เรื่อง: พัชนิดา มณีโชติ
ภาพ: วิจิตต์ แซ่เฮ้ง
วันสัมภาษณ์: ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔

ข่าวการเมืองไทย กับ ดร. มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

บริบทการนำเสนอข่าวการเมืองของสื่อที่เปลี่ยนไป จากหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ มาถึงสื่อดิจิทัลอย่างอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์กำลังสร้างแรงกระเพื่อมสู่ประชาชนและสังคมไทยอย่างไร

สารคดี ชวนคุยกับ อาจารย์ ดร. มานะ ตรียาภิวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ถึงอิทธิพลของสื่อในการนำเสนอข่าวทางการเมืองของไทย

บทบาทของสื่อมวลชนกับการนำเสนอข่าวการเมืองไทย

สื่อกับการเมืองคู่กันมานานแล้ว หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์มีบทบาทแตกต่างกัน วิทยุกับโทรทัศน์ถูกรัฐควบคุมค่อนข้างเข้มงวดกว่าหนังสือพิมพ์ที่มีทุนเอกชนต่าง ๆ เป็นเจ้าของกิจการ

สื่อโทรทัศน์ถึงแม้จะมีสัมปทานจากเอกชนบ้าง แต่ก็มักถูกรัฐควบคุมทั้งในส่วนของสัมปทานและการนำเสนอเนื้อหา ดังนั้นการนำเสนอข่าวสารที่ล่อแหลมต่อรัฐก็อาจถูกตรวจสอบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาถึงปัจจุบัน

drmana02

อิสระของสื่อ

หลังพฤษภาคม ๒๕๓๕ มีการวิพากษวิจารณ์การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อวิทยุและโทรทัศน์อย่างเป็นอิสระจากรัฐ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเมือง สรุปคือวิทยุกับโทรทัศน์ไทยควรจะมีหน่วยงานอย่าง กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) นานแล้ว ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ แต่ กสทช. เกิดขึ้นหลังปี ๒๕๕๐ และไม่สามารถทำงานได้เต็มที่นัก

ส่วนบทบาทของหนังสือพิมพ์ก็ขึ้นอยู่กับนายทุน หากนายทุนเปิดกว้างหน่อยก็จะให้อิสระแก่กองบรรณาธิการ ผู้บริหารข่าว หรือผู้เขียน ในการกำหนดวาระข่าวสาร เลือกประเด็นข่าว นำข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง และพาดหัวข่าว ซึ่งตามหลักทฤษฎีแล้วการพาดหัวข่าวไม่ควรแสดงความคิดเห็น

สื่อเลือกข้าง ?

ในสื่อไทยจะเห็นแนวโน้มการนำเสนอข่าวแบบเข้าข้างหรือไม่เข้าข้างการเมืองแต่ละฝ่าย การกล่าวโจมตีหรือเลือกประเด็นไหนขึ้นมานำเสนอค่อนข้างชัดเจน บทบาทของสื่อจึงมีส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนหรือคัดค้าน

แต่คนที่มีบทบาทมากที่สุดก็คือเจ้าของสื่อ ถ้าเปิดกว้าง ทางกองบรรณาธิการก็จะนำเสนอได้หลากหลาย

อย่างไรก็ตาม ช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นเจ้าของสื่อบางสำนักปักธงเลือกนำเสนอข่าวการเมืองในบางประเด็น ไม่ว่าจะเชียร์หรือต่อต้าน ซึ่งเป็นการเลือกข้าง นั่นก็เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นชัดจนถึงตอนนี้

drmana05

การเปลี่ยนแปลงของสื่อในยุคปัจจุบัน

หลายปีที่ผ่านมาสื่อไทยขาดข่าวเชิงสืบสวน โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักที่เมื่อก่อนมีพลังมาก ทั้งการขุดคุ้ยประเด็นทางการเมือง เช่นเรื่องทุจริตคอรัปชันหรือประเด็นที่นักการเมืองถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา

การเข้ามาของสื่อออนไลน์เป็นข้อดี เพราะนำเสนอข่าวได้หลากหลาย มีมุมมองแตกต่างจากเดิม และที่สำคัญคือมีการนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนให้เห็นถึงแง่มุมต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคม

แต่ปัจจุบันแค่มีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว ใครๆ ก็กลายเป็นเจ้าของสื่อได้ นำเสนอข่าวได้อย่างอิสระ ทำให้ข่าวสารบนสื่อสังคมออนไลน์อาจปะปนด้วยอารมณ์หรือทัศนคติของผู้นำเสนอ และบางชุดข้อมูลอาจผิดจากความเป็นจริง

สิ่งสำคัญของผู้ผลิตสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือไม่ ต้องคำนึงถึงนำการเสนอตามความจริง ความถูกต้อง รวมถึงไม่เบียดเบียนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ถือจริยธรรมของสื่อมวลชนเป็นสำคัญ

ผลกระทบจากสื่อต่างชาติ

นักข่าวต่างประเทศมีชุดกรอบความคิด ความเชื่อของเขา การนำเสนอข่าวก็ขึ้นกับว่าเขานำข่าวมาแปลหรือเป็นแบบไหน มีไม่น้อยที่นำเสนอเพื่อตอบสนองความคิดหรือทิศทางการเผยแพร่ข้อมูลของสำนักข่าวตนเอง

ถามว่ามีผลกับการเมืองไทยไหม ผมคิดว่ามันเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง อาจมีพลังไม่มากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการขับเคลื่อนการเมืองไทยมีมากกว่าแค่การที่สื่อต่างประเทศนำเสนอข่าว การเมืองในประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนง่ายขนาดนั้น

การบริโภคข่าวสารของคนแต่ละรุ่น

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าบทบาทของสื่อกระแสหลัก อย่างหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ เริ่มมีคนอ่านหรือคนดูน้อยลงเรื่อยๆ เพราะคนรุ่นใหม่เลือกเสพข่าวสารหลากหลายมากกว่าผู้ใหญ่ อย่างกลุ่มคนรุ่นเจนวาย (Gen Y เกิดปี ๒๕๒๓-๒๕๔๐) เลือกเสพสื่อจากแพลตฟอร์มดิจิทัลค่อนข้างเยอะ และส่วนใหญ่มีเว็บไซต์ข่าวที่ติดตามเป็นประจำ

แต่กลุ่มคนรุ่นเบบีบูมเมอร์ (Baby boomer เกิดปี ๒๔๘๙-๒๕๐๗) หรือเจนเอ็กซ์ (Gen X เกิดปี ๒๕๐๘-๒๕๒๒) ยังคงเชื่อหรือคล้อยตามสื่อกระแสหลัก ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ทำให้มีความคิดเห็นทางการเมือง การมองโลก วัฒนธรรม และการใช้ชีวิตมีระยะห่างจากคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ผู้รับสารกับอิทธิพลต่อสื่อ

ผู้รับสารในอดีตมีลักษณะเป็นผู้รอรับสาร (passive receiver) พร้อมเชื่อหรือคล้อยตามข้อมูลข่าวสารที่มีอย่างจำกัดในช่วงเวลานั้น แตกต่างจากคนในปัจจุบันที่มีบทบาทเป็นผู้รับสารเชิงรุก (active receiver) มีอิสระในการเลือกบริโภคสื่อ

ผู้รับสารในทุกวันนี้ตอบโต้กับสื่อทันที เช่น การแบนสื่อออนไลน์ด้วยการร่วมติดแฮชแท็กต่างๆ ไม่สนับสนุนสินค้าหรือบริการที่เป็นสปอนเซอร์ให้สื่อนั้นๆ ทำให้สปอนเซอร์ถูกถอน สร้างผลกระทบต่อสื่อที่มีรายได้หลักจากโฆษณา จนนำมาสู่การเปลี่ยนทิศทางการนำเสนอข่าว

ส่วนกรณีที่สื่อนั้นยืนหยัดนำเสนอข่าวแบบเดิม แสดงว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องรายได้มาก เพราะอาจมีผลประโยชน์จากทางอื่นที่ไม่ได้มาในรูปแบบของเงินเสมอไป แต่อาจหมายถึงผลประโยชน์ทางการเมือง

drmana03

การรู้เท่าทันข่าวการเมือง

คนแต่ละคนเติบโตขึ้นมาล้วนมีความคิดความเชื่อทางการเมืองแตกต่างกัน ปัญหาสำคัญคือผู้รับสารจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงช่องทางข่าวสารที่หลากหลายและไม่ได้ค้นหาข้อมูลอื่นๆ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

คนส่วนใหญ่พร้อมเสพข้อมูลข่าวสารที่เชื่อว่าถูกต้อง เรียกว่าเป็นอคติต่อการรับรู้ข่าวสาร (communication bias) คือถ้าข่าวไหนตรงกับแนวคิดของตนก็พร้อมจะเชื่อทันที แม้ว่าข้อมูลนั้นจะไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ก็พร้อมปฏิเสธการนำเสนอข่าวสารที่ขัดกับความคิดความเชื่อของตนเอง

การที่ผู้รับสารไม่ตรวจสอบข้อมูลจะทำให้ตกเป็นเหยื่อของสื่อและอาจหลงไปกับข้อมูลชุดนั้น ๆ ได้

สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อทำให้เรารู้เท่าทันสื่อที่นำเสนอข่าวการเมือง คือ การตั้งคำถามกับข่าวสารที่ได้รับ ไม่ว่าชุดข้อมูลนั้นจะตรงกับสิ่งที่เราเชื่อหรือไม่ และพยายามตรวจหาข้อเท็จจริง มีการคิดวิเคราะห์ และพร้อมเปิดรับข้อมูลที่หลากหลาย มีการตั้งข้อสงสัยและสืบหาข้อมูลชุดอื่นที่จะมาถ่วงดุลข้อมูลชุดความเชื่อของตนเอง จะช่วยให้ไม่เป็นเหยื่อจากข้อมูลชุดใดชุดหนึ่ง

พูดแล้วเหมือนง่ายแต่ความเป็นจริงต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ ฝึกฝน และหัดสังเกต

drmana04

สิ่งน่าหวาดกลัวที่สุดคือการซ่อนเร้น ปิดบัง บิดเบือนความจริง

สื่อเป็นตัวสำคัญเพียงแต่ไม่ได้เป็นตัวหลักที่ทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลง

การเมืองไทยซับซ้อนมากกว่านั้น มีการแย่งชิงอำนาจในหลายมิติ ทั้งในส่วนของผู้นำทางการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพลทางการเมืองเอง ดังนั้นสื่อเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งที่ส่งผลให้ประชาชนเกิดความคิดสนับสนุนหรือคัดค้านต่อการเมืองการปกครองในยุคนั้น ๆ

แม้ว่าคนทำงานสื่อหรือเจ้าของสื่อบางคนจะกระโดดเข้าไปอยู่ในแวดวงการเมืองเองก็ตาม แต่ปัจจัยสำคัญก็คืออำนาจที่กลุ่มอิทธิพลทางการเมืองต่าง ๆ พยายามแย่งชิงมา โดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรมหรือใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม สื่อจึงมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้

คนทำหน้าที่สื่อทุกวันนี้ โดยเฉพาะสื่อมวลชนกระแสหลัก อาจต้องตั้งคำถามว่าตัวเองนำเสนอข้อมูลข่าวสารรอบด้านมากน้อยแค่ไหน เพราะการนำเสนอข่าวน่าจะเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการถกเถียงเพื่อคลี่คลายหาทางออก ดีกว่าการนำเสนอข้อมูลชุดเดียว ซึ่งบางครั้งอาจเป็นข้อมูลเท็จหรือผ่านการตกแต่งมาเพื่อการโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กลายเป็นการสาดโคลนผ่านข่าวปลอม (fake news) จำนวนมาก

สื่อยังต้องระวังการใส่ความคิดเห็นส่วนตัวในเนื้อหาข่าว ต้องแยกให้ชัดว่ากำลังให้ข้อมูลความจริง กำลังนำเสนอความคิดเห็นส่วนตัว หรือกำลังถูกอิทธิพลอะไรที่บังคับให้เราในฐานะสื่อมวลชนต้องบิดเบือนข่าวสาร เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

ความคิดทางการเมืองของผู้รับสารที่ใกล้เคียงกันกับสื่อเลือกข้างที่ตัวเองบริโภคนั้น ยิ่งกระตุ้นให้ความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมขยายตัวกว้างขึ้น