ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล : เรียบเรียง

ในค่ายทหารหรือห้องสอบสวนที่ประชาชนเข้าไม่ถึง “ความจริง” อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกทำให้สูญหาย

ในวาระครบ 3 ปี ที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ “กฎหมายทรมาน-อุ้มหาย” ประกาศใช้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดวงเสวนาออนไลน์เพื่อทบทวนและถอดบทเรียนการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นหลายฝ่าย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

3 ปี กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย คุ้มครองใคร ? คุ้มครองแค่ไหน ?
ปิติกาญจน์ สิทธิเดช

ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความเห็นว่าการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมให้ “น่าเชื่อถือ” และ “ดูดีขึ้น” ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการใช้กล้องติดตัว (body camera) ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเชื่อว่าจะคุ้มครองทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ต้องหา แต่สิ่งที่ยังต้องกังวลคือรอยร้าวรอยรั่วเรื่องการเยียวยาความเสียหาย

ปิติกาญจน์เชื่อว่าหลังความสูญเสียที่เหยื่อและครอบครัวต้องเผชิญความเจ็บปวด ระบบยังไม่สามารถโอบอุ้มคนเหล่านี้ได้

“หลังติดตามการบังคับใช้กฎหมายมาตลอด 3 ปี สิ่งที่อยากเสนอคือการทำให้เหยื่อได้รับการคุ้มครองและเยียวยาตามมาตรฐานสากล อยากให้ระเบียบที่เขียนขึ้นมาใช้งานได้จริง โอบอุ้มผู้คนได้จริง ๆ” ปิติกาญจน์อยากเห็นการเยียวยาด้านจิตใจที่เป็นรูปธรรม ไม่ผลักภาระให้ครอบครัวผู้ถูกทรมานหรือถูกบังคับให้สูญหาย

“บาดแผลที่มองไม่เห็นนั้นบาดลึกมากกว่าที่เราคิด คดีลักษณะนี้บาดแผลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงร่างกาย แต่บาดลึกถึงจิตใจซึ่งยากประเมินมูลค่า คนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตกลับมาไม่ได้ การเยียวยาด้วยเงิน 500,000 บาท สำหรับชีวิตหนึ่งที่ต้องหายตัวไปหรือเสียชีวิต มันคุ้มไหม คำตอบคือไม่คุ้ม สิ่งสำคัญคือป้องกันให้ดี” เธอมองว่าหน้าที่ของรัฐคือสร้างช่องทางที่ปลอดภัยสำหรับให้เหยื่อและครอบครัวเข้าถึงการเยียวยาทางจิตใจได้โดยไม่ต้องออกเดินทางไปหาหมอด้วยความหวาดระแวง ว่าจะต้องนำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลมาใช้เป็นหลักฐาน หรือต้องแบกรับความกลัวว่าจะถูกคุกคาม ติดตาม ที่เป็นการซ้ำเติมความเจ็บปวด

“การเยียวยาที่แท้จริงไม่ควรเป็นเพียงขั้นตอนทางเอกสาร แต่ต้องเป็นระบบที่เข้าใจความเปราะบางของผู้สูญเสียปิติกาญจน์

prevention02
พรพิมล มุกขุนทด

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) องค์กรภาคประชาสังคมที่ลงพื้นที่ไปค้นหาเรื่องราวที่ถูกปกปิดร่วมกับครอบครัวผู้เสียหายเปิดเผยว่าในปี 2568 มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคดีลักษณะนี้มากถึง 34 กรณี จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นในค่ายทหารและโรงเรียน

หนึ่งในคดีที่สะท้อนความรุนแรงจากระบบของรัฐ คือ การเสียชีวิตระหว่างฝึกในค่ายทหารของพลทหารกิตติธร เวียงบรรพต เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ต้นเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้เริ่มจากครูฝึกพบบุหรี่ พลทหารกิตติธรถูกสั่งลงโทษพร้อมกับเพื่อนทหารกว่า 160 คน

หลังถูกลงโทษ พลทหารกิตติธรติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิต

เมื่อสถานที่เกิดเหตุเป็นค่ายทหาร ทำให้ไม่มีใครสามารถตรวจสอบเหตุการณ์ได้อย่างอิสระ คดีนี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ผู้กระทำผิดในค่ายทหารถูกนำตัวมาขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมของศาลพลเรือน และศาลพลเรือนมีคำพิพากษาจำคุกครูฝึก กลายเป็นหลักหมายสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย

อย่างไรก็ตาม พรพิมลเห็นว่าชัยชนะทางคดีเป็นเพียงเศษเสี้ยวของชัยชนะ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องแบกรับระหว่างการต่อสู้ ที่สุดแล้วบาดแผลทางใจก็ไม่ได้รับการเยียวยาให้สมกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

พรพิมลกล่าวถึงอุปสรรคของการทำคดีนี้ว่า “เราหาพยานหลักฐานในพื้นที่ปิดแทบไม่ได้ ประจักษ์พยานมีอยู่จริง แต่ไม่มีใครกล้าเปิดหน้า เพราะเขาอยู่ใต้อำนาจของผู้กระทำผิด และเราพบความล้มเหลวของระบบคุ้มครองพยาน อัยการเคยขอให้เราพาพลทหารที่อยู่ในเหตุการณ์มาให้การ ทั้ง ๆ ที่เขายังถูกขังอยู่ในค่ายทหาร มันสะท้อนว่ากลไกการคุ้มครองพยานของเราล้มเหลว”

สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับครูหรือบุคลากรทางการศึกษา ที่ส่วนหนึ่งยังมองว่าการลงโทษนักเรียนด้วยความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ พรพิมลเน้นย้ำว่าการทำรุนแรงเกินกว่าเหตุเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เธอพยายามยกระดับความเข้าใจของสังคมว่าร่างกายของเด็กไม่ใช่สนามอารมณ์ของใคร

เราพบข้อร้องเรียนกรณีครูสั่งลงโทษนักเรียนจนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 – 4 กรณี นี่คือการปฏิบัติที่เข้าข่ายการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราคาดหวังให้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหายจะใช้งานได้จริง ต่อให้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ขอให้นำไปสู่การเอาคนผิดมาลงโทษ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง”

prevention03
ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ (ภาพ : แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย)

ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่ง จากดินแดนที่เคยเป็นที่พึ่งพิงของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลับกลายเป็นศูนย์กลางหรือฮับ (hub) ของการปราบปรามข้ามชาติ ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลต่างชาติใช้อำนาจมืดติดตาม คุกคาม บังคับบุคคลให้สูญหายหรืออุ้มหาย

หัวใจสำคัญของมาตรา 13 ในกฎหมายฉบับนี้ ว่าด้วยหลักการ Non-refoulement หรือหลักการห้ามส่งกลับบุคคลไปเผชิญอันตรายหรือเสี่ยงที่จะถูกประหัตประหารชีวิต  เป็นพันธกรณีเด็ดขาดที่ไทยมีต่อประชาคมโลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลายกรณีกลับสวนทางกัน เราไม่ควรยอมให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ส่งต่อความตาย

ชนาธิปยกตัวอย่างกรณีชาวอุยกูร์อย่างน้อย 40 คน ถูกกักตัวในศูนย์กักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพฯ อย่างไม่มีกำหนด (indefinite detention) มานานกว่าสิบปี และถูกส่งตัวกลับประเทศจีนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการประณามจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ว่าเป็นการส่งกลับโดยบังคับและละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะถูกทรมานหรือคุมขังในจีน นอกจากนี้นยังรวมถึงกรณี อี ควิน เบดั๊บ (Y Quynh Bdap) นักกิจกรรมและผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม และ ธล สัมนัง (Thol Samnang) สมาชิกพรรคแสงเทียน พรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ที่ถูกรวบตัวกลางกรุงเทพฯ แล้วถูกส่งกลับไปเผชิญความเสี่ยงต่อการทรมานในประเทศต้นทาง ล้วนเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นปัญหาเดียวกัน

“รัฐไทยมักอ้างสิ่งที่เรียกว่า คำมั่นสัญญาทางการทูต (Diplomatic Assurance) เพื่อทำให้การส่งตัวบุคคลกลับประเทศต้นทางดูชอบธรรม ทั้งที่ในมาตรฐานสากล คำมั่นเช่นนี้แทบไม่มีความหมาย เพราะไม่มีกลไกใดรับประกันได้ว่า หลังจากบุคคลเหล่านี้พ้นสายตาเราแล้ว พวกเขาจะไม่ถูกซ้อมทรมาน ถูกควบคุมตัวอย่างไม่เป็นธรรม หรือถูกบังคับให้สูญหาย รัฐไทยต้องหยุดใช้คำมั่นสัญญาทางการทูตมาเป็นข้ออ้างส่งคนไปหาความตาย เพราะไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะไม่ถูกทรมาน” ชนาธิปให้เหตุผล

prevention04
รณกรณ์ บุญมี (ภาพ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้ความเห็นประเด็นคำมั่นสัญญาทางการทูต (Diplomatic Assurances) ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมองว่านี่คือจุดเปราะบางที่รัฐบาลมักใช้เป็นทางออกในการจัดการกับผู้ลี้ภัยชาวต่างชาติ แม้จะยอมรับว่าในโลกของการทูต คำมั่นสัญญาระหว่างรัฐมีน้ำหนักในเชิงความสัมพันธ์ แต่น้ำหนักนั้นต้องถูกนำมามองในความเป็นจริงว่าประเทศปลายทางมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร

“การใช้การเจรจาทางการทูตไม่ใช่ยาวิเศษที่จะส่งคนไปประเทศไหนก็ได้เพียงเพราะเขาสัญญาว่าจะไม่ซ้อมทรมาน เพราะลำพังแค่คำพูดมันไม่เพียงพอที่จะหักล้างความเสี่ยงชีวิต” 

ผศ.ดร.รณกรณ์ เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อไม่ให้มาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่เกี่ยวข้องกับหลักการห้ามส่งกลับ Non-refoulement ไม่กลายเป็นเพียงตัวอักษรที่ไร้น้ำหนัก โดยมองว่าหากรัฐไทยจะอ้างคำมั่นสัญญาทางการทูตในการส่งคนกลับรัฐต้องยกระดับความน่าเชื่อถือของคำสัญญานั้นให้สูงกว่ามาตรฐานปกติ

“ต้องดูความน่าเชื่อถือว่าคำมั่นนี้ใครเป็นคนเซ็น และมีใครเกี่ยวข้องบ้าง ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ระดับล่างรับปากกันเอง แต่อาจต้องถึงขั้นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือประธานาธิบดีของรัฐนั้น ๆ เป็นผู้ลงนามรับรองสวัสดิภาพ และต้องมีวงคุยหรือกลไกตรวจสอบที่มั่นใจได้จริง ๆ ว่าการส่งไปจะไม่นำไปสู่การทรมาน”

อีกด้านหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมาย ผศ.ดร.รณกรณ์ มองว่าแม้รัฐจะทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลวันละประมาณ 1 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการระบบกล้องติดตัว (body camera) ตำรวจ และการจัดเก็บข้อมูลในคดีที่เกี่ยวข้อง แต่เม็ดเงินเหล่านี้อาจไร้ความหมาย หากกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลยังขาดความเข้าใจพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมาย

ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีของ อานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กรณีที่ทนายอานนท์ถูกใส่โซ่ตรวนระหว่างเดินทางมาขึ้นศาล ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน
ผมเคยเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีทนายอานนท์เรื่องการใส่โซ่ตรวนที่ขัดต่อกฎหมายสากลอย่างชัดเจนตอนถูกควบคุมตัวมา แต่ตอนนั้นกลับไม่ได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง ศาลบอกว่าไม่ต้องอธิบายเพราะรู้กฎหมายดี และสุดท้ายก็ตัดสินว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย นี่คือความล้มเหลวของโรงเรียนกฎหมายที่ผลิตนักกฎหมายมา 15 ปี แต่ยังไม่สามารถสร้างคนที่เข้าใจหลักพื้นฐานของนิติรัฐและสิทธิมนุษยชนได้”

นอกจากความรู้และทัศนคติในกระบวนการยุติธรรม ผศ.ดร.รณกรณ์ ยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดในการบริหารที่ยังทำงานแบบบนลงล่าง หรือเรียกว่า “ระบบไซโล” ที่แยกส่วนกระทรวงใครกระทรวงมัน ส่งผลให้การช่วยเหลือเหยื่อไม่สามารถทำได้ทันท่วงที และบางกรณีเหมือนต้องนับหนึ่งใหม่
ระบบราชการของเราไม่เอื้อให้สั่งการข้ามกระทรวงได้ กระทรวงยุติธรรมไม่สามารถสั่งกระทรวงอื่นเพื่อให้เหยื่อได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยา ภาระงานกับทรัพยากรที่มีอยู่ของหน่วยงานที่ต้องทำคดีทรมานและอุ้มหายมีปริมาณไม่สอดคล้องกัน ในกรมคุ้มครองสิทธิฯ เรามีคนดูแลเรื่องนี้ประมาณ 20 คน ซึ่งต้องดูแลคนทั้งประเทศ ในทางปฏิบัติมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ เราจำเป็นต้องลงทุนกับความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพของเจ้าหน้าที่มากขึ้น ไม่ใช่แค่ออกคำสั่งหรือเพิ่มระเบียบ และเราต้องสร้างความเข้าใจให้ผู้บังคับใช้กฎหมาย”

ระเบิดเวลาอีกลูกในกระบวนการยุติธรรมคือข้อถกเถียงเรื่อง “คดีที่มีอายุความ” ที่ทำให้ความยุติธรรมเดินทางมาไม่ถึงผู้เสียหาย

ชนาธิปยกตัวอย่างบทเรียนราคาแพงจากคดีสลายการชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2549 อาชญากรรมที่กระทำโดยรัฐถูกยื้อเวลาจนคดีหมดอายุความ ในที่สุดความรับผิดก็เลือนหายไปพร้อมความหวังของผู้ได้รับผลกระทบ

ชนาธิปเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายอย่างจริงจังด้วยการ “ยกเลิกอายุความ” เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ยืนยันว่าอาชญากรรมร้ายแรงต่อมนุษยชาติไม่ควรถูกลบล้างด้วยกาลเวลา

“สำหรับอาชญากรรมร้ายแรงโดยรัฐ คดีไม่ควรมีอายุความ คดีต้องไม่มีวันหมดอายุ ดูตัวอย่างคดีตากใบที่พอคดีหมดอายุความ ความยุติธรรมก็เป็นอัมพาต ต้องมาคุยกันว่าคดีแบบนี้ไม่ควรมีอายุความใช่หรือไม่”

ในสายตาประชาคมโลกการทรมานไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจับกุมหรือสอบสวน นิยามการทรมานโดยรัฐได้ขยายขอบเขตสู่พื้นที่สาธารณะและโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ในการสลายการชุมนุม ซึ่งเป็นการสร้างบาดแผลทางกายที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจิตใจ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดกรณีหนึ่ง คือ พายุ บุญโสภณ นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงกระสุนยางเข้าที่ตาขวาในระยะประชิดระหว่างการสลายการชุมนุมม็อบ APEC 2022 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ไม่กี่เดือน และกลายเป็นภาพจำว่ารัฐใช้ความรุนแรงต่อประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิด้วยความรุนแรงซึ่งเข้าข่ายการทรมาน

“กรณีพายุไม่ใช่แค่เรื่องอุบัติเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่เข้าข่ายอาชญากรรมที่สร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ปัจจุบันเรื่องราวของเขาถูกนำเข้าสู่แคมเปญ Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก ของแอมเนสตี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐไทยยุติการลอยนวลพ้นผิดและยอมรับว่า ความรุนแรงบนถนนคือรูปแบบหนึ่งของการทรมานที่ต้องได้รับโทษ”

ชนาธิปทิ้งท้ายด้วยโจทย์ใหญ่และท้าทายของกฎหมายฉบับนี้ คือการทรมานทางจิตใจในโลกออนไลน์ ผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ ไอโอ (IO) ซึ่งมุ่งเป้าโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ เขาอธิบายว่าการข่มขู่ คุกคาม การประจานบนโลกโซเชียลโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ที่ทำหน้าที่แทนรัฐ แม้จะไม่ทิ้งบาดแผลทางกาย แต่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อศักดิ์ศรี ความปลอดภัย ทั้งชีวิตและจิตใจของผู้ถูกกระทำ การกระทำลักษณะนี้เป็นการทรมานทางจิตใจรูปแบบใหม่ที่เทียบได้กับ “ฆ่าคนทั้งเป็น” โดยไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลให้เห็นด้วยตา

“การข่มขู่ในโลกออนไลน์สร้างความหวาดระแวงและทำลายชีวิตคนได้รุนแรงไม่แพ้การทำร้ายร่างกาย น่าเสียดายที่หน่วยงานรัฐมักปฏิเสธความรับผิดชอบเพียงเพราะมองไม่เห็นร่องรอยของความรุนแรง ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่กับเหยื่อในสภาพแวดล้อมที่หาตัวคนทำยากยิ่งขึ้น นี่คือรูรั่วของกฎหมายที่ต้องเร่งอุด เพื่อไม่ให้โลกออนไลน์กลายเป็นสถานที่ทรมานที่รัฐใช้ปิดปากประชาชน”

prevention05
น้ำแท้ มีบุญสล้าง

น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร่วมร่างกฎหมายฉบับนี้และเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดี ปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” ผู้ถูกตำรวจ สภ.อรัญประเทศ บังคับทรมานให้รับสารภาพ ในคดีที่ บัวผัน ตันสุ หรือ “ป้าบัวผัน” ผู้เป็นภรรยาของตนเองถูกกลุ่มเยาวชนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต ปัญญาเกือบกลายเป็น “แพะ” ในคดีฆาตกรรมถูกดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบตามกฎหมาย

อัยการน้ำแท้เล่าว่าคดีนี้ถือเป็นคดีแรก ๆ ของประเทศไทย ภายหลัง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ประกาศใช้ และเปิดใจหลังเห็นผลงานที่ตนร่วมสร้างมาเพื่อคุ้มครองคนถูกนำไปใช้ไม่มากนัก ที่แย่กว่าคือถูกใช้อย่างบิดเบือนเพื่อฟอกขาวหรือลบความผิดร้ายแรงให้คนในระบบเดียวกัน

อัยการน้ำแท้ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่ากลัวคือการพยายามลดเกรดของอาชญากรรมร้ายแรงให้น้อยลง จากความผิดฐานทรมานที่ต้องขึ้นศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ มีบทลงโทษรุนแรงและเยียวยาเหยื่ออย่างเป็นธรรม…

“ต้องไม่ลดคดีให้เหลือเพียงความผิดฐาน “ทำร้ายร่างกาย” หรือ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ตามมาตรา 157 แบบคดีทั่วไป เพียงเพื่อให้เรื่องจบง่ายในชั้นตำรวจหรือศาลอาญาปกติ เพราะในทางปฏิบัติหลายคดีลงเอยด้วยการรอลงอาญาหรือการยอมความ 

อย่าหวังว่าเจ้าหน้าที่จะมีจิตสำนึกขึ้นมาทันทีเพียงเพราะมีกฎหมายใหม่วางอยู่บนโต๊ะ เจ้าหน้าที่เคยชินกับวิถีชีวิตปกติที่ทำกันมานาน เพราะบางคนมองว่าการปิดคดีให้ได้คือความสำเร็จสูงสุดโดยไม่สนวิธีการ ขณะที่บางคนใช้ช่องว่างนี้ในการทุจริตเรียกรับทรัพย์ กลายเป็นว่ากฎหมายที่สร้างมาเพื่อป้องกันอาชญากรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการซ่อนขยะหรือความผิดไว้ใต้พรม”

อัยการน้ำแท้ให้ความเห็นว่าอุปสรรคใหญ่ของกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ความยากในการตีความตัวบทกฎหมาย แต่คือทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บังคับใช้ที่ยังมองประชาชนเป็นผู้ต้องสงสัยมากกว่ามนุษย์คนหนึ่ง และยังรวมถึงหน่วยงานที่เลือกปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเองมากกว่าการยืนอยู่ข้างความถูกต้องและความยุติธรรม เขาชี้ว่าตราบใดกระบวนการยุติธรรมยังเปิดช่องให้ข้อมูลสำคัญในห้องสอบสวนถูกควบคุมอยู่ในวงจำกัด และตราบใดที่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมยังเลือกจัดการคดีให้คลี่คลายลงอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความเรียบร้อยภายในองค์กร กฎหมายฉบับนี้ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันหรือยับยั้งการกระทำที่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำได้เพียงช่วยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วในระดับหนึ่ง

“เราเห็นช่องว่างที่น่ากลัวในคดีลุงเปี๊ยก เมื่อมีการเปิดช่องให้อีกหน่วยงานสอบสวนเพิ่มเติม มันเหมือนการนับหนึ่งใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเวลาผ่านไป 2 ปีความยุติธรรมก็ยังไปไม่ถึงไหน ผมมีความหวังและพยายามทลายกำแพงวิธีคิดของอัยการและตำรวจ แต่เรายังขาดบุคลากรภาคสนามที่เข้าใจหัวใจของกฎหมายป้องกันการทรมานและอุ้มหายนี้จริง ๆ”

อัยการน้ำแท้จึงเสนอให้ปรับระเบียบกฎหมายในประเด็นสำคัญ คือการส่งสำนวนคดีและการสอบสวนไปให้อัยการในพื้นที่ที่มีการจับกุมตั้งแต่แรก เพื่อให้อัยการสามารถเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงหน้างานได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่พยานหลักฐานจะสูญหายหรือถูกทำลาย

เสียงจากผู้เข้าร่วมวงพูดคุยออนไลน์สะท้อนตรงกันว่าถ้าอยากให้กฎหมายฉบับนี้ใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพต้องปรับทั้งวิธีคิดและวิธีทำงาน หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากคือ “อัยการเชิงรุก” ที่ลงไปดูข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพียงรอรับเอกสาร

ขณะเดียวกัน กระบวนการยุติธรรมควรให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มากกว่าการยึดติดกับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว เรื่องการเยียวยาต้องทำให้เห็นผลจริงโดยเฉพาะการดูแลด้านจิตใจ ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ผู้เสียหายต้องรอเอกสาร ใช้ใบเสร็จทางการแพทย์ หรือรอคำตัดสินของศาลจนทุกอย่างจบลงก่อนแล้วเกิดการเยียวยา

3 ปีของการบังคับใช้กฎหมาย ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังต้องทำงานในระยะยาวอีกหลายเรื่อง ทั้งสร้างความเข้าใจให้กับผู้บังคับใช้กฎหมาย และการสื่อสารให้ประชาชนรู้สิทธิของตัวเอง ว่าการแจ้งความไม่ได้ทำได้แค่ที่สถานีตำรวจ แต่สามารถทำผ่านสำนักงานอัยการหรือฝ่ายปกครองได้เช่นกัน เพราะกฎหมายจะช่วยคุ้มครองคนได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเข้าใจและใช้อย่างถูกต้องไปพร้อมกัน

3 ปีที่ผ่านมา การบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่เข้าใจ และความลังเลที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ระบบ

สอบผ่านหรือสอบตก คือบทเรียนราคาแพงและการเดินทางที่ยังไม่สิ้นสุดของระบบยุติธรรม

ขอขอบคุณ

  • แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย