เรื่อง ไตรรัตน์ พุทธรักษา
ภาพ วีรภัทร ทรงรุ่งเรือง

ไม่ว่าจะวันที่พระอาทิตย์แผดเผาหรือพระพิรุณโปรยฝนลงมาอย่างบ้าคลั่งบนถนนเมืองใหญ่อันโกลาหล
แต่คนกลุ่มหนึ่งยังต้องควบมอเตอร์ไซค์คู่ใจส่งอาหาร พัสดุ หรือรับ-ส่งผู้คนไปยังจุดหมายปลายทาง
คนเหล่านี้คือใคร
ชีวิตจริงภายใต้หมวกกันน็อกและเสื้อคลุมนั้นเป็นเช่นไร
“อาชีพไรเดอร์พลาดก็ตาย ไม่ตายก็แขนขาหักพิการ ประกันสังคมก็ไม่มี ต้องซื้อเอง อาชีพอิสระไม่มีใครรองรับ วันไหนล้มเจ็บยาวก็ไม่มีรายได้ ส่วนใหญ่ก็หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินสำรอง”
“เขาไม่ง้อคนขับหรอก คนอยากสมัครมีอยู่เรื่อยๆ เหมือนคนในอยากออกคนนอกอยากเข้า” แพลตฟอร์มรู้ดีว่าไรเดอร์ไม่ใช่พนักงานคนสำคัญ แต่เป็นเพียง “พาร์ตเนอร์” ซึ่งแทนที่ได้ตลอดเวลา
คำว่า “พาร์ตเนอร์” ที่ใช้เรียกไรเดอร์นั้นมิได้หมายถึงหุ้นส่วนทางธุรกิจ แต่เพื่อปฏิเสธสถานะแรงงานของพวกเขา


๑.
ธุรกิจฟูดดิลิเวอรี (food delivery) มีมากว่า 10 ปี แต่เติบโตเมื่อคนเมืองหันมาพึ่งพาบริการส่งอาหารมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงโควิด-19
สถิติจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยบ่งชี้ว่า การสั่งอาหารแบบไร้สัมผัสขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2564 มูลค่าตลาดพุ่งกว่า 55,800 ล้านบาท ผู้คนสั่งอาหารมากกว่า 120 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากปี 2562
อาชีพ “ไรเดอร์” จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของสังคมเมืองในประเทศไทย
ในซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ปากซอยประชาสงเคราะห์ 30 เขตห้วยขวาง ย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยร้านค้า ตลาด และคอนโดมิเนียม ไรเดอร์จำนวนมากใช้เป็นจุดพักรองานและจุดนัดหมาย
สมชาย ศรีสวัสดิ์ วัย 68 ปี ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างมากว่า 10 ปี แต่เสื้อคลุมไรเดอร์เพิ่งจะมาอยู่ใต้เสื้อกั๊กไม่กี่ปีที่ผ่านมา เล่าว่าช่วงการระบาดของโควิด-19 มีพนักงานจากแพลตฟอร์มหนึ่งมาชักชวนไปเป็นไรเดอร์ ช่วงนั้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างรายได้ตกต่ำเพราะผู้คนไม่ออกจากบ้าน เขาจึงสมัครเป็นอาชีพเสริม แต่จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ มอเตอร์ไซค์รับจ้างกับไรเดอร์เป็นคู่แข่งกัน
“แรกๆ ก็ตีกันน่าดู เวลาเราไปรับคนต่อหน้าวินเขา ถูกถามว่ามารับอะไร เราก็ตอบว่ามารับคนจากแอปฯ แล้วก็ยื่นหลักฐานให้เขาดู พอผู้โดยสารมาถึง ก็มาช่วยยืนยัน บางทีก็ช่วยด่า” สมชายยืนยัน พร้อมเล่าสถานการณ์ที่เคยประสบพบเจอ
“ผมใส่เสื้อวินเพื่ออะไร เพราะว่าผมก็มาจากวิน มีอะไรหรือป่าวล่ะ มีวินอยู่เป็นหลักแหล่ง วัดก็วัดกันสิ ผมก็มีซุ้ม วินผมใหญ่กว่า วัดก็วัดกันเลย”
โลกของวินมอเตอร์ไซค์ที่ยึดโยงกับพื้นที่กับแพลตฟอร์มที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การปะทะกันจึงไม่ใช่แค่ระดับท้องถนน แต่ไปถึงระดับนโยบายสาธารณะ อย่างในปี 2565 กลุ่มวินมอเตอร์ไซค์รวมตัวคัดค้านการเปิดทางให้ “รถป้ายขาว” วิ่งงานผ่านแอปฯ แต่สุดท้ายรัฐบาลกลับเดินหน้าให้ลงทะเบียนกว่าหมื่นคัน
“ตอนแพลตฟอร์มมาใหม่ ๆ ปะทะเยอะแต่เดี๋ยวนี้เริ่มซาแล้ว เริ่มชิน” ภาพของไรเดอร์และวินมอเตอร์ไซค์อยู่รวมกันในย่านตลาดห้วยขวางเป็นเครื่องยืนยันคำพูดของสมชายได้อย่างดี
“ผมไม่ได้เป็นไรเดอร์อาชีพนะ ขับเสริมเฉย ๆ ถ้าว่างก็วิ่ง งานเข้ามาไม่ถูกใจก็ปัดออก ตอนนี้ค่ารอบมันถูก ไรเดอร์ก็แย่”
“การปัดงาน” หมายถึงการปฏิเสธงานที่ระบบส่งมาให้ หากงานอยู่ไกลหรือค่าตอบแทนไม่คุ้ม ไรเดอร์ในพื้นที่ที่งานเข้าเยอะมักปัดงาน โดยแต่ละแอปฯ จะกำหนดอัตรารับงานต่างกัน เช่น หากรับงานน้อยหรือปัดงานมากเกินไป ก็อาจถูกเตือนหรือถูกลดสิทธิ์บางอย่าง


๒
ข้ามไปอีกฝั่งของถนนรัชดาภิเษก ข้างร้านสะดวกซื้อหน้าปากประชาราษฎร์บำเพ็ญ 15 มีไรเดอร์วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งรวมตัวกัน
เป็น “ซุ้ม” ที่พักและนั่งรองานจากแอปฯ
“กร” วัย 22 ปี เป็นไรเดอร์มากว่า 5 ปี ตั้งแต่อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กฎหมายไทยอนุญาตให้ทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ หลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เขาตัดสินใจเลือกเรียน กศน. เพราะไม่ถนัดการเรียน
ปีแรกกรทำรายได้เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ส่งให้แม่เป็นค่าเล่าเรียนของน้องๆ แต่ 2 ปีก่อนเขาต้องหยุดงานชั่วคราว เพราะแพลตฟอร์มเปลี่ยนนโยบาย ไม่อนุญาตให้ไรเดอร์ปฏิเสธงาน กรรู้สึกเสียความเป็นอิสระ อีกทั้งรายได้ก็ลดลง จึงเปลี่ยนไปทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสารประจำบริษัท
จนกระทั่งไม่นานมานี้แพลตฟอร์มเดิมกลับมาเปิดระบบ “การันตีรายได้รายวัน” หากไรเดอร์ทำรายได้ไม่ถึง 900 บาทต่อวัน บริษัทจะจ่ายส่วนต่างให้ โดยหักภาษีในแต่ละออเดอร์ เขาจึงกลับมาทำอีกครั้ง และพอใจกับรายได้ตอนนี้
“ผมชอบงานนี้เพราะมันอิสระดี” เขาบอกพร้อมเปรียบเทียบการเป็นไรเดอร์ขับอยู่แถวบ้านตัวเอง กับการเป็นพนักงานส่งเอกสารประจำบริษัทที่ต้องตะลุยทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล “เหนื่อยกว่าเยอะ”
วัยรุ่นอีกคนในซุ้มชื่อ “อิง” อายุ 23 ปี ทำงานมา 5 ปี เขาแบ่งเวลาไปเรียนมหาวิทยาลัย ทำงานส่งเอกสาร และรับงานไรเดอร์ในเวลาว่าง สำหรับเขาอาชีพไรเดอร์ตอบโจทย์ความรักอิสระ จะเริ่มงาน พักงาน หรือเลิกงานเมื่อใดก็ได้ และยังได้ตะลุยตามท้องถนนเหมือนออกไปเที่ยว
แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน
“ค่ารอบต่ำลงเรื่อย ๆ อนาคตน่าจะต่ำกว่านี้อีก เราก็ต้องทำงานหนักกว่าเพื่อให้ได้เท่าเดิม เมื่อก่อนเราวิ่ง 10 ชั่วโมงได้เงิน 2,000 บาท ตอนนี้เหลือ 800 บาท”
อิสระการเลือกงานที่หายไปและการปัดงานที่ไม่คุ้มค่า ทำให้อัตรารับงานต่ำ อิงจึงโดนแบนบ่อยครั้งจนต้องวิ่งทุกแพลตฟอร์ม หากโดนแอปฯ หนึ่งแบนก็จะเปิดรับงานจากอีกแอปฯ
“ยังไงวิ่งแอปฯ เดียวก็ไม่ไหว ยังไงก็ไม่รอด” เขากล่าวอย่างละเหี่ยใจ
“การระงับบัญชี” (ban) เป็นบทลงโทษเมื่อไรเดอร์ไม่ทำตามเงื่อนไข เช่น อัตรายกเลิกงานสูงเกินกำหนด อัตรารับงานต่ำเกินไป หรือมีพฤติกรรมฝ่าฝืน เช่น ส่งของไม่ตรงเวลา เมื่อโดนระงับบัญชี ไรเดอร์จะต้องยื่นคำร้องขอเปิดบัญชีใหม่หรือขออุทธรณ์ แต่อาจไม่สำเร็จเสมอไป
อิงยอมรับว่าตอนนี้ยังพอไหว แม้จะเหนื่อยกว่าเดิม แต่ถ้าวันหนึ่งไม่ไหวก็คงต้องหางานประจำ
สำหรับเยาวชนทั้งสองอาชีพไรเดอร์เคยเป็นเสมือน “ประตูแรก” สู่โลกการทำงาน แต่อิสระซึ่งเคยเป็นเสน่ห์เริ่มหายไปพร้อมรายได้ที่ลดลง


๓
ณ ซุ้มสะพานถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญที่พาดข้ามคลองชวดบางจาก “ป๋าเดช” ไรเดอร์อาวุโสวัย 53 ปี ผู้ผ่านมาหลากหลายแอปฯ เล่าชีวิตบนมอเตอร์ไซค์กว่า 10 ปี
“เมื่อก่อนเศรษฐกิจดี งานมันคุ้ม อิสระจริง ๆ ขับสามวันก็อยู่ได้ทั้งอาทิตย์ ใครขี้เกียจก็พักได้”
“แค่บิดกุญแจรถก็ได้เงินแล้ว” เขาหัวเราะสั้น ๆ ก่อนถอนหายใจ หลายปีก่อนป๋าเดชเคยทำรายได้วันละ 2,000 บาทจากค่ารอบปรกติ และจากค่า “วิ่งเก็บอินเซนทีฟ” หรือโบนัสพิเศษที่แพลตฟอร์มจ่ายเพิ่ม
“ทุกวันนี้ แอปฯ แข่งกันลดค่ารอบ คนซวยคือไรเดอร์กับร้านค้า ร้านโดนค่า GP 40 เปอร์เซ็นต์ กะเพรากล่องหนึ่งเลยต้องบวกเพิ่มเป็น 80 บาท ถ้าไม่บวกเขาก็อยู่ไม่ได้ ไรเดอร์ถ้าไม่รับงานก็โดนปิดระบบ 7 วัน จะปิดระบบตอนไหนเราก็เถียงไม่ได้”
“เพราะตอนสมัครเรายอมรับเงื่อนไขไปแล้ว เงื่อนไขมันเหมือนประกันชีวิต นั่งอ่านห้าวันยังไม่หมดเลย”
พรรคพวกคนหนึ่งบนสะพาน ตะโกนเสริมว่าป๋าเดชเพิ่งโดนแอปฯ โกงเงิน
“ผมเพิ่งโดนแอปฯ บิดค่าอินเซนทีฟไป 4,000 บาท บิดแบบน่าเกลียดอ่ะ ก็เลยท้อแท้น้อยใจ เราทำเต็มที่มันก็บอกว่าไม่ผ่านการันตี ไม่ให้รายอาทิตย์ที่ควรได้ 1,000 บาท การันตีรายวันอีก เดือนที่แล้วโดนบิดไป 3 อาทิตย์ก็เลยไม่เอามัน วิ่งปัดแล้ว ไม่วิ่งการันตีแล้ว” เขากล่าวอย่างเจ็บช้ำ
ระบบอินเซนทีฟ (incentive) คือกลไกจูงใจให้ไรเดอร์วิ่งงานตามเป้า
หากครบจำนวนรอบจะได้รับเงินพิเศษ เช่น วิ่งครบ 15 รอบในช่วงเช้าอาจได้เพิ่ม 200 บาท หรือหากวิ่งทั้งวันครบตามเกณฑ์อาจได้โบนัสรวมหลักพัน ระบบนี้ทำให้ไรเดอร์หลายคนเลือกวิ่ง “ตามหลุม” แทนการรับงานอิสระ เพราะรายได้รวมจะคุ้มค่ากว่า แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเกิน 12 ชั่วโมง
ทุกคนบนสะพานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าป๋าเดชเป็นคนที่ขยันสุด ไม่เคยปฏิเสธหรือปัดงาน การรับงานเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอด เพราะกำลังใจคือค่าอินเซนทีฟ แต่นี่คือสิ่งที่แพลตฟอร์มตอบแทนเขา
ที่หนักหนากว่าการโดนโกงคือความเสี่ยงในชีวิต
“อาชีพไรเดอร์พลาดก็ตาย ไม่ตายก็แขนขาหักพิการ ประกันสังคมก็ไม่มี ต้องซื้อเอง อาชีพอิสระไม่มีใครรองรับ วันไหนล้มเจ็บยาวก็ไม่มีรายได้ ส่วนใหญ่ก็หาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินสำรอง”
“เขาไม่ง้อคนขับหรอก คนอยากสมัครมีอยู่เรื่อยๆ เหมือนคนในอยากออกคนนอกอยากเข้า” แพลตฟอร์มรู้ดีว่าไรเดอร์ไม่ใช่พนักงานคนสำคัญ แต่เป็นเพียง “พาร์ตเนอร์” ซึ่งแทนที่ได้ตลอดเวลา
คำว่า “พาร์ตเนอร์” ที่ใช้เรียกไรเดอร์นั้นมิได้หมายถึงหุ้นส่วนทางธุรกิจ แต่เพื่อปฏิเสธสถานะแรงงานของพวกเขา
“อีกเรื่องหนึ่งนะ เวลาไรเดอร์เข้าไปรับงานในร้าน เราก็เหมือนลูกค้าที่ไปเอาอาหารแทน ผมก็มีสิทธิ์นั่งที่ลูกค้าเหมือนกัน แต่ร้านอาหารไล่ให้ผมไปนั่งกลางแดด ผมว่ามันไม่ถูกต้อง นี่แหละคือความเหลื่อมล้ำ ผมไปเอาอาหารให้ลูกค้า ผมไม่ได้ไปขอคุณนะ” “ป๋ากิต” ไรเดอร์อาวุโสอีกคนแทรกขึ้นมา
“ทำเหมือนผมเป็นกากเดน มองผมเป็นตัวอะไร”
“เป็นไรเดอร์ชั้นต่ำ” ป๋าเดชตอบอย่างจิกกัด
“ประเทศไทยอะ มองคนให้มันเท่าเทียมกันหน่อย คุณก็หนึ่งลมหายใจ ผมก็หนึ่งลมหายใจ หมดลมหายใจก็เข้าโลงศพเหมือนผมนั่นแหละ” ป๋ากิตระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจ
อีกเสียงระบายจากในซุ้มดังขึ้นว่า ลูกค้าหลายคนไม่เข้าใจเงื่อนไขการทำงาน เช่น ร้านอาหารจีนย่านห้วยขวางมักไม่เริ่มทำอาหารจนกว่าไรเดอร์ไปยืนรอหน้าร้าน หรือออเดอร์ที่ต้องไปรับในห้างสรรพสินค้าใหญ่ก็กินเวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะสามารถนำไปส่ง ขณะเดียวกันแอปฯ ก็มักส่งงานพ่วงหลายออเดอร์ ภาระจึงตกที่ไรเดอร์ หากได้รับคะแนนรีวิวต่ำจากลูกค้าเพียงไม่กี่ครั้งอาจถูกปิดระบบและหมดสิทธิ์ทำงาน
ระหว่างการระบายทุกข์ของไรเดอร์ เด็กน้อยคนหนึ่งเดินมาทักทายพวกเขา ป๋าเดชถามไถ่ว่า “พ่อเป็นยังไงบ้างล่ะ ไปทำแผลหรือยัง” พ่อเด็กเพิ่งประสบอุบัติเหตุรถยนต์ที่จอดริมถนนเปิดประตูกระแทกเข้าที่รถเขาจนต้องพักรักษาตัวหลายอาทิตย์
“แพลตฟอร์มไม่สนใจไรเดอร์หรอก ถ้าเกิดอุบัติเหตุต้องหยุดงานนาน ระบบก็ปิด แถมต้องมีใบรับรองแพทย์ไปยืนยันว่าเกิดอุบัติเหตุจริง ไม่งั้นก็หมดสิทธิ์วิ่งต่อ”
ทุกวันนี้ป๋าเดชทำงานส่งเงินผ่อนบ้านเอื้ออาทรที่ต่างจังหวัด หวังว่าอีก 2 ปีจะปลดหนี้แล้วกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายที่จังหวัดบุรีรัมย์
อาชีพไรเดอร์สำหรับป๋าเดชจึงเป็นบทสุดท้ายของชีวิตแรงงานที่ไม่รู้กำหนดวันพักเกษียณ ถนนเป็นสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและบาดแผล อาชีพที่เคยภูมิใจกลายเป็นเพียงสิ่งที่ประคับประคองชีวิตให้อยู่ต่อไปอีกวันหนึ่งเท่านั้น


๔
แม้กรุงเทพฯ จะมีงานมากสุด แต่ไรเดอร์ก็ยังเจอสารพัดปัญหา แล้วไรเดอร์ในต่างจังหวัดที่เศรษฐกิจเล็กกว่า และงานน้อยกว่าจะเป็นอย่างไร
“งานหด เงินหาย ค่ารอบตก” คือเสียงสะท้อนความอัดอั้นที่สั่งสมมานานของไรเดอร์ภูธร ตลาดเช้า คลองชวดบางจาก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
“แบงค์” ชายวัย 38 ที่กำลังนั่งพิงกำแพงรอให้แอปฯ ป้อนงาน เขาเป็นไรเดอร์ที่เข้าร่วมการประท้วงหยุดวิ่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568
“จริง ๆ ผมก็คิดว่ามันเปล่าประโยชน์นะ แต่ก็หยุดเหมือนกัน อย่างน้อยก็ได้ทำ” เขาพูดพลางหัวเราะ
แบงค์เล่าว่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีเคยมีประท้วงหยุดงานมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งพวกเขากดดันให้บริษัทคืนค่ารอบเดิมได้สำเร็จ
“เมื่อก่อนอยู่กันเป็นซุ้ม ก็คุยง่าย เอาแค่หัวหน้ากลุ่มมาเจอกัน หยุดก็หยุดกันทั้งเมือง แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว คนไม่สามัคคี คนเก่า ๆ ที่เคยอยู่ก็ออกหมด เหลือแต่คนใหม่เข้ามาแทน”
สถานการณ์ตอนนี้กลายเป็นการแข่งขันรับงาน เพราะจำนวนไรเดอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เขานิ่งไปพักหนึ่งก่อนพูดต่อ “จากเมื่อก่อนทำงาน 8 ชั่วโมงได้ 1,000 บาท เดี๋ยวนี้บางวันได้แค่ 300 ใครจะทนอยู่ได้”
“ทราย” แม่ลูกสอง วัย 31 ปี ผู้วิ่งงานได้เพียง 3 เดือน จากคนที่เคยทำธุรกิจและเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร สุดท้ายมาเป็นไรเดอร์ในตัวเมืองสุราษฎร์ฯ เพราะรายได้ไม่พอใช้ และแรงบันดาลใจเล็ก ๆ มาจากไรเดอร์ที่เข้าไปรับอาหารในร้านที่เคยทำงาน
เธอเล่าว่าที่เลือกวิ่งไรเดอร์แทนงานประจำเพราะมีเวลาอยู่กับลูกมากกว่า “ถ้าโรงเรียนเปิด ก็ต้องไปส่งลูกแต่เช้า แล้วกลับมาวิ่งงานต่อ จากนั้นก็ไปรับลูกเข้าบ้านแล้วออกมาวิ่งใหม่ สามีช่วยกันขับ มีพ่อแม่ลูกสี่คน”
“แรก ๆ ก็ได้ 1,000-1,500 บาทนะ พอเริ่มมีอินเซนทีฟ ได้มากขึ้นก็มีแรงใจวิ่ง แต่ช่วงหลังรายได้ลดลงเยอะมาก เพราะคนขับก็เพิ่มขึ้น ค่ารอบก็ลดลง”
ทุกวันนี้เริ่มออกวิ่งงานตั้งแต่เช้าตรู่จนเกือบเที่ยงคืนเพื่อให้ได้ค่าอินเซนทีฟเต็มๆ แต่รายได้ต่อวันหลังหักค่าน้ำมันและค่าหนี้รายวัน ก็เหลือเพียงไม่กี่ร้อย
วันที่ไรเดอร์ในสุราษฎร์ธานีนัดประท้วงหยุดวิ่งนั้นทรายไม่ได้เข้าร่วม เพราะการหารายได้สำคัญกว่าการต่อรอง แต่ก็เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องให้เพิ่มค่ารอบกิโลเมตรละ 25 บาท
“นี่ก็คิดว่าจะเปลี่ยนงานอยู่เหมือนกัน ถ้ามันทรงอยู่แบบนี้… ไม่ใช่ทรงหรอก ตอนนี้มันทรุดเลยแหละ”
บ้านของเธอเป็นห้องแถวขนาดเล็ก มีเพียงฟูก พัดลม กับตู้เย็นเก่า ๆ สามีนั่งเงียบอยู่มุมห้อง ขณะที่ลูกสองคนวัย 2 ขวบกับ 4 ขวบ วิ่งเข้ามาเกาะแกะแม่อย่างไร้เดียงสา
“มันลำบากนะ แต่ก็ต้องทน มีลูกสองคน จะไม่ทนได้ยังไง” เธอพูดพร้อมดึงลูกน้อยมานั่งบนตัก
แม้บางคนต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมเพียงใด แต่ก็ไม่มีสิทธิ์คิดต่อสู้ แล้วใครจะช่วยเรียกร้องแทนพวกเขา เพราะการกดค่ารอบก็เป็นผลดีต่อผู้บริโภค และร้านค้าก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน
หนึ่งสัปดาห์หลังกลับจากสุราษฎร์ฯ สามีของทรายบอกข่าวว่าเธอขึ้นมาวิ่งงานไรเดอร์ในกรุงเทพฯ เพื่อส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูลูกและสามีที่บ้านเกิด
แม่ลูกสองคนหนึ่งต้องจากบ้านมาไกลเกือบ 600 กิโลเมตร พร้อมแบกภาระทั้งครอบครัวไว้บนบ่า
เส้นทางชีวิตของทรายไม่อาจควบมอเตอร์ไซค์หนีไปได้


๕.
ได้ฟังมาถึงตรงนี้ทำให้พอเห็นว่าอาชีพไรเดอร์ไม่ใช่แค่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ยังถูกผลักสู่ชายขอบทางเศรษฐกิจด้วยคำว่า “พาร์ตเนอร์อิสระ”
ไร้การคุ้มครองแรงงาน จึงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าจ้างอันเป็นธรรม ชั่วโมงทำงานที่เหมาะสม หรือสิทธิ์ประกันสังคม
ไรเดอร์เองถูกบีบให้ต่างคนต่างแย่งชิงงานที่แพลตฟอร์มโยนมาให้ หากนัดหยุดวิ่ง ยังมีบางกลุ่มยอมฝ่ามติเพื่อแลกกับเงินจูงใจพิเศษ ยิ่งทำให้ไรเดอร์ไม่มีพลังต่อรองใดๆ ไม่นับว่าการรวมตัวกันต่อรองยังทำได้ยาก เพราะกฎหมายไม่รองรับในฐานะสหภาพแรงงาน หากเกิดปัญหาก็ไม่อาจฟ้องร้องต่อกรมแรงงาน
เสียงของพวกเขาทั้งอ่อนล้าและแผ่วเบา จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ในวันที่ธุรกิจแพลตฟอร์มเติบโตอย่างก้าวกระโดด เหตุใด “พาร์ตเนอร์” ผู้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักกลับยิ่งรู้สึกทุกข์ร้อน
และอนาคตของพวกเขาบนถนนเส้นนี้คงขรุขระกว่าเดิมไม่น้อย
บรรณานุกรม
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (2563). ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี ปี 2563: โตพุ่ง 78% จากโควิด-19. กรุงเทพฯ: กสิกรไทย.
- SCB Economic Intelligence Center (EIC). (2564). Food Delivery: จากทางเลือกสู่ความเคยชินใหม่. กรุงเทพฯ: ธนาคารไทยพาณิชย์.
ขอขอบคุณ
- สหภาพไรเดอร์ ผู้มอบช่องทางการติดต่อไรเดอร์ในสุราษฎร์ธานี
- ขอขอบคุณไรเดอร์ทุกคน ที่มอบประสบการณ์ตรงของการต่อสู้ ความเหน็ดเหนื่อย และความหวังเท่าที่คนหนึ่งคนและแรงงานหนึ่งคนจะได้สัมผัสและเข้าใจ
- ขอขอบคุณตากล้องคู่หูที่เป็นส่วนสำคัญในการเดินทางครั้งนี้
