ครึ่งศตวรรษหลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปี 2293 มีคณะราชทูตจากกษัตริย์ลังกาผู้ปกครองกรุงศิริวัฒนะปุระ (เมืองแคนดี) เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (ครองราชย์ 2275-2301) ขอพระราชทานพระสงฆ์สยามไปช่วยสืบสายสมณวงศ์ ด้วยว่าการคุกคามรุกรานของโปรตุเกสทำให้คณะสงฆ์ต้องมีอันสูญสิ้นไปจากเกาะลังกา ซึ่งตามพระวินัยแล้วไม่อาจอุปสมบทขึ้นใหม่เองได้ จึงต้องขออาราธนาคณะสงฆ์จากสยามไปเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ ช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนา อันเป็นเหตุให้พระอุบาลีเถระและคณะสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยารับอาราธนาเดินทางไปประดิษฐานพระสงฆ์นิกายสยามวงศ์ขึ้น ณ ลังกาทวีป

จิตรกรรมโกศล #14 - อยุธยา สมัยบ้านเมืองยังดี

อาจด้วยเป็นคณะนักการทูตอันมีวัตถุประสงค์ทางศาสนาโดยเฉพาะ อาลักษณ์ผู้บันทึกจดหมายเหตุของคณะทูตลังกาจึงให้ความใส่ใจแก่เรื่องพระสงฆ์และวัดวาอารามในกรุงศรีอยุธยาเป็นพิเศษ ดังปรากฏคำบรรยายพระอารามหลวงหลายแห่งไว้โดยละเอียด

เช่นเล่าว่าในพระวิหารหลวง วัดพุทไธสวรรย์ (อยู่นอกเกาะเมืองไปทางทิศเหนือ) เขียนเป็นภาพเรื่องปฐมสมโพธิ ส่วนที่พระวิหารด้านทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุ “ฝาผนังเขียนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก แลเรื่องปฐมสมโพธิ รูปภาพที่เขียนนั้นล้วนปิดทองทั้งนั้น”

นี่จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อถึงยุคอยุธยาตอนปลายในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ขนบการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพุทธสถาน มีทั้งภาพ “มหาชาติ” คือเวสสันดรชาดก และเรื่อง “ปฐมสมโพธิ” คือพุทธประวัติ รวมทั้งมีการปิดทองลงบนภาพเขียนแล้ว

ในหนังสือ A History of Ayutthaya Siam in the Early Modern World ของอาจารย์คริส เบเคอร์ และอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร (ฉบับแปลภาษาไทยใช้ชื่อว่า “ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่”) เสนอคำอธิบายที่น่าสนใจว่า การเขียนภาพจิตรกรรมตามอาคารในวัดเช่นนี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเปลี่ยนแปลงทางสถาปัตยกรรมยุคอยุธยาตอนปลาย

กล่าวคือด้วยอาคารที่มีหน้าต่างจำนวนมากขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยเพิ่มแสงสว่างภายในอาคาร ทำให้เมื่อเขียนภาพที่มีเรื่องราวลงไปแล้ว สามารถมองเห็นรายละเอียดต่างๆ และติดตามเนื้อหาของเรื่องได้มากยิ่งขึ้น

แนวโน้มนี้เริ่มปรากฏมาแล้วตั้งแต่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เช่นที่นิโกลาส์ แชร์แวส (Nicolas Gervaise) บรรยายไว้ในจดหมายเหตุเรื่อง “ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม” (Histoire Naturelle et Politique du Royaume de Siam) ซึ่งแปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร ตอนหนึ่งว่า

“โบสถ์ทั่วไปนั้นมักขมุกขมัว และมีกลิ่นอับ ๆ อย่างไรชอบกล เพราะแสงสว่างมีทางสาดส่องเข้าไปได้แต่เฉพาะทางช่องประตู และช่องลมลางแห่งเท่านั้น คนชาวสยามได้รับคำแนะนำจากคนชาวยุโรปให้เบิกทางให้อากาศเข้าได้มากๆ ขึ้น ซึ่งเขาเริ่มจะคุ้นกับแบบอย่างการก่อสร้างของเราขึ้นมากแล้ว วัดที่เจ้าพระยาพระคลังคนเก่าสร้างขึ้นโดยพระบรมราชโองการเมื่อ ๘-๙ ปีที่แล้วมานี้นั้น เป็นชิ้นงานที่มีความงดงามลํ้าเลิศเป็นพิเศษทีเดียว การตกแต่งประดับประดาก็วิจิตรตระการตาไปเสียทั้งนั้น มีทางลมเข้าออกได้มากเหมือนบ้านในยุโรป”

ภาพจิตรกรรมฝาผนังจึงเคลื่อนผ่านจากภาพที่เขียนไว้เพื่อสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ เช่นเขียนในกรุปิดตาย หรืออุโมงค์แคบมืดสลัว กลายเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อการทอดสายตาทัศนา จึงเขียนไว้บนผนังอาคารสำคัญในเขตพุทธาวาส ณ ตำแหน่งแห่งที่ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน นับแต่บัดนั้น