สัมภาษณ์ : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพ : สมฤทธิ์ ลือชัย

พระสงฆ์ กับ “วิกฤติการเมืองไทย” - สมฤทธิ์ ลือชัย

ตลอดระยะเวลา15 ปีของวิกฤติการเมืองไทย (เริ่มตั้งแต่ปี 2549)

รายละเอียดสำคัญเรื่องหนึ่งคือการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ไทยที่เกิดขึ้นในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และโดยส่วนมากก็มักจะเป็นความเคลื่อนไหวส่วนบุคคลของพระสงฆ์แต่ละรูป

สำหรับสังคมไทย โดยเฉพาะคนรุ่นเก่า ปรากฎการณ์นี้อาจไม่ใช่เรื่องที่คุ้นเคยนัก และสำหรับหลายคนอาจจะมีคำถามว่า “ขอบเขต” ของพระสงฆ์ต่อประเด็นทางสังคมไทยนั้น มีขีดจำกัดอยู่ตรงไหน

สารคดี สนทนากับอาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระซึ่งเชี่ยวชาญด้านศาสนาพุทธและเคลื่อนไหวเสนอการ “แยกศาสนาออกจากรัฐ” มาตลอด

somrit02

พระกับการเมืองเกี่ยวข้องกัน

“ผมเห็นด้วยและดีใจที่พระสงฆ์แสดงออกทางการเมือง ที่ผ่านมาเราไม่ยอมรับความจริงและสร้างความเชื่อว่าพระจะไม่ยุ่งกับการเมืองกันมาตลอด ทั้งที่ความจริงพระกับการเมืองเกี่ยวข้องกันมานาน และเกี่ยวหนักมากตั้งแต่มีการตั้งมหาเถรสมาคม พระสงฆ์คือส่วนหนึ่งของสังคม แม้ว่าในเชิงอุดมคติ ท่านต้องมุ่งหวังนิพพาน (การหลุดพ้น) เป็นหลัก ค่อยๆ ปลีกตัวปลดพันธะจากสังคม แต่ความจริงก็คือส่วนมากไม่ได้มุ่งอุดมคตินี้

“ที่ผ่านมาพระไทยเล่นการเมืองจากหลังม่านเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำมาตลอด ใช้ตัวแทนเล่นการเมืองบอกว่าศาสนาพุทธนั้นยิ่งใหญ่กว่าศาสนาอื่น ผลักดันเรื่องศาสนาประจำชาติ ยุ่งเรื่องสมณศักดิ์ การบริหารคณะสงฆ์ งบประมาณที่เกี่ยวข้องอย่างเงินนิตยภัต (เงินเดือนพระสงฆ์) ที่ให้พระสังฆาธิการ เจ้าคณะตำบล อำเภอ มีมากถึงประมาณปีละ 5 พันล้านบาท นี่เป็น ‘การเมือง’ แน่นอน แม้ว่าในก้อนนี้จะมีแบ่งให้คริสต์ มุสลิม ฯลฯ ด้วย ทั้งที่ในภาวะวิกฤติแบบนี้คุณควรสละและนำไปช่วยประชาชน

“ในกฎหมายคณะสงฆ์เขียนว่าพระต้องไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง แต่พระนี่แหละคือหัวคะแนนที่ดีที่สุด เวลาเจ้าอาวาสชมคนนั้นคนนี้ อันนี้การเมืองหรือไม่ ต้องเข้าใจว่าการเมืองมีมากกว่าการไปลงคะแนนเลือกตั้ง การเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ พระเล่นเรื่องนี้มาตลอด ที่ผ่านมาเราเข้าใจคำว่าพระสงฆ์ผิดไปมาก พอบวชก็กลายเป็นผู้วิเศษ ผู้หลุดพ้น แต่ถ้าพูดกันจริงๆ อุดมคติเรื่องการนิพพานนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ต้องไปป่าวประกาศ แต่ท่านยังอยู่ในสังคม จึงควรมีสิทธิเลือกตั้งเหมือนในหลายประเทศ แต่ท่านจะไปออกเสียงไหมก็อีกเรื่อง”

somrit03

“การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพระสงฆ์ในช่วงหลังต่างกับในอดีต เราเคยเห็นม็อบพระออกมากรณีสมเด็จวัดปากน้ำไม่ได้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เห็นม็อบพระในกรณีของวัดพระธรรมกาย แต่สองประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่คราวนี้กลุ่มพระที่ออกมาเคลื่อนไหวกับม็อบราษฎรออกมาเรียกร้องให้กับคนอื่น ต่างกับกรณีในอดีต อย่างกรณีสมเด็จวัดปากน้ำไม่ได้ขึ้นเป็นพระสังฆราช ก็มีม็อบพระออกมา กรณีธรรมกายก็ออกมา แต่นั่นเป็นการปกป้องผลประโยชน์ทางส่วนตัว

“เมื่อเร็วๆ นี้เป็นครั้งแรกที่พระเรียกร้องทางการเมืองให้ส่วนรวม สำคัญมาก ถ้าเอาหลักธรรมมาตีความนี่คือการปฏิบัติ ‘โพธิสัตว์ธรรมบารมี’ เสียสละ ช่วยเหลือคนอื่น เป็นครั้งแรกที่พระข้ามอัตตาไปเรียกร้องเสรีภาพให้ประชาชนอันเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่ง นี่เป็นนิมิตหมายอันดี ผมไม่เคยเห็นปรากฎการณ์นี้ แต่กรณีมีภาพที่พระ เณร ไปใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่ต้องยอมรับนะครับว่าผิด โดยสถานะท่านทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าท่านทนไม่ได้ต้องหยุด การเป็นพระต้องยึดหลักอหิงสา โลกก็ยอมรับหลักการนี้ พุทธศาสนาเน้นหลักการนี้ ยิ่งอีกฝ่ายรุนแรง ท่านต้องยิ่งอหิงสา พวกโยมจะไปสู้กับเจ้าหน้าที่ คฝ. ก็ปล่อยโยมเขา แต่ท่านต้องไม่ทำ”

somrit04

“กฎหมายสงฆ์บ้านเราเป็นเผด็จการ ที่ผ่านมามีการทำลายพระสงฆ์ เณรด้วยกฎหมายนี้ เช่น พระลูกวัดถ้าโดนไล่ออกจากวัดจะกลายเป็นพระเถื่อน ต้องสึกทันที ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะพระพุทธเจ้าบอกว่าจะสึกต้องปาราชิก 4 ถ้าไม่ได้ปาราชิก จะไปสึกเขาได้อย่างไร กลายเป็นกฎหมายไทยใหญ่กว่าพระวินัยของพระพุทธเจ้า ที่ผ่านมาเราก็ปล่อยเลยตามเลย แต่เมื่อพระออกมาปกป้องผู้อื่น เราก็ควรช่วยกันปกป้องท่าน

“ทีนี้จะทำอย่างไร การไปยกเลิก พ.ร.บ.สงฆ์ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันต้องใช้เวลา เฉพาะหน้าต้องช่วยกันปกป้องพระ อาจจะต้องตั้งกองทุน หาที่จำวัดให้ท่าน อาจจะใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนปกป้อง จัดทนายความให้ท่าน กรณีของเณรโฟล์คที่ออกมาชุมนุมก็โดนกลั่นแกล้งลักษณะนี้ ถ้าไม่ดูจุดยืนทางการเมือง วิธีการของสันติอโศกน่าสนใจคือไม่อยู่ในกรอบ เขายอมโดนไล่ออกจากวงการสงฆ์ เรียกตัวเองว่าสมณะ ทีนี้เรามีช่องว่างทางกฎหมายหรือไม่ด้วยการทำให้พระที่ตกอยู่ในภาวะโดนกลั่นแกล้งไม่ต้องสังกัดคณะสงฆ์ เป็นพระโดยอิสระไม่ต้องสังกัดวัดได้หรือไม่ ตรงนี้ต้องฝากนักกฎหมายไปช่วยกัน”

somrit05

สังคมไทยต้องเปลี่ยนวิธีมองพระสงฆ์

“เราต้องเอาคณะสงฆ์ออกมาจากอาการเพ้อฝันออกสู่ความเป็นจริง ที่ผ่านมาศาสนาพุทธแบบไทยมีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูงมาก มีลักษณะรักษาโครงสร้างอำนาจ ผลประโยชน์ของคณะสงฆ์ เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มันจะร้าวและพัง การไม่เปลี่ยนแปลงคือความเป็นพระไทยและความเป็นพุทธแบบไทย ที่ผ่านมาจึงมีความพยายามอนุรักษ์ทุกอย่าง การปรับเปลี่ยนกลายเป็นความผิด มีข้ออ้างที่จะไม่เปลี่ยนมากมาย

“อย่างกรณีพระขี่สกู๊ตเตอร์ออกบิณฑบาต ไปห้ามท่านเพราะไม่ได้ขออนุญาต ตอนหลังก็ไปห้าม ลักษณะนี้คือยอมเสียหลักการแต่ไปรักษาวิธีการ ไปบังคับให้ท่านเดินเหมือนเดิม นี่เป็นเรื่องไร้สาระ ถ้าเป็นพระสมเด็จขี่เองจะอธิบายอีกแบบว่าท่านไปโปรดสัตว์ การปรับเปลี่ยนมันไม่ได้ทำให้หลักการเสียไป อย่าลืมว่าที่ผ่านมามีพระพายเรือ ขี่ม้า ออกบิณฑบาต นั่นไปส่งเสริมเป็นการท่องเที่ยวแบบ unseen ด้วยซ้ำ แล้วทำไมจะขี่สกู๊ตเตอร์ไปไม่ได้ สุดท้ายขึ้นกับพระผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นชอบ ยังไม่นับว่าทุกวันนี้พระผู้ใหญ่ไม่ออกบิณฑบาตด้วยซ้ำทั้งที่เป็นหน้าที่ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้

“เปลี่ยนวิธีการได้ ไม่ต้องไปเปลี่ยนหลักการ แต่ที่ผ่านมาเราไปเปลี่ยนหลักการ แต่รักษาวิธีการเดิมไว้ อย่างเดินบิณฑบาต พื้นปูนร้อนมาก จะไม่ให้ใส่รองเท้าได้อย่างไร ของพวกนี้จะต้องปรับเปลี่ยนได้ เราจะมองว่าพระเป็นอาชีพก็ไม่แปลก การจะเกื้อกูลให้ท่านอยู่ได้ในฐานะสมมติสงฆ์ก็คือการเอื้อเฟื้อเงินท่านในฐานะผู้ประกอบพิธี ยอมรับเถอะไม่ต้องไปเรียกปัจจัย เรียกเงินได้ รับเงินได้ อีกกรณีหนึ่งคือเวลาพระไทยไปต่างประเทศ องค์กรสงฆ์ควรจะออกแบบชุดฤดูหนาวให้ท่านด้วย ที่ผ่านมาเราเห็นภาพพระไทยใส่หมวกไหมพรมมีจุก ใส่ถุงเท้าสีเหลือง กลายเป็นตุ๊กตา ดูไม่เหมาะสม นี่คือการต้องปรับตัวตามกาลเทศะ สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าท่านอยู่อินเดียใช้ผ้าสามสี่ผืนได้ ท่านก็ตรัสไว้ชัดว่าอะไรที่ไม่มีประโยชน์ให้ปรับเปลี่ยนได้ ไม่ใช่เถรตรงอย่างเดียว

“แต่อย่าลืมว่าในทางปฏิบัติคุณไม่อนุรักษ์เลย เราเห็นพระใช้มือถือ แชทคุยกับคนอื่น ส่งอีเมล นั่งเบนซ์ มีรถประจำตำแหน่ง นั่งเครื่องบิน ถ้าจะอนุรักษ์จริงทำไมไม่เดินไป นี่คือความจริงว่าปรับตัวกับโลกตั้งมากมาย แต่บางเรื่องกลับไม่ยอมอนุวัตร ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เพราะกลัวว่าอำนาจ ผลประโยชน์ที่เคยได้จะหายไป” 

somrit06

มหาวิทยาลัยสงฆ์ต้องกลับไปหาปรัชญาเดิม

“ที่กล่าวกันว่าบวชเรียนผมถือว่าดี ตรงกับหลักของพุทธศาสนา เพราะบวชเราเรียกว่า ‘สิกขา’ แปลว่าการศึกษา การเป็นนักบวชจึงต้องศึกษาไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่คนห่มผ้าสีเหลือง ประเด็นอยู่ที่บวชแล้วเรียนอะไร เวลาเรียนหมอ คุณต้องเรียนการรักษาคน แต่ถ้าหมอดันไปเรียนพุทธศาสนา ฉีดยาแทบเป็น แบบนั้นผิดนะครับ เป็นพระก็ต้องเรียนเรื่องศาสนา ตอนนี้มหาวิทยาลัยสงฆ์สองแห่งของไทยพระกลับไปเรียนวิชาทางโลก ทั้งที่อุดมการณ์ตอนตั้งสมัยรัชกาลที่ ๕ คือการเรียนพุทธศาสนา วิชาทางโลกเป็นเรื่องรอง เรียนเพื่อจะสื่อสารกับสังคมได้ ดังนั้นมันจึงกลับตาลปัตร ถูกแล้วที่บวชเรียนแต่กลับไปเรียนผิดวิชา ผลคือพระที่ผ่านระบบนี้จึงไม่เข้มแข็งเลยทั้งวิชาด้านพุทธศาสนาและวิชาทางโลก ธรรมะอ่อนแอ ทางโลกก็อ่อนแอ

“ที่ผ่านมาจึงผิดพลาด รัฐควรอุดหนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กทุกคน ไม่ใช่ทำให้เป็นการลงทุน ชาวบ้านเลยมาใช่ช่องทางการบวชในการเรียนทางโลก ปรับหลักสูตรพุทธศาสนาตอบสนองคนยากจน ไปเปลี่ยนหลักการศึกษาศาสนา ทำแบบนี้สุภาษิตจีนเรียกว่าถากหัวให้เข้ากับหมวก แทนที่จะสานหมวกให้เหมาะกับศีรษะ นี่กลายเป็นเอาปริญญาตรี มาสมัครงาน วุฒิก็เทียบกับการศึกษาทางโลกไม่ได้

“ต้องขอโทษที่ต้องบอกว่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ได้ดีอะไรมากมาย ในรอบสี่สิบปีมีผลงานวิชาการระดับนานาชาติอะไรบ้างที่ปรากฎ มีงานที่คนในประเทศต้องอ่านหรือไม่ ตอนนี้ศาสตราจารยดอกเตอร์หลายท่านก็ไม่มีผลงาน บทความที่สร้างแรงสะเทือนต่อสังคมก็ไม่ปรากฏ ไม่มีความเคลื่อนไหวในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา สิ่งที่ต้องทำคือหันกลับไปหาหลักการเดิมคือการเรียนพุทธศาสนาเป็นหลัก ศึกษาทางโลกเป็นรองเพื่อให้ประยุกต์พุทธธรรมได้ ในประเทศอื่นศาสนาพุทธปรับตัวเข้าหาโลกสมัยใหม่ได้โดยไม่ละทิ้งหลักการ แต่ในบ้านเราสองมหาวิทยาลัยสงฆ์กลับทิ้งหลักการ ไม่ยอมปรับวิธีการ 

somrit07

ต้องแยกศาสนาออกจากรัฐ

“ผมยังคงเสนอให้แยกศาสนาออกจากรัฐเหมือนกับที่เคยเสนอมานาน ศาสนาพุทธจะมีกี่นิกายก็ได้ จะตีความอย่างไรก็ได้ ให้เป็นเรื่องที่ประชาชนควบคุมกันเอง บางคนกังวลว่าแบบนี้ก็จะมีแต่นักบวชขี้โกง คำถามของผมคือทุกวันนี้ไม่มีหรือ แถมขี้โกงโดยใช้อำนาจรัฐด้วย ในกระบวนการทางสังคมพระขี้โกงจะอยู่ไม่ได้แน่นอนครับ ที่ผ่านนมาพระที่โดนจับสึกฝีมือชาวบ้านทั้งนั้น ไม่ใช่คณะสงฆ์ไปสึก เห็นได้จากคดีครูบาที่ลำปางข่มขืนเณร จนวันนี้ยังไม่มีการจับสึกเลย

“ที่เราไม่ยอมแยกรัฐออกจากศาสนา เพราะมีความเชื่อเรื่อง “อโศกโมเดล” มองว่ารัฐต้องเป็นแบบพระเจ้าอโศกมหาราชของอินเดียที่ปกป้องพุทธศาสนา เถรวาทติดแนวคิดนี้ว่าศาสนาต้องผูกกับรัฐ ทุกคนอยากเป็นพระเจ้าอโศก ทั้งที่จริงๆ ไม่มีรัฐ พุทธศาสนาก็อยู่ได้ ไม่อย่างนั้นก็ดูถูกประชาชน ว่าจะโดนพระไม่ดีหลอก ผมจึงเสนอว่าให้ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล ไม่ต้องไปอิงอาศัยรัฐ สภาพปัจจุบันไม่เป็นคุณกับคณะสงฆ์ไทย ปล่อยไปแบบนี้พระสงฆ์กลายเป็นอภิสิทธิ์ชน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ยิ่งมีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จฯ อัตตาก็จะยิ่งแข็งกล้า ต้องมีรถยนต์ประจำตำแหน่ง นั่งเก้าอี้แบบเจ้านาย ทั้งหมดนี้ไม่ดีกับพุทธศาสนา สองพันปีก่อนก็ไม่มีมหาเถรสมาคม พระพุทธศาสนายังรุ่งเรืองได้ไม่ใช่หรือ

“มีกรณีที่จังหวัดสุรินทร์ วัดแห่งหนึ่งจะมีพิธีพระราชทานพัดยศ ปรากฏว่าในวัดมีสุนัขจรจัดกว่า 30 ตัว ปรากฏว่ามีการเอาเจ้าหน้าที่เทศบาลมายิงยาสลบแล้วเคลื่อนย้ายไปที่อื่น เรื่องนี้สะท้อนอาการป่วยของวงการสงฆ์ มองไม่เห็นว่าชีวิตของสุนัขมีค่าเท่ากับชีวิตของคน ยังไม่นับว่าผิดศีลปาณาติปาตา (ห้ามฆ่าสัตว์) ถามว่าพัดยศมีชีวิตหรือไม่ นี่กลายเป็นรักษาสิ่งไม่มีชีวิตมากกว่าปกป้องสิ่งมีชีวิต ถามว่าพระพุทธเจ้าสอนเช่นนี้หรือ

“เถรวาทแบบไทยผิดมาแต่ต้น นิกายนี้ประกาศในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก บอกว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรจากสมัยพระพุทธเจ้าแม้แต่ข้อเดียว มหายานเขาเรียกเถรวาทว่า ‘หีนยาน’ ยานน้อย เพราะเขามองว่าเขาทำประโยชน์กับคนหมู่มากมากกว่าเถรวาท แต่มหายานเน้นพระธรรมปรับวิธีการเข้าช่วยคนส่วนมาก เห็นได้จากเจ้าแม่กวนอิม อยู่อินเดียเป็นผู้ชาย เข้าไปในจีนเป็นผู้หญิงเพราะเข้าถึงสังคมจีนมากกว่า ในไทยมีคนถามหลวงพ่อชาว่า ท่านถือพระวินัยข้อไหนเคร่งที่สุด ท่านตอบเลยว่าไม่สักข้อ ข้อเดียวคือใจท่าน จะเห็นได้ว่ากรณีพระไทยส่วนมากแค่อ้างพระวินัย เพราะยังติดยศ อำนาจ พระไทยจึงไม่ใช่ทั้งเถรวาทและมหายาน เป็นไทยร้อยเปอร์เซ็นต์

“การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองรอบนี้ ในส่วนของคณะสงฆ์ไทยอาจต้องใช้เวลา เพราะมันคือความเชื่อ ความศรัทธา การเปลี่ยนรวดเร็วมันก่อความสะเทือนใจ มันต่างกับการฉีกรัฐธรรมนูญ ถ้าฉบับใหม่ดีคนก็เฮแล้ว กรณีองค์กรสงฆ์มีแรงต้านแต่ยังไงก็ต้องเปลี่ยน”