นกแสกผู้น่าสงสารกับความเชื่อแบบไทยๆ

กันยายน 10, 2018 
0


เก็บตก
บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี จากการลงพื้นที่ภาคสนาม


นกแสกมักอยู่เป็นคู่ หรือครอบครัว ไม่ชอบรวมฝูงใหญ่ ชอบอาศัยตามวัด โบสถ์ หรือสิ่งก่อสร้างที่ไม่มีคนรบกวน

เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๑ เว็บไซด์ชื่อดังหลายแห่งรายงานข่าวอุบัติเหตุเสียชีวิตที่จังหวัดชัยนาท หนึ่งในนั้นพาดหัวข่าวว่า

“นกแสกร้องทัก-บินวนหลังคาบ้าน หนุ่มใจไม่ดีห่วงแม่ สุดท้ายน้องชายดับคาคันนา” ไม่นานก็มียอดคนกดอ่านเกือบ ๑ แสนคน เฉพาะยอดแชร์มากกว่า ๒ หมื่นครั้ง

เนื้อหาของข่าวที่มีความยาว ๔ ย่อหน้า ๒๐ บรรทัด ระบุว่าผู้ตายเป็นชายวัย ๓๙ ปี มีโรคประจำตัวคือลมชักซึ่งเป็นมานานมากกว่าสิบปี ถึงแม้จะช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ไม่สามารถประกอบอาชีพ เพราะมักมีอาการชัก ยิ่งช่วงไหนดื่มเหล้าก็ยิ่งชักบ่อยครั้งขึ้น

เมื่อเจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือถูกทำร้าย อีกทั้งญาติเองก็ไม่ได้ติดใจสาเหตุการตาย คิดว่าผู้ตายน่าจะเดินมาตามทางเข้าหมู่บ้านที่อยู่ติดกับร่องน้ำริมคันนา แล้วเกิดอาการชักจนหมดสติ พลัดตกลงไปในร่องน้ำจนเสียชีวิต จึงเตรียมนำศพมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในเนื้อข่าวระบุคำให้สัมภาษณ์ของพี่ชายผู้ตายว่า หลายวันที่ผ่านมาได้ยินเสียงนกแสกร้องและบินวนบนหลังคาบ้าน ทีแรกรู้สึกกังวลใจ เป็นห่วงแม่ที่อายุมากและสุขภาพไม่ค่อยดี แต่กลับกลายเป็นน้องชายที่เสียชีวิต อันนำมาซึ่งการเขียนพาดหัวข่าวข้างต้น ตอกย้ำว่ามีนกแสกร้องทักก่อนที่จะมีคนตาย

ความเชื่อว่านกแสกเป็น “นกผี” หรือ “สัญลักษณ์แห่งความตาย” ถ้าบินวนและร้องเสียงดังที่บ้านหลังไหน ก็มักจะมีคนตายนั้นมีมานานแล้ว แม้ว่าจะไม่มีเหตุผลยืนยันเลยในทางวิทยาศาสตร์

ความเชื่อเกี่ยวกับนกแสกแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ขณะที่คนไทยเชื่อว่านกแสกเป็นนกอัปมงคล คนอินเดียกลับเชื่อว่านกขนาดกลางชนิดนี้เป็นนกของพระลักษมีผู้เป็นเทวีแห่งโภคทรัพย์และความเจริญงอกงามทางการเกษตร ชาวฮินดูในแคว้นเบงกอลเชื่อว่าถ้านกแสกมาทำรังที่บ้านใคร จะนำโชคดีมาให้ เจ้าของบ้านจะได้รับทรัพย์สินเงินทอง

อันเป็นความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับคนไทย

….

นกแสกมีลักษณะเด่นคือใบหน้ารูปหัวใจสีขาว มองดูคล้ายหน้าลิง บางประเทศเรียกว่า นกเค้าหน้าลิง (monkey faced owl)

คนไทยในอดีตมาถึงปัจจุบันมีความเชื่อว่านกแสกเป็น “นกผี” เป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย จึงรังเกียจเดียดฉันท์ ทำร้าย ขับไล่ ทั้งๆ ที่นกแสกเป็นนกที่มีบทบาทสำคัญกับท้องนา เป็นผู้ล่าหนูนาที่คอยกัดกินทำลายรวงข้าว

นกแสก (Barn owl) เป็นนกล่าเหยื่อที่หากินในเวลากลางคืน จัดอยู่ในอันดับ Strigiformes วงศ์ Tytonidae ซึ่งเป็นวงศ์ของนกเค้า มีลักษณะเด่นคือใบหน้ารูปหัวใจสีขาว มองดูคล้ายหน้าลิง บางประเทศจึงเรียกว่า นกเค้าหน้าลิง (monkey faced owl)

ความเชื่อว่านกแสกเป็นนกผี น่าจะมีที่มาจากสาเหตุบางประการ อาทิ พฤติกรรมของนกแสกที่เมื่อออกจากโพรงรังแล้วมักจะส่งเสียงร้องหวีดแหลม ๒-๓ ครั้ง ก่อนบินไปเกาะตามมุมมืดของหลังคาโบสถ์ ยอดเมรุ หรือต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่จะบินต่อไปล่าเหยื่อ ดวงตาสีดำของนกแสกเมื่อต้องแสงไฟยามกลางคืนยังเห็นเป็นสีแดงดูลึกลับ

ทั้งที่จริงแล้วนกแสกก็เป็นเพียงนกชนิดหนึ่ง ไม่ได้มีพิษมีภัย ตรงกันข้ามยังช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศด้วยการจับหนูกินเป็นอาหาร

ฤดูผสมพันธุ์และวางไข่ของนกแสกส่วนมากอยู่ระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน แต่หากบริเวณที่อยู่อาศัยมีอาหารมากพอก็อาจวางไข่ได้ตลอดปี

เมื่อนกแสกจับคู่กันแล้ว การเกี้ยวพาราสีจะเกิดขึ้นบริเวณที่มีแสงสว่างไม่มากนัก โดยนกสองตัวจะเกาะอยู่บนกิ่งไม้ หรือตามขื่อบนเพดาน ส่งเสียงครางสลับกับใช้จะงอยปากกระทบกันดังแก๊กๆ แล้วค่อยๆ ขยับเข้ามาชิดกัน จากนั้นจึงมีการเอาข้างแก้มถูกกันไปมา ตัวผู้ที่มีขนาดเล็กกว่าจะยืดหัวและคอขึ้นด้านบนพร้อมกับพองขน นกตัวเมียจะโยนตัวแกว่งไปมา ในขั้นสุดท้ายนกตัวผู้จะเริ่มผสมพันธุ์ด้วยการใช้ปากจิกขนคอของตัวเมียก่อนขึ้นทับ เมื่อผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะวางไข่และกกไข่ โดยมีตัวผู้เป็นฝ่ายหาอาหาร

ไข่ของนกแสกมีสีขาว ยาวประมาณ ๔ เซนติเมตร ปรกติวางไข่ครั้งละ ๕-๗ ฟอง เฉลี่ยใช้เวลาฟักประมาณ ๓๒-๓๔ วัน ไข่แต่ละฟองฟักไม่พร้อมกัน ขณะที่ตัวที่ฟักออกมาก่อนมีขนสีขาวอุยขึ้นแล้วแต่ตัวที่ฟักออกมาทีหลังยังเป็นตัวแดงๆ อีก ๑ เดือนต่อมาขนจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง เริ่มมีรูปร่างคล้ายพ่อแม่นก โดยเฉพาะปรากฏวงหน้ารูปหัวใจ หลังจากใช้ชีวิตเติบโตอยู่ในรังประมาณ ๖๐ วัน จึงบินออกจากรังไปหาแหล่งอาหารและที่อยู่ใหม่

นกแสกเป็นนกประเภทเดียวกับนกฮูก นกเค้า ที่มีนิสัยกลืนกินเหยื่อที่จับได้ทั้งตัว ถ้าเหยื่อที่มีขนาดใหญ่ ก็จะฉีกออกเป็นชิ้นแล้วกลืนกินโดยไม่แยกกระดูกหรือขนออกมา แตกต่างจากนกเหยี่ยวหรือนกอินทรีที่จะฉีกเหยื่อกินเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ ส่วนต่างๆ ของเหยื่อที่เป็นกระดูกหรือขนที่ไม่ได้ถูกส่งผ่านไปตามท่อของระบบย่อยอาหาร ที่จะขับถ่ายเป็นมูลออกมา จะถูกรวมเป็นก้อนเก็บไว้ภายในกระเพาะ รอเวลาสำรอกออกมาทางปาก ตามโพรงหรือหลังคาโบสถ์ที่นกแสกเข้าไปอาศัยจึงมีเศษซากของเหยื่อให้เห็นเกลื่อนบริเวณ เมื่อพบเห็นก็ทราบได้ทันทีว่ามีนกประเภทนี้อาศัยอยู่และรู้ว่านกกินอะไรเป็นอาหาร

ตามปรกติแล้วนกแสกจะอยู่กันเป็นคู่ หรือครอบครัว ไม่ชอบรวมฝูงใหญ่ๆ ชอบอาศัยอยู่ตามวัด หรือสิ่งก่อสร้างที่ไม่มีคนรบกวน

ทุกวันนี้จำนวนประชากรนกแสกลดลงจากสาเหตุสำคัญคือถูกล่าหรือขับไล่ออกจากโพรงที่อยู่อาศัย เพราะคนกลัวว่านกแสกเป็นนกผีที่จะนำสิ่งชั่วร้ายมาให้ เป็นลางบอกเหตุความตาย ที่พักพิงของนกแสกจึงเหลือเพียงซอกหรือโพรงใต้หลังคาโบสถ์ในวัดเก่าๆ หรือวัดเล็กๆ ตามต่างจังหวัด หากเป็นวัดใหญ่หรือวัดที่มีชื่อเสียงจะไม่ค่อยพบนกแสก เนื่องจากถูกกล่าวโทษว่าเป็นตัวการสร้างความปกสรก ขณะที่โรงนาเก่าๆ บ้านร้าง ต้นไม้ใหญ่ที่มีโพรงพอจะเป็นที่ทำรังก็มีจำนวนลดลง

นอกจากนี้สาเหตุสำคัญอีกประการที่มีผลต่อความอยู่รอดและจำนวนนกแสกคือการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดศัตรูพืช

สาเหตุข้อนี้เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดของนกแสกอย่างไร ?

ลูกนกแสกเกิดใหม่ยังมีขนอุยสีขาวขึ้นตามตัวกินหนูบริเวณโพรงอาศัย

เกี่ยวข้องอย่างแน่นอนเพราะเพราะนกแสกเป็นผู้ควบคุมประชากรหนูที่สำคัญในระบบนิเวศ ในคืนหนึ่งๆ นกแสกสามารถจับหนูได้เป็นจำนวนมาก เคยมีงานวิจัยว่าในช่วงเวลาแค่ ๒๐ นาที นกแสกสามารถจับหนูได้ถึง ๑๘ ตัว แต่ตามปรกติแล้วจะกินหนูวันละ ๒ ตัว ประมาณ ๗๐๐ ตัวต่อปี วิธีจับหนูของนกแสกคือบินรอนอยู่สูงจากพื้นดินราว ๔-๖ เมตร เมื่อพบเหยื่อจะทิ้งตัวเข้าจับเหยื่อด้วยกรงเล็บที่แหลมคม บางครั้งอาจบินลงมาดักหน้าหนูที่กำลังวิ่งให้เข้ามาซุกอยู่ที่ปีก แล้วใช้จะงอยปากงับเหยื่อไว้

เมื่อมนุษย์ใช้สารเคมีแพร่หลาย สารเคมีจะเข้าไปสะสมในสัตว์กินพืชเช่นหนู เมื่อนกแสกกินหนูก็รับสารเคมีจากหนูเข้าไปสะสมในร่างกาย ถ้าสะสมถึงระดับอันตราย นอกจากตายแล้วยังมีผลต่อการสืบพันธุ์ของนกแสก ทำให้เปลือกไข่บาง เมื่อแม่นกหย่อนตัวลงฟักก็ทำให้ไข่แตก บางครั้งทำให้เป็นหมัน ไข่ไม่ฟักออกเป็นตัว

นกแสกมีพฤติกรรมการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอดเช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่น เมื่อข้าวในนาออกรวง ถ้ามีนกแสกชาวนาก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมีนักล่าตัวฉกาจอย่างนกแสกคอยตามจับหนูนา

ลำพังการใช้ยาฆ่าแมลง ยาเบื่อหนู ก็ทำให้สัตว์ปีกผู้อาภัพถูกทำร้ายมากพอแล้ว

อย่าปล่อยให้ความเชื่อแบบผิดๆ ว่านกแสกเป็นนกผีทำให้ประชากรนกแสกน้อยลงกว่านี้เลย


tei

ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล

อีกภาคหนึ่งของ “เจ้าชายหัวตะเข้” นักเขียนสารคดีที่เรียนจบมาด้านวิทยาศาสตร์ สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และกีฬาเป็นพิเศษ

ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : รายงาน จิรายุ เอกกุล : ภาพ การรณรงค์ส่งเสริมให้ วาฬบรูด้า วาฬโอมูระ ฉลามวาฬ และเต่ามะเฟือง ขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าสงวนเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อปี ๒๕๕๘
More Media เก็บตกสาระ แนะนำสื่อภาพยนตร์ และสื่อแขนงอื่นๆ จากที่เห็นและเป็นไป ในและนอกกระแส ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.2008 คริส จอร์แดน ช่างภาพและศิลปินชาวอเมริกา ได้เดินทางไปยังเกาะมิดเวย์อะทอลล์เพื่อถ่ายภาพผลกระทบจากขยะพลาสติก เกาะทางมหาสมุทรแปซิฟิคตอนเหนือแห่งนี้ห่างไกลจากเขตอาศัยของผู้คนนับพันไมล์ ในอดีตมันเคยเป็นฐานที่มั่นของสหรัฐฯ
เรื่องและภาพ : ธนากร สิงห์ทา กระเเสการตื่นตัวของคนเมืองที่กระหายความร่มรื่นในพื้นที่สีเขียว กำลังเป็นเรื่องที่น่าฉุกคิด ที่ผ่านมาในช่วงต้นปี พ.ศ.๒๕๖๑ ชาวกรุงเทพต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตหมอกควันอย่างต่อเนื่อง ณ ช่วงเวลานั้นไม่อาจมีใครทำอะไรได้นอกเหนือจากภาวนารอให้ฝนชะล้างความขุ่นมัว ซึ่งเราคงย้อนกลับมาคิดว่าถ้ามีต้นไม้มากเพียงพอ สถานการณ์คงจะไม่เลวร้ายอย่างที่ผ่านมา ข้อมูลจากสำนักงานสวนสาธารณะ กรุงเทพฯ



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : รายงาน จิรายุ เอกกุล : ภาพ การรณรงค์ส่งเสริมให้ วาฬบรูด้า วาฬโอมูระ ฉลามวาฬ และเต่ามะเฟือง ขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าสงวนเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อปี ๒๕๕๘
More Media เก็บตกสาระ แนะนำสื่อภาพยนตร์ และสื่อแขนงอื่นๆ จากที่เห็นและเป็นไป ในและนอกกระแส ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.2008 คริส จอร์แดน ช่างภาพและศิลปินชาวอเมริกา ได้เดินทางไปยังเกาะมิดเวย์อะทอลล์เพื่อถ่ายภาพผลกระทบจากขยะพลาสติก เกาะทางมหาสมุทรแปซิฟิคตอนเหนือแห่งนี้ห่างไกลจากเขตอาศัยของผู้คนนับพันไมล์ ในอดีตมันเคยเป็นฐานที่มั่นของสหรัฐฯ
เรื่องและภาพ : ธนากร สิงห์ทา กระเเสการตื่นตัวของคนเมืองที่กระหายความร่มรื่นในพื้นที่สีเขียว กำลังเป็นเรื่องที่น่าฉุกคิด ที่ผ่านมาในช่วงต้นปี พ.ศ.๒๕๖๑ ชาวกรุงเทพต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตหมอกควันอย่างต่อเนื่อง ณ ช่วงเวลานั้นไม่อาจมีใครทำอะไรได้นอกเหนือจากภาวนารอให้ฝนชะล้างความขุ่นมัว ซึ่งเราคงย้อนกลับมาคิดว่าถ้ามีต้นไม้มากเพียงพอ สถานการณ์คงจะไม่เลวร้ายอย่างที่ผ่านมา ข้อมูลจากสำนักงานสวนสาธารณะ กรุงเทพฯ