เรื่องและภาพ : ณภัทร เวชชศาสตร์

เจาะข่าวตื้น : สื่ออิสระท่ามกลางมรสุมกลางเมือง

ในช่วงต้นแห่งการเติบโตของโลกออนไลน์ย้อนไปเมื่อราว ๑๕ ปีก่อน มีสื่อไม่กี่ช่องที่เริ่มกล้าแตะประเด็นทางการเมืองและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐอย่างตรงไปตรงมา

“เจาะข่าวตื้น” จาก Spokedark TV ในฐานะสื่ออิสระ ดำเนินรายการโดยจอห์น – วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ แอ้ม – ณัฐพงศ์ เทียนดี หรือที่แฟนรายการมักจะเรียกว่าพ่อหมอ และโรซี่ – จรรยา วงศ์สุรวัฒน์ เป็นรายการหนึ่งที่เผยแพร่ในยูทูปมาแล้วกว่า ๑๔ ปี

“เจาะข่าวตื้น” ทำให้เห็นความเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยและความแตกต่างในการรายงานข่าวภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลเผด็จการ

jorkaotuen05

จุดเริ่มต้น

โรซี่กล่าวว่า “เจาะข่าวตื้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงปี ๒๕๕๐ เริ่มจากการทดลองให้จอห์นนำข่าวหนังสือพิมพ์ในประเด็นทางสังคม การศึกษา และการเมืองมาอ่านกลางรายการ

“ตอนนั้นมีข้อจำกัดเรื่องอัปโหลดคลิปที่ทำได้เพียง ๘ นาที สไตล์การตัดต่อ การพูดก็ต้องเร็วมาก คลิปก็จะดูกระตุก (jump) แต่ก็กลายเป็นสไตล์ของเจาะข่าวตื้น และด้วยความจำกัดของเวลาก็ฝึกให้จอห์นพูดกระชับและตรงสู่ประเด็นเลย

“สมัยก่อนการทำสื่อไม่ได้ทำให้คนดู แต่ทำให้ผู้สนับสนุนหรือผู้บริหารดู ดังนั้นก็จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ตอนที่อยู่ในค่ายทีวีก็มักถูกเซ็นเซอร์หรือเคยโดนผู้บริหารค่ายสั่งลบ หากประเด็นล่อแหลมเกินไป

“ถ้ามองในภาพกว้าง ค่ายทีวีส่วนใหญ่มักถูกครอบงำโดยทหาร โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๓ เริ่มเห็นชัด เราถูกสั่งไม่ให้พูดเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง ถึงแม้จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็ต้องแสร้งว่าไม่มีอะไรและดำเนินรายการต่อไป ข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็จะมาจากทหารเสียมากกว่า

“พอโซเชียลมีเดียเฟื่องก็เหมือนเปิดช่องทางให้คนได้พูดเพิ่มขึ้น มีตัวเลือกหลากหลายขึ้น แต่อย่างไรก็ตามบรรยากาศก็ไม่เข้มข้นเท่าหลังการยึดอำนาจของ คสช. ปี ๒๕๕๗”

jorkaotuen01

สิทธิเสรีภาพของสื่ออิสระใต้รัฐบาลทหาร

จอห์นกล่าวว่า “ช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนก็ตาม เราก็วิพากษ์วิจารณ์ตลอด แต่ไม่เคยโดนคดีเลย พอยุค คสช. แค่วิจารณ์เพียงไม่กี่ครั้งเราก็โดนเรียก

“ตอนนั้นเราโดนเรียกพร้อมกับพ่อหมอ ให้ไปนั่งพูดคุย ซึ่งมันก็ฟังดูนุ่มนวล แต่พอเห็นข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองทหารที่เขาเก็บมาก็น่าตลกดี อย่างเช่นบอกว่าพ่อหมอเป็นหลานประวิตร วงษ์สุวรรณ จริงๆ แล้ว ในกรณีของเราค่อนข้างเบา เพราะได้ยินว่าในช่วงแรกหลังรัฐประหารมีคนโดนกัก ขัง หรืออุ้ม”

โรซี่เสริมว่า “มันคือการสร้างความหวาดกลัว จำได้ว่าทันทีที่มีการยึดอำนาจก็มีคนโดนเรียกเต็มไปหมด พอดูทีวีก็มีประกาศรายชื่อบนจอ ไม่เว้นแม้แต่สำนักข่าว ยิ่งไปกว่านั้นเราก็โดนโทร. มาเตือนว่าอย่าแหลมมาก ให้เงียบ มันก็เกิดบรรยากาศความกลัวขึ้นมา

“สิ่งที่จอห์นโดนเป็นแค่การทำข่าวเรื่อง ๑๔ นักศึกษาเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ ที่ถูกจับแล้วขึ้นศาลทหาร จอห์นพูดเพียงว่าจับนักศึกษาแค่หยิบมือ ระวังคนจะออกมาเป็นล้าน หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่จากไอซีทีติดต่อมาแจ้งให้เข้าพบนายพล หรือที่คุ้นหูกันคือเรียกไปปรับทัศนคติ ก็สะท้อนทันทีว่าเราอยู่ในยุคสมัยแบบไหน”

  • jorkaotuen03
  • jorkaotuen02

ความหลากหลายของสื่อสู่การขับเคลื่อนประชาธิปไตย

พ่อหมอให้ความเห็นว่า “เราตั้งคำถามว่าเสียงที่เราแสดงออกทางสื่อสาธารณะมีผลอะไรรึเปล่าต่อความเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งก็ได้คำตอบว่ามีการผลักดันเกิดขึ้น เพราะมันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบร่วม

“เราเชื่อว่าไม่ว่าจะขั้วการเมืองไหน เขาก็เข้ามาฟัง บางทีมีหลายอย่างปรากฏหลังจากที่เราพูด สิ่งเหล่านั้นเข้าไปในระบบการเมือง อย่างเรื่องที่จะฟ้องร้องการบริหารวัคซีน ภายหลังก็มีเรื่องนิรโทษกรรมออกมา

“หากมองว่าคนระดับหัวเขาอาจไม่ได้ฟังเรา แต่ไม่ว่าจะขั้วการเมืองไหนก็ยังมีคนฝ่ายปฏิบัติที่ดูแล้วชงประเด็นขึ้นไป สมัยก่อนรายการที่กล้าด่ารัฐบาลมีไม่มาก ไม่ได้ตรงไปตรงมาแบบที่เราทำ เต็มที่ก็มีรายการสภาโจ๊ก

“สิ่งที่เห็นคือรายการเรามีคนดูแล้วได้ประโยชน์ นำข้อมูลนั้นไปแลกเปลี่ยนกับคนในครอบครัวและสร้างความเข้าใจมากขึ้น ถือเป็นกำไรของสิ่งที่เราทำ”

การพูดถึงสถาบันกษัตริย์

โรซี่เล่าว่า “ตอนก่อนหน้ารัฐประหารปี ๕๗ เราก็วิพากษ์วิจารณ์มาตรา ๑๑๒ ด้วยเหตุผล ในส่วนของสื่อโทรทัศน์หรือสื่อโซเชียลมีเดีย ก็มีนักวิชาการอย่างอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ออกมาพูดวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา แต่หลังจากนั้นไม่นาน หลังคดีอากง เรื่องการพูดถึงสถาบันก็กลายเป็นเรื่องต้องห้ามเลย

“แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาเราเห็นว่ามีเด็กเริ่มพูดเรื่องนี้ คนรุ่นใหม่กล้าหาญมาก ทำให้เรารู้สึกอายเด็กเหมือนกัน”

จอห์นเสริมว่า “เมื่อเด็กเปิดแล้ว เราก็ตาม สนับสนุนและพูดเรื่องนี้ในรายการ ถึงแม้อาจจะไม่เท่าเด็กก็ตาม”

jorkaotuen04

ความหวังภายใต้ความเคลื่อนไหว

พ่อหมอให้ความเห็นว่า “ณ ตอนนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เราตั้งคำถามและมองว่าความเคลื่อนไหวจะไปทางไหน ใครจะเป็นผู้มีอำนาจคนต่อไป รัฐบาลทหารแบบพม่าจะมาไหม หรือจะได้รัฐบาลพลเรือนที่ร่วมมือกับทหาร ซึ่งก็อดคิดถึงความเสี่ยงไม่ได้

“เรายังคงมีความหวัง ระบอบการปกครองท้ายสุดมันก็เสื่อมลง สถาบันก็จะปรับตัว แล้วมีแนวโน้มว่าจะค่อยๆ ปรับไปตามกาลเวลา เหตุการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ภายใต้ความเคลื่อนไหว”

จอห์นมองว่า “เราเห็นความกล้าของคนรุ่นนี้ที่อยากออกมาเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างต่าง ๆ ที่ผ่านมาเราอยู่ใต้ความกลัว ใต้มายาคติ ทำให้ความหวังห่อเหี่ยวไปบ้างเหมือนกัน ไม่มีแรงผลักมาก ซึ่งต่างจากความเคลื่อนไหวในยุคสมัยปัจจุบันตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เราเห็นความปะทุ ความเบ่งบาน แล้วเราพร้อมช่วยสนับสนุนเขา เรายังคงมีหวังอยู่”

โรซี่ปิดท้ายว่า “การชุมนุมที่ผ่านมาเราก็ไปร่วมเกือบตลอด หากมันจะจบมันก็ควรจบที่เด็กรุ่นนี้ ทำอะไรได้ก็ทำ ไม่อยากให้ผู้ใหญ่ไปเยอะใส่ เพราะท้ายสุดมันคือสังคมที่เขาสร้าง สังคมที่เขาต้องเติบโตต่อไปและใช้ชีวิตอยู่”