“หมีเซิน” มรดกเซ็กซี่แห่งอาณาจักรจามปา

เมษายน 12, 2019 
0


passport02Passport  


เรื่องและภาพ : สุชาดา ลิมป์

อย่างกับเทพสตรีมีชีวิตลุกขึ้นมาร่ายรำอวดเรือนร่าง

เมื่อเริ่ม “ระบำอัปสราจาม” ประกอบทำนองคล้ายบทสวดในพิธีกรรมศาสนา

เป็นนาฏยลักษณ์ที่ลูกหลานชาติพันธุ์จาม (Chăm) แห่งรัฐจามปาโบราณ (Chăm Pa) ต้อนรับผู้มาเยือน “ปราสาทหมีเซิน” (Mỹ Sơn) ในอำเภอฮอยอัน จังหวัดกว๋างนาม ภาคกลางของเวียดนาม

ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมและท่วงท่าที่ลอกเลียนจากศิลาจำหลักฐานโยนีและประติมากรรมจามโบราณตามกลุ่มปราสาทหมีเซิน-ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์นั้น พลิ้ว-กระชับกลืนไปกับทุกสัดส่วนและจังหวะช้า-เร็ว

น่ามองตั้งแต่ศีรษะ ใบหน้า สายตา ลำคอ ไหล่ แขน มือ เอว สะโพก ขา จดปลายเท้า

หมู่อัปสรานี้เป็นเทพชั้นล่าง เกิดจากการกวนเกษียรสมุทรตามคัมภีร์วิษณุปุราณะมีนาม รูปทรงองค์เอวงดงามมาก ชายใดพบล้วนคลั่งไคล้ แต่กลับไม่มีเทวดาหรืออสูรใดรับเป็นคู่ครอง พวกนางจึงต้องมีหน้าที่บรรเลงเพลงขับกล่อมบำเรอกามสร้างความรื่นรมย์แก่เทวดา

ร่างกายและจิตวิญญาณของหญิงจามที่ร่ายรำบนเวที สื่อถึงพิธีกรรมบูชาบุรุษเทพ ให้ความรู้สึกแตกต่างจากนางฟ้าในวรรณคดีหรืออัปสราอย่างขอม ไม่ได้อรชรอ้อนแอ้น กลับเซ็กซี่และแข็งแกร่งในตัว

จังหวะงอเข่าย่อตัว ยกขาสูง บิดเอว ฯลฯ ของหมู่นาง ผู้หญิงด้วยกันเห็นยังตรึงตา ประสาอะไรกับหนุ่มน้อยใหญ่ที่ทำทียืนบันทึกภาพหน้าเวที แต่ใจกำลังระทึก-อุปโลกน์ตนเป็นเทวดาผู้รับการประโลม

อันที่จริงมีการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมของชาวจามอีกหลายชุด แต่ดูเหมือนระบำอัปสราที่คืนชีพหลังหลับใหลไปหลายพันปีจะตื่นตานักท่องเที่ยวที่สุด คล้ายมนต์สะกดไม่ให้ผู้คนหลงลืมอาณาจักรจามปา

จบการแสดงจึงเที่ยวชมเทวสถานหมีเซินอายุกว่า ๑,๖๐๐ ปี ได้อรรถรสขึ้น

กลุ่มวิหารบนเนื้อที่ ๒ ตารางกิโลเมตร เคยมีปราสาทรายล้อม ๗๓ หลัง แต่ในสงครามเวียดนามใช้เป็นกองบัญชาการจึงถูกระเบิดฝ่ายอเมริกันทำลายเหลือ ๒๒ หลัง เท่าที่เหลือหากจะชมให้ทั่วก็ต้องใช้เวลา
เล่าขานว่า ภูมิศาสตร์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ผ่านวิธีวิเคราะห์อย่างเซ็กซี่!

บรรพชนชาวจามที่นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูเลือกสร้างปราสาทบนที่ราบต่ำกลางหุบเขากว้างที่เปรียบดั่งโยนี (สัญลักษณ์เพศหญิง) รองรับความเข้มแข็งของเพศชายซึ่งปรากฏในรูปของภูเขารายล้อมที่มีลักษณะคล้ายลึงค์ (สัญลักษณ์เพศชาย) ใจกลางหุบเขามีลำธารไหลผ่านเปรียบดั่งน้ำที่ไหลจากลึงค์ผ่านโยนี ภูมิประเทศของที่นี่จึงคล้ายแท่นบูชาทางศาสนา อันเป็นคตินิยมดั้งเดิม

กลุ่มปราสาท-ศาสนสถานในหุบเขาหมีเซินวันนี้ อาจไม่ยิ่งใหญ่เท่าวันที่เคยใช้ประกอบพิธีบูชาเทพและแสดงบารมีของตน แต่ที่เหลืออยู่อย่างฐานศิลาทรายขนาดใหญ่ (เดิมคืออาคารไม้บูชาศิวลึงค์) สร้างมาตั้งแต่กษัตริย์จามองค์แรก หรือปราสาทก่ออิฐหลังน้อยที่กษัตริย์องค์อื่นสร้างต่อมาก็ยังปรากฏความสง่า

เราไม่ค่อยพบระเบียงยาวล้อมรอบปราสาท ที่น่าสนใจอีกอย่างคือปราสาทของชาวจามมีขนาดเล็กและไม่ได้มีฐานสูงแบบปราสาทเขมร เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราจำแนก-จดจำปราสาทจามได้ง่ายขึ้น

 

อันที่จริงเวลานี้นอกจากชาวจามที่อาศัยทางตอนกลางของเวียดนาม ยังมีอีกมากอยู่ทิศใต้ พวกเขานับถือศาสนาต่างกัน เพราะแต่แรกบรรพชนผู้ตั้งเมืองจามปารับศาสนาพราหมณ์ฮินดูจากฟูนาน (รัฐเพื่อนบ้านที่เกิดก่อน) กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ ชาวจามได้ใช้อาณาเขตเมืองติดทะเล (อ่าวดานัง) สร้างฐานะโดยเดินเรือไปค้าขายตามหมู่เกาะไกลถึงแถบตะวันออกกลางจนถึงจีน ความสัมพันธ์การค้านำมาสู่การนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน และศาสนาอิสลาม แต่ก็ยังมีผู้นับถือพราหมณ์ฮินดูอยู่ จนศตวรรษที่ ๑๗ เกิดสงครามถูกอาณาจักรขอมโบราณยึดเมืองหลวง สังหารกษัตริย์จามปาแล้วรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอมโบราณ ดินแดนส่วนที่เหลือยังถูกอาณาจักรไดเวียดยกทัพตี-ยึดเป็นส่วนหนึ่งของเวียดนาม เมื่อสิ้นแผ่นดินชาวจามจึงอพยพลงทิศใต้ กลายเป็นชนกลุ่มน้อย

จะท่องโลกหมีเซิน มรดกของชาติพันธุ์จาม-อาณาจักรจามปาให้อิ่ม จึงไม่น่าพลาด “พิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจามแห่งดานัง” อยู่ตรงวงเวียนใหญ่ ริมฝั่งแม่น้ำซองหาน (ที่ตั้งของสะพานมังกรทอง)

แม้มีขนาดเล็กแต่ห้องหับโปร่ง แสดงวัตถุของชาวจามยุคอาณาจักรจามปารุ่งโรจน์ไว้หลายร้อยชิ้น หลากรูปแบบศิลปะทั้งที่เรียก “ศิลปะหมีเซิน” “ศิลปะเคืองหมี” “ศิลปะจ่าเกี่ยว” “ศิลปะดงเซือง” ฯลฯ

เด่นที่การแกะสลักจากหินทราย สร้างขึ้นตามศรัทธาที่มีต่อศาสนาฮินดู พระศิวะ พระวิษณุ และลึงค์-โยนี ลวดลายสะท้อนอิทธิพลศิลปะแต่ละยุคสมัยเมื่อชาวจามหันไปนับถือศาสนาต่างๆ

 

ต่อให้คนที่ไม่ได้หลงใหลประวัติศาสตร์มาเที่ยวก็ยังสนุกได้กับรอยพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่เคยเกิดขึ้นจริง แม้หลายสิ่งสาบสูญแต่ส่วนที่ยังอยู่ก็เป็นหลักฐานย้ำความล้ำค่าของอารยธรรมได้ดี

และหลายท่วงท่าของ “ระบำอัปสราจาม” ที่ติดตาจากบนเวทีเมื่อพบที่นี่ก็ชวนสยิว

คล้ายเทพสตรีผู้เคยมีชีวิตถูกมนต์สะกดขณะร่ายรำอวดเรือนร่างไว้จนกลายเป็นหิน


jeedสุชาดา ลิมป์
ผู้ไม่เน้นความเป็นระเบียบในชีวิต ถูกจริตกับผ้าขาวม้า วิถีท้องทุ่ง เรื่องราววัฒนธรรมร่วมสมัย พอๆ กับศิลปะและการเดินทาง

แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ ในไซ่ง่อน
แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ น้ำปลายี่ห้อ
Passport   สารคดีท่องเที่ยวเชิง unique ชวนแบกเป้ไปเปิดมุมมองนอกขวานไทย ติดตามคอลัมน์ Passport ทุกวันศุกร์-สุขหรรษา เรื่อง / ภาพ : สุชาดา ลิมป์ มาดานัง



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ ในไซ่ง่อน
แลไปรอบบ้าน   บันทึกมุมมองสั้นบ้าง (ยาวบ้าง) ของ สุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนสารคดีที่สนใจประเด็นประวัติศาสตร์ ปรากฎการณ์ทางสังคม ไม่ว่าจะการเมือง สิ่งแวดล้อม จนถึงเรื่องราวเล็กๆ ใกล้ตัว สุเจน กรรพฤทธิ์ น้ำปลายี่ห้อ
Passport   สารคดีท่องเที่ยวเชิง unique ชวนแบกเป้ไปเปิดมุมมองนอกขวานไทย ติดตามคอลัมน์ Passport ทุกวันศุกร์-สุขหรรษา เรื่อง / ภาพ : สุชาดา ลิมป์ มาดานัง