Southeast Asia’s lofty gas plans pose threats to waters rich with marine life
เรื่อง: แกร์ คาทรีนา คาบิโก (ฟิลิปปินส์) ณภัทร เวชชศาสตร์ (ไทย) โด ทุ่ย ตราง (เวียดนาม) ฮาตาติกก์ (อินโดนีเซีย)
แปล : ณภัทร เวชชศาสตร์

ทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่อแววถูกคุกคามโดยแผนการใช้ก๊าซธรรมชาติ

กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์:

ช่องแคบเกาะเวิร์ด (Verde Island Passage) อยู่ระหว่างเกาะมินโดโรและเกาะลูซอน (เกาะใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์และที่ตั้งเมืองหลวง) เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวประมงพื้นบ้านและผู้คนนับล้านที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของเกาะลูซอน

ทอม บูติซอน วัย ๕๗ ปี หาปลามากว่า ๒๕ ปี เป็นหนึ่งในชาวประมงที่ใช้พื้นที่แห่งนี้ทำมาหากิน

ตลอดชีวิตบูติซอนมีความสุขเมื่อจับปลาได้มาก บางครั้งเขาออกเรือไปจับปลาได้ถึง ๒๐ กิโลกรัม แต่ความสุขของเขาค่อยๆ เลือนหายไปกับการพัฒนา เมื่อบาตังกัส เมืองชายทะเลทางตอนใต้ของเกาะลูซอนถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

“ทุกวันนี้ผมจับปลาได้แค่ ๒-๓ กิโลกรัมเท่านั้น จะให้ออกเรือไกลขึ้นมันก็ไม่คุ้ม เพราะความอ่อนล้าที่มีมากขึ้นตามอายุและต้นทุนน้ำมันเรือที่สูงขึ้น” บูติซอนกล่าว ปัจจุบันเขาจับปลาเพื่อให้พอกับรายจ่ายของตัวเองเท่านั้น

เขากังวลว่าการขยายตัวของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะส่งผลกระทบต่อสามเหลี่ยมปะการัง (Coral Triangle) หรือที่มักเรียกว่าอะเมซอนแห่งมหาสมุทร

ช่องแคบเกาะเวิร์ดเป็นที่อยู่อาศัยของปลากว่าร้อยละ ๖๐ ของปลาตามแนวชายฝั่งทะเลทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้พื้นที่นี้จะสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล แต่กำลังถูกวางแผนให้เป็นสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติกว่าแปดโรง และอาคารรับก๊าซธรรมชาติเหลวกว่าเจ็ดโรง

แม้ปัจจุบันช่องแคบเกาะเวิร์ดจะเป็นเพียงพรมแดนทางทะเลแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกคุกคามโดยการขยายตัวของแผนการใช้ก๊าซธรรมชาติ แต่ศูนย์พลังงาน นิเวศวิทยา และการพัฒนา (Center for Energy, Ecology and Development : CEED) แห่งเมืองเกซอน ฟิลิปปินส์ ตั้งข้อสังเกตในภาพใหญ่ว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังจะเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินไปสู่การเป็นศูนย์กลางการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตพลังงาน

ในรายงานของ CEED ตีพิมพ์เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๕ ระบุว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีกำลังผลิตกว่า ๑๓๘ กิกะวัตต์หลายโรง และอาคารรับก๊าซธรรมชาติเหลวกว่า ๑๑๘ โรง ที่ยื่นขออนุมัติก่อสร้างและอยู่ระหว่างก่อสร้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม แม้ว่าต่างล้วนเป็นประเทศที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทน

aseansea01
A local artisanal fishing vessel rides the boat near the shore passing a gas separation plant of the Trans Thai-Malaysia (Thailand) Limited.
ชาวประมงพื้นบ้านแล่นเรือผ่านโรงแยกก๊าซจังหวะสงขลา
aseansea02

ความเสี่ยงที่กำลังมาเยือนต่อความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล

ในเชิงภูมิศาสตร์นั้น ช่องแคบเกาะเวิร์ดเป็นหนึ่งในสามเหลี่ยมปะการังซึ่งเป็นเครือข่ายแนวปะการังที่กระจายอยู่ทั่วน่านน้ำฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน และติมอร์–เลสเต

บริเวณสามเหลี่ยมนี้นับเป็นร้อยละ ๓๐ ของแนวปะการังโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า ๖ ล้านตารางกิโลเมตร และถูกจัดให้เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลสูง แม้จะมีพื้นที่เพียงร้อยละ ๑.๕ เมื่อเทียบกับพื้นที่มหาสมุทรทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศทางทะเลของช่องแคบเกาะเวิร์ดได้รับผลกระทบหนักจากการเติบโตทางด้านอุตสาหกรรมตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การประมงผิดกฎหมาย และการท่องเที่ยวเกินขนาดที่ล้วนส่งผลกระทบต่อระเบียงพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (marine corridor) แห่งนี้เช่นกัน

จากการประเมินคุณภาพน้ำตลอดแนวชายฝั่งของเขตการปกครองท้องถิ่นขนาดเล็ก หรือที่เรียกตามภาษาฟิลิปปินส์ว่าบารังไกย์ ในเขตอีลีฮานและเดลาปาซของเมืองบาตังกัส ทาง CEED ตรวจพบว่ามลพิษและสารจำพวกโลหะหนัก เช่น ฟอสเฟต โครเมียม และทองแดงอยู่ในระดับสูง งานวิจัยอีกฉบับของ CEED ระบุด้วยว่า ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมหนักนั้นมีการปกคลุมของแนวปะการังต่ำมาก

CEED ยังพบว่าถึงแม้พื้นที่ใกล้เขตอุตสาหกรรมจะมีความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของประชากรปลาต่ำเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ในช่องแคบเกาะเวิร์ด แต่มวลชีวภาพของทรัพยากรในพื้นที่นี้ยังคงอยู่ในระดับสูง

CEED ชี้ให้เห็นว่าน้ำทะเลที่ถูกดูดและปล่อยออกจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและอาคารอุตสาหกรรมอาจส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิน้ำในธรรมชาติ ทำให้ประชากรสัตว์น้ำต้องย้ายถิ่นฐานไปหาแหล่งที่อยู่ที่มีอุณหภูมิเย็นกว่า นอกจากนั้น การสัญจรของเรือที่เพิ่มขึ้นจากการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวจะก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ตะกอนมลพิษที่เพิ่มขึ้นสามารถสร้างความเสียหายต่อแนวปะการังและเรือขนาดเล็ก

หากช่องแคบเวิร์ดยังคงได้รับกระทบจากแผนการก่อสร้างอาคารรับก๊าซธรรมชาติเหลวอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ชุมชน และผู้คนที่ทำมาหากินอยู่รอบๆ บริเวณช่องแคบ ก็จะยิ่งแผ่ขยายเป็นวงกว้างกว่า

aseansea03
A researcher assesses coral reefs in the waters of Batangas City, Philippines. – Center for Energy, Ecology, and Development
กลุ่มนักวิจัยกำลังประเมินสภาพของแนวปะการังที่เมืองบาตังกัส ประเทศฟิลิปปินส์ (ภาพจาก Center for Energy, Ecology, and Development)

“ลองคิดภาพตาม แต่ละบริเวณที่มีความหลากหลายทางชีวภาพนั้นส่งผลต่อกันและกัน เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในบริเวณอื่นนั้นล้วนแต่มีที่มาจากช่องแคบเกาะเวิร์ด” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฮาร์วี ซาโก มหาวิทยาลัยแห่งรัฐบาตังกัส และหัวหน้าศูนย์วิจัยสมุทรศาสตร์และวิทยาศาสตร์สิ่งมีชีวิตทางน้ำแห่งช่องแคบเกาะเวิร์ด อธิบาย

ผศ. ซาโกเตือนอีกว่า “ความเสียหายครั้งนี้จะเกิดขึ้นรวดเร็วมาก” อย่างไรก็ตาม เขาเล็งเห็นว่ายังคงต้องศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงความเชื่อมโยงที่ประชากรสิ่งมีชีวิตบริเวณช่องแคบเกาะเวิร์ดมีต่อประชากรสิ่งมีชีวิตในบริเวณที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอื่นอย่างชัดเจน

ทอม บูติซอน กลัวว่าในท้ายที่สุดแล้วปลาหลากหลายชนิดที่ช่องแคบเกาะเวิร์ดจะหายไปพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เหลือไว้แต่เพียงรูปถ่ายในหนังสือให้เด็กรุ่นต่อไปได้ดูเท่านั้น

“พวกเราไม่ได้กำลังสู้กับรัฐบาล แค่อยากให้รัฐบาลเข้าใจความกังวลของพวกเรา และศึกษาทบทวนเรื่องผลกระทบของการขยายตัวของการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าช่องแคบเกาะเวิร์ดนั้นเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลจำนวนมาก ถ้าพวกมันได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แค่คนในบาตังกัสที่จะเดือดร้อน แต่หมายถึงคนในเมืองอื่นๆ ด้วย” บูติซอนกล่าว

เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ๒๕๖๕ กลุ่มชาวประมงบุรุรังแห่งเมืองบาตังกัสเรียกร้องให้กรมสิ่งแวดล้อมประกาศให้พื้นที่บริเวณน่านน้ำของช่องแคบเกาะเวิร์ด ซึ่งรวมถึงพื้นที่โครงการขนาดใหญ่ของบริษัทซานมิเกล, ลินซีด-เอเอฟแอนด์พี และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอื่นๆ ให้เป็นพื้นที่ที่เกินค่ามาตรฐาน (non-attainment area) โดยจะต้องไม่อนุญาตให้ก่อมลพิษเพิ่มอีก

กระทรวงพลังงานแห่งฟิลิปปินส์กล่าวต่อสำนักข่าวฟิสตาร์ (Philstar.com) ว่าการออกใบรับรองการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Compliance Certificate : ECC) เป็นการแสดงว่าโครงการนั้นๆ จะไม่สร้างผลกระทบในเชิงลบอย่างมีนัยยะสำคัญ และเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการตรวจสอบและสืบสวนโครงการพลังงานก๊าซธรรมชาติเหลวที่กำลังรอการอนุมัติ

aseansea04
President Joko Widodo visited Ngurah Rai Grand Forest Park in Bali in late 2021. This mangrove forest is the venue for the G20 Presidency and is designated as the location for the construction of a 3-hectare LNG Terminal in Sidakarya Village, Denpasar. – Bali Provincial Forestry and Environment
ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย โจโค วิโดโด ได้เยี่ยมวนอุทยานงูระห์ไงบนเกาะบาหลีเมื่อช่วงปลายปี ค.ศ.2021 ป่าชายเลนแห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับผู้นำในกลุ่ม G20 และตอนนี้กำลังเป็นสถานที่ที่ถูกวางแผนให้มีการสร้างอาคารก๊าซธรรมชาติเหลวขนาด 3 เฮกตาร์ ในหมู่บ้านสีดาการ์ยา (Bali Provincial Forestry and Environment)

ความเสียหายต่อป่าชายเลน ณ เกาะของพระเจ้า
เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

สถานการณ์การขยายอาณาเขตก่อสร้างอาคารรับก๊าซธรรมชาติเหลวนั้นก็ไม่ต่างกันกับฝั่งฟิลิปปินส์ เหล่าชุมชนท้องถิ่นต่างออกมาต่อต้านโครงการที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะดำเนินการก่อสร้างในป่าชายเลนของเมืองเดนปาซาร์ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการใช้ก๊าซธรรมชาติ

CEED ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการสร้างอาคารรับก๊าซธรรมชาติเหลวของอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องนั้น อาจจะเป็นสัญญาณว่าประเทศตั้งใจจะเป็นฐานการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวระดับนานาชาติเฉกเช่นเดียวกันกับมาเลเซีย

ไอดา บากัส เซเตียวัน หัวหน้าหน่วยวิจัยพลังงานและแร่ธาตุประจำเกาะบาหลี กล่าวว่าโครงการก๊าซธรรมชาติเหลวจะทำให้บาหลี ซึ่งเป็นจุดหมายที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว มีพลังงานใช้ครอบคลุมทั้งเกาะตลอดเวลา โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานที่ผลิตจากนอกเกาะอีกต่อไป

วนอุทยานงูระห์ไรมีระบบนิเวศป่าชายเลนกว้างที่สุดของเกาะบาหลี อีกทั้งยังใกล้กับย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยว แต่แผนการสร้างอาคารรับก๊าซธรรมชาติเหลวในหมู่บ้านสีดาการ์ยา เขตพื้นที่วนอุทยาน ทำให้คนท้องถิ่นกังวลว่าการก่อสร้างจะเป็นการถางป่าชายเลนบริเวณนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น การขุดลอกร่องน้ำเพื่อเปิดพื้นที่สัญจรให้เรือขนส่งก๊าซจะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อระบบนิเวศป่าชายเลนและชายฝั่ง เพราะเป็นที่รู้กันว่าป่าชายเลนนั้นมีความสำคัญมากในระบบนิเวศ เช่น เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นบริเวณที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ

อย่างไรก็ตาม ทางผู้เสนอโครงการฯ บริษัทพีที เดวาตา เอนเวอฟิ เบอซิ ชี้แจงว่า แม้การติดตั้งท่อลำเลียงก๊าซธรรมชาติจะก่อสร้างผ่านพื้นที่ป่าชายเลน แต่การดำเนินงานจะไม่รบกวนรากของต้นไม้เลย ทว่าทางชุมชนยังห่วงกังวลอีกหนึ่งข้อ ว่าการสร้างท่าเทียบเรือสำหรับเรือขนส่งก๊าซจะทำลายปะการังในพื้นที่ เพราะเกาะบาหลีก็เป็นหนึ่งในพื้นที่สามเหลี่ยมปะการัง

“ควรทบทวนอีกครั้งหากจะสร้างอาคารรับก๊าซธรรมชาติเหลวในเกาะบาหลี เพราะมีโอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อเนื่องและสะสมในระยะยาว” ผู้สังเกตการณ์ด้านกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ อาห์เมด เรดี กล่าว

ซัมซี กุนาร์ตา หัวหน้าฝ่ายการขนส่งเมืองบาหลีกล่าวว่า การขุดลอกจะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อโครงการฯ ได้รับใบอนุญาต โดยจะต้องทำแบบประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment Report : EIA) ก่อน

“จะไม่มีการออกใบอนุญาตหากโครงการฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดในเอกสารด้านสิ่งแวดล้อม และโครงการฯ นั้นก็อาจถูกระงับได้หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว” ซัมซีกล่าว

aseansea05
Fisherfolks gather at the beach to spend time with their family in Chana district, Thailand during the sunset.
ในช่วงยามเย็น ผู้คนมักจะใช้พื้นที่ชายหาดในการใช้เวลากับครอบครัว ไม่ว่าจะเล่นน้ำ หรือการชวนลูกมาเก็บหอยเสียบเพื่อนำไปบริโภคภายหลัง

เมื่อเสียงของชุมชนไม่ได้ถูกยกขึ้นมาในโครงการพัฒนา
อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ประเทศไทย

จะนะเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ผู้คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล ประกอบอาชีพการทำสวนยางและประมงเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม พื้นที่แห่งนี้ก็กำลังเผชิญกับแผนการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรม โดยบริเวณหนึ่งจะถูกจัดให้เป็นพื้นที่สำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลวและท่าเรือสำหรับเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว

ในปัจจุบัน ภาคใต้ของประเทศไทยเป็นพื้นที่เดียวนอกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีความต้องการใช้พลังงานไม่สอดคล้องกับแผนของรัฐบาลที่กำลังจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ดังนั้นเพื่อให้มีการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ การสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลวจึงเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของตัวนิคม

อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าสร้างโครงการ “จะนะ เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” นั้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดการทำประชาพิจารณ์ที่เหมาะสม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากคนในชุมชน เพราะพวกเขาคือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงจากโครงการ

การก่อสร้างอาคารรับก๊าซธรรมชาติเหลวนั้นจะต้องขุดลอกร่องน้ำลึกกว่า ๑๖ เมตร ยาว ๑ กิโลเมตร เพื่อเปิดพื้นที่สัญจรให้เรือขนส่งก๊าซ ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้ระบบนิเวศบริเวณนั้นอย่างหนัก

“มันไม่ได้เกี่ยวกับพลังงาน แต่เกี่ยวกับการทำประชาพิจารณ์ที่ดีต่างหาก เขา(รัฐบาล)ไม่เคยถามความเห็นคนในชุมชนเลย ถึงแม้จัดประชุมก็ทำทุกวิถีทางที่จะกีดกันกลุ่มคนที่ต่อต้านออกไป” นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ หนึ่งในกลุ่มผู้ต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะ กล่าว

ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลและชุมชนนั้นทวีความรุนแรงมากขึ้นหลังจากที่ผู้คนในชุมชนเดินทางมาทวงถามสัญญาการทำแบบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) จากรัฐบาล บริเวณทำเนียบรัฐบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ชาวบ้านกลับถูกดำเนินคดีเมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๔

“หากดูแบบประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เราแทบจะเห็นรายละเอียดที่กล่าวถึงผลกระทบทางระบบนิเวศทั้งทะเลและบนบกน้อยมากๆ มีไม่ถึงหนึ่งหน้าด้วยซ้ำ แต่หากตั้งข้อสังเกตแล้ว จริงๆ ระหว่างการขุดลอกร่องน้ำมันก็รบกวนสัตว์หน้าดิน และตะกอนที่ถูกขุดขึ้นมาก็จะสร้างผลกระทบต่อแนวปะการังในบริเวณโดยรอบ” เกื้อ ฤทธิบูรณ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หนึ่งในผู้ที่จะเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ข้อมูลความหลากหลายของพื้นที่จะนะฉบับประชาชนกล่าว

aseansea06
Fisherfolks gather at the beach to spend time with their family in Chana district, Thailand during the sunset.
ในช่วงยามเย็น ผู้คนมักจะใช้พื้นที่ชายหาดในการใช้เวลากับครอบครัว ไม่ว่าจะเล่นน้ำ หรือการชวนลูกมาเก็บหอยเสียบเพื่อนำไปบริโภคภายหลัง

ประเทศเวียดนาม:

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำการวางแผนขยายการใช้ก๊าซธรรมชาติในภูมิภาค แต่การศึกษาผลกระทบของโครงการต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนชายฝั่งยังน้อยและจำกัด ปัจจุบันเวียดนามมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติกำลังผลิต ๕๖.๓ กิกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างเตรียมการและก่อสร้างแล้วหลายโครงการ

การขาดความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการพลังงานเหล่านี้อาจเกิดจากการที่ประเทศให้ความสนใจกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศบนบกมากกว่า ผนวกกับการขาดความสนใจของสาธารณชนต่อการศึกษาปัญหาทางทะเล

“มีงานวิจัยเกี่ยวกับโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอยู่จำกัด เช่น การศึกษาพื้นที่ชายฝั่งที่จะได้รับผลกระทบอย่างไร โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มอุณหภูมิในบริเวณนั้นหรือไม่ หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำหรือเปล่า น้ำจากระบบหล่อเย็นจะบำบัดและกำจัดอย่างไร และอื่นๆ” เหงียน มัง ฮา ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์และพัฒนาธรรมชาติกล่าว

แม้ว่าบริษัทในเวียดนามหลายแห่งจะมีข้อตกลงว่าจะต้องเปิดเผยแบบประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ก็ใช่ว่าทุกบริษัทจะปฏิบัติตาม

“ในปัจจุบันยังคงขาดการทำแบบประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการจัดการโครงการพลังงานไฟฟ้าใหม่ในเวียดนามอยู่” เหงียน มัง ฮา เสริม

อนาคตของเชื้อเพลิงฟอสซิล

แซม เรย์โนลด์ส นักวิเคราะห์การเงินด้านพลังงานของของสถาบันคลังสมอง (Think Tank) ด้านเศรษฐศาสตร์ พลังงาน และการวิเคราะห์ทางการเงินในสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า โครงการพลังงานก๊าซธรรมชาติในเอเชียเป็นการดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากข้อจำกัดระดับประเทศและจากตลาดการเงิน

“มันคือการขายฝันในระดับภูมิภาคชัดๆ” แซมกล่าว

ขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นต่างเร่งขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับก๊าซฟอสซิล จำเป็นต้องมีข้อกำหนดเพื่อลดผลกระทบจากโครงการต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชุมชน

มิเกล อาซูนา นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาช่องแคบเกาะเวิร์ด กล่าวว่า การยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่นองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO จะช่วยชะลอการพัฒนาอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้น “อย่างรวดเร็ว” ในพื้นที่นี้ได้

เขากล่าวเสริมอีกว่า การเพิ่มจำนวนพื้นที่คุ้มครองทางทะเลในแหล่งน้ำที่ยังอุดมสมบูรณ์ก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่จะบรรเทาผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ ซึ่งในปัจจุบันช่องแคบเกาะเวิร์ดมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลกว่า ๓๖ แห่ง และ ๒๔ แห่งนั้นก็อยู่ในบาตังกัส

ในปี ๒๕๖๐ มีการก่อตั้งเครือข่ายพื้นที่คุ้มครองทางทะเลแห่งช่องแคบเกาะเวิร์ดผ่านการรวมตัวของเทศบาลห้าเมืองที่อยู่ติดกับช่องแคบเกาะเวิร์ด ได้แก่ บาตังกัส โอกซีเดนตัลมินโดโร โอเรียนตัลมินโดโร มารินดูเก และโรมโบลน โดยมีการลงนามในข้อตกลงเพื่อปกป้องและอนุรักษ์แนวระเบียงพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เครือข่ายดังกล่าวเป็นการทำงานแบบภาคีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และวิชาการ

ในพิธีลงนามมีตัวแทนจากบริษัทเฟิรส์ตเจนคอร์ป ในเครือโลเปซโฮลดิงส์ กลุ่มบริษัทผู้นำด้านพลังงานของฟิลิปปินส์ ซึ่งสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในพื้นที่คุ้มครองดังกล่าว และกำลังก่อสร้างอาคารรับก๊าซธรรมชาติเหลวกลางทะเลเข้าร่วม

มุฮัมมัด ไซนูรี ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาทางทะเลแห่งมหาลัยอินโดนีเซียดิโปเนโกร ให้คำแนะนำว่าบริษัทต่างๆ ควรลงทุนในกระบวนการจัดการและฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ เพื่อบำบัดน้ำเสีย

“เราต้องการให้ทะเลคงสีคราม เพื่อผลิตออกซิเจน ของเสียที่สะสมตามธรรมชาตินั้นเพิ่มขึ้นทุกปี หากไม่ได้รับการจัดการก็จะกลายเป็นปัญหาต่อไป” ไซนูรีกล่าว

เหล่าผู้เชี่ยวชาญทั่วทั้งภูมิภาคยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประเมินผลกระทบของโครงการฯ อย่างเหมาะสม โดย โง ติ ตอ เนียน (Ngo Thi To Nhien) กรรมการบริหารของโครงการการเริ่มการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งเวียดนาม (Vietnam Initiative for Energy Transition) กล่าวว่า การเปลี่ยนมาใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติเหลวในเวียดนามยังเป็นเรื่องใหม่ จึงควรเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศพัฒนาแล้วที่เคยดำเนินการเรื่องนี้มาก่อน

เธอกำชับอีกว่า กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องควรได้รับการทบทวน เพื่อให้และสอดคล้องกับข้อกำหนดในแผนปฏิบัติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

“สำหรับผู้ลงทุนในโครงการ กฎระเบียบจำเป็นต้องครอบคลุมถึงการเตรียมความพร้อมทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสังคม เพื่อให้ดำเนินมาตรการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และทางรัฐบาลต้องกำหนดระเบียบการตรวจสอบหรือติดตาม รวมถึงการจัดทำแบบฟอร์มสำหรับเรื่องก๊าซธรรมชาติเหลวโดยเฉพาะ เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง และจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม ไม่ว่าจะบนบกหรือในทะเล” โงกล่าวปิดท้าย