Happy Grandma : ระบำ ชราโอเกะ ความสุขวัย สว.

สิงหาคม 2, 2018 
0


ผลงานจากค่ายสารคดี ครั้งที่ 14
งานเขียนดีเด่น
เรื่อง : สุกฤตา ณ เชียงใหม่
ภาพ : ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์

“…เขาลืมเสียงเพลง แสงดาวแสงจันทร์ เขาลืมคำมั่นสัมพันธ์ขาดไป…”

เมื่อเพลงย้อนยุคใกล้จบ นักร้องก็เอื้อนเสียงโชว์พลังลูกคอจนสุดขณะที่ดนตรีก็ค่อยๆ ลดระดับเสียงลง ตรงข้ามกับเสียงปรบมือรัวดัง ฉันหยุดอยู่หน้าศูนย์อาหารของดิโอลด์สยามพลาซ่า ห้างเก่าแก่ย่านเจริญกรุง กลิ่นหอมของอาหารออกมาต้อนรับ พร้อมกับเสียงเพลงสุนทราภรณ์ออกมากระซิบข้างหูเสมือนจะเชื้อเชิญให้เข้าไป ใจนึกอยากเห็นผู้ขับร้องเพลงเมื่อสักครู่ก่อนที่เขาจะก้าวลงจากเวที

เมื่อเดินผ่านด่านอาหารหลากหลายเมนูจึงเจอพื้นยกระดับขึ้นมาประมาณหนึ่งขั้นบันได สิ่งที่ยืนยันได้ว่าเป็นเวทีคือไมโครโฟนที่ตั้งอยู่ตรงกลาง และเพิ่งถูกเสียบไว้ที่ขาตั้งดังเดิมหลังจากนักร้องเมื่อครู่ขับขานเพลงจบลง มีม่านสีแดงทึบทำหน้าที่เป็นพื้นหลังของเวทีนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งช่วยลดทอนแสงแดดให้กับนักร้อง นักดนตรี และสร้างบรรยากาศของที่นี่ให้เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนไปยังคาเฟ่สมัยก่อน

เสียงปรบมือซาลง นักร้องที่ฉันเดินตามเสียงมาอยู่ในชุดลูกไม้สีเขียวมรกตเข้ม ขับผิวหญิงที่อายุราว 70 ก้าวลงมาจากเวทีพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มเขินอายตอบรับผู้ฟังที่นั่งอยู่ตามโต๊ะทุกโต๊ะอยู่ในวัยหลังเกษียณ นักร้องเสียงใสหยุดนั่งลงตรงโต๊ะริมกระจก นักเปียโนก็ชะโงกหน้าออกมาเหมือนจะมองหานักร้องคนต่อไป และเริ่มบรรเลงเพลงย้อนยุคขึ้นใหม่อีกรอบ…

ฝีเท้าของคนอายุ 72 ปีที่สนุกสนานกับเสียงร้องและเสียงดนตรี

 ศูนย์อาหาร The O Food Center ภายนอกดูเหมือนศูนย์อาหารทั่วๆ ไป รายล้อมไปด้วยร้านค้าต่างๆ

ภายในเป็นสถานที่เล็กๆ สำหรับ hang out ของผู้สูงอายุ

INTRO : นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาฟังเพลงดัง

เมื่อดนตรีเพลงช้าจบ ดนตรีใหม่ก็เร่งจังหวะเร็วขึ้น ชายวัย 70 ปีขึ้นโยกตัวตามจังหวะและขับร้องเพลงสนุกสนานในบทเพลงคุ้นหูคนรุ่นใหม่อย่างเพลง “ฮักกันบ่ได้” ของศิลปิน ดอน สอนระเบียบ ดูเหมือนบรรยากาศรอบข้างจะเริ่มเปลี่ยนไป ครื้นเครง สนุกสนานขึ้น และยังมีคู่เต้นลีลาศสวมชุดเสื้อผ้า แต่งหน้า ทำผม เหมือนนักเต้นลีลาศมืออาชีพมาเอง ท่วงท่าการเต้นดูสง่างาม สะโพกโยกย้ายตามจังหวะเพลง ทำให้ดูแล้วเพลิดเพลิน เพิ่มอรรถรสให้กับผู้ที่เข้ามารับประทานอาหารได้เป็นอย่างดี

ฉันละสายตาไปจากเวทีสักพักและเดินมุ่งตรงไปยังโต๊ะริมกระจกเพื่อหวังเปิดบทสนทนากับบุคคลที่ตามเสียงมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน

“โอ๊ยยย ร้องไม่ถูกเนื้อยังจะมาร้องอีก”

สุวรรณา กุลาตี อายุ 74 ปี อยู่ในชุดลูกไม้สีเขียวมรกต และรองเท้าที่สีดูเข้ากับชุดไม่มีผิด แซวเพื่อนบนเวที

“นั่นมานิตย์ก็เพื่อนกัน ที่นี่รู้จักกันหมด อยู่กันแบบเพื่อน”

สุวรรณาเล่าว่าเพลงที่ร้องจบไปชื่อเพลง “ราตรี” เป็นของศิลปินแห่งชาติ มัณฑนา โมรากุล ที่เธอเรียกได้ว่าเป็นนักร้องคนโปรดตั้งแต่สมัยสาวๆ มีเพลงดังในสมัยนั้นมากมาย อย่างเพลง “วังน้ำวน” “ดวงใจที่ไร้รัก” เธอมักจะนำเพลงเหล่านี้ขึ้นไปโชว์ร้องคาราโอเกะบนเวทีเรื่อยๆ เธอมาที่นี่ปีละ 365 วัน เพราะทำงานอยู่แถวนี้ มีพื้นที่ให้พ่อค้าแม่ขายเช่าสถานที่เพื่อขายของ ทุกเช้าหลังจากเก็บค่าแผงเสร็จก็จะขึ้นมาหลบร้อนร้องเพลง ฟังเพลงบนศูนย์อาหารชั้น 3 ของห้างดิโอลด์สยามพลาซ่า เมื่อก่อนห้างนี้เป็นที่ตั้งของตลาดมิ่งเมือง ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปและร้านรับตัดเย็บเสื้อผ้า ต่อมาก็เริ่มปรับปรุงเปลี่ยนเป็นห้างดิโอลด์สยามพลาซ่าเมื่อปี 2536 บริเวณศูนย์อาหารมีบริการคาราโอเกะแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อก่อนเป็นคาราโอเกะแบบกดคอมพิวเตอร์ เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็นแบบดนตรีสดทำให้เริ่มเป็นที่นิยมและยิ่งถูกใจวัยเก๋าผู้หลงรักเสียงเพลงย้อนยุคในย่านนี้

“เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็เคยขึ้นมานะ ไม่รู้ตั้งใจหรือหลงขึ้นมา เคยมีเด็กสวนกุหลาบขึ้นมาทานข้าวแล้วเราก็ร้องเพลงอยู่พอดี มันบอกว่า โอ๊ยป้า ทำไมเสียงโบราณอย่างงี้อะ เราเลยสวนกลับว่า นี่หนู ถ้าหนูไม่ชอบนะไปนั่งไกลๆ ไป แถวนี้ที่ตรงนี้มีแต่คนอายุ 60 ขึ้นไปนะ ไม่มีหรอกเด็กๆ”

เธอเล่าพร้อมกับชี้มาที่ฉันในความหมายประมาณว่าเป็นเรื่องแปลกมากที่มีคนวัยอย่างฉันขึ้นมา เธอบอกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่มีบรรยากาศน่าอยู่ เป็นแหล่งรวมเหมือนเอาใจคนวัยอย่างเธอ ทั้งอาหารการกิน เสื้อผ้า และบทเพลง บางวัน เช่น วันพฤหัสฯ วันจันทร์ ก็จะมีนักเต้นลีลาศที่เคยเป็นอาจารย์สอน แต่ตอนนี้เกษียณอายุราชการก็จะมาร่วมสนุกเต้นระบำกันเพื่อประกอบเสียงเพลง ทำให้ยิ่งดูสนุกสนาน ครึกครื้นขึ้นไปอีก

โดยปรกติเธออยู่บ้านคนเดียว ลูกหลานเรียนและทำงานอยู่ต่างประเทศหมด ครั้นอยู่บ้านคนเดียวไม่มีอะไรทำก็เบื่อและกลัวเป็นโรคซึมเศร้าเข้าสักวัน เมื่อเพื่อนแนะนำให้ได้มารู้จักที่แห่งนี้จึงตัดสินใจมา แล้วก็ติดใจเพราะที่นี่มีแต่เพลงรุ่นเธอและเพื่อนวัยเดียวกัน วันไหนไม่ได้ร้องเพลงก็มานั่งคุยกับเพื่อนคลายเหงา เธอเล่าว่าเดี๋ยวนี้เพื่อน คนคุ้นๆ หน้ากันหายหน้าหายตาไปบ้างแล้ว ถ้าหายไปนานๆ ก็คงจะเสียชีวิตไปแล้ว อดได้มาร่วมวงพูดคุยกันเหมือนเคย แต่นี่ก็เป็นเรื่องปรกติ เธอบอกว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะสร้างความสุขโดยการร้องเพลงที่นี่ไปเรื่อยๆ

เมื่อฉันถามถึงเรื่องร้องเพลงและรสนิยมการฟังเพลง เธอตอบทันควัน

“เรื่องร้องเพลงไม่ต้องพูดถึง ฉันเป็นคนชอบร้อง เมื่อก่อนฉันมาใหม่ๆ หนีกันหมด เขาไม่รู้จักเพลงของฉัน ฉันชอบร้องเพลงสุนทราภรณ์เก่าๆ คนรุ่นฉันก็จะชอบ เพลงนี้ไม่ได้ฟังตั้งนานแล้ว คนฟังก็จะนึกถึงจากเสียงของฉันที่ร้องเพลง ฉันก็ร้องไปเถอะนะเพลงพวกนี้เผื่อคนรุ่นหลังจะได้ยินบ้าง”

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนเรื่อง “สุขตอนแก่” ไว้ว่า “จงรีบหาความสุขเมื่อยังมีความสามารถ และรีบไปเที่ยวตามสถานที่ที่อยากไป หาเวลาเจอเพื่อนเก่า และจงสังสรรค์กับเขาเพราะเวลาเหลือน้อย” เห็นทีจะเป็นผล

การที่ได้เห็นรอยยิ้มของพวกเขาเหล่านี้เหมือนได้รับพลังบางอย่างอย่างบอกไม่ถูก ฉันรู้สึกสนุกที่ได้ฟังเพลงเก่าๆ ทั้งที่เคยบ่นกับแม่เสมอเมื่อได้ยินแม่ฟังเพลงเก่า และคิดเสมอว่าเพลงอะไรทำไมมันกล่อมให้ง่วงได้ขนาดนี้ ที่สำคัญฉันรู้สึกยิ้มตามทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องราวออกมาจากปากของเธอ

“ที่นี่คือแหล่งรวมความสุขของคนวัยฉัน” เธอเล่าพร้อมใบหน้าที่ยิ้มเปี่ยม

ฉันนึกถึงคุณยายตัวเองที่บ้านต่างจังหวัด ความสุขของแกมีเพียงการนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวเดิมทุกวัน ดีใจในวันที่ลูกหลานกลับบ้านไปเยี่ยม วันนั้นแกจะยิ้มอย่างมีความสุขมาก

คุณป้าขาประจำกำลังรอคิวเพื่อที่จะขึ้นไปร้องเพลงพร้อมทั้งเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังไปพลางๆ

เป็นจุดนัดหมายของหลายๆ ท่านเพื่อมานั่ง กิน ดื่ม คุย และสนุกสนาน

HOOK : เพลงสร้างพลัง

ขณะที่ฉันนั่งพูดคุยเรื่องจิปาถะกับสุวรรณา โต๊ะของเราก็จะไม่เคยว่างเว้น เธอจะดึง ชักชวนให้เพื่อนๆ ของเธอที่เดินผ่านไปมาเข้ามาแวะทักทาย พูดคุยกับฉัน ทุกคนมีรอยยิ้มเปื้อนหน้าทักทายพูดคุยกับฉันอย่างเต็มใจ และให้ความสนใจคนวัยอย่างฉันเป็นพิเศษ พวกเขาคงดีใจไม่น้อยที่ยังมีคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขาทำแล้วมีความสุข

สุวรรณาได้แนะนำให้ฉันรู้จักอาจารย์พจมาน พะลายยานนท์ เป็นอาจารย์สอนร้องเพลงที่เกษียณแล้วเช่นเดียวกับหลายคนในที่นี้ อาจารย์เล่าให้ฟังถึงความสามารถ วิชาความรู้เกี่ยวกับการร้องเพลงในสมัยหนุ่มๆ ด้วยความภาคภูมิใจผ่านทางสีหน้าโดยไม่รู้ตัว และโชว์พลังเสียงโดยการร้องเพลง “ถ่านไฟเก่า” ของพี่เบิร์ดให้ฉันฟัง ยอมรับเลยว่าเป็นเวอร์ชันเพราะที่สุดเท่าที่เคยฟังมา

“ผู้สูงอายุก็จะได้ผ่อนคลายด้วยวิธีนี้ มันเป็นการผ่อนคลายที่ถูกที่สุด ถ้าเรามีเงิน 100 บาท สามารถอยู่นี่ได้ทุกวัน ร้อยบาทที่อื่นจะทำอะไรได้บ้าง ที่นี่ร้องเพลงได้ 10 กว่าเพลง แถมเงินเหลือไว้กินข้าวอีก คนวัยเกษียณเนี่ยไม่ใช่วัยหาเงิน เป็นวัยใช้เงิน” อาจารย์พูดทิ้งท้ายเหมือนจะฝากอะไรหลายๆ อย่างให้ฉันคิด ก่อนจะดูนาฬิกาข้อมือแล้วขอตัวกลับ

ระหว่างที่ฉันนั่งคุยกับสุวรรณาไปเรื่อยๆ บรรยากาศก็ไม่เคยเงียบเหงา ทุกช่วงบทสนทนาจะมีเสียงเพลงย้อนยุคเคล้าเรื่องราวกระจายอยู่ทั่วห้องอาหารแห่งนี้ ต่อสู้กับกลิ่นของอาหารที่เย้ายวนให้ฉันเข้าไปซื้อรับประทานเสียให้ได้

ในที่สุดคูปองเงินสดในราคา 100 บาทก็มาอยู่ในมือฉัน คูปองนั้นเป็นกระดาษและมูลค่าแต่ละใบก็จะมีเลขเขียนกำหนดเหมือนใช้แทนธนบัตรจริงๆ ซึ่งสมัยนี้น่าจะเป็นการ์ดหมดแล้ว

“อะไรที่อนุรักษ์ได้เราก็จะทำ”

คำพูดจาก สุพัตรา โพธิขำ ผู้จัดการศูนย์อาหาร ผุดขึ้นมาในหัว ไขข้อข้องใจเรื่องคูปองได้เป็นอย่างดี

สุพัตราเล่าว่าเธอมาทำงานที่นี่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งห้างเมื่อปี 2536 เริ่มจากเป็นพนักงานบัญชี ขยับเป็นผู้จัดการดูแลศูนย์อาหารจนถึงปัจจุบัน ห้างดิโอลด์สยามพลาซ่าจะบริการทุกอย่างเพื่อเอาใจลูกค้าสูงวัย ที่แห่งนี้จึงเหมือนแหล่งสังสรรค์ ใครอยากจะร้อง ใครอยากจะเต้น เล่นดนตรี ก็สามารถขึ้นไปบนเวทีได้เลย เธอเล่าพร้อมกับเชิญชวนให้ฉันขึ้นไปร้องเพลงกับเหล่าคุณตาคุณยาย ฉันอยากจะตอบรับคำเชิญมาก แต่เป็นห่วงสุขภาพหูของเหล่าคนฟังเหลือเกิน

ค่าบริการของที่นี่ วันธรรมดาเพลงละ 25 บาท บางคนเหมาจ่ายวันละ 100 บาท ร้องได้ 4 เพลง 2รอบ แต่หากวันเสาร์อาทิตย์ราคาเหมาจะอยู่ที่ 200 บาท รายได้จะหักเป็นค่าเช่าเปียโน ค่านักดนตรี โดยจะเปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00-19.00 น.

“ถ้าเราคิดหวังกำไรมันก็คงทำต่อไม่ได้ แต่ถ้าเราคิดถึงความสุขของพวกเขามันมีมากกว่ากำไรแน่นอน เราจึงสามารถเปิดมาได้ยาวนานขนาดนี้”

สุพัตรากล่าวพร้อมกับยิ้มมุมปากเล็กน้อย สื่อถึงอุดมคติในการทำงานที่ได้อยู่ท่ามกลางรอยยิ้มของเหล่าผู้สูงอายุ

คุณลุงที่กำลังร้องเพลงจังหวะเร็วตัดกับเพลงก่อนๆ ที่คนอื่นร้องผ่านไป

คาราโอเกะที่ร้องเพลงคู่กับนักดนตรีที่เล่นเพลงสด

เป็นที่ที่มีกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้สูงอายุทำในยามว่าง

THE END : เพลงจบ แต่ความสุขยังไม่จบ

หลังจากนั่งทานข้าว ฟังเพลงได้สักพัก เด็กรับคิวร้องเพลงก็เดินมาที่โต๊ะฉัน มาบอกให้รู้ว่าถึงคิวสุวรรณาขึ้นไปร้องเพลงแล้ว เธอรีบลุกขึ้นพร้อมจัดการกับเสื้อลูกไม้สีเขียวมรกตตัวเก่งให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและหยิบโพยชื่อเพลงไป ไม่ลืมที่จะหันมายิ้มให้ฉันเหมือนกับจะสื่อว่า ฟังฉันร้องให้ดีนะหนู…

“วันไหนลืมวันฉันจะมองหาเขาอันดับแรกเลยนะว่าวันนี้เขาใส่เสื้อสีอะไร จะรู้ทันทีเลย มันเป็นสไตล์ เค้ามีครบทุกสีประจำวัน” สุพัตราเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่คนบนเวที น่าจะเป็นการพูดถึงสุวรรณากับเสื้อลูกไม้สีเขียวมรกตตัวนั้นแน่ๆ

เพลงที่สุวรรณากำลังขับร้องอยู่ชื่อเพลง “ดอกไม้ใกล้มือ” ของ มัณฑนา โมรากุล ศิลปินในดวงใจของเธอ เสียงที่ใสร้องประสานกับเปียโน นักดนตรีเล่นให้เข้าจังหวะกับเสียงของเธอ ทุกอย่างประสานกันได้อย่างลงตัว ใบหน้าของสุวรรณาเปื้อนรอยยิ้มตลอดทั้งเพลง เธอดูมีความสุขและสวยสง่ามากโดยเฉพาะตอนจับไมโครโฟนร้องเพลง ระหว่างที่ฉันเคลิ้มไปกับบทเพลงก็มีคุณตาอายุราว 70 ปี เข้ามาพูดคุยทักทายกับฉัน รู้สึกว่าวันนี้ตัวเองฮอตอย่างบอกไม่ถูก

ปรเมทย์ วัย 71 ปี เข้ามาพูดคุยเล่าแกมหัวเราะว่า เขาเพิ่งจะมาหัดร้องเพลงที่นี่ เห็นเพื่อนร้องก็อยากจะร้องตาม มาที่นี่เพราะเพื่อน การได้พูดคุยกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันแลกเปลี่ยนความคิดมันทำให้เราอารมณ์ดี สุขภาพร่างกายก็จะแข็งแรงไปด้วย ปรเมทย์เล่าต่ออีกว่า เคยอ่านงานวิจัยของชาวญี่ปุ่นที่ว่าการร้องเพลงจะสร้างความสุขและมีอายุยืนเฉลี่ยกว่าคนปรกติถึง 5 ปี จึงอยากที่จะสร้างความสุขให้กับตัวเองด้วยวิธีนี้

“วันไหนที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเหมือนกับผมกินข้าวไม่อิ่ม” ปรเมทย์กล่าวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม เสียงเพลงค่อยๆ เบาลงอีกครั้งเพื่อจะเริ่มบรรเลงเพลงใหม่ที่ไม่ใหม่…อีกรอบ…

การได้มาที่นี่

ทำให้ได้คิดว่าคนวัยอย่างฉันสุดท้ายก็ต้องกลายเป็นคนวัยอย่างพวกเขา เพลงที่ฟังอยู่สมัยนี้ก็ต้องกลายเป็นเพลงย้อนยุคเข้าสักวัน

พอถึงตอนนั้น

ฉันจะเป็นคนสูงวัยที่มีความสุขได้เหมือนอย่างกับพวกเขาหรือไม่

รู้แค่ว่าความรู้สึกที่ทิ้งท้ายก่อนจะกลับคือ…

ฉันอยากจะกลับบ้านไปหาคุณยาย แล้วชวนร้องเพลงสักเพลงก็พอ


นักเขียน : สุกฤตา ณ เชียงใหม่
นามสกุลเชียงใหม่ แต่เกิดขอนแก่น เป็นนักศึกษาวารสารคนหนึ่ง ที่เพิ่งจะเริ่มเดินทางบนเส้นทางของนักเล่าเรื่อง งานอดิเรกชอบฟังเพลง และคิดตามความหมายเนื้อเพลง ชอบการได้รับรอยยิ้มจากคนอื่น ชื่นชอบการทานบ๊วยมะละกอเค็มในเซเว่นเป็นชีวิตจิตใจ

…………..

ช่างภาพ : ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์
ชื่อ คิดครับเป็นนักศึกษาถ่ายภาพที่กำลังตามหาแนวทางของตัวเอง ผ่านมุมมอง ผ่านการ คิด และดู

พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีเพลงลูกทุ่ง  ชื่อเดิมคือ รำพึง จิตรหาญ มีชิ่อเล่นว่า ผึ้ง เกิดที่ อ. สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี ครอบครัวรับจ้างทำไร่อ้อย เธอชอบร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็ก
ผลงานจากค่ายสารคดี ครั้งที่ 14 งานภาพดีเด่น พันธิตรา ขันธรักษ์ : เรื่อง สรณ์ศิริ ปฐมสุริยะพร : ภาพ พื้นที่แลกเปลี่ยน ความคิด มิตรภาพ
#ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการค่ายสารคดีครั้งที่ 14 “สู่สังคมสุขภาวะ” #ทีมเขียน 1. เกษมะณี วรรณพัฒน์ 2. วิมลรัตน์ ธัมมิสโร 3. พันธิตรา ขันธรักษ์ 4. ศิรินภา



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

พุ่มพวง ดวงจันทร์ ราชินีเพลงลูกทุ่ง  ชื่อเดิมคือ รำพึง จิตรหาญ มีชิ่อเล่นว่า ผึ้ง เกิดที่ อ. สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี ครอบครัวรับจ้างทำไร่อ้อย เธอชอบร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็ก
ผลงานจากค่ายสารคดี ครั้งที่ 14 งานภาพดีเด่น พันธิตรา ขันธรักษ์ : เรื่อง สรณ์ศิริ ปฐมสุริยะพร : ภาพ พื้นที่แลกเปลี่ยน ความคิด มิตรภาพ
#ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการค่ายสารคดีครั้งที่ 14 “สู่สังคมสุขภาวะ” #ทีมเขียน 1. เกษมะณี วรรณพัฒน์ 2. วิมลรัตน์ ธัมมิสโร 3. พันธิตรา ขันธรักษ์ 4. ศิรินภา