จากทะเลสู่ปลายทาง : ประมงพื้นบ้าน ร้านคนจับปลา และซังกอ

สิงหาคม 6, 2018 
0


ผลงานจากค่ายสารคดี ครั้งที่ 14
งานเขียนและงานภาพดีเด่น
กุลณัฐ จิระวงศ์อร่าม : เรื่อง
ณภัทร เวชชศาสตร์ : ภาพ

โลก                เจ็ดพันล้านคน กับมหาสมุทรหนึ่งมหาสมุทร
ประเทศไทย  เจ็ดสิบล้านคน กับมหาสมุทรหนึ่งมหาสมุทร

“ทรัพย์” จากมหาสมุทรเดียวต้องเลี้ยงคนเกือบทั้งโลก ยิ่งจำนวนคนเพิ่มขึ้นเท่าไรปริมาณการบริโภคก็ยิ่งเพิ่มขึ้น “คนจับปลา” จึงเพิ่มปริมาณการจับปลาตามจำนวนคนไปด้วย จากประมงพื้นบ้านใช้เครื่องมือพื้นฐานอย่างเรือลำเล็กไปเป็นประมงพาณิชย์ใช้เครื่องมือหนักอย่างเรือลำใหญ่เพื่อตามกำลังกินของคนในโลกให้ทัน

ใจความสำคัญของคำว่าประมงพาณิชย์คือคำว่า “ปริมาณ” ด้วยขนาดเรือใหญ่กว่า 10 ตันกรอสขึ้นไป ใช้เครื่องมือที่เรียกขานในชนอนุรักษ์ว่าอุปกรณ์ทำลายล้าง ไม่ว่าจะอวนตาถี่ อวนลาก อวนรุน เรือปลากะตัก หรือเรือปั่นไฟ และแรงงานจำนวนมากลากปลากองมหาศาล กวาดสารพัดสิ่งในทะเล ไม่ว่าจะปลา เต่า กุ้ง หอย สัตว์หายากต่าง ๆ เพื่อให้ได้ปริมาณการขายที่มากที่สุด จะกินได้บ้างกินไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นอะไร เมื่อเหลือขายไปก็กลายเป็น “ปลาเป็ดปลาไก่” เข้าโรงงานอาหารสัตว์ ตอบสนองสังคมบริโภคนิยมต่อไป

“คุณภาพ” จึงกลายเป็นสิ่งหายากยิ่งกว่าแก้วแหวนเงินทอง แต่ใครเล่าจะคิดถึง ในโลกที่ปากท้องต้องยัดด้วยราคาค่าของเท่านั้น

อาหารทะเล ปริมาณกลายเป็นเรื่องราคาถูก แต่คุณภาพกลับเป็นสิ่งที่มีราคาแพง เมื่อประมงพื้นบ้านและอาหารทะเลคุณภาพอยากอยู่รอดในยุคที่ปริมาณนั้นสำคัญ โครงการ “ร้านคนจับปลา” จึงกำเนิดขึ้นเพื่อตามหาความหมายของคำว่าคุณภาพและอิสรภาพของการประมง…

ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะในท้องทะเลไทย ซึ่งนอกจากความสวยงามที่คอยดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้วประเทศไทยก็ยังเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการส่งออกสินค้าประมงอันดับต้นๆ ของโลก

เมื่อเรือประมงพาณิชย์เทียบท่าหลังจากที่พระอาทิตย์ขึ้น วงจรทางอุตสาหกรรมก็เริ่มทำงาน รถบรรทุกเตรียมไปรับปลาที่จับมาได้เพื่อนำไปแปรรูป ส่งออก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

โจรจับปลากลับใจ

หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อร้าน “คนจับปลา (Fisher Folk)” ร้านขายอาหารทะเลออร์แกนิกจากแหล่งประมงที่ไม่มีพิษ ด้วยวิธีการไม่มีพิษ และการส่งต่อที่ไม่เกิดพิษ ร้านนี้เกิดจากการร่วมมือของสมาคมรักษ์ทะเลไทยกับสมาคมประมงพื้นบ้านหลายแห่ง เริ่มต้น ณ สมาคมประมงพื้นบ้านอ่าวคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีกำลังสำคัญคือ จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ (บุช) ชายวัย 44 ปี ผิวเกรียมแดด สำเนียงติดเหน่อแบบที่บอกได้ว่าเป็นชาวประจวบฯ ของแท้ และ โกศล จิตรจำลอง (น้อย) วัย 58 ปี ที่รอยเหี่ยวย่นบนหน้าบอกถึงประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการ ในยามบ่ายสองคนนี้มักรวมกลุ่มกันที่อาคารโล่งสีสันสดใสที่เรียกว่า “ศาลารวมใจ” ของชุมชนอ่าวคั่นกระได ซึ่งเป็นทั้งที่ประชุม ที่เรียกร้อง ที่เลี้ยงฉลอง และที่แปรรูปปลา

ถึงแม้วันนี้ทั้งคู่จะเป็นกำลังหลักในการฟื้นฟูทะเล แต่เขาทั้งสองก็เผยว่าเคยเผลอใจไปกับความคิดว่า “ยิ่งมากยิ่งคุ้ม” เหมือนกัน

จิรศักดิ์และโกศลเป็นชาวประมงรุ่น 2 เริ่มต้นจับปลาตามพ่อตั้งแต่วัยประถมฯ โกศลเล่าว่า แต่ก่อนนั้นทะเลสมบูรณ์ อาหารทะเลนั้นหาง่าย เมื่อลูกหลานแต่ละครอบครัวเติบโตขึ้นต่างก็ออกเรือหาปลา เมื่อจำนวนคนเยอะเลยยิ่งแข่งกันหากินมากขึ้น

“ลูกผู้ชายก็ออกไปหากินเป็นครอบครัวใหม่ ทรัพยากรน้อยลง เหมือนว่าเราแย่งกันหากิน ไม่ได้พักผ่อนอะไรเลย ถ้าไม่สว่างก็ไม่ได้กลับบ้าน มีแรงเท่าไรก็ทุ่มลงไปกับทะเล ให้ได้ปลามา กอบโกยจนเรียกว่าปลาหมด”

แรกเริ่มเดิมทีในชุมชนนี้ใช้อวนติดตาสำหรับจับปลาอกกะแล้หรือปลาหลังเขียว ขนาด 2.9 เซนติเมตร แต่เมื่อเห็นเพื่อนๆ จากชุมชนอื่นใช้อวน 2.5 เซนติเมตรแล้วได้ปลาร่วมพันกิโลกรัมต่อคืน พวกเขาจึงเกิดความคิดที่จะใช้อวนตาเล็กขึ้นมาบ้าง

“ตอนแรกปลาบ้านเรามีเยอะ พอเราทำมาได้สัก 2 ปี ปลาที่ได้จากอวนขนาดนี้เริ่มน้อยลง เลยไปใช้ 2.5 นึกได้ว่าลูกปลามันยังทะลุอวนได้อยู่ เลยลดเหลือ 2 เซนต์” ช่วงที่ใช้อวนตาเล็กนั้น จิรศักดิ์รายได้ดีมาก เขาจับปลาได้ถึง 2,000 กิโลในหนึ่งคืน ถึงแม้ราคาปลาตัวเล็กหรือลูกปลาจะถูกกว่า แต่ด้วยปริมาณที่เยอะ รายได้คืนหนึ่งก็ถือว่าคุ้มแสนคุ้ม

“จับจนหน้าบ้านไม่มีปลาให้จับ ย้ายไปเรื่อย” จนเมื่อปี 2550 จิรศักดิ์และโกศลได้ย้ายไปจับปลาจากแหล่งอื่นในแถบอำเภอเมืองประจวบฯ

“ปลาอยู่ตรงไหนก็ไปสุมเอากันเลย หมด! เมื่อหมดก็ไปหากินที่อื่น ย้ายไปจนถึงอ่าวมะนาวที่เป็นเขตห้ามล่า จนทหารไล่ขู่ดำเนินคดี” จิรศักดิ์และโกศลจึงเปลี่ยนที่ทำกิน เดินทางเลียบชายฝั่งลงใต้ ลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนถึงแถบทะเลชุมพร เมื่อพวกเขาไปถึงก็พบว่าในทะเลแถบนั้นปลายังอุดมสมบูรณ์

“เราไปถึงปลายังอยู่มากมาย เราก็จับของเขาหมด บางทีไม่กล้าเอาขึ้นมาเรือ ต้องสะบัดทิ้ง ปลาลอยขึ้นฝั่ง พอปลามันตายเยอะแล้วเขาก็จับได้ ไล่ไม่ให้เราอยู่” บางกลุ่มถึงกับประท้วงว่าทั้งคู่ไปตัดตอนลูกปลา เมื่อหนักข้อขึ้น แม้แต่บ้านก็ไม่ให้ทั้งคู่เช่า จึงต้องเดินทางกลับบ้านในที่สุด

เมื่อพากลุ่มโซซัดโซเซกลับมาอ่าวคั่นกระได ทั้งคู่ก็ได้รู้จักคำว่า “อนุรักษ์” เป็นครั้งแรกเมื่อได้ข่าวโครงการของสมาคมรักษ์ทะเลไทยที่เขาตาม่องล่าย หมู่บ้านใกล้เคียง นับตั้งแต่นั้นคนในชุมชนจึงเลิกใช้อวนตาเล็กและอวนลาก แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไรประชากรปลาก็ยังไม่กลับมาสู่อ่าว จิรศักดิ์และพรรคพวกจึงเดินทางลงใต้อีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ด้วยเป้าหมายใหม่ ไปยังอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ซึ่งพวกเขาได้ยินมาว่ามีชุมชนประมงที่แข็งแกร่งด้าน “สิทธิชุมชน” และมีวิถีประมงแบบฟื้นฟูอยู่ จากแต่ก่อนที่ไม่เคยคำนึงถึงความเป็น “ชุมชน” และพื้นที่บ้านของตน จิรศักดิ์ก็ได้รู้ว่าชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยในพื้นที่มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะดูแลอนุรักษ์ฟื้นฟูบ้านของตน

“เรามีสิทธิที่จะทำให้ชุมชนเราดีขึ้น” จิรศักดิ์กล่าวพลางหันไปยิ้มกับโกศล เพื่อนที่ผ่านคืนวันทำลายจนมาถึงคืนวันอนุรักษ์…

ภายใต้เม็ดเงินกองโต ปลาหลากหลายชนิดที่ถูกจับขึ้นมาจะถูกคัดแยกก่อนนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมต่อ ซึ่งปลาบางชนิดมนุษย์ไม่สามารถบริโภคได้ก็ต้องนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งการทำประมงแบบไม่เลือกชนิด ขนาด และจำนวน ส่งผลให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ซึ่งเป็นการลดจำนวนประชากรปลาและความอุดมสมบูรณ์ในอนาคต

ลูกฉลามหูดำ หนึ่งในเหยื่อที่ถูกจับโดยเรือประมงพาณิชย์แบบอวนลากซึ่งไม่สามารถแยกชนิดปลาที่จะจับขึ้นมาได้ ทำให้ฉลามหูดำซึ่งเป็นสัตว์ที่คอยคุมประชากรสัตว์น้ำและความสมดุลในระบบนิเวศ ถูกทำเป็นเมนูอาหารต่างๆ เช่น ผัดฉ่าฉลาม หรือหูฉลามในภัตตาคาร ซึ่งถึงแม้จะมีกระแสรณรงค์ต่อต้านการบริโภคหูฉลามในหลายประเทศ แต่ไทยก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกหูฉลามอันดับ 1 ของโลก

ซั้งกอ ธงฟื้นฟูอ่าวคั่นกระได

จิรศักดิ์และโกศลเห็นหมู่บ้านทางใต้ยังมีทรัพยากรปลาอยู่มากมายเพราะใช้ “ซั้งกอ” ในการอนุรักษ์ฟื้นฟู ทั้งคู่จึงเปลี่ยนวิถีและนำซั้งกอกลับมาใช้กับหมู่บ้านตัวเองบ้าง

เดิมทีซั้งกอเป็นเครื่องมือล่อปลาของเรือพาณิชย์ มีหลากหลายรูปแบบ อาจทำมาจากทางมะพร้าวและมีลูกตุ้ม ลอยถ่วงตามน้ำไปมา แต่ถ้าเป็นภูมิปัญญาฉบับชาวอ่าวคั่นกระไดจะใช้ลูกปูนที่ช่วยกันหลอมผูกกับเชือกและไม้ไผ่ มีทางมะพร้าวล้อมไม้ไผ่อยู่เป็นทาง ซั้งกอนั้นตั้งตรงกลางทะเลได้เพราะลมในกระบอกไม้ไผ่ดันให้ตั้งขึ้น ในกอหนึ่งจะมี 10 ต้น รวมเป็นทางมะพร้าว 40 ทาง จึงกลายเป็นร่มใหญ่ให้สัตว์ทะเลได้เข้าไปอาศัยใต้ร่มนั้น บวกกับความที่จังหวัดประจวบฯ ไม่มีเกาะแก่ง ซั้งเหล่านี้จึงเหมือนที่พักชั้นดีสำหรับปลาในทะเลโล่งได้มาชุมนุม จึงต้องมีกฎในการอยู่ร่วมกับซั้ง นั่นคือห้ามวางอวนล้อมซั้ง เพื่อปลาจะได้อยู่รอด

หากเป็นเรือประมงพาณิชย์จะทิ้งซั้งไว้เพียง 3 วัน เท่านั้น เมื่อปลาชุกชุมจึงถอนขึ้นแล้วใช้อวนล้อมจับฝูงปลา แต่ชุมชนอ่าวคั่นกระไดปล่อยซั้งลงทะเลปีละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่าง 3 เดือน แล้วทิ้งซั้งเหล่านั้นให้อยู่ต่อไป เมื่อทางมะพร้าวย่อยสลาย เหลือเพียงกิ่งก้าน ไม้ไผ่ และลูกปูน เป็นที่ให้เพรียงมาเกาะ เกิดแพลงก์ตอน ปลาจึงมาอาศัยหากินแถบนั้น ส่วนลูกปูนที่ถมกันมานับ 10 ปีก็กลายเป็นบ้านปะการังไปในตัว เป็นสถานที่เพิ่มประชากรปลา ให้ปลาเล็กน้อยได้เติบโตและหลบจากอวนได้ด้วย เนื่องจากอวนไม่สามารถวางล้อมในแถบที่มีซั้งกอได้ เพราะหนามไผ่และทางมะพร้าวจะฉีกให้อวนขาดเสียหาย

เมื่อเริ่มทำซั้งกอก็ปรากฏความแตกต่างให้เห็น

“ทั้งวิธีการทำประมงและสัตว์น้ำ เมื่อก่อนบ้านเราไม่มีปลาสากตัวใหญ่ แต่ตอนนี้มี”

เมื่อปลาเพิ่มขึ้นรายได้ก็เพิ่มขึ้น ส่วนรายจ่ายก็ลดลงไปเนื่องจากไม่ต้องเดินทางออกไปหาปลาที่ไหนไกล

“พอเราทำซั้ง สิบปีที่ผ่านมาเรายังไม่เคยไปไหน หากินจริงๆ เฉพาะบ้านเรา ถึงมีคลื่นมีลม แต่เรามีซั้งอยู่หน้าบ้าน เราหากินอยู่ได้โดยไม่ต้องไปอาศัยบ้านอื่น ก็พอจะยืนยันได้ว่าอันนี้ได้ผล เราก็อยากจะให้ทุกอ่าวทุกหมู่บ้านที่อยู่ติดชายทะเลทำแบบเราจะได้ออกจากบ้านมาหากินได้ง่ายๆ เลย ไม่ต้องดิ้นรนมาก ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันเยอะ” โกศลกล่าว

ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้จะเป็นฤดูที่ไม่ค่อยมีปลา แต่ชาวอ่าวคั่นกระไดก็ยังอุ่นใจเพราะมีซั้งกอหล่อเลี้ยงปลาไว้ให้นั่นเอง

เมื่อไรก็ตามที่มองไปยังขอบฟ้าก็จะเห็นธงทางมะพร้าวซั้งกอลอยเป็นกลุ่มอยู่ลิบๆ พลิ้วไหวไปตามลม บอกพื้นที่ 3 ไมล์ทะเลจากฝั่ง เขตแดนทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน และบอกให้รู้ว่าทะเลยังมีปลา

“ซั้งกอ” หรือบ้านปลากลางทะเล มีการนำมาติดตั้งเพื่อการอนุรักษ์โดยเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านตระหนักและเรียนรู้จากอดีตที่ตนได้เคยทำประมงแบบไม่เลือกขนาดและจำนวน ส่งผลให้ปลาที่อยู่บริเวณหน้าบ้านตนถูกจับหมดไป

ภายใต้เมฆและฝนที่ตกปรอยๆ ในหน้ามรสุม อวนหลังเขียวของชาวประมงพื้นบ้านซึ่งมีขนาดตาอวน 2.9 เซนติเมตร ที่จะจับได้เฉพาะปลาหลังเขียวขนาดตัวเต็มวัย ได้รับการปล่อยลงทะเลก่อนที่ลูกเรือจะเปิดไฟสปอตไลต์เพื่อล่อปลาหลังเขียวให้มาติดอวน

วิถีพื้นบ้าน

สิ่งที่แตกต่างระหว่างประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ไม่ได้มีแค่ขนาดเรือ แต่ยังรวมถึงวิธีและวิถีในการจับปลา

จิรศักดิ์เดินถอดรองเท้าสะพายกระเป๋าอาดิดาสสีลอกที่ผ่านมาไม่รู้กี่มรสุมไปขึ้นเรือในยามเย็นของทุกวัน เพราะปลาอกกะแล้ที่เขาหมายตาจะออกมาในช่วงพลบค่ำ เมื่อถึงเรือสิ่งแรกที่เขาทำคือจัดแจงตำแหน่งประจำของกัปตัน วางซาวเดอร์สำหรับหาปลา วาง GPS และวิทยุทรานซิสเตอร์ไว้ฟังเพลงขากลับฝั่ง ต่อสายวิทยุสื่อสารไว้ทักทายเพื่อนฝูงประมง ติดเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่ม หันหางเสือพร้อมแล่นไปหาแหล่งปากท้อง

ชาวประมงพื้นบ้านจะใช้เครื่องมือเฉพาะอย่างกับปลาแต่ละชนิดเท่านั้น เรียกว่าอวนติดตา เช่น อวนปลาทู อวนอกกะแล้ อวนกุ้ง อวนปู หรือไม่ก็ใช้เบ็ด เช่นเบ็ดปลาอินทรีย์ ปลาที่ได้มาส่วนใหญ่จึงเป็นปลาตามชนิดอวน โดยใช้กระแสน้ำพาอวนเดินไปเป็นตัวจับปลาให้

“อย่างอวนกุ้งต้องให้น้ำเดิน ถ้าน้ำยึดก็ไม่ติดกุ้ง ถ้าน้ำขึ้นอวนจะเดินขึ้นเหนือ ถ้าน้ำลงอวนจะเดินลงใต้”

การดูน้ำสำหรับการประมงพื้นบ้านจึงสำคัญมาก ราวกับต้องเล่นเกมโชว์อยู่ทุกวัน จะน้ำเดิน (น้ำไหล) หรือน้ำยึด (น้ำนิ่ง) สองสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับทั้งพระจันทร์และสายลม นอกจากนั้นยังต้องรู้การว่ายของปลา หากวันไหนปลากินเข้าก็ต้องรู้วิธีที่จะปล่อยอวนให้กินปลา หากวันก่อนปลาแถบเหนือมีน้อย วันต่อมาก็ตัดสินใจว่าจะเสี่ยงขึ้นไปทางเหนืออีกหรือไม่ การได้ปลาในแต่ละวันจึงขึ้นอยู่กับทั้งเดือน น้ำ โชค และความชำนาญ

“พอสาวอวนเสร็จเราก็ต้องคิดแล้วว่าพรุ่งนี้เราจะไปตรงไหน ถ้าปลาติดตรงเหนือเราก็วิ่งไปไล่ดูเหนือว่ามีปลามั้ย ถ้าไม่มีเราก็ไปไล่ดูที่อื่น”

วิถีเช่นนี้ต่างกับการใช้อวนลากของประมงพาณิชย์ที่ใช้เรือสองลำ ลากอวนยาวเป็นชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องดูพระจันทร์หรือลม เพียงใช้แนวลากเรือที่คุ้นเคย กวาดเอาทุกอย่างแล้วแยกเมื่อถึงฝั่ง ในขณะที่อวนพื้นบ้านต้องอาศัยกระแสน้ำพาไป

ขณะบังคับเรือ จิรศักดิ์หันดูสภาพแวดล้อมรอบกายว่ามีปะการังหรือซั้งหรือไม่ และคำนวณระยะและทิศทางในการปล่อยอวนให้ดี มิฉะนั้นหากอวนลอยไปติดสิ่งอื่นอวนจะเสียหาย

จิรศักดิ์เริ่มปล่อยอวนในขณะที่แสงสุดท้ายลับขอบฟ้า จากนั้นจึงเริ่มขับเรือวนรอบเพื่อดูว่ามีปลาติดหรือยัง ลูกโป่งยังลอยอยู่ไหม พอค่ำเขาก็ฉายสปอตไลต์ลงไปที่อวน เมื่อปลาติดอวนก็สะท้อนแสงไฟวิบวับ หากปลาติดเยอะจึงสาวอวนขึ้นมาได้ หากไม่ก็ต้องทำตามขั้นตอนกันใหม่

ลูกน้องของจิรศักดิ์คนหนึ่งใช้มือสาวอวน อีกคนหนึ่งเลื่อนอวนให้ตรงกับเครื่องกว้านช่วยทุ่นแรงสาวอวนขึ้นมา เมื่อเจอปลาหายากอย่างปลาจาระเม็ดจึงจะเก็บแยกใส่กระบะสักครั้ง

“เอากลับบ้านไปทอดกิน” จิรศักดิ์หันมายิ้มให้…

ปลาหลังเขียวตัวเต็มวัยน้ำหนักรวมกว่า 400 กิโลกรัม ถูกจับขึ้นมาโดยเรือประมงพื้นบ้าน ตักใส่กระบะชั่งน้ำหนักก่อนที่จะนำส่งเพื่อแปรรูปต่อ ซึ่งข้อดีของการประมงอนุรักษ์คือการที่ทำให้ได้ปลาที่มีขนาดตัวเต็มวัย และลดการจับลูกปลาที่กำลังเติบโต

ปลาที่จับได้จะนำมาล้างทำความสะอาดแล้วแช่น้ำแข็งเพื่อรักษาความสดของปลา หลังจากนั้นจะนำไปแพ็กในถุงสุญญากาศซึ่งทำให้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานกว่า 8 เดือนโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี

ร้านคนจับปลา ราคายุติธรรม

แต่เดิมทั้งจิรศักดิ์และโกศลต้องทำยอดขายเพราะขายปลาให้กับเถ้าแก่เจ้าหนี้เท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป 15 วันเจ้าหนี้จึงคิดเงินให้พวกเขาสักที โดยหักค่าน้ำแข็ง ค่าขนส่ง ค่าขาย เสร็จสรรพแล้วจึงนับเป็นรายได้ จิรศักดิ์เล่าว่าเขาไม่เคยได้เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องราคาเอง เถ้าแก่จะให้เท่าไรเขาก็ต้องรับ เมื่อเกิดความคิดที่จะอนุรักษ์ จิรศักดิ์และโกศลจึงต้องหาทางอยู่ร่วมกับวิถีการประมงที่เน้นการจับปลาแบบคุณภาพให้ได้ เขาจึงเริ่มต้นโดยการกู้เงินธนาคารมาปลดหนี้เถ้าแก่เพื่อให้ตัวเองสามารถคงวิถีนี้ไว้

“เราได้ปลาไม่พอรายได้ เลยพยายามจับปลาให้ได้มากๆ เลยคิดว่าถ้าเอาปลามาแปรรูปก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ไม่ต้องไปรบกวนทะเลมากมาย” ด้วยเหตุนี้ร้านคนจับปลาจึงเกิดขึ้น ขายทั้งปลาแปรรูป ปลาปูหมึกกุ้งแช่แข็งตามฤดูกาล รับซื้อของสดมีคุณภาพจากชาวประมงโดยตรง โดยมีชาวประมงในแต่ละพื้นที่และสมาคมรักษ์ทะเลไทยเป็นหุ้นส่วน กิจการร้านคนจับปลาจึงได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย ทั้งคนขายปลา ผู้บริโภค และทะเล

จากเดิมที่ขายผูกอยู่กับแพปลา เมื่อออกมาขายให้กับร้านคนจับปลาจึงกลายเป็นคนจับปลาฟรีแลนซ์ ของในร้านคนจับปลานั้นราคาสูงกว่าท้องตลาดอยู่ 20% ถึงแม้ว่าออร์เดอร์จากร้านคนจับปลาจะไม่ครอบคลุมปลาที่จิรศักดิ์จับมาได้ทั้งหมด แต่ก็มีข้อดีคือความอิสระ จิรศักดิ์เล่าว่าหากจับปลามาได้ 100 กิโลกรัม เขาขายให้ร้านคนจับปลาได้ 20 กิโลกรัม แต่อีก 80 กิโลกรัมที่เหลือนั้นเขาก็สามารถกำหนดราคาและเลือกแม่ค้าที่จะขายให้เองได้ ต่างกับก่อนนี้ที่ต้องผูกกับหนึ่งเจ้าเท่านั้น เมื่อเพื่อนชาวประมงเห็นเขาออกมาเป็นฟรีแลนซ์แล้วขายปลาได้ในราคาที่ยุติธรรมมากขึ้น จึงพากันไปปลดหนี้กับเถ้าแก่และออกมาขายปลาในราคาที่ตนเลือกเองตามต้องการ สำหรับผู้บริโภคนั้นก็มั่นใจได้ว่าจะได้ทานอาหารที่สด ปลอดภัย และปลอดสาร เพราะตลอดเส้นทางการเดินทางของร้านคนจับปลาสู่ผู้บริโภคผ่านมือก็เพียงแค่ชาวประมงและผู้ขาย ไม่ผ่านทางใครอื่น

“พอเรามาทำร้านคนจับปลา รู้เลยว่าเรากินอาหารใส่สารมาตลอด ก่อนหน้านี้ที่ขายให้กับแพปลาเราเห็นเขาใส่ฟอร์มาลิน เลยคิดว่าเราต้องทำตลาดปลอดสารและเพิ่มมูลค่าปลาเราด้วย ช่วงแรกที่ทำก็ไม่ง่าย เพราะอาหารทะเลไม่ใช่ว่าได้มาแล้วขายหมดเลย ลองผิดลองถูก ปลาหวานปลาเค็ม ทำแล้วเปรี้ยว ทำแล้วเน่า ทำแล้วขึ้นรา”

จนถึงวันนี้ร้านคนจับปลาและสมาคมฯ ได้สร้างมาตรฐานบลูแบรนด์ (Blue Brand) มาตรฐานอาหารทะเลที่ปลอดสารและไม่ตั้งอยู่กลางแหล่งโรงงาน จิรศักดิ์กล่าวพลางหัวเราะว่า ตั้งแบรนด์มาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่มีใครมาขอนำแบรนด์ไปใช้สักที ทั้งที่เขาตั้งใจอยากให้ชุมชนประมงอื่นๆ นำไปใช้ เพื่อสร้างราคาเพิ่มให้ปลาของตน

เมื่อตั้งร้านคนจับปลาคนในชุมชนก็ได้ประโยชน์ ปรกติแล้วร้านคนจับปลาสาขาประจวบฯ มีคนแปรรูปปลาเพียงแค่หนึ่งคน แต่หากช่วงใดที่ลูกค้าสั่งเข้ามาเยอะ คนอื่นๆ ในชุมชนก็ต้องมาช่วยกันแล่ ตากแห้งปลา จัดใส่ถุงสุญญากาศ ซึ่งก็เป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกทางหนึ่ง

การเปิดร้านคนจับปลาก็ยังส่งผลประโยชน์คืนกลับสู่ทะเล ร้านคนจับปลามีกฎว่าจะรับซื้อปลาจากชาวประมงที่คุ้นเคยกันดีที่รู้ว่าไม่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย ไม่ทำผิดกติกาชุมชน และที่สำคัญยังทำงานด้านอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเล ซึ่งในที่นี้คือช่วยกันสอดส่ายสายตาดูแลซั้งกอซึ่งเป็นแหล่งปลาสำคัญของหมู่บ้าน กำไรจากร้านคนจับปลานั้น 30% แบ่งออกไปฟื้นฟูทะเล ซึ่งสำหรับชุมชนอ่าวคั่นกระไดแล้วก็เป็นทุนในการสร้างซั้งกอนั่นเอง

ทุกวันนี้ร้านคนจับปลามีสาขาในสี่จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ สตูล สงขลา และนครศรีธรรมราช หลังจากผ่านการดำเนินงานมา 4 ปี บางสาขาเช่นในจังหวัดตราดก็ต้องปิดตัวลงไปเนื่องจากประเด็นปัญหาในชุมชนที่ทำเคียงคู่กับร้าน

รูปแบบร้านคนขายปลาจึงเป็นเพียงการทดลองของกลุ่มและสมาคมฯ โดยหวังให้ชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มอื่นนั้นหันมาตั้งกลุ่มและกำหนดราคาเองเช่นนี้บ้าง หากมีแต่ร้านปลาเพียงอย่างเดียวแต่ไม่มีชุมชนก็ไม่สามารถอยู่ได้ และถึงแม้มีร้านกับชุมชนแต่หากไม่มีผู้บริโภคก็ไม่สามารถอยู่ได้เช่นกัน

ชายหาดอ่าวคั่นกระไดยามเย็นเต็มไปด้วยเรือมากมาย สะท้อนความจริงของคำพูดโกศลเมื่อยามบ่าย เรือในทะเลมีมาก แต่ฝูงปลานั้นมีจำกัด การประมงอนุรักษ์และฝูงปลาจะอยู่รอดอย่างไรในภาวะเช่นนี้ หากไม่มีปลายทาง…


กุลณัฐ จิระวงศ์อร่าม
“เอิน พวกโรแมนติกที่ไร้ความหวัง พยายามทำตัวให้มีความหมายด้วยการถ่ายทอดเรื่องราว ชอบภูเขา รักสายน้ำ พระอาทิตย์ตกและชีวิต อยากขึ้นที่สูงให้ได้ในทุก ๆ ปี ตั้งเป้าว่าจะต้องไม่เกิน 6,500 ม. เหนือระดับน้ำทะเล เพราะกลัวตาย”

……….

ณภัทร เวชชศาสตร์
สนใจและรักการถ่ายภาพเป็นชีวิต โดยตระหนักได้ว่า ภาพถ่ายสามารถเป็นหนึ่งในพลังที่สามารถขับเคลื่อนสังคมได้ ซึ่งประเด็นที่สนใจก็จะเป็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

เก็บตก บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี จากการลงพื้นที่ภาคสนาม รถขยะที่เราเห็นชนชินตา ถ้าสังเกตจะพบว่ามีถุงแยกประเภทขยะแขวนอยู่รอบคันรถ “ทำไมไม่แยกขยะ ?” หากถามคนทั่วไปว่าทำไมไม่คัดแยกขยะก่อนทิ้ง ปล่อยให้เศษอาหาร พลาสติก อลูมิเนียม แก้ว กระดาษ ฯลฯ ปะปนกันในถัง
หลายปีก่อน โศรยา เพฑูรย์สิทธิชัย หรือ “เซย์ระ” ยังเป็นสาวน้อยลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “สุดเขตสเลดเป็ด” ที่มี “เป้ อารักษ์” เป็นพระเอก รวมทั้งมีโอกาสถ่ายโฆษณาและเป็นแดนเซอร์ เธอพบว่าความฝันของเธอคือการเข้าคณะบัลเล่ต์ การเข้าวงการโมเดลแฟชั่น
เก็บตก บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี แม่น้ำสาละวินช่วงพรมแดนไทย-พม่า ฝั่งขวาคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เว็บไซด์ burmariversnetwork.org ของเครือข่ายแม่น้ำพม่า (Burma Rivers Network) ออกแถลงการณ์



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

เก็บตก บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี จากการลงพื้นที่ภาคสนาม รถขยะที่เราเห็นชนชินตา ถ้าสังเกตจะพบว่ามีถุงแยกประเภทขยะแขวนอยู่รอบคันรถ “ทำไมไม่แยกขยะ ?” หากถามคนทั่วไปว่าทำไมไม่คัดแยกขยะก่อนทิ้ง ปล่อยให้เศษอาหาร พลาสติก อลูมิเนียม แก้ว กระดาษ ฯลฯ ปะปนกันในถัง
หลายปีก่อน โศรยา เพฑูรย์สิทธิชัย หรือ “เซย์ระ” ยังเป็นสาวน้อยลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น เธอได้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง “สุดเขตสเลดเป็ด” ที่มี “เป้ อารักษ์” เป็นพระเอก รวมทั้งมีโอกาสถ่ายโฆษณาและเป็นแดนเซอร์ เธอพบว่าความฝันของเธอคือการเข้าคณะบัลเล่ต์ การเข้าวงการโมเดลแฟชั่น
เก็บตก บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี แม่น้ำสาละวินช่วงพรมแดนไทย-พม่า ฝั่งขวาคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เว็บไซด์ burmariversnetwork.org ของเครือข่ายแม่น้ำพม่า (Burma Rivers Network) ออกแถลงการณ์