
แม้มักกล่าวกันว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังคือบันทึกความเป็นจริงแห่งยุคสมัยที่วาดภาพ หากแต่ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อมีการศึกษาภาพจิตรกรรม กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ปรากฏในภาพมักถูกใช้เป็นคำรับรอง “ความรู้” ซึ่งมีอยู่แล้ว หรือตอกย้ำยืนยันข้อค้นพบจากหลักฐานแหล่งอื่นๆ
ตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้ คือจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถ วัดเกาะ เพชรบุรี ซึ่งมีลายมือเขียนไว้หลายแห่ง ระบุนามเจ้าภาพผู้ออกทุนทรัพย์ พร้อมกับลงศักราชไว้ให้ด้วย คือปีพุทธศักราช 2277 ซึ่งตรงกับต้นรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ในภาพพุทธประวัติขณะเมื่อพระพุทธองค์ทรงทรมานช้างธนปาลหัตถี อันเป็นตอนหนึ่งในชุด “อัษฎมหาสถาน” หรือสถานที่แสดงมหาปาฏิหาริย์ทั้งแปดแห่งของพระศากยมุนี เบื้องล่างใต้ภาพพระพุทธเจ้าทรงสยบช้างคลั่ง โดยมี “พระเลขาฯ” คือพระอานนท์ยืนเคียงข้าง ปรากฏกลุ่มฝรั่งผู้ชายเจ็ดนาย ไว้ผมยาว ใส่เสื้อคลุมตัวยาว มีผ้าผูกคอ และสวมหมวกปีก โดยมีหนึ่งในนั้นแต่งกายคล้ายพระภิกษุในพุทธศาสนา ยืนอยู่ใต้เงาร่มคันใหญ่ที่กางอยู่เหนือศีรษะ
“พระฝรั่ง” นายนี้ นุ่งสบง ห่มจีวร มีสังฆาฏิพาดบ่า แต่กลับไว้ผมยาว (หรือสวมวิก ?) พร้อมสวมหมวกปีกกว้าง แถมยังเอาตาลปัตร (หรือพัดใบลาน ?) เหน็บไว้กับรัดประคดเอวทางด้านหลัง และย่อมหมายถึงพระเทวทัตต์ โดยมิต้องสงสัย เพราะแผนลอบปลงพระชนม์พระพุทธองค์ในครั้งนี้ เป็นฝีมือของพระเทวทัตต์
ภาพจิตรกรรมรูปฝรั่งแต่งกายเลียนแบบพระภิกษุ ยังสอดคล้องกับข้อความที่พระคุณเจ้ากวีย์ ตาชารด์ (Guy Tachard ค.ศ. 1651-1712/พ.ศ. 2194–2255) บาทหลวงนิกายเยซูอิต ผู้เคยเดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง บันทึกไว้ในตอนหนึ่งของ “จดหมายเหตุการเดินทางของบาทหลวงตาชาร์ด” แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร ว่า ระหว่างที่พำนักในสยามเมื่อปี ค.ศ. 1685 (พ.ศ. 2228) คุณพ่อตาชาร์ดได้รับคำแนะนำวิธีการเผยแผ่คริสต์ศาสนาในหมู่ชนพื้นเมืองของสยาม จากเสนาบดีชาวกรีกของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ หรือนายคอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantin Phaulkon) ซึ่งในจดหมายเหตุเรียกตามสำเนียงฝรั่งเศสว่า “ม. ก็องสตังซ์” ดังนี้
“ม. ก็องสตังซ์ มีความสนใจอย่างแรงกล้าต่อโอกาสของการก้าวหน้าแห่งพระเกียรติคุณของพระผู้เป็นเจ้า เท่าๆ กับการอำนวยประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นเจ้านายของตน ได้ติดต่อให้เราทราบทรรศนะอีกประการหนึ่ง ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนการแปลงศาสนาของชาวสยามได้เป็นอย่างมาก เขาอ้างว่าเมื่อเราเอาชนะจิตใจและความรักใคร่ของพวกเขาเหล่านั้นได้ครึ่งหนึ่งแล้วด้วยศรัทธาธรรม ความอ่อนโยน และด้วยวิทยาการ ก็ไม่เป็นการยากที่จะทำให้พวกเขาพร้อมที่จะฟังคำสั่งสอนของเรา เขารู้จักอัจฉริยภาพของชาวชาตินี้ดี เขารู้ดีกว่าใครๆ ว่าเหตุไรจนกระทั่งบัดนี้ พระคริสตศาสนาในประเทศสยามจึงก้าวหน้าไปไม่ได้ไกลนัก ทั้งๆ ที่ได้ลงทุนลงแรงทำกันมาเป็นเวลาตั้งหลายปีแล้ว ว่านอกจากหอดูดาวแล้ว ยังจะต้องมีบาทหลวงเยซูอิตอีกสักคณะหนึ่ง มาดำเนินการใช้ชีวิตเท่าที่สามารถทำได้อย่างเคร่งครัด และถือวิเวกตามแบบอย่างพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีอิทธิพลเหนือชาวบ้านเป็นอันมาก ให้ห่มดองแบบภิกษุ ไปมาหาสู่กับพวกภิกษุอยู่เสมอ แล้วให้พยายามชักจูงรูปใดรูปหนึ่งให้หันมานับถือพระคริสตศาสนา วิธีนี้บาทหลวงคณะเยซูอิตชาวปอร์ตุเกส ดำเนินการได้ผลมาแล้วที่มาดูเร (Masduré) แถวประเทศเบงคอล”
ในกรณีนี้ ภาพจิตรกรรมวัดเกาะจึงถูกใช้เป็นเครื่องยืนยันข้อมูลที่ค้นพบจากเอกสารโบราณ ในฐานะประจักษ์พยานว่า น่าจะเคยมีการดำเนินการตามแนวทางนี้จริง จนเป็นที่กล่าวขวัญ จดจำ แล้วถูกบันทึกสืบทอดมาในรูปแบบงานช่าง
ตามทัศนะของช่างผู้วาดภาพในปี 2277 หรืออีกครึ่งศตวรรษให้หลังจากบันทึกในจดหมายเหตุ (ปี 2228) “ฝรั่งปลอมตัวเป็นพระ” นี้ ถือได้ว่าประกอบบาปกรรมอันอุกฤษฎ์ระดับอนันตริยกรรม จึงถูกเทียบเคียงให้เป็น “เถรเทวทัตต์” เลยทีเดียว

