เรื่อง : วิชญดา ทองแดง

“รู้ไหมว่าฝนตกเกิดจากอะไร…พญานาคขยับตัวไง”

ถ้อยคำชวนทึ่งของอาจารย์จากห้องเรียนคติชนวิทยา ทำให้ฉันนำไปเล่าต่อให้เพื่อนต่างคณะในชมรมบำเพ็ญประโยชน์ของมหาวิทยาลัยที่มีพระพิรุณทรงนาคเป็นตราสัญลักษณ์ฟังกันอย่างสนุกสนาน

ผ่านวารวันนั้นมาฉันก็รับรู้เรื่องพญานาคประปรายจากตำรานาคให้น้ำฝนที่เป็นคำทำนายความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน ประเพณีบั้งไฟพญานาค และความเชื่อเรื่องนาคในลุ่มน้ำโขงที่สืบเนื่องมายาวนาน

เมื่อทีมงานนิตยสารสารคดีตัดสินใจทำเรื่องนาค ฉันจึงขอร่วมวง ด้วยมองว่าความเชื่อไม่ใช่เรื่องงมงาย หากเป็นระบบความหมายที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ทว่า ความเชื่อล้วนเล่าผ่านเรื่องเล่าซึ่งมักมีหลายสำนวน ชื่อเฉพาะและรายละเอียดต่างกัน บางช่วงตอนสลับสับเปลี่ยนสับสน ยิ่งเมื่อถ่ายทอดเป็นภาษาไทย การสะกดคำก็แปรตามผู้แปลหรือผู้เรียบเรียง ฉันจึงมุ่งมองภาพรวมของความเชื่อเรื่องนาค มากกว่าการค้นหาความจริงหรือตัดสินความถูกต้อง

ภาพสลักบนหน้าผา ณ เมืองมามัลละปุรัม รัฐทมิฬนาฑู แสดงถึงจักรวาลฮินดูว่านาคผู้ครองเมืองบาดาลสัมพันธ์กับสวรรค์และโลกมนุษย์มายาวนาน ดังความเชื่อที่ว่าเมื่อพระแม่คงคาเสด็จสู่ผืนโลกหลังจากไม่เสด็จมาหลายปี ปวงเทพ มนุษย์ และสรรพสัตว์ต่างยินดี เหล่านาคก็เช่นกัน ( ภาพ : ศรัณย์ ทองปาน)

ประติมากรรมที่หน้าบันเทวาลัยศรีรังคนาถ รัฐทมิฬนาฑู แสดงภาพเดียวกับเทพประธาน คือ“ศรีรังคนาถ” หรือ “นารายณ์บรรทมสินธุ์” มีเศษะนาค (อนันตนาค) เป็นแท่นรองรับพระวิษณุผู้บรรทมเพื่อพักรอการสร้างโลกใหม่เมื่อกัปป์ใหม่มาถึง (ภาพ : ศรัณย์ ทองปาน)

รอยนาคจากถ้อยคำและความเชื่อทางพราหมณ์ฮินดู

ในห้องเรียนภาษาศาสตร์หลายวิชา มีแนวคิดหนึ่งที่ฉันจำได้เสมอว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้เรียกขานสิ่งต่างๆ รวมถึงความคิดและความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแล้ว คำว่า “นาค” หรือ “พญานาค” จึงเกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้คนเชื่อว่ามีสิ่งนั้นอยู่

นาคในภาษาไทยมีรากคำจากภาษาสันสกฤต नाग (nāga) เป็นคำนามเพศชาย มีรูปประธานเอกพจน์ว่า nāgaḥ (นาคะ)

ส่วนในบาลีเป็น nāgo (นาโค) หมายได้ทั้งงูใหญ่ ช้าง หรือผู้ประเสริฐ

นักภาษาศาสตร์บางส่วนยังเสนอว่าคำนี้อาจสัมพันธ์กับกลุ่มคำอินโด-ยูโรเปียนที่เกี่ยวข้องกับงูหรือสัตว์เลื้อยคลาน

เมื่อคำว่านาคมีรากฐานจากภาษาและวัฒนธรรมอินเดีย ฉันจึงเริ่มต้นจากความเชื่อทางพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งส่งอิทธิพลต่ออุษาคเนย์ยาวนาน

หากมองผ่านเอกสารสำคัญของอินเดีย เรื่องนาคแบ่งเป็นสามช่วง ได้แก่ ยุคพระเวท ยุคมหากาพย์ และยุคคัมภีร์ปุราณะ

naknaka04 1
วาสุกิ สวามิภักดิ์ต่อพระศิวะโดยถวายตัวเป็นสังวาลพันรอบพระศอ (คอ) มีรูปเคารพทั่วไปในอินเดียอย่างเช่นภาพวาดพระศิวะและครอบครัวที่กำแพงเทวาลัยแห่งหนึ่งในเมืองกัลกาตา รัฐ (ภาพ : วิชญดา ทองแดง)

นาคในยุคพระเวท

ช่วงแรกคือยุคพระเวท (Vedic Period) ราวหนึ่งพันปีก่อนพุทธศาสนาคาบเกี่ยวถึงต้นพุทธกาล มีคัมภีร์หลักสี่เล่ม ได้แก่ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท และอาถรรพเวท ซึ่งถือเป็น “ศรุติ” หรือคัมภีร์ที่เชื่อว่าได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้า สะท้อนสังคมเกษตรกรรมที่เคารพบูชาธรรมชาติและเทพแห่งธรรมชาติ เช่น พระสูรย์ พระวิษณุ พระวรุณ และพระอัคนิ

ร่องรอยของนาคเริ่มปรากฏในรูปของ อหิ (ahi – งู) หรือ สรปะ (sarpa – ผู้เลื้อย)

ในคัมภีร์ฤคเวทกล่าวถึงวฤตระ (Vṛtra) งูยักษ์ผู้กักน้ำและฝน (บ้างว่าขโมยน้ำทั้งหมดไปจากโลก) ไว้บนสวรรค์จนโลกเกิดความแห้งแล้ง พระอินทร์จึงใช้วัชระ (สายฟ้า) ปราบ เพื่อปลดปล่อยน้ำกลับคืนสู่โลกมนุษย์

ในยุคเดียวกันนี้ยังมีตักษกะ (Takṣaka/ตักศกะ/ทักษกะ) งูมีพิษผู้มีบทบาทสำคัญต่อเนื่องทั้งในยุคมหากาพย์และยุคคัมภีร์ปุราณะ

ส่วนปลายยุคพระเวท ซึ่งนักวิชาการบางสายเรียกว่า “ยุคอุปนิษัท” เน้นการถ่ายทอดความรู้เชิงปรัชญาจากคุรุสู่ศิษย์ แม้แนวคิดทางศาสนาและจักรวาลวิทยาจะพัฒนาลึกซึ้ง แต่ยังไม่พบนาคในฐานะสัตว์กึ่งเทพอย่างที่รับรู้กันต่อมา

naknaka05
กาลิยะ นาคมีพิษที่ปล่อยพิษลงแม่น้ำยมุนา พระกฤษณะทรงปราบโดยร่ายรำบนนาคก่อนไว้ชีวิตแล้วสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ดังภาพสลักบนกำแพงเทวาลัยแห่งหนึ่งในเมืองฮัมปี รัฐกรณาฏกะ
(ภาพ : 123RF: 183252679)

นาคในยุคมหากาพย์

เมื่อมองในยุคมหากาพย์ (Epic Period) ซึ่งคาบเกี่ยวกับปลายยุคพระเวท มีมหากาพย์สำคัญสองเรื่องคือ มหาภารตะ และ รามายณะ

มหาภารตะได้รับการยกย่องว่าเป็นมหากาพย์ยาวที่สุดในโลก แบ่งเป็น ๑๘ บรรพ พร้อมขิลบรรพ (ภาคเสริมเกี่ยวกับพระกฤษณะ) ตามคติเล่าว่าพระคเณศทรงจารึกเรื่องราวจากคำบอกเล่าของฤๅษีวยาส แม้ภายหลังจะมีผู้แต่งเติมอีกมากก็ตาม เนื้อหาครอบคลุมทั้งศาสนา ปรัชญา การเมือง สงคราม จริยธรรม วิถีชีวิตและความเชื่อ จนมีคำกล่าวว่า “สิ่งใดไม่มีในมหาภารตะ ย่อมหาได้ยากจากที่อื่น” แน่นอนว่าฉันพบเรื่องของนาครวมอยู่ด้วย

ในมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษของคิซารี โมฮัน กังคูลี (ตีพิมพ์ช่วง ๒๔๒๖–๒๔๓๙) ซึ่งถือเป็นฉบับแปลสมบูรณ์ฉบับแรกจากภาษาสันสกฤต นาคปรากฏตั้งแต่อาทิบรรพ (ตอนที่ ๑) ทั้งในเหตุการณ์กวนเกษียรสมุทร กำเนิดเผ่านาค และความสัมพันธ์ระหว่างนาคกับครุฑ

ในเหตุการณ์กวนเกษียรสมุทร พระวิษณุทรงมอบหมายให้อนันตะหรือเศษะนาค ผู้ทรงพละกำลังช่วยขนย้ายภูเขามันทระมาเป็นแกนกวนสมุทร ส่วนพญาวาสุกิทำหน้าที่เป็นเชือกพันรอบภูเขา เหตุการณ์นี้เป็นฉากสำคัญของจักรวาลวิทยาพราหมณ์-ฮินดู

อาทิบรรพยังเล่าถึงกำเนิดเผ่านาคว่า ฤๅษีกัศยปะมีชายาที่เป็นพี่น้องกันสองนางคือกัทรุและวินตา กัทรุผู้น้องขอบุตรหนึ่งพัน ส่วนวินตาขอบุตรเพียงสองแต่มีฤทธิ์เหนือกว่า เมื่อไข่ของกัทรุฟักออกจึงกำเนิดเหล่านาคจำนวนมาก ถือเป็นต้นวงศ์ของเผ่านาคและเป็นปรปักษ์กับครุฑ ผู้เป็นโอรสของวินตา

ภาพของนครนาคเด่นในอุทโยคบรรพ (ตอนที่ ๕) ช่วงที่เหล่าฤๅษีและผู้ใหญ่พยายามเกลี้ยกล่อมทุรโยธน์ผู้นำฝ่ายเการพไม่ให้ทำสงครามกับฝ่ายปาณฑพ

มีเรื่องแทรกกล่าวถึงจักรวาลวิทยาฮินดูที่เชื่อมโยงสวรรค์ โลกมนุษย์ และบาดาลว่าติดต่อเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายอาศัยอยู่ สถานะของเผ่านาคชัดเจนผ่านเรื่องเล่าถึงพระนารทฤๅษีพามาตลี (สารถีพระอินทร์) ลงสู่โภควดี เมืองหลวงแห่งเหล่านาคในบาดาลซึ่งปกครองโดยพญาวาสุกิ

มีบทพรรณนาว่าเมืองนาคงดงามไม่แพ้นครอมราวดีของพระอินทร์ มีที่พำนักของเศษะนาค ผู้มีพันเศียรและทำหน้าที่รองรับโลก ที่นี่ยังเป็นที่อาศัยของเหล่านาคอีกนับไม่ถ้วน บางตนมีสอง สาม ห้า เจ็ด ร้อย หรือพันเศียร ประดับด้วยอัญมณีและเครื่องทรงทิพย์ มหาภารตะฉบับแปลโดยกังคูลีเอ่ยนามนาคสำคัญไว้ ๖๗ ชื่อ เช่น เศษะ วาสุกิ ตักษกะ กรรโกฏกะ กาลิยะ อัศวตร อารยกะ ไอราวตะ นันทะ ในที่สุดมาตลีเลือกสุมุขะ เจ้าชายนาคเชื้อสายไอราวตะเป็นคู่ครองให้ธิดา

นาคโดดเด่นที่สุดในมหาภารตะเท่าที่ฉันสรุปได้คือ เศษะ วาสุกิ และตักษกะ

เศษะนาค (อนันตะเศษะ/อาทิเศษะ – ไทยรับมาและคุ้นเคยกันในนามอนันตนาคราช) มีภาพลักษณ์เป็นผู้ทรงบารมี มุ่งบำเพ็ญตบะ และหลีกเร้นจากความขัดแย้งของพี่น้อง ชื่อ “เศษะ” หมายถึงสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ ส่วน “อนันตะ” หมายถึงความไม่มีที่สิ้นสุด สะท้อนความเชื่อว่าท่านเป็นผู้รองรับโลกและดำรงอยู่ตราบจนสิ้นกัลป์ แม้ทุกสิ่งสูญสลาย แต่นาคนี้ยังอยู่ ถือกันว่าเป็นพี่คนโตเพราะเกิดจากไข่ฟองแรกของกัทรุ

ส่วนวาสุกิ (ไทยรับมาเป็นวาสุกรี/พาสุกรี) ผู้เป็นราชานาค มีฉากที่ช่วยภีมะจากที่ถูกทุรโยธน์วางยาพิษแล้วถ่วงน้ำ ที่สำคัญได้ช่วยเผ่านาคจากคำสาปของกัทรุที่สาปแช่งเหล่าลูกนาคผู้ไม่ช่วยตน (ครั้งท้าพนันกับวินตา) ให้ถูกจับไปบูชายัญ พญาวาสุกิจึงยกชรัตการุ น้องสาว ให้สมรสกับฤๅษีชรัตการุ เพื่อให้นางขอลูกจากฤๅษีมาแก้คำสาป อัสติกะจึงถือกำเนิดมาเป็นผู้ยับยั้งพิธีบูชายัญในกาลต่อมา

ด้านตักษกะ ซึ่งคนไทยแทบไม่คุ้นหู เป็นสหายของพระอินทร์และอาศัยอยู่ในป่าขัณฑวะ เมื่อพระกฤษณะและอรชุนช่วยพระอัคนีเผาป่า ตักษกะไม่อยู่จึงรอดชีวิตเช่นเดียวกับอัศวเสนา บุตรชายผู้หนีรอด แต่ครอบครัวและบริวารจำนวนมากถูกไฟเผาตาย กลายเป็นชนวนแห่งความขัดแย้ง ภายหลังตักษกะจึงใช้อุบายแปลงกายเป็นหนอนซ่อนตัวในผลไม้เสวยแล้วคืนร่างเพื่อกัดพระเจ้าปาริกษิต (พระราชนัดดาของอรชุน) จนสวรรคตตามคำสาปของฤๅษีว่าต้องสิ้นชีพด้วยพิษงู ทำให้พระเจ้าชนเมชัย (พระราชโอรสของปาริกษิต) ทรงจัดพิธีสรปยัชญะ (พิธีบูชายัญงู) เพื่อล้างแค้นเผ่านาคทั้งหมด แต่พิธียุติด้วยการวิงวอนของอัสติกะผู้เป็นหลานของวาสุกิ

นอกจากนาคสำคัญทั้งสาม มหาภารตะยังกล่าวถึงอุลูปี ธิดาของนาคราชเการวยะ ผู้เป็นชายาของอรชุน

อุลูปีมีทายาทคืออิราวาน (เอราวาน/ไอราวตะ/อิราวัต) นอกจากนั้นยังมีกรรโกฏกะนาค ผู้มีบทบาทสำคัญในเรื่องพระนลซึ่งเป็นเรื่องเล่าแทรก ซึ่งต่อมาถูกดัดแปลงเป็นวรรณคดีไทยเรื่องพระนลคำหลวง

ส่วนในรามายณะ นาคมีบทบาทน้อยกว่ามหาภารตะแม้ออกชื่อสำคัญอย่างอนันตะ วาสุกิ ขณะที่รามเกียรติ์ของไทยขยายรายละเอียดเกี่ยวกับเมืองบาดาลและนาคเพิ่มเติม จนเกิดตัวละครอย่างพญากาลนาค ซึ่งไม่ปรากฏเด่นในรามายณะฉบับสันสกฤต

naknaka06
มนสาเทวี เทพีแห่งงู มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับนางนาคชรัตการุในมหากาพย์มหาภารตะและเทพท้องถิ่น ดังเช่นที่เทวาลัยพระแม่มนสาและเพหุลา-ลักษมินธร เมืองทริเบนี รัฐเบงกอลตะวันตก มีเรื่องเล่าว่าลักษมินธรถูกงูของพระแม่กัดตาย นางเพหุลาทำพิธีอ้อนวอนจนพระแม่ชุบชีวิตกลับคืน(ภาพ “Maa Manasa Devi idol at Tribeni” โดย Dassurojitsd จาก Wikimedia Commons / สัญญาอนุญาต CC BY-SA 4.0)
naknaka07
ศียรอาราวานมีงูประดับบ่งบอกเชื้อสายนาค รูปเคารพสื่อถึงเรื่องราวในมหาภารตะ ซึ่งอิราวานยอมถูกตัดเศียรสังเวยสู่ชัยชนะของฝ่ายปาณฑพในสงครามกุรุเกษตร เศียรนี้สูง ๔ เมตร ประดิษฐานในเทวาลัยเทราปตีอัมมัน เมืองตัญชาวูร์ รัฐทมิฬนาฑู (ภาพ : “Nallaravan” โดย Balaji Srinivasan จาก Wikimedia Commons (ต้นฉบับจาก Flickr) / สัญญาอนุญาต CC BY-SA 2.0

นาคในยุคคัมภีร์ปุราณะ

เมื่อเข้าสู่ยุคคัมภีร์ปุราณะ ความเชื่อทางพราหมณ์-ฮินดูเริ่มเปลี่ยนจากโลกของเทพธรรมชาติในยุคพระเวทมาสู่โลกของมหาเทพหรือตรีมูรติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพระวิษณุ (นารายณ์) และพระศิวะ (อิศวร) ผู้มีบทบาทเด่น จนเกิดนิกายสำคัญคือไวษณพ (ไว-สะ-นบ) และไศวะ (ไส-วะ) ซึ่งต่างก็มีคัมภีร์และเรื่องเล่าของตนเองอีกมากมาย

นักวิชาการยุคหลังรวบรวมคัมภีร์ยุคนี้เป็นหมวดหมู่ (บางคัมภีร์มีอายุนับพันปี) โดยยกย่องคัมภีร์สำคัญ ๑๘ เล่มว่าเป็น “มหาปุราณะ” เรื่องราวจากยุคก่อนได้รับการขยายรายละเอียดมากขึ้นมาก เชื่อมโยงเข้ากับจักรวาลวิทยาและบทบาทของเทพเจ้า

นาคในยุคปุราณะกินความเพิ่มหมายถึงเผ่าพันธุ์กึ่งเทพ ครอบครองนครบาดาล มีลำดับชั้นทางสังคม มีรายละเอียดเพิ่มทบทวี โดยเฉพาะในคัมภีร์ภาควตปุราณะ (ศรีมัทภควาตัม)

เรื่องเล่าที่มีชื่อเสียงคือฉากพระกฤษณะปราบกาลิยะ นาคหลายเศียรที่ปล่อยพิษลงในแม่น้ำยมุนา ทรงร่ายรำบนเศียรของนาคก่อนไว้ชีวิตและสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น ส่วนวิษณุปุราณะกล่าวถึงกำเนิดวงศ์นาคและวงศ์ตระกูลเป็นหลัก

การขยายความต่อจากยุคก่อนให้ภาพเศษะนาค (อนันตะ) เพิ่มเป็น “ผู้มีพันเศียร พันเนตร และพันบาท” ทำหน้าที่รองรับโลกทั้งหลายไว้ตลอดกาล ถือเป็นผู้ภักดีต่อพระวิษณุ (นารายณ์) อย่างยิ่ง (มีที่เชื่อว่าอนันตนาคอวตารมาเคียงข้างพระวิษณุเสมอ เช่นเป็นพระพลรามพี่ชายของพระกฤษณะ หรือเป็นพระลักษมณ์น้องชายพระราม) ภาพพระวิษณุบรรทมเหนืออนันตนาคในช่วงพักรอสร้างโลกใหม่เมื่อกัปใหม่มาถึง

ในอินเดียใต้มีภาพคุ้นตาเช่นพระศรีรังคนาถ ส่วนในศิลปกรรมไทยมีภาพจำคือ “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ล้วนมีรากมาจากความเชื่อในยุคนี้ ฉั

นพบการเชื่อมโยงในไทยด้วยว่าเมื่อถือว่าพระมหากษัตริย์คือนารายณ์อวตาร คราวเสด็จพระราชดำเนินทางบกก็จะมีครุฑเป็นพาหนะ ส่วนทางน้ำอนันตนาคคือผู้รับใช้ ดังจะเห็นได้จากชื่อเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช

ส่วนวาสุกิ นอกจากเป็นราชาแห่งนาคแล้ว ยังกล่าวถึงตอนที่พระศิวะทรงปกป้องสรรพโลกโดยทรงดื่มพิษกาลกูฏที่เกิดขึ้นระหว่างการกวนสมุทร (เชื่อกันด้วยว่าบนโลกใบนี้สิ่งที่มีพิษก็สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้น) ด้วยความศรัทธาสูงสุดต่อพระศิวะที่ทรงรับดื่มพิษ วาสุกิจึงสวามิภักดิ์เป็นบริวารใกล้ชิดปรากฏเป็นสร้อยสังวาลพันรอบพระศอ (คอ) ของพระองค์

ด้านตักษกะในยุคนี้มีรายละเอียดมากขึ้น บางสำนักว่าเป็นนาคมีปีกบินได้ วรกายสีแดง

เมื่อถึงตรงนี้ฉันเห็นภาพรวมของนาคจากรอยอินเดียโบราณว่า ในยุคพระเวทมี “อหิ” หรืองูศักดิ์สิทธิ์ ส่วนในยุคมหากาพย์ นาคมีบทบาทชัดเจนขึ้นในฐานะเผ่าพันธุ์กึ่งเทพ มีชนชั้น และนครบาดาล มีรัก โกรธ อาฆาต และคุณธรรมไม่ต่างจากมนุษย์ รวมถึงมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ดังหลายตอนที่เล่าถึงการสมรสระหว่างนาคกับมนุษย์ จนนักวิชาการบางส่วนเสนอว่า “นาค” อาจสะท้อนถึงชนพื้นเมืองหรือกลุ่มชาติพันธุ์เดิม ส่วนยุคคัมภีร์ปุราณะ นาคมีภาพชัดว่าเป็น “สิ่งมีชีวิตเชิงจักรวาล” เชื่อมโยงกับเทพเจ้าสูงสุด และเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งจำนวนมาก

ความเปลี่ยนแปลงนี้ ล้วนเป็นมรดกทางความคิดที่ส่งอิทธิพลและเป็นต้นแบบสำคัญของพญานาคในความเชื่อของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะคนไทย ลาว และผู้คนลุ่มน้ำโขงมาจนทุกวันนี้

naknaka08 1
หินนาคหรือนาคกัล แผ่นสลักรูปงูที่พบเห็นได้ทั่วไปตามต้นไม้ใหญ่บริเวณเทวาลัยในอินเดียใต้ ดังเช่นที่เมืองกาญจีปุรัม รัฐทมิฬนาฑู (ภาพ : วิชญดา ทองแดง)
naknaka09 1
หินนาคหรือนาคกัล รูปนาคคู่ ครึ่งบนเป็นมนุษย์ครึ่งล่างเป็นงูพันกัน ในมือถือมือน้ำสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ – พิพิธภัณฑ์อินเดีย เมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตก (ภาพ : วิชญดา ทองแดง)
naknaka09 2
นาคและนาคีในร่างมนุษย์ยืนคู่กัน (บ้างว่าเป็นเทพที่มีนาคอยู่เบื้องหลัง) – พิพิธภัณฑ์มถุรา รัฐอุตตรประเทศ (ภาพ : วิชญดา ทองแดง)
naknaka09 3
ฐานของรูปสลักหินนาคนี้มีตัวอักษรเทวนาครี แปลได้ว่า บุรุษตมะ (Purushottam ji) – หอศิลป์ พระราชวังอุทัยปุระ รัฐราชสถาน (ภาพ : วิชญดา ทองแดง)

นาคกัลรูปแบบหลากหลาย – พิพิธภัณฑ์กรุงเจนไน รัฐทมิฬนาฑู (ภาพ : ศรัณย์ ทองปาน)

รอยนาคในอินเดียปัจจุบัน

พญานาคในไทยผสมผสานทั้งอิทธิพลจากพราหมณ์-ฮินดูและพุทธศาสนา ความเชื่อได้รับการสืบต่อ ขยาย สร้างเสริมในหลากรูปแบบ และพัฒนาผ่านสื่อตามยุคสมัย ทั้งเอกสารโบราณอย่างตำรานาคให้น้ำและสงกรานต์ ตำนานท้องถิ่นในลุ่มน้ำโขงอย่างอุรังคธาตุ วรรณกรรมอย่างแม่โขง (๒๕๓๘) ภาพยนตร์อย่าง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (๒๕๔๕) ละครอย่างนาคี (๒๕๕๙) มีผู้ศึกษาไว้มากมาย รวมถึงในรอบสิบปีมานี้มีวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหลายฉบับ เกือบทั้งหมดสร้างภาพพญานาคตามจินตนาการต่างจากภาพงูตามธรรมชาติ

ส่วนในอินเดียปัจจุบัน แม้นาคถือกำเนิดจากโลกของเทพปกรณัม แต่นาคยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเชื่อร่วมสมัย

เท่าที่ฉันเดินทางในอินเดียหลายครั้งได้เห็นภาพนาคอินเดียคล้ายงูในธรรมชาติมากกว่าภาพพญานาคที่พบเห็นในศิลปกรรมไทย

ขอเล่าถึงนาคเพียงบางส่วนในรูปของเทวีแห่งงู วีรบุรุษเชื้อสายนาค เทวาลัยนาคราช นาคกัล (หินงู) และประเพณีบูชางู

ความเชื่อเรื่องนาคจากมหากาพย์มหาภารตะแพร่ไปในหลายพื้นที่ มีตัวละครที่โยงมาสู่ความเป็นเทพคือมนสาเทวีและอิราวาน

ทุกวันนี้มีการนับถือเทพแห่งงูในนามมนสาเทวี (Manasā Devī) ซึ่งเชื่อมพระนางเข้ากับชรัตการุ น้องสาวของวาสุกิ และมารดาแห่งอัสติกะ ผู้ยุติพิธีบูชายัญงูของพระเจ้าชนเมชัย มีสถานที่สักการะอยู่หลายแห่งในอินเดียตะวันออกและตอนเหนือ เชื่อว่าหากบูชาพระนางจะปลอดภัยจากงูและสัตว์มีพิษทั้งปวง แต่ก็ยังมีบางความเชื่อแยกนาคกับงูออกจากกันผ่านนิยาม “กัทรุคือแม่นาค มนสาเทวีคือแม่งู”

ส่วนเทพท้องถิ่นองค์หนึ่งในอินเดียใต้โดยเฉพาะรัฐทมิฬนาฑู คือ คุตตันตวร’ (คูทันดาวาร์/Kuttandavar) หรืออาราวาน (Aravan) ได้รับการเชื่อมโยงว่าเป็นหนึ่งเดียวกับโอรสของอรชุนกับนางนาคอุลูปี

ตามเรื่องในมหากาพย์อิราวานขอแต่งงานหนึ่งคืนก่อนถูกสังหารเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้ฝ่ายปาณฑปได้ชัยชนะในสงครามกุรุเกษตร พระวิษณุจึงอวตารเป็นนางโมหินีมาอภิเษกด้วย

ปัจจุบันอิราวานเป็นที่รู้จักในนามอาราวาน จากเทศกาลคูวากัม-ซึ่งกลุ่มคนข้ามเพศจะมาร่วมพิธีเป็นนางโมหินีในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม บางแห่งจัดงานนี้ถึง ๑๘ วัน (ภาษาทมิฬมีคำเรียกคนข้ามเพศว่าอาราวานีซึ่งมีที่มาจากเรื่องนี้) แม้เทศกาลนี้เน้นยกย่องวีรกรรมมากกว่าการบูชานาค แต่รูปเคารพในลักษณะเศียรของอิราวานสูงราว ๒-๔ เมตร ที่มีงูประดับหรือมงกุฎเป็นงูแผ่พังพานก็แสดงถึงการสืบทอดความเชื่อเรื่องนาคที่ยังแทรกอยู่

ก่อนไปอินเดียฉันคิดว่าจะได้เห็นภาพเป่าปี่เรียกงู แต่ก็ไม่เคยเห็น สิ่งที่สะดุดตามากกว่าในอินเดียใต้กลายเป็นนาคกัล (Nagakkal) แผ่นหินสลักรูปงู ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในบริเวณเทวาลัย ส่วนใหญ่เป็นงูแผ่แม่เบี้ย มีทั้งหนึ่ง สอง หรือห้าเศียร แบบตัวเดียวหรือพันกันสองตัวก็พบบ่อย ผู้คนมักบูชาหลังจากบูชาเทพหลัก นำผงสีไปแต้ม สรงน้ำหรือนม ถวายดอกไม้

ลองถามคนที่นั่นก็ได้รับคำตอบว่ามาบูชาขอลูก หรืออธิบายว่าเป็นการนับถือบูชางูที่มีชุกชุมตามสภาพภูมิศาสตร์ มารู้เพิ่มที่หลังว่าหินนาคหรือหินงูนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของพลังศักดิ์สิทธิ์และความอุดมสมบูรณ์ด้วย

เมื่อฉันลองค้นข้อมูลเพิ่มก็พบว่าการบูชางูในอินเดียใต้มีแหล่งใหญ่คือเทวาลัยนาคาราชา (Nagaraja Temple) เมืองนาเกอร์คอยล์ (Nagercoil-บ้างเรียกเมืองนาคาโกยิล, นาคา-นาค, โกยิล-วัด/เทวาลัย) ใกล้แหลมกันยากุมารีทางตอนใต้ของรัฐทมิฬนาฑู แม้มีร่องรอยศาสนาเชนก่อนแปรเป็นฮินดู แต่ก็เชื่อกันด้วยว่าพัฒนามาจากศาลบูชางูพื้นเมือง มีรูปเคารพนาคราชและหินงูสลักแบบประณีต มีผู้คนเดินทางมาขอพรเรื่องความอุดมสมบูรณ์และแก้ “นาคโทษ” (Nāga Doṣa) ตามคติทางโหราศาสตร์และความเชื่อพื้นบ้านที่ว่าอาจเคยล่วงเกินงูหรือนาคหรือดวงชะตาช่วงนั้นส่งผลให้ชีวิตติดขัด แต่งงานช้า มีบุตรยาก ผู้ศรัทธาจึงประกอบพิธีบูชาหรือถวายหินงูเพื่อขอขมา

ตำนานท้องถิ่นยังเล่าถึงราชาท้องถิ่นในย่านนี้เคยเสด็จมาสักการะนาคราชห้าเศียรที่นี่เพื่อขอให้หายจากโรคเรื้อน (เรื่องโรคเรื้อนนี้ในทางวัชรยานมีกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกับตักษกะด้วย) หลังทรงบำเพ็ญตบะและอธิษฐานพระองค์ก็หายจากโรคอย่างน่าอัศจรรย์ จึงโปรดให้บูรณะและพัฒนาเทวาลัย ในเมื่อเทวาลัยนี้อุทิศแด่นาคราชจึงเชื่อกันว่างูและสัตว์มีพิษจะไม่ทำอันตรายผู้คนบริเวณใกล้เคียง

ทุกวันนี้ก็ยังมีเรื่องเล่ากันว่าพื้นที่รอบเทวาลัยในรัศมีประมาณ ๕ กิโลเมตร ไม่เคยมีผู้เสียชีวิตจากงูกัดมานานหลายปี

ความเชื่อเรื่องการบูชานาคหรืองูไม่ได้มีแค่ในอินเดียใต้ ยังมีเทวาลัยนาคในหลายพื้นที่ ทุกปีในอินเดียก็มีเทศกาลนาคปัญจมี (Nagapanchami) อุทิศแด่เหล่านาคด้วย โดยนิยมนำน้ำนมและเครื่องสักการะไปถวายบูชา ในวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือนศราวณะ ตรงกับกรกฎาคม-สิงหาคม ผู้ที่นับถือพระศิวะจะเดินทางมาสักการะเหล่านาคที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระศิวะตามคติพราหมณ์-ฮินดูตามเทวาลัยใกล้บ้าน

ส่วนที่จัดประเพณีแห่นาคนัยว่าเพื่อความอุดมสมบูรณ์ (คล้ายแห่นางแมวของไทยแต่เดิม) ก็มีบางพื้นที่ของรัฐมหาราษฏระและรัฐพิหาร และยังมีเทวาลัยแห่งหนึ่งในเมืองอุเชน รัฐมัธยประเทศ ที่เปิดให้สักการะพระศิวะและพระอุมาประทับบนนาคสิบเศียรเพียง ๑ วันในรอบปี เชื่อกันว่าตักษกะจะมีบำเพ็ญตบะที่นี่ในช่วงเทศกาลนี้

naknaka10
การบูชางูยังคงพบทั่วอินเดีย มีเทศกาลบูชางูและขบวนแห่ในบางท้องที่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

“พญานาคไทยมีความหลากหลาย แต่โดยทั่วไปอาจไม่ค่อยต่างไปจากความเชื่อในศาสนาหรือตำนานท้องถิ่น อาจจะเพราะมีขนบความศรัทธาเป็นกรอบอยู่ อิทธิพลของสื่อร่วมสมัยและปรากฏการณ์มูเตลูในปัจจุบันเปิดพื้นที่ให้เกิดพญานาครูปแบบใหม่มากขึ้น วรรณกรรมร่วมสมัยก็มีตัวละครที่เป็นพญานาค”

อาจารย์เกด-ผศ.ดร. วัชราภรณ์ ดิษฐป้าน บอกกับฉันเมื่อครั้งพบกันในมหาวิทยาลัยย่านรังสิต ที่มีลานพญานาคเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเอนกประสงค์ วันนั้นเราคุยกันเพียงสั้นๆ และหมายกันไว้ว่าจะคุยกันจริงจังอีกครั้งในฐานะที่อาจารย์มีประสบการณ์เรียนและสอนคติชนวิทยามายาวนานและเคยเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์หัวข้อวรรณกรรมร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับพญานาค

แน่นอนว่าเรื่องราวของนาคและความเชื่อเรื่องนาคยังไม่สิ้นสุด มุมมองใหม่ๆ จากทุกมุมโลกยังดำเนินต่อไปจากนี้