" /> “ช้าง ช้าง ช้าง ช้างมันมีสามชนิด ไม่ใช่สอง น้องเคยเห็นหรือเปล่า” - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

“ช้าง ช้าง ช้าง ช้างมันมีสามชนิด ไม่ใช่สอง น้องเคยเห็นหรือเปล่า”

มีนาคม 1, 2018 
0


putscienceพุธ-ไซแอนซ์

ติดปีกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกวันพุธ เพราะเทพเจ้าประจำดาวพุธคือ Mercury บุรุษเทพแห่งการสื่อสารที่ไปได้เร็วเท่าความคิด


ช้างแอฟริกา งางอน

ทบทวนความรู้เดิมๆ กันก่อน

บนโลกของเรายุคปัจจุบันนี้ มีช้างเอเชีย (ช้างไทย) กับช้างแอฟริกา เป็นช้างสองชนิดที่รู้จักกันทั่วไป

ช้างแอฟริกาตัวใหญ่กว่า หูกางใหญ่กว่าช้างเอเชีย (ความจริงยังมีอีกหลายลักษณะที่ต่างกัน)

แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์คอนเฟิร์มแน่นอนแล้วว่า มีช้างชนิดที่ 3 ด้วย!

มันไม่ใช่ช้างลึกลับที่เพิ่งค้นพบว่าแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าไหน

แต่เป็นช้างแอฟริกาที่เคยๆ เห็นกันเป็นปรกติอยู่นี่ละ

สังเกตกันมานานแล้วว่า ช้างแอฟริกามีกลุ่มงางอน อาศัยในทุ่งหญ้าสะวันนา กับกลุ่มงาตรง ที่ชอบอาศัยในป่ารก

ช้างแอฟริกางาตรงยังตัวเล็กกว่า ใบหูกลมกว่าช้างแอฟริกางางอน

ก็เลยเป็นที่ถกเถียงกันมานานว่า ช้างสองกลุ่มนี้จัดเป็นช้างชนิดเดียวกัน หรือจะน่าจะแยกเป็นสองชนิดดี

ซึ่งความจริงเมื่อ 7-8 ปีก่อน หลายสำนักก็ออกมาบอกว่าน่าจะแยกเป็นสองชนิด

ช้างป่าแอฟริกา งาตรง

ล่าสุด จากการศึกษาพันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่าช้างสองกลุ่มนี้ได้แยกพันธุกรรมจากกันตั้งแต่เมื่อ 5 แสนปีก่อน (ซึ่งหมายถึงว่าในอดีตนั้น ช้างได้แยกกลุ่มจากกันไปอยู่ห่างไกลกันจริงๆ ด้วย แม้ปัจจุบันจะกลับมาพบอยู่ใกล้กัน)

และที่สำคัญ คือการยืนยันความแตกต่างด้วยเชื้อสายบรรพบุรุษของช้างสองชนิดนี้

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ช้างชนิดที่ 3 คือช้างแอฟริกางาตรง หรือช้างป่าแอฟริกา มีเชื้อสายใกล้ชิดมากกับ ช้างแมมมอทขนยาวๆ และกับช้างมาสโตดอน รวมทั้งช้างโบราณงาตรงที่เป็นบรรพบุรุษของช้างปัจจุบัน

หมายความว่า ในอดีต ช้างต่างกลุ่มต่างลักษณะเหล่านี้ เคยผสมข้ามสายพันธุ์กันแบบมั่วซั่วมาก่อน

และทิ้งพันธุกรรมเป็นหลักฐานมาถึงสายพันธุ์ช้างแอฟริกางาตรงปัจจุบัน

ส่วนช้างแอฟริกางางอนนั้น มีพันธุกรรมแยกห่างออกไปไกลจากช้างแอฟริกางาตรง

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าการแยกชนิดชัดเจนเช่นนี้ จะมีส่วนช่วยอนุรักษ์ช้างแอฟริกางาตรง ให้ได้รับความใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ เพราะมันมีจำนวนน้อยกว่าช้างแอฟริกางางอนมาก แทนที่แต่ก่อนจะเหมารวมว่ามันเป็นชนิดเดียวกัน

ส่วน “งาช้าง” ที่พบที่บ้านใครคนหนึ่งในข่าวล่าเสือดาว จะเป็นงาของช้างชนิดที่ 3 นี้หรือไม่ ต้องตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์กันดู

อ้างอิง


dumสุวัฒน์ อัศวไชยชาญ :

บก. ดำ ผู้ชอบจับแพะมาชนกับแกะ จับแมวโยนไปให้ถึงดวงดาว เพราะหลงเชื่อว่าจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

จะมีสถานที่ไหนน่ากลัวที่สุด ไม่น่าไปที่สุด   คำตอบหนึ่งน่าจะเป็นคุก หรือไม่ก็ป่าช้า สถานที่หนึ่งคือคนเป็นที่ถูกขัง อีกสถานที่หนึ่งคือคนตายที่ถูกฝัง หลายคนกลัวป่าช้าเพราะจินตนาการว่าเป็นชุมทางของวิญญาณที่ยังไม่สงบ  แต่เรื่องนี้คิดไปเองหรือเปล่ายังน่าสงสัย ส่วนภาพน่ากลัวของคุก คือแหล่งชุมนุมโจรผู้ร้าย ฆาตกร ขาใหญ่ และผู้คุมโหด ไม่ค่อยมีใครคิดหรอกว่าในคุกจะมีอะไรดี  แต่หากถามว่าเรามีคุกไว้ทำไม  คำตอบทางการก็คงว่า เอาไว้ลงโทษผู้กระทำผิดให้รับความทุกข์ทรมานตอบแทน โดยยึดเอาอิสรภาพอันเป็นสมบัติพื้นฐานของมนุษย์มาเสียจากพวกเขา  และยังแอบหวังว่า คุกจะทำให้พวกเขาเข็ด ไม่กล้าทำผิดซ้ำหรือคุกจะทำให้คนไม่คิดทำผิดเพราะกลัวติดคุก เรื่องมันก็เลยย้อนแย้ง เพราะถ้าคุกทำให้คนเข็ดหลาบเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง เราจะกลัวคนในคุก หรือกลัวคนที่พ้นโทษจากคุกทำไม และทำไมทุกวันนี้นักโทษจึงเพิ่มขึ้น ๆ จนล้นคุก การศึกษานักโทษในสหรัฐอเมริกาพบว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษหรือผู้ทำความผิดทั้งหมด ซึ่งเท่ากับประมาณ ๑ ล้านคน เป็นผู้ที่ มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ (mental disorder) และอัตราการทำผิดซ้ำซากสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตรุนแรงกว่าก็สูงกว่าด้วย ขณะที่การลงโทษกักขังได้สร้างความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองและจิตใจของนักโทษ และยังต้องอยู่ในสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับผู้กระทำผิดอื่น ๆ นานหลายปีก่อนจะปล่อยพวกเขาคืนสู่สังคมโดยไม่มีงาน ไม่มีการฟื้นฟู ทั้งหมดนี้จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหา ชักนำให้พวกเขากระทำผิดซ้ำเมื่อออกจากคุก แต่อีกด้านหนึ่งจากการศึกษานักโทษซึ่งได้รับการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจจะมีอัตราการทำผิดซ้ำต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในแง่นี้การลงโทษไม่ได้ช่วยให้เราได้ “พลเมือง” คืนกลับเข้าสังคม มีแต่จะได้เหตุร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคุกก็ได้ “นักโทษ” คืนกลับไป…และออกมาใหม่
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ


ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

จะมีสถานที่ไหนน่ากลัวที่สุด ไม่น่าไปที่สุด   คำตอบหนึ่งน่าจะเป็นคุก หรือไม่ก็ป่าช้า สถานที่หนึ่งคือคนเป็นที่ถูกขัง อีกสถานที่หนึ่งคือคนตายที่ถูกฝัง หลายคนกลัวป่าช้าเพราะจินตนาการว่าเป็นชุมทางของวิญญาณที่ยังไม่สงบ  แต่เรื่องนี้คิดไปเองหรือเปล่ายังน่าสงสัย ส่วนภาพน่ากลัวของคุก คือแหล่งชุมนุมโจรผู้ร้าย ฆาตกร ขาใหญ่ และผู้คุมโหด ไม่ค่อยมีใครคิดหรอกว่าในคุกจะมีอะไรดี  แต่หากถามว่าเรามีคุกไว้ทำไม  คำตอบทางการก็คงว่า เอาไว้ลงโทษผู้กระทำผิดให้รับความทุกข์ทรมานตอบแทน โดยยึดเอาอิสรภาพอันเป็นสมบัติพื้นฐานของมนุษย์มาเสียจากพวกเขา  และยังแอบหวังว่า คุกจะทำให้พวกเขาเข็ด ไม่กล้าทำผิดซ้ำหรือคุกจะทำให้คนไม่คิดทำผิดเพราะกลัวติดคุก เรื่องมันก็เลยย้อนแย้ง เพราะถ้าคุกทำให้คนเข็ดหลาบเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง เราจะกลัวคนในคุก หรือกลัวคนที่พ้นโทษจากคุกทำไม และทำไมทุกวันนี้นักโทษจึงเพิ่มขึ้น ๆ จนล้นคุก การศึกษานักโทษในสหรัฐอเมริกาพบว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษหรือผู้ทำความผิดทั้งหมด ซึ่งเท่ากับประมาณ ๑ ล้านคน เป็นผู้ที่ มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ (mental disorder) และอัตราการทำผิดซ้ำซากสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตรุนแรงกว่าก็สูงกว่าด้วย ขณะที่การลงโทษกักขังได้สร้างความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองและจิตใจของนักโทษ และยังต้องอยู่ในสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับผู้กระทำผิดอื่น ๆ นานหลายปีก่อนจะปล่อยพวกเขาคืนสู่สังคมโดยไม่มีงาน ไม่มีการฟื้นฟู ทั้งหมดนี้จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหา ชักนำให้พวกเขากระทำผิดซ้ำเมื่อออกจากคุก แต่อีกด้านหนึ่งจากการศึกษานักโทษซึ่งได้รับการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจจะมีอัตราการทำผิดซ้ำต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในแง่นี้การลงโทษไม่ได้ช่วยให้เราได้ “พลเมือง” คืนกลับเข้าสังคม มีแต่จะได้เหตุร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคุกก็ได้ “นักโทษ” คืนกลับไป…และออกมาใหม่
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ