คิดถึง – จากบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 403

กันยายน 27, 2018 
0


ไม่กี่วันก่อนมีเพื่อนถามว่า เหตุบังเอิญมีจริงไหม หรือทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลรองรับ

๒๔๖๑ คงเป็นปีสามัญธรรมดาของเด็กหลายคนที่เกิดปีนั้น

แต่เมื่อ ๑ ศตวรรษผ่านไป คือวาระ ๑๐๐ ปีชาตกาลของนักเขียนหลายคน บังเอิญไหมที่ผลงานของพวกเขาส่วนใหญ่กลายเป็นหมุดหมายของวงวรรณกรรม วงวิชาการ และวงการเพลงช่วง ๔๐-๗๐ ปีก่อน

จะเป็นเพราะเหตุของการเกิดปีเดียวกัน มีผลงานร้อนแรงในวัยหนุ่มใหญ่ไล่เลี่ย หรือด้วยบริบทสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หล่อหลอมเส้นทางนักคิดนักเขียนให้แก่พวกเขา

คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์หาคำตอบ

ในฐานะนักอ่าน ผมพบปะพวกท่านผ่านตัวอักษรซึ่งส่งอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนในยุคสมัยหนึ่งไม่มากก็น้อย

แต่ในฐานะบรรณาธิการ ผมมีโอกาสพบนักเขียนรุ่น ๒๔๖๑ เพียงท่านเดียว คือคุณชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ พร้อมกับคุณดำรงค์ แสงชูวงศ์ เพื่อนสนิทของคุณชาลี  จำได้เพียงว่าเพื่อนตายคู่นี้บุคลิกแตกต่างกันสิ้นเชิง  ขณะที่คุณชาลีร่างเล็กผอมบาง เป็นฝ่ายเล่าเรื่องนำสนทนา คุณดำรงค์ร่างหนาบึกบึนสมบุกสมบัน พูดน้อยคำต่อคำ

แม้จะไม่มีโอกาสทำงานร่วมกับรุ่น ๒๔๖๑ แต่ผมมามีโอกาสร่วมงานกับนักเขียนที่เกิดถัดมาอีก ๒ ปี หรือรุ่น ๒๔๖๓ ถึงสามท่าน คือ คุณอาสุรพงษ์ บุนนาค คุณตาสรศัลย์ แพ่งสภา และคุณอาพลตรี ถาวร ช่วยประสิทธิ์ (ผมขอเรียกคุณอาหรือคุณตาตามความคุ้นเคยที่มีกับแต่ละท่านนะครับ)

ทั้งสามท่านเขียนงานแนวสารคดีบันทึกประวัติศาสตร์ที่อ่านเพลินอ่านสนุก ให้ภาพสังคมยุคอดีตแจ่มชัด

คุณอาสุรพงษ์สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สามารถเล่าบรรยายเหตุการณ์การรบในยุทธภูมิต่าง ๆ ทั้งสมรภูมิบนบกและในท้องทะเล ให้เห็นเลือดเห็นเนื้อราวกับฉากในภาพยนตร์  ผลงานสร้างชื่อของท่าน มีเช่น ทะเลเดือด  ทะเลโหด  สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุทธการพลิกโลก  เรียกว่าถ้าสมัยก่อนมีรายการแฟนพันธุ์แท้ คุณอาต้องเป็นตัวเต็งหนึ่งของหัวข้อสงครามโลกครั้งที่ ๒  นอกจากนี้ยังเขียนชีวประวัติของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ในหนังสือ ชีวิตศิลปิน และนักดนตรีคลาสสิกใน ดนตรีแห่งชีวิต  ผลงานส่วนใหญ่เป็นต้นฉบับขนาดหนาปึกหลายร้อยหน้า เขียนนานเป็นปี ๆ กว่าจะเสร็จ แต่ละเล่มใช้เวลาค้นคว้าอ่านตำราภาษาอังกฤษ พร้อมกับประสบการณ์ที่ได้เดินทางซึมซับบรรยากาศบ้านเมืองมาทั่วโลก

คุณตาสรศัลย์ใช้นามปากกาว่า “ฒ. ผู้เฒ่า” เขียนเรื่องเล่าเมืองไทยเป็นตอน ๆ ลงใน ต่วย’ตูน ก่อนจะมาพิมพ์รวมเล่ม  ผลงานเป็นที่จดจำ เช่น ราตรีประดับดาวที่หัวหิน ชุดของเก่าเราลืม รถไฟ เรือเมล์ ทะเล รถราง และ ชะอำ ฟองคลื่นศักดินา ฯลฯ  ด้วยความเป็นคนอารมณ์ดี ท่านจึงเล่าเรื่องแบบเพื่อนเล่าให้ฟัง มีหยิกหยอกให้แสบ ๆ คัน ๆ อ่านแล้วขำ ๆ กับสภาพบ้านเมืองไทยช่วงยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองเรื่อยมา

ผลงานของคุณตาได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นจากเรื่อง สงครามมืด วันญี่ปุ่นบุกไทย จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สารคดี เมื่อปี ๒๕๔๔  ปีนั้นคุณตาอายุ ๘๑ น่าจะเป็นนักเขียนที่อายุมากที่สุดคนหนึ่งที่เคยเข้ารับรางวัล

คุณตาสรศัลย์เป็นนักเขียนอีกท่านที่มีความจำเป็นเลิศ ชื่อคน สถานที่ และเหตุการณ์ท่านไล่เรียงให้ฟังได้อย่างละเอียด  เวลาส่งงานพิมพ์ดีดต้นฉบับประณีตเรียบร้อย ตรวจทานการพิมพ์มาแล้วแบบบรรณาธิการแทบหาที่ผิดไม่เจอ

ส่วนคุณอาถาวรถ้าใครเกิดทันก็อาจคุ้นเคยกับท่านในฐานะผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ เช่น “สัมมนานักสืบ” “การบินไทยไขจักรวาล”  ผมมาพบตัวจริงตอนคุณอาสูงวัยแล้ว แต่ยังคงเป็นชายหนุ่มหุ่นสมาร์ต สุภาพ และมีเสน่ห์ สารคดีมีโอกาสพิมพ์ผลงานของท่านเล่มเดียว แต่สำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องราวของกองทหารไทยที่ต้องเดินทัพขึ้นไปถึงเชียงตุง เข้าใจว่าไม่มีคนอื่นอีกที่เคยเขียนบันทึกไว้ หนังสือเล่มนั้นชื่อ ทหารเหลือใช้สงคราม

ผมเองเกิดเดือนกันยายน คุณอาถาวรเกิดเดือนกันยายน คุณอาสุรพงษ์เสียในเดือนกันยายน และคุณตาสรศัลย์จากไปเดือนตุลาคม

ไม่ว่าจะด้วยเหตุบังเอิญหรือเหตุปัจจัยใด ๆ ที่ได้มาประจวบกัน

ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมทุก ๆ ปี ผมยังคิดถึงคุณตา

คุณอานักเขียนทุกท่านอยู่เสมอ ๆ ครับ

สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี
[email protected]

จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ
ภาพจาก : https://www.penguinrandomhouse.ca/authors/2023279/erling-kagge ภาพถ่ายของผู้เขียนบนหน้าท้ายๆ ของหนังสือชื่อ Silence* แสดงถึงใบหน้าของชายผู้มุ่งมั่นกับแววตาลึกซึ้ง อาลิงก์ ค็อกยัก (Erling Kagge) เป็นชาวนอร์เวย์ บนหน้าประวัติสั้น ๆ อันน่าทึ่งบอกว่า เขาเป็นนักสำรวจคนแรกที่เดินกว่า
(*ดัดแปลงจากบทอ่านบนเวทีช่วงจุดประกายความคิด งานประกวดวรรณกรรมรางวัล “วรรณศิลป์อุชเชนี” ครั้งที่ ๒ วันเสาร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๑) ที่บ้านผมปลูกต้นปีบไว้ต้นหนึ่ง ตอนปลูกก็ไม่รู้หรอกว่าจากต้นกล้าเล็ก ๆ ในกระถางมันจะเติบโตจนเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่  ผ่านไป๒๐ ปีตอนนี้มันสูงกว่า ๑๐ เมตร ลำต้นเปลือกหนามีร่องขรุขระอย่างกับผิวจระเข้ แต่เวลาออกดอกดอกปีบสวยงามราวกับนางฟ้าสีขาว ก้านเรียวยาว กลีบดอกบางน่าทะนุถนอม แถมยังมีกลิ่นหอมรื่น ๆ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับลำต้นที่ดูหยาบกร้าน ผมปลูกต้นปีบไว้ติดกับกำแพงบ้าน เวลาดอกปีบนับพันบนต้นร่วง จึงร่วงลงทั้งสองฝั่งของกำแพง  ฝั่งนอกบ้านคือพื้นปูนคอนกรีตของถนนในซอย ฝั่งในบ้านคือสวนเล็ก ๆ เรื่องเศร้าคือดอกปีบที่ร่วงลงพื้นปูนคอนกรีตที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นขยะ และสำหรับพนักงานกวาดถนนมันคือภาระที่เกินกว่าการงานปรกติ แต่สำหรับพื้นดินในสวนเล็ก ๆ ดอกปีบคือปุ๋ยชั้นดีที่จะถูกต้นปีบเองดูดซับขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของกิ่ง ก้าน ลำต้น หรือแม้แต่เป็นดอกปีบที่จะผลิบานใหม่ ผมเรียนรู้จากการชื่นชมความงามของดอกปีบร่วงว่า ความหมายของนางฟ้าสีขาวนั้นไม่ได้ถูกนิยามด้วยตัวของมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันมีความสัมพันธ์ สำหรับดินในสวนดอกปีบมีความหมาย งอกงาม เติบโต และแปรเปลี่ยน เป็นวัฏจักรที่มีคุณค่าแต่มันจะไร้ค่าและไม่มีความหมายใด ๆ กับพื้นหินแข็งกระด้างที่มีแต่ความเฉยเมย เม็ดทรายก็ไม่ต่างกัน หากเรากอบเม็ดทรายจากหาดทรายขาวมาเทกระจายบนโต๊ะกินข้าว มันคือความสกปรกเลอะเทอะ แต่เม็ดทรายที่อยู่บนชายหาดนั้นมีคุณค่ามหาศาล เชื่อไหมครับว่า ถ้าเรามีแว่นขยายพิเศษ ส่องดูรอยบุ๋มบนผิวเม็ดทรายทุกเม็ด เราจะเห็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ชุมนุมกันอย่างยั้วเยี้ย เจ้าสิ่งนี้คือแบคทีเรียซึ่งมีหลากหลายนับพัน ๆ ชนิด และมีจำนวนนับแสนตัวบนเม็ดทรายเพียงหนึ่งเม็ด ถามว่าพวกมันมาทำอะไรอยู่บนเม็ดทราย



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ
ภาพจาก : https://www.penguinrandomhouse.ca/authors/2023279/erling-kagge ภาพถ่ายของผู้เขียนบนหน้าท้ายๆ ของหนังสือชื่อ Silence* แสดงถึงใบหน้าของชายผู้มุ่งมั่นกับแววตาลึกซึ้ง อาลิงก์ ค็อกยัก (Erling Kagge) เป็นชาวนอร์เวย์ บนหน้าประวัติสั้น ๆ อันน่าทึ่งบอกว่า เขาเป็นนักสำรวจคนแรกที่เดินกว่า
(*ดัดแปลงจากบทอ่านบนเวทีช่วงจุดประกายความคิด งานประกวดวรรณกรรมรางวัล “วรรณศิลป์อุชเชนี” ครั้งที่ ๒ วันเสาร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๑) ที่บ้านผมปลูกต้นปีบไว้ต้นหนึ่ง ตอนปลูกก็ไม่รู้หรอกว่าจากต้นกล้าเล็ก ๆ ในกระถางมันจะเติบโตจนเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่  ผ่านไป๒๐ ปีตอนนี้มันสูงกว่า ๑๐ เมตร ลำต้นเปลือกหนามีร่องขรุขระอย่างกับผิวจระเข้ แต่เวลาออกดอกดอกปีบสวยงามราวกับนางฟ้าสีขาว ก้านเรียวยาว กลีบดอกบางน่าทะนุถนอม แถมยังมีกลิ่นหอมรื่น ๆ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับลำต้นที่ดูหยาบกร้าน ผมปลูกต้นปีบไว้ติดกับกำแพงบ้าน เวลาดอกปีบนับพันบนต้นร่วง จึงร่วงลงทั้งสองฝั่งของกำแพง  ฝั่งนอกบ้านคือพื้นปูนคอนกรีตของถนนในซอย ฝั่งในบ้านคือสวนเล็ก ๆ เรื่องเศร้าคือดอกปีบที่ร่วงลงพื้นปูนคอนกรีตที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นขยะ และสำหรับพนักงานกวาดถนนมันคือภาระที่เกินกว่าการงานปรกติ แต่สำหรับพื้นดินในสวนเล็ก ๆ ดอกปีบคือปุ๋ยชั้นดีที่จะถูกต้นปีบเองดูดซับขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของกิ่ง ก้าน ลำต้น หรือแม้แต่เป็นดอกปีบที่จะผลิบานใหม่ ผมเรียนรู้จากการชื่นชมความงามของดอกปีบร่วงว่า ความหมายของนางฟ้าสีขาวนั้นไม่ได้ถูกนิยามด้วยตัวของมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันมีความสัมพันธ์ สำหรับดินในสวนดอกปีบมีความหมาย งอกงาม เติบโต และแปรเปลี่ยน เป็นวัฏจักรที่มีคุณค่าแต่มันจะไร้ค่าและไม่มีความหมายใด ๆ กับพื้นหินแข็งกระด้างที่มีแต่ความเฉยเมย เม็ดทรายก็ไม่ต่างกัน หากเรากอบเม็ดทรายจากหาดทรายขาวมาเทกระจายบนโต๊ะกินข้าว มันคือความสกปรกเลอะเทอะ แต่เม็ดทรายที่อยู่บนชายหาดนั้นมีคุณค่ามหาศาล เชื่อไหมครับว่า ถ้าเรามีแว่นขยายพิเศษ ส่องดูรอยบุ๋มบนผิวเม็ดทรายทุกเม็ด เราจะเห็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ชุมนุมกันอย่างยั้วเยี้ย เจ้าสิ่งนี้คือแบคทีเรียซึ่งมีหลากหลายนับพัน ๆ ชนิด และมีจำนวนนับแสนตัวบนเม็ดทรายเพียงหนึ่งเม็ด ถามว่าพวกมันมาทำอะไรอยู่บนเม็ดทราย