ชุมชนคนผิวสีกับเครือข่ายฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ - สารคดี.คอม

ชุมชนคนผิวสีกับเครือข่ายฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ

มีนาคม 20, 2018 
0


Change from Under
เรื่อง  ภัควดี วีระภาสพงษ์
สำรวจนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของสามัญชน
เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกจากเบื้องล่าง

เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๐ พายุเฮอริเคนฮาร์วีพัดถล่มเมืองฮิวสตันและชายฝั่งรัฐเทกซัส คร่าชีวิตผู้คน ๘๒ ราย มีผู้อพยพกว่า ๖ หมื่นคน และสร้างความเสียหายแก่เมืองฮิวสตันอย่างหนักทั้งจากลมพายุและน้ำท่วม หลังจากภัยพิบัติผ่านพ้น เมืองค่อย ๆ ฟื้นตัวได้บางส่วน แต่ชุมชนคนผิวสีและคนชั้นล่างยังต้องดิ้นรนโดยได้รับการสนับสนุนเพียงน้อยนิด หรือไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐเลย  กระนั้นก็ตามสามัญชนหลายคนเริ่มสร้างองค์กรและเครือข่ายเพื่อให้ความช่วยเหลือกันเองและสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

West Street Recovery

แอนดรูว์ คอบบ์ (Andrew Cobb) เกษตรกรและผู้สอนการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ วัย ๓๑ ปี ไม่เคยคิดจัดตั้งองค์กรใด ๆ มาก่อน  หลังจากเกิดพายุเฮอริเคน เขากับเพื่อน ๆ อีกสองสามคนแค่อยากช่วยเหลือคนอื่นที่ยังเดือดร้อน

โดยเฉพาะในย่านชุมชนคนผิวสีและคนเชื้อสายละติน เพราะพื้นที่เหล่านี้มักเป็นจุดแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุและเป็นจุดสุดท้ายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

พวกเขาเริ่มต้นด้วยการนำรถบรรทุกกับเรือยางออกไปช่วยเหลือประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ให้ที่พักอาศัยแก่คนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก  หลังจากช่วงเลวร้ายที่สุดผ่านไป คอบบ์และเพื่อน ๆ พบว่ามีปัญหาอีกมากมายตามมา ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายและปัญหาทางเศรษฐกิจที่หลายครอบครัวต้องเผชิญ ความช่วยเหลือจากองค์กรบรรเทาทุกข์ของรัฐก็ล่าช้าและต้องผ่านเขาวงกตของระบบราชการ

คอบบ์และเพื่อน ๆ จึงก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรในชื่อ West Street Recovery ขึ้น เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมต่อเงินบริจาคจากในและนอกเมืองฮิวสตันให้แก่ชุมชนคนผิวสี ระหว่างแจกจ่ายอาหารและปัจจัยสี่แก่ครอบครัวต่าง ๆ พวกเขาก็สำรวจดูว่าบ้านหลังไหนบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนในการล้างและซ่อมแซม จากนั้นก็ระดมอาสาสมัครเข้าช่วย รวมถึงช่วยเหลือด้านกฎหมายและหาทางให้ครอบครัวเหล่านี้ได้รับเงินชดเชยจากรัฐด้วย

West Street Recovery ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การทำงานสังคมสงเคราะห์เฉพาะหน้า แต่ต้องการหนุนเสริมพลังของชุมชน  การทำงานขององค์กรไม่ใช่การให้เปล่า แต่เป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับผู้คนในชุมชนด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความสัมพันธ์ที่ West Street Recovery ผูกขึ้นกับเพตราและราอูล  สามีภรรยาคู่นี้อาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองฮิวสตันมานานกว่า ๓๐ ปี เพตราจึงรู้จักแทบทุกบ้านในย่านนั้น รู้ว่าบ้านหลังไหนต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนในเรื่องอะไรบ้าง  West Street Recovery ใช้ข้อมูลของเธอในการแจกจ่ายข้าวของจำเป็นแก่ผู้ประสบภัย จนต่อมาเพตราก็กลายเป็นอาสาสมัครคนหนึ่งในการกระจายความช่วยเหลือ

เพตรายินดีช่วยเหลือเพื่อนบ้านทั้ง ๆ ที่บ้านของเธอถูกน้ำท่วมอย่างหนัก เธอกับสามีต้องอาศัยนอนเต็นท์ตรงถนนหน้าบ้าน  หลังจากพายุผ่านไปแล้ว ๒ เดือน เธอก็ยังย้ายเข้าบ้านไม่ได้  เมื่อฤดูหนาวใกล้เข้ามา ทีมงาน มีเงินพอซ่อมบ้านให้เธอได้แค่ห้องเดียว แต่พวกเขาไม่มีประสบการณ์

โชคดีที่ราอูลมีความรู้และประสบการณ์ เมื่อเกือบ ๓๐ ปีก่อน บ้านของทั้งสองเคยเผชิญพายุใหญ่มาครั้งหนึ่ง ตอนนั้นราอูลซ่อมและสร้างบ้านใหม่ด้วยตัวเอง แต่บัดนี้เขาแก่และร่างกายอ่อนแอ การซ่อมบ้านเองกลายเป็นเรื่องยาก  ราอูลจึงทำหน้าที่เป็นครูและพี่เลี้ยงให้ทีมงานอาสาสมัคร  เขาคอยบอกและสอนวิธีการซ่อมบ้านจนเสร็จ  หลังจากนั้น ราอูลทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการซ่อมบ้านของครอบครัวอื่น ๆ ต่อไป

สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นของคนผิวสี

ตอนที่ West Street Recovery ระดมเงินบริจาคมากพอที่จะซื้อหาอาหารมาแจกจ่ายผู้ประสบภัย แทนที่จะไปเหมาอาหารราคาถูกจากซูเปอร์สโตร์อย่างวอลมาร์ตเหมือนที่พวกองค์กรการกุศลส่วนใหญ่ทำกัน พวกเขามีแนวคิดดีกว่านั้น  เงินที่ใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยควรหมุนเวียนในท้องถิ่นมากกว่าไหลเข้ากระเป๋าธุรกิจขนาดใหญ่

West Street Recovery จึงติดต่อกับ คาร์เมน จูลส์ (Carmen Jules) ผู้อำนวยการของ NuWaters Co-op สหกรณ์ร้านขายของชำที่มีคนผิวสีเป็นเจ้าของ

NuWaters Co-op เพิ่งเปิดดำเนินการแค่ ๓ ปี เป้าหมายขององค์กรคือการแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารสดในย่านคนผิวสี สหกรณ์มีที่ดิน ๓ เอเคอร์ให้อาสาสมัครปลูกพืชผักอินทรีย์ และมีที่ดินอีก ๒ เอเคอร์ทำโครงการบ้านจิ๋วสำหรับคนไร้บ้านในชุมชน  ในช่วงที่เกิดพายุเฮอริเคน NuWaters Co-op
เป็นร้านขายของชำหนึ่งในไม่กี่ร้านที่ยืนหยัดเปิดบริการ  นอกจากเปิดสินเชื่อเพื่อขายอาหารให้ West Street Recovery แล้ว สหกรณ์เองก็แจกแซนด์วิช ๑,๐๐๐ ชิ้นให้คนในท้องถิ่นและจัดคอนเสิร์ตการกุศลระดมเงินช่วยเหลือครอบครัวที่ลำบากที่สุด ๑๐ ครอบครัว

West Street Recovery ยังได้รับความร่วมมือจากองค์กร Living Paradigm CDC องค์กรไม่แสวงหากำไรของคนผิวสี  องค์กรนี้ทำหน้าที่ระดมทุนเพื่อรวบรวมวัสดุก่อสร้างที่จำเป็นในการซ่อมแซมบ้าน ให้คำปรึกษาด้านการออกแบบ ซ่อมแซมและสร้างบ้านใหม่ รวมทั้งมีเป้าหมายระยะยาวในการสร้างที่อยู่อาศัยที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุท้องถิ่นและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








จักรสิน น้อยไร่ภูมิ [caption id="attachment_21201" align="aligncenter" width="500"] ยาสมีน ลาริ (Yasmeen Lari) สถาปนิกหญิงคนแรกของปากีสถาน ขณะอยู่ในชุมชนซึ่งเสียหายจากน้ำท่วมใน ค.ศ. ๒๐๑๐ ที่เธอเข้าไปฟื้นฟู
๖.๓ ริกเตอร์สั่นสะเทือนเชียงราย แกะรอยแผ่นดินไหวภาคเหนือ อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด  ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คลื่นแผ่นดินไหวขนาด ๖.๓ ริกเตอร์สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดินล้านนา โดยมีศูนย์กลางกำเนิดแผ่นดินไหวอยู่ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย (ตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา) นับเป็นครั้งแรกในรอบ ๕๐ ปีที่จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวนั้นอยู่ในประเทศไทย และมีขนาดใหญ่เกินกว่า ๖ ริกเตอร์  ขณะที่แผ่นดินไหวรุนแรงหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา จุดศูนย์กลางนั้นล้วนอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ ภาพถนนทางหลวงทรุดพังทลายเป็นแถบยาว บ้านเรือนหลายหลังแตกร้าวและถึงขั้นพังทลาย ยอดเจดีย์หักรุ่งริ่ง คือความจริงที่คนไทยมิอาจปฏิเสธ  มีสิ่งก่อสร้างจำนวนไม่น้อยที่ตั้งอยู่เหนือรอยแตกแยกของแผ่นดินใต้พื้นพิภพ ที่มีโอกาสขยับเคลื่อนอยู่ได้ทุกเมื่อ และอาจสร้างความเสียหายอย่างหนักเมื่อใดก็ตามที่ธรรมชาติปลดปล่อยพลังงานออกมา สารคดี จะพาคุณผู้อ่านไปทำความรู้จักกับรอยแยกใต้พื้นพิภพที่เรียกกันว่า “รอยเลื่อน” ในภาคเหนือ พร้อมกับติดตามการทำงานของนักธรณีวิทยาเพื่อคลี่คลายคำถามว่า รอยเลื่อนในประเทศไทยมีพลังอำนาจเพียงใด และคนไทยควรเตรียมตัวอย่างไรต่อไปในอนาคต จากบทเรียนแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยครั้งนี้ “ทวาย” ในสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง หลายปีที่ผ่านมาคนไทยคงได้ยินข่าว “โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย” หรือ “โครงการทวาย” บ่อยครั้ง ตามข้อมูลที่ปรากฏ โครงการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ โดยมีเอกชนไทยรายหนึ่งรับสัมปทานจากรัฐบาลพม่า เพื่อดำเนินโครงการที่มีขนาดใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถึง ๑๐ เท่า ก่อนรัฐบาลสองประเทศจะเข้ามายกระดับเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐ ที่ผ่านมาข่าวเกี่ยวกับโครงการนี้มักออกมาในเชิงเศรษฐกิจและความคาดหวังว่าไทยจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ต้นปี ๒๕๕๗ สารคดี เดินทางข้ามเขาตะนาวศรีไปสำรวจทวาย เพื่อนำ “ความจริงจากพื้นที่” มานำเสนอ ด้วยหวังว่าสังคมไทยจะมอง “โครงการทวาย” และเห็นชีวิต “ชาวทวาย” ในสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรอบด้านมากขึ้น
๖.๓ ริกเตอร์สั่นสะเทือนเชียงราย แกะรอยแผ่นดินไหวภาคเหนือ / “ทวาย” ในสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
ตามหา สีไทย จากครูช่างโบราณ ถึงงานดีไซน์ไทย ๆ จากวัสดุธรรมชาติ ทั้งแร่ธาตุ พืชพรรณ และสัตว์  คนไทยโบราณได้สั่งสมภูมิปัญญาสรรหาสีสันสารพัดมาให้เหมาะแก่การใช้สอย ทั้งสีสำหรับย้อมเส้นด้ายฝ้ายไหมเพื่อถักทอเป็นพัสตราอันวิจิตร กับสีของนายช่างจิตรกรเพื่องานวาดภาพระบายสี  ทว่าความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม และเทคโนโลยี ในช่วงกว่าศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้องค์ความรู้เรื่องสีไทยเกือบขาดช่วงไป ยังดีที่มีผู้สนใจเสาะแสวงหาหนทางฟื้นฟูกระบวนการ “ปรุง” สีตามกรรมวิธีแบบโบราณจนทำได้สำเร็จ  อีกทั้งยังมีนักวิชาการที่สนใจรวบรวมชื่อและโทนสีของไทย รวมถึงคิดค้นกรรมวิธีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพื่อหาหนทางต่อยอดมรดกของบรรพชน สร้างเป็นเอกลักษณ์ไทยอย่างใหม่สำหรับงานออกแบบในศตวรรษนี้             ๓ ปีหลังภัยพิบัติ บทเรียนจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ สามปีแล้วนับจากเหตุการณ์วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๔ เมื่อญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวขนาด ๙ ริกเตอร์ ตามด้วยคลื่นยักษ์สึนามิเข้ากวาดทำลายล้างบ้านเรือนและชีวิตผู้คน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิต้องเสียหายอย่างหนัก เกิดการระเบิดปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีแพร่กระจายสู่พื้นที่โดยรอบ  ผู้คนนับแสนต้องอพยพจากบ้านเกิดโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร หรือที่จริงแล้วควรจะกลับไปหรือไม่ เพราะอันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็นอาจยังอยู่ที่นั่น ศุภรา จันทร์ชิดฟ้า อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ผู้ทุ่มเทให้แก่การทำงานด้านข่าวและสารคดีเชิงเจาะลึกมาเป็นเวลากว่า ๑๙ ปี ได้เดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๕ ถึงมิถุนายน ๒๕๕๖ เพื่อติดตามความเป็นไปของชาวญี่ปุ่นผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี นี่คือรายงานจากผู้สื่อข่าวคนไทยที่เสี่ยงภัยเข้าถึงพื้นที่ซึ่งเข็มวัดสารกัมมันตรังสียังเคลื่อนไหวไม่หยุด เพื่อถ่ายทอดบทเรียนของชาวญี่ปุ่นให้เราคิดและเรียนรู้ก่อนตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในบ้านของเราเอง สารบัญ นิตยสาร
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนพัดผ่านตอนกลางของประเทศ