เรื่อง : ทันทัศน์ แสนทน
ภาพ : ธีรภัทร อวศิริพงษ์

ดำรงไว้ซึ่งรำตง กะเหรี่ยงโผล่ สังขละบุรี
ลึกเข้าไปตามลำน้ำรันตีกว่า 8 กิโลเมตร ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านกองม่องทะของชาวกะเหรี่ยงโผล่ว
ramtong02
การแสดงศิลปะนาฏกรรมพื้นบ้าน “รำตง” (หรือ “เท่อลี่ตง”) มีความหมายว่า การเหยียบย่ำและเต้นรำให้
เข้าจังหวะ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวโผล่วที่สืบทอดมานานกว่า 200 ปี

เครื่องยนต์ดีเซลคำรามลั่นพร้อมส่งกลิ่นควันไอเสียคลุ้ง ขณะต่อสู้กับความลื่นของถนนดินผสมน้ำฝน พร้อมความชันของภูมิประเทศหุบเขาที่คอยท้าทายฝีมือคนขับ แรงสั่นสะเทือนจากล้อยางปะทะโคลนตมทำให้ผู้โดยสาร 20 ชีวิตลุ้นระทึกปนสนุกตลอดทาง

รถบรรทุกโดยสารคันนี้ออกจากอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มุ่งสู่หมู่บ้านกองม่องทะ ชุมชนชาวชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโผล่ว ห่างจากตัวเมืองเข้าไปยังหุบเขาฝั่งตะวันออกประมาณ 20 กิโลเมตร กว่า 160 ปีที่พี่น้องชาวโผล่วเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณที่สูงริมแม่น้ำรันตี และดำรงชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมมาจวบจนทุกวันนี้ นับเป็นโอกาสแสนพิเศษที่เราจะได้เข้ามาเรียนรู้ในชุมชน

พวกเราโคลงเคลงอยู่หลังรถหกล้อกว่า 20 นาที จนในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านกองม่องทะ พวกเราลงจากรถและไปรวมตัวกันที่โถงเอนกประสงค์ของโรงเรียนบ้านกองม่องทะ วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนบรรยากาศจึงดูเงียบเหงาเล็กน้อย มองออกไปเห็นภูเขาสูงเขียวขจีเป็นฉากหลัง กลิ่นดินเปียกอิ่มฝนบวกกับเสียงสายฝนพรำช่วยผ่อนคลายความโกลาหลของการฝ่าดงโคลนตลอดการเดินทาง

หลังจากทยอยขนสัมภาระลงจากรถ พวกเรานั่งล้อมวงหันหน้าเข้าหาเวทีเพื่อรอชมการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชุมชนกองม่องทะ

ramtong03
บทเพลงประกอบการแสดงรำตงโดยเหล่าเด็กนักเรียน เล่าถึงการต้อนรับแขกผู้มาเยือนชุมชน โดยมี
ทำนองและเนื้อร้องแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น
ramtong04
การแสดงรำตงที่ครบถ้วนจะมีผู้รำ 16 คน บนแถวกระดานสี่แถว พร้อมนักดนตรีสามคน และนักขับร้องประกอบอีกหนึ่งคน โดยมักจัดในพิธีกรรมสำคัญ

2

เยาวชนวัยประถมฯ ปลายถึงมัธยมฯ ต้นทั้งชายหญิงเจ็ดคนยืนเตรียมตัวบนเวที ทั้งหมดสวมชุดประจำชาติพันธุ์กะเหรี่ยงสีสันสดใสจากผ้าฝ้ายทอมือประดับด้วยแถบสีและงานปัก

เมื่อเครื่องดนตรีเริ่มบรรเลง เหล่าเด็กก็ร่ายรำตามจังหวะ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของพี่น้องชาวโผล่วนี้คือ “รำตง” หรือภาษากระเหรี่ยงเรียกว่า “เท่อลีตง” หรือ “ไยตง”

นักแสดงทุกคนร่ายรำอย่างมั่นใจสะท้อนผ่านแววตาและท่าทาง แม้จะหลุดจังหวะบ้าง แต่ความประทับใจของผู้ชมก็ไม่ได้ลดลง และยังชวนให้พวกเราตั้งคำถามว่าชุมชนแห่งนี้ทำให้เด็กชาติพันธุ์ยุคใหม่สนใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมได้อย่างไรท่ามกลางพายุความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่

อนาคตของอัตลักษณ์วัฒนธรรมกะเหรี่ยงโผล่วแห่งแม่น้ำรันตีคงไม่ใช่ของใครอื่นนอกจากเหล่าเด็กบ้านกองม่องทะแห่งนี้

ทำนองดนตรีจังหวะเนิบ ๆ ฟังแล้วเสนาะหู คลอไปพร้อมเสียงร้องในภาษาที่คนนอกอย่างพวกเราฟังไม่เข้าใจ เมื่อการแสดงจบ เสียงปรบมือก็ดังก้องโถง

ramtong05
บทเพลงรำตงมักกล่าวถึงการดำรงชีวิตโดยคติและคำสอนของพระพุทธศาสนาเพื่ออบรมให้เป็นคนดี แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี วิถี และความศรัทธา
ramtong06
เครื่องดนตรีประกอบด้วย “วาเลเคาะ” (กลาง) เครื่องดนตรีสำคัญกำกับจังหวะประเภทหนึ่งของชาวกะเหรี่ยง รวมถึงตะโพน (ซ้าย) และระนาดเหล็ก (ขวา)

3

สุวิทย์ สังขวทัญญ หนึ่งในผู้นำชุมชนบ้านกองม่องทะ อดีตเจ้าอาวาส ปัจจุบันเป็นครูประจำโรงเรียน รับบทวิทยากรพาพวกเราเข้าสู่โลกของกะเหรี่ยงโผล่วแห่งแม่น้ำรันตี

สุวิทย์เล่าประวัติโดยย่อของรำตง การแสดงพื้นบ้านที่เราเพิ่งรับชมว่ามีมานานกว่า 200 ปีและยังจะสืบทอดต่อไป โดยมีการเรียนการสอนในโรงเรียนและนักเรียนก็จะเดินทางไปแสดงนอกกองม่องทะตามโอกาส พร้อมอธิบายว่าเนื้อเพลงเกี่ยวกับการต้อนรับแขกเข้าสู่ชุมชน สุวิทย์ยังเสริมว่า แม้กลุ่มชาติพันธุ์โผล่วอยู่กันในหลายพื้นที่ทั่วภาคตะวันตก ภาคเหนือและบางส่วนในภาคกลางของประเทศไทย แต่เพลง เนื้อร้อง และทำนองจะแตกต่างกันไป

“ชาวกระเหรี่ยงมีธรรมเนียมปฏิบัติในการใช้บทเพลงเป็นตัวกลางที่สอดแทรกเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ จริยธรรม หลักศาสนา และกุศโลบายต่อการดำรงวิถีชีวิตที่เคารพธรรมชาติ เนื่องจากในอดีตกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงไม่มีอักษรใช้สำหรับการเขียน หรือใช้สั่งสอนหลักธรรม พวกเขาจึงใช้วิธีสอดแทรกไว้ในบทเพลง”

แม้เวลาต่อมาพี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจะมีอักษรและภาษาเป็นของตัวเองแล้ว แต่การบันทึก การส่งต่อเรื่องราวและภูมิปัญญาผ่านกวีหรือดนตรีก็ยังคงปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้

ramtong07
คุณแม่ยุพิณ หนึ่งในผู้แสดงรำตง ได้สะท้อนถึงความนิยมของศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่ลดลงในหมู่เยาวชน และการส่งต่อที่ขาดช่วงจากผู้เฒ่าผู้แก่
ramtong08
น้องอาซี คุณพ่อ และคุณยายศิริพรหนึ่งในผู้ส่งต่อการรำตงจากรุ่นสู่รุ่นของหมู่บ้าน ได้เล่าถึงความสำคัญและความยาวนานในการสืบต่อรำตงมาแต่อดีต

4

เข้าสู่ช่วงหัวค่ำเหล่าแม่นางรำจะเป็นฝ่ายแสดงรำตงให้พวกเรารับชมบ้าง ครั้งนี้พิเศษที่ รวมตัวกันครบจำนวนผู้รำ 16 คน ซึ่งมักจัดแสดงเฉพาะในพิธีกรรมสำคัญเช่น พิธีบวงสรวงบูชา พิธีแก้บน พิธีกรรมงานมงคล หรืองานอวมงคล

เหล่าแม่นางรำหลากหลายวัย นั่งเรียงเป็นแถวหน้ากระดานสี่แถว แถวละสี่คน พวกเธอสวมเสื้อผ้ากะเหรี่ยงจากผ้าฝ้ายทอมืออันประณีต ผ้าถุงยาวถึงข้อเท้า มีลวดลายบริเวณไหล่และชายผ้าถุง แต่โทนชุดจะมีสีแดงเข้ม ต่างจากของเหล่าเด็กที่แสดงเมื่อเช้าซึ่งเป็นสีสดสว่าง

เมื่อทุกอย่างพร้อม วงดนตรีก็เริ่มบรรเลงขึ้นด้วยจังหวะช้า ๆ เหล่านางรำเริ่มต้นรำตามจังหวะในท่านั่ง พร้อมร้องประสานเสียงตามเนื้อเพลง

เครื่องดนตรีประกอบไปด้วยตะโพน (กลองสองหน้า) ระนาดเหล็ก และวาเลเคาะซึ่งเป็นเครื่องเคาะประกอบจังหวะ ทำจากไม้เนื้อแข็งและติดฉาบเล็กให้เสียงดัง ตง ตง ตง ! เป็นที่มาของชื่อ “รำตง”

เหล่านางรำร่ายรำอย่างชำนาญ ท่วงท่านั้นอ่อนช้อยสอดคล้องกับจังหวะดนตรี หลังจากผ่านช่วงต้นก็ลุกขึ้นรำ แล้วแปรแถวสลับไปมาตลอดการแสดง เสียงที่เปล่งร้องยังคงประสานอย่างกลมเกลียว

เมื่อเหล่านางรำกลับลงไปนั่งและเสียงดนตรีหยุด ก็จบการแสดงความยาวเกือบ 15 นาที

ท่วงท่าการรำสะกดคนดูได้อยู่หมัด โดยเฉพาะเสียงระนาดที่ให้ความรู้สึกชวนฝัน มีเสียงกลองและวาเลเคาะประกอบเป็นส่วนเติมเต็มให้ทุกอย่างลงตัว

“นี่! พวกเธอทุกคน ความโลภที่มากเกินไป คงทำให้ชีวิตไม่เคยพอ คงเป็นทุกข์ต่อตัวเรา แล้วโลกคงเต็มไปด้วยคนไร้ซึ่งศีลธรรม ถ้าหากคุณธรรมยังไม่กลับมาโลกคงคราวดับสูญ” สุวิทย์แปลเนื้อเพลงให้พวกเราฟัง

เพลงนี้ว่าด้วยชีวิตอันสมถะซึ่งสะท้อนวิถีและโลกของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของดนตรีกับการสอนหลักธรรม

ramtong09
การรำตงนอกจากเป็นการแสดงประกอบพิธีกรรมสำคัญในหมู่บ้านกองม่องทะของชาวโผล่วแล้ว ในอดีตยังจัดแสดงที่อื่น เช่น ในตลาดและตัวเมืองของอำเภอสังขละบุรี

5

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันทำบุญใหญ่เนื่องในวันอาสาฬหบูชา พี่น้องชาวโผล่วเกือบร้อยคนจึงมารวมตัวกันที่วัดกองม่องทะ ตรงศาลาวัดสองชั้นขนาดใหญ่จนล้นชั้นสองของศาลาไม้ลงมาถึงบันได

งานบุญใหญ่จบลงเกือบสิบโมงเช้า ชาวบ้านก็เดินทางกลับและนัดหมายจะมารวมตัวกันอีกครั้งตอนบ่ายเพื่อหล่อเทียนพรรษา

เราพบยุพิณ หนึ่งในนางรำของการแสดงเมื่อคืนโดยบังเอิญ จึงเข้าไปพูดคุยบนม้านั่งหินอ่อนหน้าบ้าน โดยมีหลานของเธอนั่งฟังตรงขอบหน้าต่าง

“ประเพณีรำตงไม่ได้เป็นที่นิยมเหมือนอย่างอดีต เพราะคนที่สอนส่วนใหญ่ก็แก่กันหมดแล้ว” เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

ยุพิณบอกเป็นนัยว่าในอดีตมีคนรำเป็นเยอะ และมีงานแสดงบ่อยครั้ง การดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเก่าแก่เช่นนี้ท่ามกลางผู้รู้วิชาที่ค่อย ๆ หายไป จึงเป็นความท้าทายไม่น้อย

จากนั้นยุพิณชักชวนเราเข้าไปในบ้านเพื่อดูภาพถ่ายในอดีตที่ได้มีโอกาสเดินทางไปแสดงหลากหลายที่ทั้งในตัวเมืองสังขละบุรีและกาญจนบุรี

เราเดินต่อจากบ้านยุพิณไปไม่กี่ร้อยเมตรเพื่อมาบ้านของ ศิริพร นางรำผู้อาวุโสสุดในการแสดงเมื่อคืน และยังเป็นคนช่วยสอนรำตงดั้งเดิม

ณ ชานหน้าบ้าน ศิริพรกำลังนั่งกินผลไม้และพูดคุยกับลูกชายและหลานชาย เธอยกมือชักชวนหลังจากเราแนะนำตัว เธอพูดไทยไม่ได้ ลูกชายจึงช่วยเป็นล่าม

“ความหมายของการรำตงโดยแก่นมักจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับคำสอนของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่ปรับมาสู่บทเพลงประกอบการรำ” เขาแปลจากคำกล่าวของแม่

ศิริพรให้ความเห็นคล้ายกับยุพิณว่า ในอดีตการแสดงรำตงเคยคึกคักกว่านี้ เนื่องจากคนสอนก็แก่เฒ่าและเสียชีวิตไปเยอะ นอกจากนี้ในอดีตผู้ชายมักจะมาร่วมรำด้วยต่างจากปัจจุบัน

ขณะเขาหยิบแท็บเล็ตจากลูกชายที่ยืนข้างๆ มาเปิดหารูปและวิดีโอการแสดงในอดีตให้รับชม พวกเราก็ถามถึงการเรียนการสอนรำตงในโรงเรียน

“ถ้ามีสอนเด็ก ๆ ก็ดูสนใจเรียนนะ แต่จะเป็นในลักษณะเรียนเป็นกิจกรรมเพื่อความสนุกสนานตามช่วงวัย” เขาอธิบาย

การรำตงในอดีตเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมความเชื่อ แต่สำหรับเด็กในปัจจุบันมักจะทำเพื่อความสนุกความบันเทิงที่ได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อน

“อยากรำไหม ?” เราแกล้งถามเด็กชายที่ยืนสังเกตการณ์มาตั้งแต่ต้น

เด็กชายยิ้มให้แล้วตอบว่า “…ไม่อยาก”

ramtong10
จากอดีตของการส่งต่อ สู่ปัจจุบันที่วางรากฐาน ในปี 2563 สพฐ. ได้บรรจุ “รำตง” เป็นรายวิชาเพิ่มเติมของโรงเรียนบ้านกองม่องทะ เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจวัฒนธรรมชาวโผล่ว และสืบสานอัตลักษณ์รำตงให้ดำรงอยู่ต่อไป

6

ครูปลา หนึ่งในผู้มีบทบาทร่วมพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนบ้านกองม่องทะ นัดแนะเราให้ไปเจอที่โรงเรียนเพื่อดูหนังสือหลักสูตรที่ใช้ประกอบการสอน

เธอนำหนังสือออกมาห้าเล่ม หน้าปกดูทางการพร้อมบรรยายว่าเป็นหลักสูตรท้องถิ่น รายวิชาเพิ่มเติม ประกอบไปด้วยวิชาภาษากะเหรี่ยง วิชารำตง วิชานาเด่ง (เครื่องดนตรีท้องถิ่น หรือพิณกะเหรี่ยง) วิชาจักสานไม้ไผ่ และวิชาทอผ้ากะเหรี่ยง ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักสูตรเฉพาะของโรงเรียนบ้านกองม่องทะที่ได้รับการบรรจุเมื่อปี 2563 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนานักเรียนในฐานะเด็กรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์โผล่ว

“เราเริ่มต้นจากการเรียนการสอนในคาบชมรม โดยมีการผลักดันให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้รากเหง้าอัตลักษณ์ของพวกเขาเอง ต่อมาก็ได้พัฒนาจนเกิดเป็นหลักสูตรวิชาเลือกให้เด็ก ๆ เลือกเรียนตามที่ตนสนใจ” ครูปลาเล่าถึงการพัฒนาหลักสูตร

“ไม่ได้เป็นคนสอนนะ เรามีบทบาทในการเป็นกระบวนกรหรือครูผู้ช่วยที่จะร่วมจัดกิจกรรมกับครูภูมิปัญญา ซึ่งครูภูมิปัญญาก็คือเหล่าพ่อแม่ในท้องถิ่นนี่แหละมาเป็นผู้สอนหลัก แล้วเด็ก ๆ ก็ดูสนุกกับการเรียนรูปแบบนี้นะ” ครูปลาเล่าความประทับใจต่อผลตอบรับการสอนวิชาท้องถิ่น

เรากล่าวขอบคุณครูปลาถึงความพยายามรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น ก่อนจะเดินทางกลับ

แม้ปัจจุบันรำตงจะยังคงมีอยู่ให้เราได้รับชม และเยาวชนยังได้นำไปแสดงในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ในชุมชนเองนั้นไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนอดีต สารัตถะของการแสดงก็เริ่มเปลี่ยนไป และการทำให้เด็กรุ่นใหม่เข้ามาสนใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คงทำได้เพียงวางรากฐานและส่งต่อโดยไม่บังคับ เพราะการปลูกฝังให้เด็กรักและภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมของตนจนอยากรักษาไว้อาจยั่งยืนมากกว่า

อนาคตของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงโผล่วแห่งแม่น้ำรันตีคงขึ้นอยู่กับเด็กบ้านกองม่องทะ ที่จะเป็นผู้กำหนดด้วยตัวเอง

เอกสารประกอบการเขียน
เว็ปไซต์

บ้านกองม่องทะ. (n.d.). เข้าถึงเมื่อ 17 กรกฎาคม 2568 สืบค้นจาก https://wikicommunity.sac.or.th/community/1417

บทความวิจัย
เกิดศิริ นาคกร, สุขสันติ แวงวรรณ, นิวัฒน์ สุขประเสริฐ. รำตงกะเหรี่ยงโปว์. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, 15(1), 93–127. สืบค้นจาก https://so08.tci-thaijo.org/index.php/jhusocbru/article/view/976

ขอขอบคุณ

  • คุณสุวิทย์ สังขวทัญญ
  • คุณเรืองกิตต์ รักกาญจนันท์
  • คุณวันดี มงคลมณีกาญจน์
  • คุณอภิญญา เจริญหงส์สา
  • และ พี่น้องชาวบ้านกองม่องทะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี