เรื่องและภาพ : สุชาดา ลิมป์

“Hoàng Tử Bé”

คือชื่อ “เจ้าชายน้อย” (Le Petit Prince : Antoine de Saint-Exupéry) ภาษาเวียดนาม

 

“…ถ้าวันหนึ่งคุณมีโอกาสเดินทางไปทะเลทรายในแอฟริกา โปรดอย่าเพิ่งรีบร้อนผ่านไป รอสักครู่ที่ใต้ดวงดาวนั้น หากมีเด็กน้อยผมสีทองคนหนึ่งเข้ามาทักแล้วหัวเราะ คุณจะเดาได้ทันทีว่าเขาคือใคร…”

แล้วหนังสือก็จบด้วยภาพเวิ้งว้างของทะเลทรายยามค่ำคืนที่นักบินบอกว่า

“เป็นภาพที่แสนงดงามและเศร้าที่สุด…เป็นสถานที่ที่เจ้าชายน้อยปรากฏบนโลกและหายจากไป”

 

ใครปิดหนังสือด้วยความรู้สึกเผลอผูกหัวใจไว้กับเจ้าชายน้อย คงอยากไปทะเลทรายสะฮาราสักครั้ง แต่หากชาวเวียดนามอยากนัดพบเจ้าชายน้อยในโลกจินตนาการอาจแค่มาทะเลทรายมุยเน่ (Mũi Né)

ใช้เวลา ๔ ชั่วโมง ตั้งแต่รถเคลื่อนห่างโฮจิมินห์ ๒๓๐ กิโลเมตร จะถึงมุยเน่-เมืองตากอากาศชายทะเลของจังหวัดบิ่ญถ่วน (Bình Thuận) ในภูมิภาคชายฝั่งตอนกลางใต้ของประเทศเวียดนาม ที่นี่มีชายหาดเป็นสันทรายขนาดใหญ่อย่างทะเลทรายอยู่ ๒ แห่ง เสน่ห์ของเนินทรายที่กระจายอยู่รอบเมืองคือเฉดสีที่แตกต่างมากถึง ๑๘ สี เป็นการไล่โทนจากขาวแล้วผสมสีอ่อน-แก่ไปหาเหลือง ชมพู ส้ม แดง น้ำตาล

ตื่นตาสุดคือ “ทะเลทรายขาว” ตั้งห่างจากทิศเหนือของมุยเน่ ๒๐ กิโลเมตร

ความสวยอยู่ตรงสันทรายสีขาวนวล จะเดินเที่ยวเองก็ได้แต่กว่าจะถึงจุดชมวิวสวยๆ ที่มีเนินสูงอาจใช้เวลาเดินมากกว่าครึ่งชั่วโมง (หากไปกับคณะทัวร์ยังต้องเผื่อเวลาเดินกลับด้วย) ตัวช่วยที่ดีคือเช่ารถ มีทั้งรถจี๊ปพร้อมคนขับ คันหนึ่งนั่งได้ ๖ คน ค่าบริการ ๖๐๐,๐๐๐ ดอง หารแล้วตกคนละ ๑๖๐ บาท ถ้าเป็นรถ ATV พร้อมคนขับคิดค่าบริการ ๓๐๐,๐๐๐ ดอง จำกัดเวลาให้ ๓๐ นาที แต่ถ้าใครขับเองเป็นก็เช่าเฉพาะรถแล้วพาเพื่อนซ้อนไปได้อีกคน ลุยเนินทรายลูกเล็กลูกกลางตามทางที่กำหนดเองก็สนุกอีกแบบ

ขณะแอดเวนเจอร์เล็กๆ หลบเม็ดทรายกระเด็นดีดแขน-ขากลางแดดแผดเผาจนแสบผิวไปพร้อมกระแสลมแรงที่ขยันหอบทรายตีเข้าหน้าเข้าตาตลอดเวลา ชวนจินตนาการเล่นๆ ถึงชีวิตของอ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี ช่วงปี ๑๙๓๕ ที่เขาหันไปขับเครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกและตั้งใจทำสถิติบินรวดเดียว ๑๒,๐๐๐ กิโลเมตร จากปารีส (เมืองหลวงฝรั่งเศส) ตูนิส (เมืองหลวงตูนิเซีย) เบงกาซี (เมืองใหญ่อันดับสองของลิเบีย) ไคโร (เมืองหลวงอียิปต์) จนถึงไซง่อน (เมืองหลวงเวียดนามเวลานั้น) แต่เครื่องบินดันขัดข้องต้องร่อนลงกลางทะเลทรายของลิเบียในแอฟริกาเหนือเสียก่อน ในบรรดาพื้นที่นั้นหากนับนิ้วจากปี ๑๙๔๒ ที่แซ็งแตกซูว์เปรีเริ่มเขียนเจ้าชายน้อยถอยหลังไป ๖ ปี ถึงปี ๑๙๓๖ ก็เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เขาตั้งใจบินจากปารีสไปไซง่อนแต่มีเหตุให้ต้องลงจอดกลางทะเลทรายของประเทศลิเบีย

ไม่แน่ว่าหากไม่เกิดอุบัติเหตุก่อนถึงไซง่อน (โฮจิมินห์ในปัจจุบัน) ถ้าเขามีโอกาสสัมผัสทะเลทรายแห่งอาเซียน ฉากแรกพบระหว่างนักบินหนุ่มกับเจ้าชายน้อยในสถานที่ลับอาจเป็นทะเลทรายมุยเน่ก็ได้

ปลายทางความสนุกของการนั่งรถหรือเดินเท้าจมทรายคือความสงบงามของ “บ่าวจรั้ง” (Bàu Trắng) ทะเลสาบสีฟ้าน้ำเงินขนาดกว้าง ๕๐๐ เมตร ลึกเกือบ ๒๐ เมตร ที่โผล่พ้นทะเลทรายโดยมีต้นสนน้อยใหญ่ขึ้นอยู่รอบๆ ยืนยันความอุดมสมบูรณ์ของอดีตที่ครั้งหนึ่งบริเวณนี้เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงอันเงียบสงบมาก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอย่างรุนแรง ส่งผลให้น้ำทะเลระเหยไปในอากาศกลายเป็นภูมิประเทศที่มีความเฉพาะตัว ด้านหนึ่งติดทะเลในขณะที่อีกด้านคือทะเลทราย

ชวนนึกถึงฉากนักบินชวนเจ้าชายน้อยเดินหาบ่อน้ำกลางทะเลทรายยามวิกาล ขณะพวกเขานั่งพักกลางทางให้ร่างกายคลายเหนื่อยล้าบนเนินทรายที่มองไม่เห็นอะไรในความมืด เจ้าชายน้อยพูดว่า

“สิ่งที่ทำให้ทะเลทรายสวยงามนั้น อยู่ตรงที่มันซ่อนบ่อน้ำไว้ที่ใดที่หนึ่ง”

ความสวยของทะเลทรายขาวนี้ก็เป็นเช่นนั้น ในน้ำสีฟ้าใสฉ่ำเย็นริมหาดสามารถลงเล่นหรือเช่าเรือพายชมบรรยากาศรอบทะเลสาบได้ ลองแตะชิมจึงรู้ว่าน้ำมีรสเค็มจากแร่ธาตุ เป็นได้ว่าน้ำที่นักบินและเจ้าชายน้อยหาได้จากบ่อหนึ่งกลางทะเลทรายก็น่าจะมีรสเค็มจัด

ทะเลทรายอีกแห่งของมุยเน่ที่ไม่น่าพลาดเที่ยวคือ “ทะเลทรายแดง” ทอดตัวยาวอยู่ริมฝั่งทะเล

แม้เนินจะไม่สูงใหญ่เท่าทะเลทรายขาว แต่เสน่ห์ของทรายสีส้มจัดค่อนไปทางแดงเข้มตัดกับขอบฟ้าใสสีน้ำเงินก็ถูกใจคนชอบถ่ายภาพ ที่นี่ไม่ต้องพึ่งรถจี๊ปหรือ ATV เพราะเดินเท้าเพียง ๒ กิโลเมตรก็ทั่ว บริเวณที่โล่งนอกจากรอยเท้าเดินย่ำจึงไม่มีรอยล้อรถบดผืนทรายให้ขัดตา-ขัดใจ แล้วยังมีโอกาสได้เห็นริ้วรอยของผืนทรายที่ลมพัดให้เกิดเป็นคลื่นทรายระลอกเล็กๆ ช่วงเวลาและกระแสลมที่แตกต่างกันในแต่ละวันมีส่วนทำให้ริ้วรอยทรายเปลี่ยนไป สายถ่ายภาพ Landscape น่าจะสนุกกับการได้เปลี่ยนสลับไปมาทั้งมุมแคบมุมกว้างแบบไม่ต้องคอยระวังรถวิ่งหอบฝุ่นทำลายทัศนียภาพ

แม้อุณหภูมิเมืองนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ ๒๗ องศาเซลเซียส แต่เวลาที่เหมาะจะเที่ยวทะเลทรายก็ควรเป็นช่วงเช้าหรือสักบ่ายสาม-สี่โมงเย็นไปแล้วเพราะกระแสลมจะไม่แรงและแดดไม่จัดเกินไป

กิจกรรมยอดนิยมคือเช่า “แซนด์บอร์ด” เป็นกระดานทำจากแผ่นยางมีหูหิ้วไว้ให้เพื่อนช่วยลากไถลลงเนินเพราะพื้นผิวทรายไม่เรียบ แต่พอสไลด์ติดจะสนุกจนลืมว่าตอนปีนขึ้นไปเริ่มใหม่เหนื่อยเพียงใด ยิ่งเดินขึ้นเนินสูงเท่าไรตอนสไลด์ลงระยะทางยาวยิ่งสนุก เล่นได้จนกว่าพระอาทิตย์จะตกลับขอบฟ้า

ในเมืองเดียวกันยังมีภูผาหินทราย “ซุยเตียน” (Suối Tiên) หรือ “Fairy Stream” (ลำธารนางฟ้า) เป็นที่ยกย่องในมุมแกรนด์แคนยอนแห่งเวียดนาม

เหมาะกับผู้รักการผจญภัยที่กล้าถอดรองเท้าลุยน้ำแบบไม่กลัวคันเท้า เพราะต้องเดินเท้าเปล่าทวนลำธารสีแดงขุ่นคลั่กสูงปริ่มตาตุ่มที่เกิดจากน้ำตกและสายธารเล็กๆ ไหลคดเคี้ยวตามหน้าผาหินปูนเพื่อเข้าไปชมความงามทางธรรมชาติตลอดระยะทางเกือบ ๔๐๐ เมตร

นอกจากได้เดินให้กรวดน้อยใหญ่บนพื้นทรายนวดเท้าคล้ายวารีบำบัด ผ่อนสายตากับแมกไม้เขียวสดชื่นตามรายทาง ยังจะได้ป่ายปีนเนินทรายขึ้นจุดชมวิวแล้วมองลงข้างล่างเพื่อตื่นตากับสถาปัตยกรรมทางธรณีของ “Red Canyon” ผืนดินที่เกิดจากภูเขาหินทรายขนาดใหญ่ถูกสายน้ำและสายลมกัดเซาะนานวันจนเป็นร่องกว้างลึกสลับซับซ้อนกว่า ๒๐ เมตร เผยให้เห็นชั้นหินทรายน้ำตาล-แดง-ขาวที่มีเฉดสีแตกต่าง เกิดเป็นธรณีสัณฐานที่สวยทึ่งตะลึงตา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่น่าพิศวงแห่งหนึ่งของเวียดนามใต้

สำหรับคนรักเจ้าชายน้อย ลองได้ปีนเนินทรายขึ้นไปถึงจุดชมวิวที่มีลักษณะเป็นหน้าผาคงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตอนเจ้าชายน้อยเดินทางมาถึงโลกแล้วเดินทางฝ่าทะเลทรายมาจนถึงหินผาจึงปีนขึ้นภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งที่สูงขนาดว่าควรมองเห็นโลกทั้งใบและคนทั้งโลกแต่กลับเห็นเพียงยอดแหลมเท่านั้น ไม่ว่าเจ้าชายน้อยจะตะโกนอย่างไรก็มีเพียงเสียงก้องที่สะท้อนกลับมาจนอดสงสัยไม่ได้

“ดวงดาวอะไรประหลาดจัง!…ช่างแสนแห้งแล้ง มีแต่ยอดแหลมคมและไอเค็ม…”

เรื่องจริงคงไม่เหมาะจะตะโกนตามในสถานที่ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ถือว่าสนุกไม่น้อยแล้วที่ได้เที่ยวแบบท่องจินตนาการไปกับวรรณกรรมที่เรารัก ด้วยระยะทางแสนใกล้ไม่ต้องไปถึงทวีปแอฟริกา

เมื่อเดินสุดปลายทางจึงพบน้ำตกเล็กๆ น่ารัก และธารสายเล็กนั้นก็จะพัดพาตะกอนทรายสีแดงไหลออกสู่ทะเล หากต้องการเก็บทะเลทรายเป็นที่ระลึกความทรงจำสามารถอุดหนุนผลงานศิลปะจากชาวบ้านที่นำทรายหลายสีมาใส่ขวดเป็นลวดลายต่างๆ จำหน่ายนักท่องเที่ยวได้

*ที่มาภาพประกอบหนังสือ

  • Antoine de Saint-Exupéry, Bùi Giáng dịch. “Hoàng Tử Bé”. NXB Văn Hóa-Văn Nghệ, 2013.