Intouchables : หนังพิการบันดาลใจ

มกราคม 31, 2019 
0


More Media

เก็บตกสาระ แนะนำสื่อภาพยนตร์ และสื่อแขนงอื่นๆ จากที่เห็นและเป็นไป ในและนอกกระแส


หากกล่าวถึงหนังที่มีเนื้อหาสะท้อนถึงกลุ่มคนพิการนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใดในวงการภาพยนตร์ ในอดีตมีหนังคนพิการที่สร้างชื่อบนเวทีประกวดรางวัลทางภาพยนตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น My Left Foot(ค.ศ.๑๙๘๙) ที่สร้างจากชีวประวัติ คริสตี้ บราวน์ จิตรกรพิการทางสมอง มีปัญหาการเคลื่อนไหวต้องนั่งอยู่บนรถเข็น แต่สามารถสร้างสรรค์ผลงานด้วยเท้าซ้ายจนทำให้ แดเนียล เดย์-ลูอิส คว้ารางวัลนักแสดงนำชายมาได้เป็นครั้งแรก, Children Lesser God(ค.ศ.๑๙๘๖) เรื่องรักของครูหนุ่มในโรงเรียนสอนคนหูหนวกกับภารโรงสาวผู้สูญเสียการได้ยิน ที่ทำให้ มาร์ลี มาร์ติน เป็นนักแสดงหูหนวกคนแรกสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงได้เป็นคนแรก, The Miracle Workers(ค.ศ.๑๘๖๒) เรื่องราวความสัมพันธ์ของ เฮเลน เคลเลอร์ ผู้หญิงตาบอดผู้โด่งดังในการสร้างแรงบันดาลใจกับครูของเธอ ซึ่ง แพตตี้ ดุค สามารถคว้ารางวัลนักแสดงสมทบหญิงได้จากบท เฮเลน เคลเลอร์ หรือในภาพยนตร์ไทยเองก็เคยมีหนังเรื่อง ผู้ชายชื่อต้น ผู้หญิงชื่อนุช ที่ให้คนตาบอดและคนหูหนวกจริงๆ มาแสดงเป็นพระ-นาง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕

ในการมอบรางวัลด้านภาพยนตร์ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบทคนพิการเป็นบทที่ท้าทายนักแสดงหลายคนในการแสดงทักษะฝึกฝนตนเองให้สมบทบาทที่ได้รับ ดังเช่นในปี ค.ศ.๑๙๘๙ ที่เป็นการชิงชัยของตัวเก็งนักแสดงนำชายระหว่าง แดเนียล เดย์ลูอิส และทอม ครูซ ใน Born on The Fourth of July(ค.ศ.๑๙๘๙) ที่รับบททหารเวียดนามที่กลับมาในสภาพขาพิการต้องนั่งเข็นบนเวทีออสการ์นั้น ไม่วายที่จะถูกเหน็บแนมจากสื่อในตอนนั้นว่าเป็นปีที่ออสการ์แข่งขันกันด้วยรถเข็น

อย่างไรก็ตามหากจะกล่าวถึงหนังกลุ่มคนพิการที่ประสบความสำเร็จวงกว้างในยุคหลัง คงไม่อาจละเลยหนังเรื่อง Intouchables ไปได้

Intouchables เป็นหนังฝรั่งเศสซึ่งออกฉายในปี ค.ศ.๒๐๑๑ ผลงานกำกับของ อีริค โตเลนาโด และ โอลิวิเย่ร์ นากาช ที่ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของ ฟิลิป พอซโซ ดิ บอสโก เศรษฐีชาวฝรั่งเศสวัย ๖๐ ปี อดีตผู้บริหารบริษัทผลิตแชมเปญ เขาประสบอุบัติเหตุขณะเล่นกีฬาร่มร่อนพาราไกลดิ้งจนเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงไป กับ อับเดล เซลลู ชาวอัลจีเรียผู้คอยทำหน้าที่ดูแลเขาไม่ต่างจากเพื่อน เรื่องราวของทั้งคู่เคยถูกสร้างเป็นสารคดีทางโทรทัศน์เมื่อปี ค.ศ.๒๐๐๓ ในชื่อ A la vie, à la mort โดยฉบับภาพยนตร์ได้มีการดัดแปลงเปลี่ยนเป็นเรื่องราวของ เศรษฐีชาวฝรั่งเศส กับดริส ชายผิวดำที่เพิ่งพ้นโทษจากคุก

ก่อนฉายไม่มีใครคาดคิดว่าหนังเรื่องนี้จะทำเงิน แต่กลายเป็นว่าในประเทศมีคนซื้อตั๋วเข้าชมภายในสัปดาห์เดียวกว่า ๒ ล้านใบ ก่อนจะไปไกลกว่านั้นด้วยการกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของฝรั่งเศสอันดับ ๒ (เฉพาะรายได้ในประเทศฝรั่งเศสอันดับ ๑ คือ Welcome to Sticks) ความแตกต่างคือมันเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศ ทั้ง เยอรมัน, เนเธอร์แลนด์, เกาหลีใต้, อิตาลี และญี่ปุ่น (โดยเฉพาะเยอรมัน Intoucables นับเป็นหนังฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในรอบ ๔๐ ปี) จนเมื่อรวมรายได้ทั่วโลกหนังทำเงินไปกว่า ๔๑๒ ล้านเหรียญฯ กลายเป็นหนังฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล (หนังเข้าฉายที่ประเทศไทยในชื่อว่า ‘ด้วยใจแห่งมิตร พิชิตทุกสิ่ง’)

ซึ่งความสำเร็จของมันยังส่งผลให้เกิดการนำไปสร้างใหม่ในหลายประเทศ ทั้งอินเดียภาษาเตลูกูและทมิฬในชื่อ Oopiri (ปี ค.ศ.๒๐๑๖ ), อาร์เจนติน่า ในชื่อ Inseparables(ปี ค.ศ.๒๐๑๖) และล่าสุดกับฉบับของสหรัฐอเมริกาในชื่อ The Upside โดยมีดาราชื่อดังอย่าง เควิน ฮาร์ท และ ไบรอัน แครนสตัน รับบทนำ อนาคตยังมีแผนจะสร้างเป็นหนังอินเดียวภาษาฮินดู นอกจากนี้ เอริค โตเลนาโด หนึ่งในผู้กำกับยังเคยอ้างว่าเขาได้รับจดหมายขอบคุณจากผู้พิการนั่งรถเข็นกว่า ๓,๐๐๐ ฉบับเลยทีเดียว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นหนังตลกมองโลกในแง่ดีที่มีความสูตรสำเร็จของหนังคู่หูไม่น้อย แต่ก็มาด้วยองค์ประกอบที่ถึงพร้อมทั้งการแสดงหลักที่ยอดเยี่ยมของ โอมาร์ ซี กับ ฟรองซัวส์ ครูเซ่ต์ โดยเฉพาะมุขตลกของหนังเป็นมุขตลกสากลที่คนดูนอกประเทศฝรั่งเศสสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ต่างจากหนังตลกจากฝรั่งเศสส่วนใหญ่

ความสำเร็จในประเทศของหนังถูกวิเคราะห์ว่าสองตัวเอกก็เป็นเสมือนภาพเปรียบของขั้วตรงข้ามในสังคมฝรั่งเศส คือ ชนชั้นกลางมีฐานะชาวฝรั่งเศสที่อยู่มาตั้งแต่ดั้งเดิม กับคนผิวสีที่เป็นคนต่างด้าวอาศัยอยู่เขตชานเมือง นับตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ ๗๐ เป็นต้นมาการพัฒนาย่านที่อยู่อาศัยแถบชานเมืองของปารีสเริ่มต้น คนพลัดถิ่นได้ถูกแยกออกทั้งพื้นที่ ฐานะ การศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมที่ต่างกันกับคนฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิง พวกเขาถูกมองว่าเป็นผู้ก่ออาชญากรรม ลักเล็กขโมยน้อย และมักถูกนโยบายจากรัฐบาลเอารัดเอาเปรียบ จนก่อให้เกิดการประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีหนังจำนวนมากที่เล่าถึงความขัดแย้งในสังคมจากกรณีนี้หลายเรื่อง หาก Intouchables กลับเป็นหนังที่มองคนสองกลุ่มนี้อย่างมีความหวัง และเปี่ยมอุดมคติ

อย่างไรก็ดีสิ่งที่น่าจะเกาะกุมใจผู้ชมวงกว้างของหนังจริงๆ คือมุขตลกคาบลูกคาบดอก และพล็อตว่าด้วยการแสวงหาความรัก

หลายปีที่ผ่านมา “ความถูกต้องทางการเมือง”(Political correctnes) ซึ่งหมายถึงการหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะสร้างความรู้สึกขุ่นเคืองแก่เพศ, ผิว, วัฒนธรรม, เพศภาพ, ผู้พิการ และ คนชรา กลายเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายในสังคมทั่วโลก ซึ่งทำให้หนังและสื่อบันเทิงจำนวนไม่น้อยปรับตัวกับกระแสดังกล่าว ผิดกับ Intouchables ที่มุขตลกจำนวนมากของ โอมาร์ ซี นั้นหมิ่นเหม่ต่อการเหยียดคนพิการ เช่น ดริสที่แกล้งโกนหนวดให้ฟิลิปให้มีลักษณะคล้าย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การแกล้งยื่นโทรศัพท์พร้อมบอกให้เขารับเอง ทั้งที่ก็รู้ว่าฟิลิปทำไม่ได้, หรือบอกว่าเพื่อนหญิงทางจดหมายของฟิลิปอาจอ้วนน่าเกลียดก็ได้ ฯลฯ แต่เพราะความสัมพันธ์ที่ต่างช่วยประคับประคองชีวิตที่บอบช้ำของทั้งคู่ ทำให้ทั้งสองคนมีความสุขกับมุขตลกเหล่านั้นร่วมกันได้ ดังที่ เอริค โตเลนาโด ผู้กำกับร่วมและเขียนบทหนังเรื่องนี้กล่าวว่า “อารมณ์ขันเป็นสิ่งที่ช่วยพวกเขาทั้งสองคนเอาไว้”

เพื่อนของฟิลิปคนหนึ่งเคยสงสัยถามเขาว่าทำไมถึงรับคนที่ประวัติไม่ดีอย่างดริสมาทำงาน ทั้งที่มีคนมากมายมาสมัครทำงาน เขาตอบด้วยเหตุผลที่เป็นประเด็นสำคัญซึ่งเป็นชื่อหนังนั่นคือ “ไม่สามารถแตะต้องได้” เพราะภายหลังจากพิการ ฟิลิปถูกปฏิบัติต่างออกไปจากเดิมและรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่าพอสำหรับใคร การจะรับใครมาดูแลก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ

หากกลับกลายเป็นว่าดริส ซึ่งเป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วย นิสัยกะล่อน ขี้ขโมย พูดจาขวานผ่าซาก ชอบออกตัวทุกครั้งว่าเขาจะไม่ทำงานอะไรให้ฟิลิป กลับพาเศรษฐีวัยกลางคนไปรู้จักโลกนอกบ้านอันโอ่อ่า ที่ได้เพียงนั่ง นอนอยู่บนรถเข็นไฮเทค ทั้งการพี้กัญชา ขับรถซิ่ง คุยเรื่องเพศ ฟังดนตรีสมัยใหม่ เช่นเดียวกับที่ฟิลิปพาดริสไปรู้จักแวดวงกีฬาพาราไกลดิ้ง, ภาพวาดศิลปะ, เพลงคลาสสิค และการแสดงโอเปร่า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่เขาทำคือการปฏิบัติกับคนพิการไม่ต่างจากเพื่อนคนหนึ่งที่ล้อกันได้ แกล้งกันได้ ผิดกับอีกหลายคนที่ดูแลฟิลิปประหนึ่งคนรับใช้ หรือรอรับคำสั่งเพียงอย่างเดียว

ดังที่ ฟิลิป พอซโซ ดิ บอสโก ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“ผมอยากมีชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น ความสงสารเป็นสิ่งสุดท้ายที่คุณต้องการได้รับ ความสงสารเป็นเรื่องสิ้นหวัง ความสงสารคือสิ่งที่คนให้คุณเพราะเขากลัวที่จะมาดูแลคุณ ผมไม่อยากได้มัน ความเห็นอกเห็นใจ(Compassion)ผมก็ไม่ต้องการเหมือนกัน มันมาจากภาษาละตินหมายถึงความทุนทุกข์ ผม่ไม่อยากได้ความทุกข์มาใส่ตัว ผมอยากได้การปลอบใจ(Consolation)ซึ่งภาษาละตินหมายถึงดูแลผมให้เหมือนกับคนทั่วไป นับถือผมอย่างที่ผมเป็น”

ดริสอาจเพียงเอาพฤติกรรมส่วนตัวมาเปิดเผยให้ฟิลิปเห็นมากกว่าจะพยายาม หากหนึ่งในนั้นคือการเปิดใจกล้าที่จะมีความรัก เขาชอบเลขานุการสาวสวยของฟิลิปทั้งที่อีกฝ่ายไม่คิดจะชายตาแล แต่ดริสก็ไม่เคยละความพยายาม เช่นเดียวกับที่เขาก็คะยั้นคะยอให้ฟิลิปได้เจอกับเพื่อนหญิงทางจดหมายที่เขาติดต่อกันมานานดูสักครั้ง

การบอกให้ชายพิการลองเปิดใจของหนังนั้นในอีกทางหนึ่ง ก็ทำให้คนปกติได้ทำความรู้จักตัวตนของฟิลิปจริงๆ เช่นกัน

และเมื่อดูหนังเรื่องนี้จบมันก็เหมือนจะบอกให้เรามองย้อนกลับไปเช่นกันว่าคุณได้เปิดใจให้กับคนพิการบ้างหรือยัง ?

ข้อมูลอ้างอิง

  • https://www.telegraph.co.uk/culture/9509665/Untouchable-the-true-story-that-inspired-a-box-office-hit.html
  • https://www.theguardian.com/film/2012/sep/06/untouchable-french-comedy-disability
  • https://www.imdb.com/title/tt1675434
  • https://www.theguardian.com/world/2011/nov/09/intouchables-french-film-saluted

yuttipung

ยัติภังค์

อดีตนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ที่มีงานหลักเลี้ยงลูก มีความบันเทิงจากการดูหนังฟังเพลงเป็นยาใจพอให้ได้ขีด

More Media เก็บตกสาระ แนะนำสื่อภาพยนตร์ และสื่อแขนงอื่นๆ จากที่เห็นและเป็นไป ในและนอกกระแส “เลือดข้นคนจาง” ละครโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ONE ผลิตโดยเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ นาดาวบางกอกและโฟร์โนล็อค ที่เริ่มออกอากาศเมื่อวันที่
More Media เก็บตกสาระ แนะนำสื่อภาพยนตร์ และสื่อแขนงอื่นๆ จากที่เห็นและเป็นไป ในและนอกกระแส ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ไทยเรื่อง "รักแท้บทที่ 1" ผลงานเขียนบทภาพยนตร์และกำกับของ สุเทพ ตันนิรัตน์ ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ.2538
เก็บตกสาระ แนะนำสื่อภาพยนตร์ และสื่อแขนงอื่นๆ จากที่เห็นและเป็นไป ในและนอกกระแส เปิดชื่อข้อเขียนล่อเป้าซะขนาดนี้(อาจเรียกตามภาษาการตลาดยุคใหม่ได้ว่า Clickbait) ผู้เขียนเองไม่ได้มีเจตนาเสนอพฤติกรรมดังกล่าวในแง่ลบเสียทีเดียว (แม้มันจะเริ่มต้นด้วยเจตนาเช่นนั้นก็เถอะ) แต่พบว่ามันเป็นประโยคที่อธิบายยุคสมัยนี้ได้ดีทั้งในแง่บวกและลบ เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งขณะกำลังเดินทางไปต่างจังหวัดพักผ่อนกับครอบครัว ญาติคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวตามสถานที่ยอดฮิตได้ขับรถพาไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งกลางหุบเขา แล้วเราก็พบภาพที่น่าตกใจ (แต่กับหลายคนคงบอกผู้เขียนว่า 'อ้าว



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

More Media เก็บตกสาระ แนะนำสื่อภาพยนตร์ และสื่อแขนงอื่นๆ จากที่เห็นและเป็นไป ในและนอกกระแส “เลือดข้นคนจาง” ละครโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ONE ผลิตโดยเดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ นาดาวบางกอกและโฟร์โนล็อค ที่เริ่มออกอากาศเมื่อวันที่
More Media เก็บตกสาระ แนะนำสื่อภาพยนตร์ และสื่อแขนงอื่นๆ จากที่เห็นและเป็นไป ในและนอกกระแส ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ไทยเรื่อง "รักแท้บทที่ 1" ผลงานเขียนบทภาพยนตร์และกำกับของ สุเทพ ตันนิรัตน์ ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ.2538
เก็บตกสาระ แนะนำสื่อภาพยนตร์ และสื่อแขนงอื่นๆ จากที่เห็นและเป็นไป ในและนอกกระแส เปิดชื่อข้อเขียนล่อเป้าซะขนาดนี้(อาจเรียกตามภาษาการตลาดยุคใหม่ได้ว่า Clickbait) ผู้เขียนเองไม่ได้มีเจตนาเสนอพฤติกรรมดังกล่าวในแง่ลบเสียทีเดียว (แม้มันจะเริ่มต้นด้วยเจตนาเช่นนั้นก็เถอะ) แต่พบว่ามันเป็นประโยคที่อธิบายยุคสมัยนี้ได้ดีทั้งในแง่บวกและลบ เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งขณะกำลังเดินทางไปต่างจังหวัดพักผ่อนกับครอบครัว ญาติคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวตามสถานที่ยอดฮิตได้ขับรถพาไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งกลางหุบเขา แล้วเราก็พบภาพที่น่าตกใจ (แต่กับหลายคนคงบอกผู้เขียนว่า 'อ้าว