สุรดา ลีรัตนกุล : เรื่อง
วารุณี ทองอุ่น : ภาพ

ห่างออกไป ๙๐-๑๐๐ กิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเทพฯ
แสงไฟสว่างวาบหลังฉากผ้าขาวสะท้อนลวดลายแกะสลักตัวละครและฉากในรามเกียรติ์ ที่เชื่อมต่อเนื่องบนหนังวัวหนึ่งแผ่น เสียงกระทุ้งเท้าจากเยาวชนและผู้เชิดหนังตึงตังเป็นจังหวะ เสียงพากย์สูงต่ำมีอรรถรส และเสียงเครื่องวงปี่พาทย์กว่า ๑๐ ชนิดดังกึกก้องทั่วลานวัดขนอน ริมน้ำแม่กลองในตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา ๑๐โมง และ ๑๑ โมง
เดิมหนังใหญ่เป็นศิลปะการแสดงของชนชั้นสูงหลอมรวมจากศาสตร์ทั้งห้าแขนง คือ หัตถศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ วาทศิลป์ และวรรณศิลป์ ภายหลังข้ามรั้ววังมาสู่จุดศูนย์กลางชุมชน นั่นคือ “วัด” ซึ่งวัดขนอนมีหนังใหญ่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมมายาวนานกว่า ๕๐๐ ปี ผู้คนในชุมชนจึงมีหนังใหญ่เป็นความผูกพันที่หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจร่วมอยู่บนเส้นทางการเติบโตอันแตกต่าง

(ขวา) แผ่นหนังฉลุที่ปรากฏเบื้องหน้า คือหลักฐานของภูมิปัญญาที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต
ต่อลมหายใจ
“อาจารย์เป็นคนวัดขนอน รู้จักหนังใหญ่ตั้งแต่เด็ก แต่มีบทบาทตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๗ สมัยก่อนมีถึง ป. ๗ นะ” พระครูพิทักษ์ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดขนอนคนปัจจุบัน กล่าวอย่างมีอารมณ์ขัน จากนั้นจึงเล่าเรื่องราวต่อ
“สมัยนั้นโรงเรียนวัดขนอนนำเสนอหนังใหญ่เป็นผลงานของนักเรียนในงานศิลปวัฒนธรรม เพราะครูใหญ่ตีระนาดได้ อาจารย์ก็อาสาเป็นตัวแทนโรงเรียนไปเล่นหนังใหญ่ที่กรุงเทพฯ น่าจะราวๆ ปี ๒๕๑๘ แต่หนังใหญ่ไม่ได้มีการแสดงบ่อย พอเราจบจากโรงเรียนก็ไม่ได้สืบทอดต่อ”
ช่วงพระอาจารย์กลับมาบวชที่บ้านเกิด ประจวบเหมาะกับพระปลัดเจริญ จิรปญฺโญ เจ้าอาวาสในเวลานั้น ตั้งใจจะทำพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์หนังใหญ่วัดขนอน จึงมอบหมายให้พระอาจารย์รับผิดชอบกระบวนการฟื้นฟูหนังใหญ่
“โอ๊ย พระอาจารย์น่ะลองมาหลายวิธี ทั้งจัดนิทรรศการหาทุน จัดการแสดงที่สวนสยามเพื่อให้คนรู้จัก แต่ทั้งหมดก็ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องทุนสร้างพิพิธภัณฑ์ กระทั่งเราได้เข้าโครงการในพระราชดำริ”
วัดขนอนได้ทูลเกล้าฯ ถวายโครงการอนุรักษ์หนังใหญ่แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์มีพระราชดำริให้ทางวัดเก็บรักษาตัวหนังชุดเก่าอย่างถูกวิธีและทรงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยศิลปากรจัดทำตัวหนังใหญ่ชุดใหม่เพื่อใช้ในการแสดง ทางคณะมัณฑณศิลป์ จึงจัดทำตัวหนังใหญ่จำนวน ๓๑๓ ตัว ทูลเกล้าฯ ถวายในปี ๒๕๓๘ และพระองค์พระราชทานแก่ทางวัดแทนตัวหนังชุดเดิมที่ทำไว้ตั้งแต่สมัยหลวงปู่กล่อม ผู้ริเริ่มหนังใหญ่วัดขนอน เทียบระยะเวลาราวๆ รัชกาลที่ ๕ แล้วนำหนังใหญ่ชุดเดิมเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์
ต่อมาพระอาจารย์ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดขนอนและยังคงมุ่งมั่นจะอนุรักษ์หนังใหญ่ต่อ “ชุมชนทำให้วัฒนธรรมแข็งแรง หนังใหญ่มีชีวิตชีวา และเมื่อมีการแสดงชุมชนก็จะเกิดการเรียนรู้ ”
พระอาจารย์อธิบายแนวคิดอนุรักษ์และพัฒนาหนังใหญ่ นั่นคือ ชวน “ปราชญ์พื้นบ้าน” มาเป็นครูถ่ายทอดวิชา โดยเสนอเป็นวิชาเรียนท้องถิ่นประจำโรงเรียนวัดขนอน และจัดการแสดงทุกอาทิตย์ เป็นโอกาสให้ชาววัดขนอนได้กลับมาฝึกซ้อมและทำการแสดงสม่ำเสมอ
“ปัจจุบันทางวัดก็มีพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แล้ว พระอาจารย์ยังมีสิ่งอยากทำอีกไหมคะ?” ฉันถามด้วยความสงสัย
“ช่วงที่ผ่านมาประมาณปลายเดือน มีนาคม เรากำลังหาทางจะทำให้หนังใหญ่ได้รับความสนใจในวงกว้างจึงรวบรวมข้อมูลงานวิจัยต่างๆ จากหนังใหญ่ทั้งสามคณะที่ยังจัดแสดงในไทย นำเสนอไปที่องค์การยูเนสโก เพื่อรอการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม” พระอาจารย์สะท้อนแนวคิดให้ฉันเข้าใจเหตุผลของการยื่นพิจารณามรดกโลกต่อ
“หากหนังใหญ่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ก็เหมือนได้ประชาสัมพันธ์สู่สากล เปิดวิสัยทัศน์ให้คนมองเห็นวัฒนธรรมไทยแขนงนี้ว่ายัง มีลมหายใจ ไม่ได้หยุดอยูแค่ท้องถิ่น เมื่อคนมาเยี่ยมเยือน หนังใหญ่ได้ทำการแสดง ชาวบ้านได้ขายของ นักท่องเที่ยวก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรม”


ต่อด้วยปลายมีดและความผูกพัน
“ช่างจฬรรณ์กับหนังใหญ่มีจุดเริ่มต้นอย่างไรคะ?” ฉันเอ่ยถามจฬรรณ์ ถาวรนุกูลพงศ์ ช่างตอกและซ่อมหนังใหญ่ประจำคณะหนังใหญ่วัดขนอน พร้อมอุ้มแมวสีดำไว้บนตัก เราคุยกันที่โต๊ะหน้าบ้านของช่างจฬรรณ์ในเวลา ๗โมงเช้า ซึ่งบ้านเขาอยู่ไม่ไกลจากวัดขนอนนัก
“ผมเริ่มเชิดหนังใหญ่ตอนอายุ ๑๒ เพราะพ่อผมเป็นปราชญ์พื้นบ้านชื่อ ‘ครูฉลาด’ ตอนนั้นมีแต่คนโตๆ เขาเชิด พออายุมากก็เชิดไม่ไหว พ่อผมเลยสอนเยาวชนให้เชิดแทน ผมกับเพื่อนเป็นเยาวชนเชิดหนังใหญ่รุ่นแรกเลยนะ” ช่างจฬรรณ์เล่าด้วยรอยยิ้มและแววตาภาคภูมิใจ เพียงชั่วครู่เขาก็อุทาน “เอ้อ!?” เหมือนนึกอะไรออก
“แต่เมื่อก่อนผมอายนะ หนังใหญ่มีนาฏศิลป์เฉพาะตัว แค่ไม่ดังในวัยรุ่น ผมโดนเพื่อนล้อก็อายสาว พอดีต้องไปเรียนต่อที่เพาะช่าง นานๆ ถึงจะได้กลับมาเชิดหนัง”
ฉันพูดคุยต่อจนได้ความว่า ช่างจฬรรณ์เรียนจิตรกรรมที่เพาะช่างและทำทีสิสจบเรื่องการตอกหนังใหญ่ตามคำแนะนำของอาจารย์ เมื่อคลุกคลีอยู่พักใหญ่จึงเข้าใจหัตถศิลป์เป็นอย่างดี
แม้ช่างจฬรรณ์จะเคยทำงานอื่นตามสายงานจิตรกรรมมาแล้วมากมายหลังเรียนจบ แต่วันหนึ่งเกิดเบื่อหน่ายจึงกลับบ้านเพื่อเริ่มทำสิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้นอีกครั้ง คือช่วยพระครูพิทักษ์ศิลปาคมจัดเทศกาลหนังใหญ่วัดขนอนตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา
“หนังใหญ่ต้องมีห้าศาสตร์และชุมชน ขาดเรื่องใดไม่ได้ หากขาดดนตรี แล้วคนเชิดจะเอาจังหวะจากไหน หากขาดคนเชิด จะแสดงหนังใหญ่ได้อย่างไร หรือถ้าขาดคนตอกหนัง ใครจะซ่อมจะทำหนังตัวใหม่ไว้ให้แสดง” ช่างจฬรรณ์กล่าวย้ำว่าหนังใหญ่ไม่มีใครเด่นกว่าใคร
ช่วงหลายปีมานี้ช่างจฬรรณ์นำองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนจากวิทยาลัยเพาะช่างมาผสมผสานกับปราชญ์พื้นบ้านเพื่อซ่อมแซมหนังใหญ่ พร้อมถ่ายทอดวิชาแก่ผู้สนใจ ขณะเดียวกันก็นำกรรมวิธีการตอกหนังใหญ่มาผสมผสานงานศิลปะร่วมสมัยเพื่อเลี้ยงชีพด้วย
“หนังใหญ่ดูแลเราแล้ว เราจึงต้องรักษาและสืบทอดหนังใหญ่ให้คงอยู่ยาวนานกว่าชีวิตเรา”

(ขวา)-อาจารย์ตั้ม-ทศพร แพทอง นักพากย์หนังใหญ่ ผู้ถ่ายทอด “วาทศิลป์” เพื่อขับขาน “วรรณศิลป์” ในบทรามเกียรติ์ แม้เขาจะทำงานประจำ แต่เมื่อวัดขนอนมีการแสดง เขาจะกลับมาทำหน้าที่ของตนเสมอ เพราะสำหรับอาจารย์ตั้ม หนังใหญ่คือพื้นที่ของความสบายใจ เป็นคุณค่าของชีวิต และสิ่งที่เขาตั้งใจจะเป็น
ถ่ายทอดสืบไป
อาจารย์ทศพร แพทอง ผู้ฝึกสอนการเชิดและนักพากย์หนังใหญ่ เขาเริ่มเชิดหนังช่วงประถมศึกษาตอนปลายไม่ต่างจากเด็กชุมชนวัดขนอนคนอื่นๆ เพียงแต่เด็กชายทศพรในวัย ๑๑ ถูกไหว้วานจากอาจารย์สายันต์ ผู้ทำหน้าที่พากย์หนังใหญ่ขณะนั้นให้พากย์หนังใหญ่ช่วงสั้นๆ
“อาจารย์บอกปวดฉี่ ให้ผมพากย์บทสั้นๆ แทนแป๊บหนึ่ง ผมก็พากย์ไป บทเราจำได้เพราะเชิดหนังต้องรู้บท หลังจากนั้นก็มีครั้งถัดไป” อาจารย์ทศพรหยุดพักหายใจก่อนเล่าต่อ
“ผมพากย์สั้นๆ มาเรื่อยๆ บทก็เริ่มยาวขึ้น จนอายุ ๑๕ มั้ง อาจารย์ย้ายไปเกษียณที่บ้านเกิด ผมจึงต้องพากย์เองถึงจะแสดงต่อได้” อาจารย์ทศพรรับหน้าที่พากย์หนังใหญ่อย่างเต็มตัวมากว่า ๒๕ ปี ปัจจุบันอาจารย์อายุ ๔๐ ปี ยังคงพากย์หนังอยู่ พร้อมหน้าที่เพิ่มเติมคือ “ครูสอนเชิด”
“ช่วง ๔ ปีที่ผ่านมาผมรับไม้ต่อจากครูฉลาด เขาสอนผมเชิดหนัง แต่อายุมากแล้ว เจ้าอาวาสเลยให้ผมสอนเด็กๆ แทน”
หนังใหญ่ดูจะเป็นภารกิจหลักที่ใช้เวลาในแต่ละวันมากโข ทั้งถ่ายทอดนาฏศิลป์การเชิดแก่เยาวชนตัวจ้อย การพากย์ และดูแลการแสดงภายในคณะ ฉันจึงถามถึงชีวิตการทำงานของอาจารย์
“ผมก็รับจ้างทั่วไปนี่แหละ กลางวันบอกที่ทำงานว่าผมทำได้นะ แต่ต้องเข้าใจผม ถ้ามีงาน ผมต้องกลับวัดนะ ไปเชิดหนังก่อนเสร็จแล้วจะรีบกลับมา” อาจารย์ทศพรตอบหนักแน่น พร้อมเลียนเสียงเสมือนพูดกับนายจ้าง
ปัจจุบันอาจารย์ทศพรอาศัยอยู่ที่อัมพวา แต่วันไหนมีงานแสดง ไม่ว่าอยู่ที่ไหน อาจารย์จะรีบขับรถมาช่วยงานวัด
แม้อาจารย์จะมีหน้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงจัดสรรเวลาให้หนังใหญ่เสมอ เพราะอาจารย์รู้สึกดีใจและสบายใจทุกครั้งที่เห็นคนมาสานต่อหนังใหญ่ ถ้ามีคนอยากเรียนก็ยินดีถ่ายทอด
“ก่อนไปทำงานแต่ละที่ผมคุยกับเขาก่อน ถ้าวัดมีงานแล้วผมกลับมาไม่ได้ ผมไม่ไปนะ แต่ตอนผมไป (วัด) จะหักค่าแรงก็ได้แล้วแต่คุณ”
คำตอบของอาจารย์ทศพรทำให้ฉันรับรู้ว่า การสานต่อการแสดงหนังใหญ่และถ่ายทอดวิชาแก่เยาวชนรุ่นหลังนั้น คือการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของอาจารย์ที่มีหนังใหญ่หยั่งลึกอยู่ในใจ ซึ่งเปี่ยมคุณค่าจนเปรียบกับเงินทองไม่ได้

ผู้รับไม้ต่อ
“ก้าว!! ยก!! ลง!! ขึ้นลอย!! แผลงศร!!” เสียงอาจารย์ทศพรบอกจังหวะขยับร่างกายแก่เยาวชนวัย ๑๑-๑๔ ปี หลังเวทีขณะมีการแสดง เสียงตึงตังและท่าทางหน้าฉากผ้าสีขาวทำฉันทึ่งในความพร้อมเพรียง ทั้งการกระทุ้งเท้าหรือขึ้นลอยของเหล่าเด็กตัวเล็ก ล้วนสร้างความประทับใจและความสงสัยในเวลาเดียวกัน ฉันจึงพูดคุยกับน้องไตเติ้ล เด็กชายจากต่างโรงเรียนชั้น ป. ๕ หลังการแสดงจบ
ผมเชิดหนังใหญ่มาตั้ง ๕ ปีแล้วพี่”
“๕ ปีเหรอ?” ฉันทวนถามอย่างประหลาดใจ เพราะไตเติ้ลเพิ่งจะอายุเพียง ๑๑ ขวบ ก่อนเอ่ยถามจุดเริ่มต้น
“ผมเห็นอาเชิดบนเวที ดูเท่ดี ผมเลยลองทำที่บ้าน แต่อามาเห็นบอกต้องทำให้ถูกจารีต พาผมมาซ้อมที่วัดขนอนเมื่อ ๕ ปีก่อน”
“แล้วเราท้อบ้างไหม เคยรู้สึกอยากเลิกเชิดหนังหรือเปล่า” ฉันถามต่อ
“ท้อครับ เหนื่อย บ่อยด้วย แต่ไม่เลิกหรอกพี่ ผมว่าผมทำได้ดี หนังใหญ่ของดีบ้านผม ผมอยากเชิดให้เก่ง! แล้วสอนเด็กเชิดบ้างในวันหน้า!!” น้องไตเติ้ลตอบหนักแน่น พร้อมเสียงแซวของเพื่อนร่วมเวทีต่างวัยต่างโรงเรียนกว่า ๑๐ คน ตามด้วยเสียงเจื้อยแจ้วอื้ออึง ประมาณว่า “เฮ้ย เอาด้วยๆ เชิดหนังต่อ!”
ตอนนั้นเองที่ฉันเข้าใจคำว่า “หนังใหญ่ยืนยาวกว่าชีวิตคน” เพราะทุกคนที่ฉันกล่าวถึงล้วนเห็นหนังใหญ่ตั้งแต่เกิด มีประสบการณ์ร่วมกับหนังใหญ่ และวิธีสืบสานต่อยอดที่แตกต่าง แต่ทุกคนก็พยายามสุดความสามารถเพื่อต่อลมหายใจ เติมท่วงท่า ทำนอง ให้หนังใหญ่ได้โลดแล่นบนฉากผ้าต่อไปตราบนานเท่านาน
