ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : เรื่อง และภาพ
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการโรงแปรสภาพคอนเดนเสทและน้ำมันดิบ (ส่วนขยายครั้งที่ 1) และโครงการหน่วยผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ ของบริษัท สยามกัลฟ์ปิโตรเคมีคัล จำกัด ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย เดินทางไปยื่นหนังสือขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการอนุญาต ขั้นตอนการดำเนินงาน และกรอบกฎหมายของกลุ่มโรงงานข้างต้น ต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี หน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
การเคลื่อนไหวของเครือข่ายประชาชนเกิดขึ้นหลังทราบว่าบริษัทมีแผนก่อสร้างหน่วยผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ กำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนโรงกลั่นน้ำมัน และเตรียมสร้างโรงกลั่นน้ำมันกำลังการผลิต 175,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มอีก 1 โรง ในพื้นที่รอยต่อหมู่ 5 ตำบลบางแก้ว กับหมู่ 2 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยใช้พื้นที่ประมาณ 385 ไร่ ส่วนโรงไฟฟ้าใช้พื้นที่ราว 10 ไร่ 2 งาน

ปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวมีโรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่แล้ว 1 โรง ใช้น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบ มีกำลังการผลิต 35,000 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นปริมาณการใช้น้ำมันดิบ 1,799,352 ตันต่อปี เพื่อผลิตน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และยางมะตอย
ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตสูงถึง 175,000 บาร์เรลต่อวัน ใช้น้ำมันดิบ 7,798,112 ตันต่อปี นับเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตมากกว่าโรงกลั่นเดิมถึง 5 เท่า ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันดิบของทั้งสองแห่งรวมกันอยู่ที่ 9,597,464 ตันต่อปี
ด้านโครงการหน่วยผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ หรือโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ จะเป็นโรงไฟฟ้าแบบพลังงานร่วม (Cogeneration) ใช้ก๊าซฟอสซิล (หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าก๊าซธรรมชาติ) เป็นเชื้อเพลิง มีกำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ โดยใช้ก๊าซฟอสซิลประมาณ 20,366 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือคิดเป็น 114,049 ตันต่อปี
ที่ผ่านมาการขนส่งน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่นใช้เรือบรรทุกน้ำมันและลำเลียงผ่านท่อ ขณะที่รูปแบบการขนส่งของโรงไฟฟ้ายังไม่ได้ข้อสรุป โดยอาจเป็นการขนส่งทางเรือ ทางรถ หรือระบบท่อ
คำถามที่ตามมาคือ ต้องใช้เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดเท่าใด และต้องขนส่งกี่เที่ยวต่อวัน ต่อเดือน และต่อปี จึงจะเพียงพอต่อการลำเลียงน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น




นอกจากนี้ เอกสารประกอบการประชุมโครงการโรงแปรสภาพฯ ครั้งที่ 1 และโครงการหน่วยผลิตไฟฟ้าฯ ระบุว่ามีการใช้สารเคมีมากกว่า 26 ชนิด รวมปริมาณ 4,300 ตันต่อปี ซึ่งต้องขนส่งเข้าพื้นที่ด้วยรถบรรทุก ประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ การขนส่งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสภาพถนนที่ใช้ร่วมกับชุมชนอย่างไร ? และจะก่อให้เกิดฝุ่นละอองในปริมาณเท่าใด
อีกหนึ่งคำถามสำคัญคือ กิจกรรมของโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่และโรงไฟฟ้าจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง รวมถึงวิถีอาชีพของชาวนาเกลือ เกษตรกร และชาวประมงมากน้อยเพียงใด
แผนที่ผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรีแสดงให้เห็นว่า โครงการเหล่านี้ตั้งอยู่บนที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า หรือ “พื้นที่สีม่วง” ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู แทรกตัวอยู่ท่ามกลางที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม หรือ “พื้นที่สีเขียว”
พื้นที่ดังกล่าวยังตั้งอยู่ใกล้นาเกลือสมุทรผืนใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และชุมชนชาวนาเกลือ
ภายในรัศมี 3 กิโลเมตรจากโรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้า ยังเป็นที่ตั้งของพื้นที่อนุรักษ์บ้านปากทะเล (Pak Thale Nature Reserve) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์เรียนรู้และแหล่งพังพิงสำคัญของนกชายเลนอพยพนานาชนิด ภายใต้การดูแลของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
เป็นส่วนหนึ่งของ “พันธมิตรเพื่อการอนุรักษ์นกอพยพและการใช้ประโยชน์ถิ่นอาศัยอย่างยั่งยืนในเส้นทางบินเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย” (Partnership for the Conservation of Migratory Waterbirds and the Sustainable Use of their Habitats in the East Asian – Australasian Flyway หรือ East Asian–Australasian Flyway Partnership : EAAFP) ครอบคลุมแนวชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนในจังหวัดเพชรบุรี บริเวณปากทะเล-บางแก้ว-แหลมผักเบี้ย โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นลำดับที่ 121 ของโลก
หลายคนอาจไม่ทราบว่าแนวเขต EAAFP แห่งนี้เป็นระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารในระดับภูมิภาค
ระหว่างการเดินทางเลาะชายฝั่งลงสู่จังหวัดภาคใต้ มีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นว่านาเกลือผืนกว้างตามแนวชายฝั่ง โดยเฉพาะบริเวณ “บ้านปากทะเล” คือแหล่งพักพิงและแหล่งอาหารสำคัญของนกชายเลนอพยพหลากชนิด ซึ่งหลายชนิดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ระดับโลก ตามเกณฑ์การประเมินของ IUCN Red List ตัวอย่างเช่น
นกชายเลนปากช้อน (Spoon-billed Sandpiper) มีประชากรนกเต็มวัยทั่วโลกประมาณ 490 ตัว และนกวัยเด็กประมาณ 283 ตัว การนับแยกประชากรเช่นนี้สะท้อนว่านกวัยเด็กมีอัตราการเอาตัวรอดในธรรมชาติต่ำกว่านกเต็มวัย และมีโอกาสบาดเจ็บและล้มตายสูง โดยเฉพาะในช่วงการอพยพ นกชนิดนี้จึงมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered: CR) และถือเป็นหนึ่งในนกชายเลนอพยพที่วิกฤตที่สุดชนิดหนึ่งของโลก
นกทะเลขาเขียวลายจุด (Nordmann’s Greenshank) มีประชากรทั่วโลกประมาณ 1,300 ตัว และนกน็อตใหญ่ (Great Knot) มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (Endangered: EN)
นกปากช้อนหน้าดำ (Black-faced spoonbill) และนกยางจีน (Chinese Egret) มีสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable: VU)
นอกจากนี้ ยังมีนกชายเลนอีกหลายชนิดที่อยู่ในสถานภาพน่าเป็นห่วง
นิยม ทองเหมือน ผู้จัดการโครงการบ้านปากทะเล สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลว่า การขยายตัวของโรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้าอาจคุกคามเส้นทางบินของนกชายเลนอพยพ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการทำนาเกลือ
เนื่องจากแม้ที่ตั้งโครงการจะอยู่บนที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า แต่พื้นที่โดยรอบเป็นที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรม ทำให้ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมอาจขยายวงครอบคลุมถึง 9 ตำบล ได้แก่ บางแก้ว ปากทะเล บางขุนไทร แหลมผักเบี้ย บางจาน ช่องสะแก โพพระ บ้านแหลม และเทศบาลตำบลหาดเจ้าสำราญ
ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคือประชาชนที่ประกอบอาชีพทำนาข้าว นาเกลือ และชาวประมง
ขณะที่กลุ่มนักอนุรักษ์ นักดูนกที่มักเดินทางมาดูนกหายากในพื้นที่ปากทะเล ตลอดจนเครือข่ายนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และประชาชนทั่วไปที่สนใจด้านสิ่งแวดล้อม ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน หากพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต้องสูญเสียไป
นิยม เคยให้สัมภาษณ์นิตยสารสารคดี ฉบับ 437 เดือนสิงหาคม 2567 รักษ์นกนอกเขตอนุรักษ์ ว่า
“การอนุรักษ์นกชายเลนจะต้องยกระดับไปสู่การบริหารจัดการดูแลถิ่นที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหาร…พื้นที่อนุรักษ์บ้านปากทะเลเป็นตัวอย่างเขตอนุรักษ์นอกพื้นที่คุ้มครองในประเทศไทยที่ชัดเจนที่สุด ตรงตามหลักเกณฑ์ทุกอย่าง ที่นี่อยู่นอกเขตอุทยาน อยู่นอกเขตอนุรักษ์ มีชาวบ้าน ชาวนาเกลือ คนตัวเล็กตัวน้อยช่วยกันดูแลรักษา แต่ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครถูกเชิดหน้าชูตา ทั้ง ๆ ที่เป็นแหล่งพักพิงของนกท้องถิ่นหายากรวมทั้งนกอพยพที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ระดับโลกหลายชนิด”
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนดให้โรงกลั่นน้ำมันเป็นกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ (EIA : Environmental Impact Assessment) เนื่องจากเป็นโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบสูง ทั้งด้านมลพิษทางอากาศ น้ำเสีย และของเสียอันตราย


ขณะที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้สรุปประเภทและขนาดของโครงการที่ต้องจัดทำรายงานอีไอเอไว้ในเอกสาร “โครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม” (ข้อมูล ณ กันยายน 2564) โดยระบุว่า อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมทุกขนาดต้องจัดทำรายงานอีไอเอในขั้นขออนุญาตก่อสร้างหรือขออนุญาตประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี
เช่นเดียวกับกิจการประเภทอื่น ๆ เช่น การทำเหมืองแร่ การพัฒนาปิโตรเลียม โครงการระบบขนส่งปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงทางท่อ นิคมอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ และอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยเคมี ซึ่งล้วนต้องจัดทำรายงานอีไอเอไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม
หลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าหลักการของรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ (EIA) จะถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชน แต่ในทางปฏิบัติของโครงการขนาดใหญ่หลายแห่ง รายงานอีไอเอกลับถูกตั้งคำถามว่า เป็นเพียง “ตรายาง” ที่ใช้สร้างความชอบธรรมให้กิจการซึ่งอาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
กรณีโครงการโรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ้านปากทะเล ซึ่งใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ อาจสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รายงานอีไอเอของประเทศไทยกำลังปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ หรือเอให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่กันแน่
อ่านเพิ่มเติม

