภาพดูมีเสน่ห์เหลือหลาย ไม่นับภาพวาดประกอบของ “น้านน” และ “น้าแพ็ท” ส่วนอ่านอะไรบ้างก็จำไม่ได้เสียแล้ว น่าจะมีคอลัมน์ของ “ฮิวเมอริสต์” เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนแนววิทยาศาสตร์ที่ชอบเป็นทุนเดิม ตอนนั้นมีพาเหรดออกมาหลายปก โดยเฉพาะ มิติที่ 4 ที่เน้นเรื่องสั้นไซไฟ และปกภาพวาดเหนือโลกให้สมองเฟื่องฟูด้วยจินตนาการ จนต้องซื้อเก็บเพราะชอบภาพ กับ รู้รอบตัว และ อัปเดต ที่มีคอลัมน์ “คุยกับชัยคุปต์” ให้พลิกอ่านหาความรู้ก่อนเรื่องอื่น พอรู้จัก โลกหนังสือ ของ บก. สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือ “สิงห์ สนามหลวง” ก็ได้เปิดประตูโลกวรรณกรรมคลาสสิกและวรรณกรรมตะวันตก หาอ่านวรรณกรรมแปลซึ่งทำให้เราได้ใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต  จาก โลกหนังสือ มาเป็น ถนนหนังสือ ก็ยังตามซื้อ  ส่วน ฟ้าเมืองไทย ของครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็คอยหยิบมาสนุกสนานกับเรื่องราวชีวิตของผู้คนหลากหลาย
จากบทบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 396 กุมภาพันธ์ 2561 ปีนี้ที่บ้านผมมีนกมาทำรังสองชนิด ชนิดหนึ่งคือนกปรอดสวน อีกชนิดคือนกกินปลีอกเหลือง รังนกปรอดสวนจะใช้กิ่งไม้ก้านเล็ก ๆ สานกันจนเป็นถ้วยราวกับงานหัตถกรรม ตำแหน่งที่มันมาทำรังซ้ำกัน ๒ ปีแล้วคือใต้กระถางไม้แขวนที่ห้อยลงมา มันใช้กิ่งไม้ขัดรังยึดกับเส้นสายของใบไม้แขวนอย่างแข็งแรง พร้อมกับซ่อนรังไว้หลังสายห้อยที่เป็นเหมือนม่านคลุมนั่นเอง ส่วนนกกินปลีอกเหลืองเป็นปีแรกที่ผมเห็นมันมาทำรังห้อยไว้ใต้กระถางไม้แขวนห่างไปอีกกระถางหนึ่ง ลักษณะรังนกกินปลีอกเหลือง ผมเรียกเอาเองว่าเป็นทรงหยดน้ำตา (หยดใหญ่) แม้ชื่อดูดี แต่วัสดุที่ใช้นี่สิออกจะมั่ว ๆ แบบงานศิลปะสมัยใหม่สักหน่อย เพราะมีทั้งเศษดินเศษใบไม้แห้งเล็ก ๆ ยึดโยงด้วยเส้นใยทั้งใยธรรมชาติและจากสิ่งประดิษฐ์ของคนอย่างเชือกฟาง ยุทธวิธีห้อยรังไว้กลางอากาศที่นกทั้งสองชนิดใช้นี้ช่วยป้องกันศัตรูอย่างกระรอกไม่ให้ไต่มาขโมยกินไข่ถึงรังได้ง่าย ๆ ตอนแม่นกไม่อยู่ผมแอบไปดูและนับไข่ พบไข่สองใบจิ๋วน่ารักอยู่ในรังเหมือนกันทั้งสองชนิด ในใจก็หวังลุ้นให้ไข่ฟักเป็นตัวได้ทั้งหมด แต่อาจเพราะนกกินปลีอกเหลืองเป็นพ่อแม่มือใหม่ รังที่ทำจึงไม่ค่อยแข็งแรง วันหนึ่งรังก็ฉีกเกือบขาดเป็นสองท่อนห้อยต่องแต่ง ผมพยายามหาอุปกรณ์มายึดรังกลับคืนรูปทรงเดิม ขณะที่แม่นกกินปลีอกเหลืองส่งเสียงโวยวายอยู่ใกล้ ๆ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ สองสามวันต่อมารังที่ช่วยซ่อมก็พังไป ไม่เห็นแม่นกบินกลับมาอีกเลย เสียใจหน่อย ๆ ที่ไข่สองใบไม่มีโอกาสได้รับความรักจากแม่จนออกมาดูโลก  หวังว่าปีหน้าแม่นกจะฝีมือดีขึ้น



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








สัก ๒๐ กว่าปีก่อนผมมีโอกาสเข้าไปทำงานสารคดีตามรอยนักวิจัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ระหว่างเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ กลางป่าในบ่ายวันหนึ่ง พลันก็ได้ยินเสียง “โฮก” ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ยินเสียงเสือโคร่งคำรามกลางป่า ผมยืนนิ่ง รออยู่สักพัก  สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสเห็นตัวเป็น ๆ ความจริงในใจก็หวั่นว่าถ้าเสือโผล่มาจะทำอย่างไร ถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดที่สุดกับเสือโคร่งในธรรมชาติ  ไม่นับการได้เห็นเสือโคร่งจากการตามนักวิจัยที่ศึกษาเสือโคร่งโดยทำกรงดักล่อเสือเพื่อติดปลอกคอวิทยุ หรือการไปดูเสือโคร่งตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า อีกครั้งหนึ่งในป่าดงดิบภาคใต้ คือการเห็นเสือไฟ (แบบแวบ ๆ) วิ่งตัดหน้ารถยนต์ เสือเมืองไทยมีทั้งหมดเก้าชนิด ผมได้เห็นเกือบทุกชนิดในสวนสัตว์และกรงเพาะเลี้ยง ยกเว้นแมวป่าหัวแบนชนิดเดียวที่ไม่เคยเห็น ได้แต่ดูในภาพถ่ายเก่าในอดีตการถ่ายภาพของเสือทั้งเก้าชนิดในสภาพธรรมชาตินับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก จนกระทั่งมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า camera trap  ภาพของเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดในธรรมชาติจึงได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานว่าในเขตอนุรักษ์บางแห่งนั้นยังเป็นถิ่นแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ ภัยคุกคามหลัก ๆ ที่มีมาตลอดเวลายาวนานที่มีต่อเผ่าพันธุ์เสือ คือ การล่าเอาหนังและหัวไปประดับบารมี เอาอวัยวะไปกินเป็นยาบำรุงตามตำรับยาสมุนไพรของจีน รวมทั้งการเอาอวัยวะไปทำเครื่องรางของขลังด้วยเชื่อว่าเสือมีพลังอำนาจลึกลับในธรรมชาติ เสือเป็นสัตว์จำพวกนักล่าที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร อยู่ตำแหน่งบนสุดในระบบห่วงโซ่อาหาร การดำรงอยู่ของสัตว์นักล่าในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นเสือหรือหมาใน แสดงว่าในที่นั้นต้องมีประชากรของสัตว์กินพืชอื่น ๆ อยู่หนาแน่น มีจำนวนมากและหลากหลายเพียงพอให้พวกมันพึ่งพาได้  และการที่สัตว์กินพืชจะมีจำนวนมากได้ผืนป่านั้นก็ต้องมีขนาดใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ และมีพันธุ์ไม้หลากหลายด้วย ทุกวันนี้เสือจึงเหลืออยู่แต่ในผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะป่าธรรมชาติบ้านเราถูกตัดถูกทำลายไปมากมาย ล่าสุดนอกจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว  นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในอนาคตอันใกล้ นั่นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกครั้งใหญ่ สตีเฟน ฮอว์กิง สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม เคยออกมาเตือนว่า มนุษย์กำลังทำลายล้างทรัพยากรบนโลกด้วยอัตราแบบทวีคูณ และภายใน ๑๐๐ ปีมนุษย์อาจสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ถ้าไม่หาทางหนีไปอยู่ดาวดวงอื่น
ผมโตมากับนิตยสาร จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ซื้อการ์ตูน หนูจ๋า ตุ๊กตา เบบี้ มาอ่าน  พอทีวีมีหนังฮีโร่ยอดมนุษย์ นักสู้นักกีฬา และการ์ตูนญี่ปุ่น ก็มีแมกกาซีนติดตามดาราญี่ปุ่นออกมาให้ตาลุกวาว ตามด้วย ชัยพฤกษ์การ์ตูน ชัยพฤกษ์ ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ถือเป็นนิตยสารที่กระตุ้นให้สนใจเรื่องราวความรู้รอบตัว ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม บุคคล ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ โตขึ้นมาหน่อยก็มาตามโปสเตอร์ดาราฝรั่งและหนังฮอลลีวูดจาก สตาร์พิคส์  ทีมฟุตบอลและนักฟุตบอลในสตาร์ซอคเก้อร์ พร้อมกับอ่านเรื่องลึกลับ ๆ พวกมนุษย์ต่างดาว มัมมี่ พีระมิด จาก ต่วย’ตูน ฉบับพิเศษ สมัยก่อนแหล่งขายหนังสือนิตยสารเก่าอยู่ตรงศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง (ก่อนจะย้ายไปสวนจตุจักร  ส่วนตอนนี้คงแทบไม่เหลือแล้ว) จำได้ว่าถ้าเดินเข้าไปในซุ้มขายหนังสือก็จะมีคนเข้ามาถาม “โป๊ไหมพี่ ๆ” เสียทุกครั้ง คนถามไม่อาย แต่คนฟังอายแทน ต้องเดินเลี่ยงไปทางอื่น ผมมารู้จัก National Geographic ที่นี่ ซื้อเล่มเก่า ๆ มาอ่าน ภาษาอังกฤษไม่ได้แข็งมาก อาศัยดูภาพถ่ายเป็นหลัก ด้วยความอยากรู้ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์อะไรอยู่ที่ไหน และยังมีนิตยสาร Life รูปเล่มไซซ์ใหญ่ มีภาพข่าวขาวดำน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่นับ Time และ Newsweek ที่จะซื้อเก็บฉบับที่มีภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ลลนา ถือเป็นแมกกาซีนแฟชั่นเล่มแรกที่มาสนใจตอนวัยรุ่น  ภาพถ่ายแฟชั่นสาวเท่กับกลอนเปล่าใต้ภาพดูมีเสน่ห์เหลือหลาย ไม่นับภาพวาดประกอบของ “น้านน” และ “น้าแพ็ท” ส่วนอ่านอะไรบ้างก็จำไม่ได้เสียแล้ว น่าจะมีคอลัมน์ของ “ฮิวเมอริสต์” เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนแนววิทยาศาสตร์ที่ชอบเป็นทุนเดิม ตอนนั้นมีพาเหรดออกมาหลายปก โดยเฉพาะ มิติที่ 4 ที่เน้นเรื่องสั้นไซไฟ และปกภาพวาดเหนือโลกให้สมองเฟื่องฟูด้วยจินตนาการ จนต้องซื้อเก็บเพราะชอบภาพ กับ รู้รอบตัว และ อัปเดต ที่มีคอลัมน์ “คุยกับชัยคุปต์” ให้พลิกอ่านหาความรู้ก่อนเรื่องอื่น พอรู้จัก โลกหนังสือ ของ บก. สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือ “สิงห์ สนามหลวง” ก็ได้เปิดประตูโลกวรรณกรรมคลาสสิกและวรรณกรรมตะวันตก หาอ่านวรรณกรรมแปลซึ่งทำให้เราได้ใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต  จาก โลกหนังสือ มาเป็น ถนนหนังสือ ก็ยังตามซื้อ  ส่วน ฟ้าเมืองไทย ของครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็คอยหยิบมาสนุกสนานกับเรื่องราวชีวิตของผู้คนหลากหลาย
จากบทบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 396 กุมภาพันธ์ 2561 ปีนี้ที่บ้านผมมีนกมาทำรังสองชนิด ชนิดหนึ่งคือนกปรอดสวน อีกชนิดคือนกกินปลีอกเหลือง รังนกปรอดสวนจะใช้กิ่งไม้ก้านเล็ก ๆ สานกันจนเป็นถ้วยราวกับงานหัตถกรรม ตำแหน่งที่มันมาทำรังซ้ำกัน ๒ ปีแล้วคือใต้กระถางไม้แขวนที่ห้อยลงมา มันใช้กิ่งไม้ขัดรังยึดกับเส้นสายของใบไม้แขวนอย่างแข็งแรง พร้อมกับซ่อนรังไว้หลังสายห้อยที่เป็นเหมือนม่านคลุมนั่นเอง ส่วนนกกินปลีอกเหลืองเป็นปีแรกที่ผมเห็นมันมาทำรังห้อยไว้ใต้กระถางไม้แขวนห่างไปอีกกระถางหนึ่ง ลักษณะรังนกกินปลีอกเหลือง ผมเรียกเอาเองว่าเป็นทรงหยดน้ำตา (หยดใหญ่) แม้ชื่อดูดี แต่วัสดุที่ใช้นี่สิออกจะมั่ว ๆ แบบงานศิลปะสมัยใหม่สักหน่อย เพราะมีทั้งเศษดินเศษใบไม้แห้งเล็ก ๆ ยึดโยงด้วยเส้นใยทั้งใยธรรมชาติและจากสิ่งประดิษฐ์ของคนอย่างเชือกฟาง ยุทธวิธีห้อยรังไว้กลางอากาศที่นกทั้งสองชนิดใช้นี้ช่วยป้องกันศัตรูอย่างกระรอกไม่ให้ไต่มาขโมยกินไข่ถึงรังได้ง่าย ๆ ตอนแม่นกไม่อยู่ผมแอบไปดูและนับไข่ พบไข่สองใบจิ๋วน่ารักอยู่ในรังเหมือนกันทั้งสองชนิด ในใจก็หวังลุ้นให้ไข่ฟักเป็นตัวได้ทั้งหมด แต่อาจเพราะนกกินปลีอกเหลืองเป็นพ่อแม่มือใหม่ รังที่ทำจึงไม่ค่อยแข็งแรง วันหนึ่งรังก็ฉีกเกือบขาดเป็นสองท่อนห้อยต่องแต่ง ผมพยายามหาอุปกรณ์มายึดรังกลับคืนรูปทรงเดิม ขณะที่แม่นกกินปลีอกเหลืองส่งเสียงโวยวายอยู่ใกล้ ๆ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ สองสามวันต่อมารังที่ช่วยซ่อมก็พังไป ไม่เห็นแม่นกบินกลับมาอีกเลย เสียใจหน่อย ๆ ที่ไข่สองใบไม่มีโอกาสได้รับความรักจากแม่จนออกมาดูโลก  หวังว่าปีหน้าแม่นกจะฝีมือดีขึ้น