เรื่อง : เพชรไพฑูรย์ ไหลสกุล
ภาพ : ปุญญพัฒน์ ตันตินิธิกุล

ใต้ถุนวัดคงคารามเด็กน้อยทั้งหญิงและชายหลายสิบคนในชุดนักเรียน ตัวอักษร ค.ค.ร. ปักตรงหน้าอกเสื้อ ซึ่งย่อมาจาก โรงเรียนวัดคงคาราม (อินทราชผดุงศิลป์) เดินเรียงรายเป็นแถวพร้อมคุณครู แล้วนั่งรอกันเป็นกลุ่ม บ้างทำท่าใกล้หลับ บ้างนั่งเหม่อมองออกไปไกลแสนไกล เพื่อรอเวลาสาธิตการทำโน่
พระเจี๊ยบ อนุวัตร สุจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เรียกเด็ก ๆ ให้นั่งเป็นวงกลม แล้วหยิบภาพร่างออกมาให้ดู พลางกล่าวว่าต้องวาดแบบก่อนใช้ค้อนตอกสิ่วลงไปตามแบบ สิ่วนั้นมีหลายขนาด จึงต้องเลือกให้พอดีกับลายแล้วค่อยวางทาบลงไป
“ตึก ! ตึก !” พระเจี๊ยบตอกสิ่วลงบนแผ่นพลาสติกที่ทับด้วยกระดาษสลักลายปลาและหงส์ ก่อนยื่นไปให้เด็กผู้ชายตัวเล็กด้านข้างทำบ้าง
“ตึก ! ตึก !” เด็กคนนั้นตอกสิ่วลงไปเป็นจังหวะโดยไม่สนใจเสียงจอแจของคนรอบข้าง
จนกระทั่งผู้ชายผมสีดอกเลาในเสื้อขาวและกางเกงน้ำเงิน ลุกออกมาจากเก้าอี้ ในมือชู “โน่” สีฟ้าประกายทอง ผืนผ้ายาวประมาณ ๑ เมตร ส่วนบนสุดโค้งมนคล้ายครึ่งวงรี ตรงกลางมีตัวหงส์ติดไว้ ทั้งผืนผ้าเจาะรูไว้ทั่ว คั่นด้วยไม้ทุก ๕ เซนติเมตร ตรงส่วนไม้คั่นประดับไปด้วยผ้าคาดสีทอง มีริ้วรูปทรงสามเหลี่ยมสีชมพูยื่นออกมาด้านข้าง ส่วนปลายมีลักษณะสามเหลี่ยม ห้อยด้วยมาลัยและดอกไม้ตรงมุมเหลี่ยมทั้งสาม
“ชื่ออะไรที่ถูกต้อง เรามาปรับความเข้าใจกันก่อน”
พิศาล บุญผูก ปราชญ์ด้านมอญศึกษา ถามอย่างฉะฉาน แต่ใบหน้าแต่งแต้มยิ้มสรวล
ฉันได้ยินคนตอบทั้ง “โน่” และ “ธงตะขาบ”
“มันคือการวิบัติทางภาษา บางคนเข้าใจว่านี่คือธงตะขาบ ไม้คั่นนี่คือขาตะขาบ แท้ที่จริงไม่ใช่นะ แม้กระทั่งในหมู่คนมอญเองก็ไปเรียกธงตะขาบกันหมด
“ธงคือผืนผ้าที่อยู่ปลายเสาและโบกสะบัดไปมาตามลมพัด แต่เห็นไหมครับว่าสิ่งนี้สะบัดตามลมหรือเปล่า ไม่ใช่เลย คนมอญกลัวจะสะบัด เลยเอาไม้สอดเพื่อให้มีน้ำหนักถ่วงไว้ เท่านี้ยังไม่พอ เจาะรูให้ลมผ่านอีก ตรงปลายผ้าทำตัวถ่วง เอากะลามะพร้าวมาปอกขัดให้เรียบแล้วก็อัดดินให้มีน้ำหนักแล้วห้อยถ่วงท้าย และยังมีเชือกมัดกระสอบให้อยู่นิ่ง
“เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่ธง เขาเรียกว่า โน่”
อาจารย์พิศาลเล่าที่มาต่อว่า โน่มาจากผ้าผืนเดียว ในตำนานตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ มีคนมาต้อนรับเพื่อถวายเครื่องบูชา ชายคนหนึ่งยากจนมาก เขามีเพียงผ้าขาวม้ายาวพาดบ่าอยู่ผืนหนึ่ง จึงขอถวายแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ท่านจึงกล่าวว่า ทานของชายผู้ยากจนคนนี้มาด้วยความศรัทธาจริง จึงได้อานิสงส์มหาศาล ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์มากมาย เพียงแค่ใจศรัทธา นี่แหละคือจุดเริ่มต้น
“คนมอญมองเป็นมงคล เวลาทำบุญเลยเอาผ้ามาถวายบูชาพระ คนโบราณจะเอาเศษผ้าจากแต่ละบ้านมาร้อยเข้าด้วยกัน ถ้าเป็นผ้าผืนใหญ่มันจะปลิว ก็เลยเอาไม้มาคั่น เจาะช่องให้ลมผ่าน และถ่วงข้างล่างไว้ไม่ให้ปลิว จึงขอปรับความเข้าใจ ว่านี่คือโน่ !”
อาจารย์พิศาลย้ำว่าทุกคำมีความหมาย เพียงแค่เราไม่คุ้นชินเลยไม่พยายามจะเข้าใจ
“เราต้องถอดรหัสเบื้องหลังของวัตถุให้ได้ เราอยู่หน้าผืนผ้า ผืนผ้าคุยกับเราแล้วบอกเราได้ เราไม่จำเป็นต้องเอาคำตอบข้างนอกมายัดใส่ผืนผ้า”
คำพูดเหล่านี้สะกดใจฉันไว้อยู่หมัด แม้ไม่รู้ว่าจะถอดรหัสอย่างที่อาจารย์กล่าวไว้ได้หรือไม่
ในขณะที่อาจารย์พิศาลอธิบาย เด็กน้อยยังคงตั้งใจทำ อรณิชา เปรมกระโทก คุณครูผู้ยืนดูแลเด็กอยู่ใกล้ ๆ
“โรงเรียนของเราอยู่ใกล้ ‘วัดคงคาราม’ แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และเด็ก ๆ ส่วนใหญ่มีเชื้อสายมอญ ผู้อำนวยการจึงมีแนวคิดปลูกจิตสำนึกให้เด็กรักบ้านเกิดตนเอง จึงจัดชั่วโมงการเรียนรู้วัฒนธรรมมอญตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป.6 การตอกโน่เป็นชั่วโมงเรียนสำหรับน้อง ป.3 ซึ่งจะได้นำไปใช้ในงานสำคัญคืองานเทศน์มหาชาติ ถือว่าเป็นการการบูชาพระพุทธเจ้า ส่วนน้อง ป.5 จะได้ตอกผ้าที่เป็นหงส์ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของคนมอญ”
ในอดีตมีตำนานว่า เมื่อครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงดินแดนอันเป็นที่ตั้งของเมืองหงสาวดี เห็นหงส์ทองสองตัวลงเล่นน้ำบนเกาะ จึงพยากรณ์ไว้ว่าสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นแผ่นดินอันรุ่งเรืองของชาวมอญในภายภาคหน้า ชาวมอญจึงบูชาหงส์ในงานมงคลอยู่เสมอ
เสาหงส์และโน่จะมาคู่กัน เพราะทั้งคู่เป็นสัญลักษณ์ความผูกพัน ทั้งทางด้านศาสนาและการระลึกถึงบ้านเกิด
“ตั้งแต่เกิดมาเขาก็เรียกว่าธงตะขาบกันแล้ว เพิ่งมารู้จากลุงพิศาลนี่ล่ะว่ามอญเขาเรียกโน่ ที่ปทุมธานีกับพระประแดง เขาก็มีแห่ธงตะขาบกัน” พระเจี๊ยบให้มุมมองของท่านเองต่อคำว่าโน่
“มันก็สมควรเรียกว่าโน่แหละ แต่เราติดปากกันมาแล้ว อาจจะแก้ลำบาก”
//


“จะไปบ้านอาจารย์บุญช่วยเหรอ แล้วหนูไปถูกใช่ไหม”
ลุงคนหนึ่งถามขึ้น เมื่อเห็นฉันทำสีหน้าไม่ค่อยแน่ใจ เขาเลยอาสาพาไปส่ง
ลุงปลา ชายสูงวัยผู้ทำงานให้วัดมาหลายปี มาพร้อมกับรถซาเล้งสีเงินคู่ใจ สีมอเตอร์ไซค์ไม่ต่างจากสีผมของเขานัก แววตาใจดี เมื่อยิ้มจะเผยลักยิ้มออกมา ก่อนขึ้นรถยังถามฉันว่ากินข้าวมาหรือยัง และจะพาไปชิมปาท่องโก๋ตัวละบาท
ระหว่างทางคนที่ขับรถผ่านไป-มาจะโบกมือ พยักหน้า ขยิบตา และทักทายลุงปลาไปตลอดทาง เมื่อรถจอดรอไฟแดง พวกเขาก็จะชวนพูดคุยสัพเพเหระ
รถซาเล้งหยุดลงตรงสี่แยก มีร้านค้าขนาดเล็กตั้งอยู่สองสามร้าน ทั้งหมูปิ้ง ข้าวเหนียว ปาท่องโก๋ กาแฟกับโอวัลตินร้อนให้รองท้องตอนเช้า ซึ่งมีชาวบ้านแวะเวียนมาไม่ขาดสาย บทสนทนาระหว่างแม่ค้ากับลูกค้านั้นแสดงถึงความคุ้นเคย คงไม่ใช่ครั้งแรกที่ทุกคนมาเติมพลังกันที่นี่
“มันยังมีอยู่นะหนู ปาท่องโก๋ตัวละบาทเนี่ย หนูเชื่อหรือยัง” น้ำเสียงตื่นเต้นของลุงปลาทำให้ฉันอดหัวร่อเบา ๆ ไม่ได้
ระหว่างที่รอฉันกินปาท่องโก๋ รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งมาจอดด้านตรงข้าม ตะโกนเรียกลุงปลาแล้วร้องเพลงด้วยความสนุกสนานก่อนจะกลับขึ้นรถแล้วจากไป
“สุขใจ” คำนี้ผุดขึ้นมาเมื่อได้เห็นความสัมพันธ์ของชาวโพธารามผ่านสายตาของเด็กกรุงเทพฯ ซึ่งตลอดชีวิตฉันไม่มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้
สายใยความสัมพันธ์ของผู้คนได้เย็บปักถักร้อยขึ้นมาเป็นผ้าผืนใหญ่ ไม่ต่างอะไรจากโน่ ซึ่งมาจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน
โน่อาจไม่ได้เป็นเครื่องประดับแสดงความเป็นมอญ แต่เป็นผู้คนต่างหากที่แสดงความเป็นมอญผ่านผ้าผืนเดียวนี้
เมื่อกินเสร็จ ลุงปลาก็พาพวกเราเดินทางต่อ คราวนี้เขาสวมแว่นกันแดด มือหนึ่งจับแฮนด์ อีกมือสูบบุหรี่ หลบเลี้ยวหลุมบ่อบนพื้นถนนซึ่งทับถมไปด้วยเศษกระเบื้องที่วางไว้เพื่อกันไม่ให้น้ำฝนกระเซ็นอย่างไม่ยี่หระ
จนมาถึงบ้านของอาจารย์บุญช่วย
///


ภาพด้านหน้าเต็มไปด้วยสีเขียวจากพรรณไม้นานาชนิด ต้นไม้ขนาดใหญ่โอนเอนเข้าหากันโดยมีทางเข้าคั่นระหว่างสองฝั่ง เสมือนอุโมงค์ต้นไม้ขนาดย่อมล้อมรอบตัว จนอาจารย์บุญช่วย บุษหมั่น ที่ยืนอยู่ข้างหน้าดูตัวเล็กลงไปด้วย
ผมสีน้ำตาลประกายแดง แว่นตาวงรีเลี่ยมทอง สวมชุดกระโปรงสีน้ำเงินขอบแต่งแต้มด้วยดอกไม้หลากสี ดูโดดเด่นท่ามกลางสีเขียวขจี
อาจารย์บุญช่วยเคยเป็นครูอยู่โรงเรียนวัดบ้านหม้อ และเป็นอดีตรองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลคลองตาคตเมื่อหลายปีก่อน
อาจารย์เดินเข้าไปในห้องเก็บของและยกลังออกมา ภายในมีโน่มากมายหลากสีสัน ทั้งสีแดง เหลือง น้ำเงิน และฟ้า ลักษณะเหมือนโน่ที่วัดคงคารามไม่ผิดเพี้ยน
“ที่โพธาราม โน่เกิดมาได้สัก ๑๐ ปีแล้ว”
“ไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่อาจารย์ยังเด็กเหรอคะ” ฉันสงสัย
“เขาไม่ได้ทำกัน เทศบาลเคยจัดพาไปดูงานที่สังขละบุรีและสมุทรปราการ เขามีตุงห้อยกันเต็มเลย แต่พวกเราไปตัวเปล่าๆ กัน ครูไปถึงอายเขา ก็ไปยืนดูว่าเขามีอะไร แล้วเราก็เอามาเปลี่ยนเป็นแบบของเรา”
อาจารย์บุญช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำโน่ในอำเภอโพธาราม แล้วชี้ไปยังเสาไม้สูงเกือบ ๓ เมตร ที่ทำจากไผ่ลวกพันด้วยพลาสติกหลากสีคล้ายลูกกวาด ใช้แขวนธงเพื่อแห่ขบวนในเทศกาลสงกรานต์
“ครูก็เพิ่งมาคิดว่าที่อื่นเขาแห่กันเป็นริ้ว ๆ ทำไมของเราไม่มี เลยมานั่งทำแล้วก็บอกคนในชุมชนว่ามาช่วยกันหน่อย ก็มากันเป็นสิบยี่สิบคน ต่างคนต่างมาประดิดประดอย ว่าแบบไหนสวย ชาวบ้านช่วยกันทำ ครูก็นั่งบงการ”
อาจารย์ชูไม้ที่มีโน่แขวนอยู่ สร้างตัวอย่างสถานการณ์ที่เคยเห็นในความทรงจำ
“เขาจะถือกันแล้วก็แห่ เสียดายภาพหายไปหมดแล้ว”
สิ่งที่อาจารย์บุญช่วยทำนั้นคือการฟื้นฟูวัฒนธรรมที่หลายคนอาจหลงลืมไป แม้กระทั่งเด็กในพื้นที่ก็ยังไม่รู้จัก
อาจารย์เสริมว่าในงานเดินขบวนแห่โน่จะมีคนเข้าร่วมจำนวนมาก ต้องนั่งรถทัวร์กันไปสองสามคัน โดยชมรมชาวมอญจะเปลี่ยนวัดไปทุกปี ทั้งในจังหวัดลพบุรี หรือปทุมธานี แต่ปัจจุบันอาจารย์ไม่ได้เข้าร่วมหลายปีแล้วเพราะสุขภาพไม่ดี
อาจารย์เดินเข้าไปห้องเก็บของอีกครั้ง พร้อมหยิบกระเป๋าผ้าทอสีแดงที่ตรงกลางมีลายหงส์สีทองปักไว้สองใบ แล้วยื่นให้เราเก็บไว้เป็นของที่ระลึก
“สองอันนี้น้องสาวครูทอเอง ครูให้พวกหนูนะ”
อาจารย์บุญช่วยเล่าว่าน้องสาวของเขาเรียนด้านการทอผ้า และที่บ้านก็ยังมีกี่ทอผ้า พร้อมชักชวนให้เราไปดู
////


บุญนำ บุษหมั่น น้องสาวอาจารย์บุญช่วย ผู้เคยทำงานในอุตสาหกรรมทอผ้า และเป็นคนทอกระเป๋าผ้าทอสีแดงที่ฉันสะพายอยู่ พาฉันเดินไปยังกี่ทอผ้าใต้ถุนบ้าน ซึ่งเป็นกี่กระตุกมีสองตะกอ ใช้ทอโน่ พร้อมชวนให้ลองทอ ฉันจึงตอบรับทันควัน เพราะอยากสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง
ฉันเคยลองใช้กี่โบราณมาครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างจากกี่กระตุกมากนัก มีไม้เหยียบสองฝั่งซ้าย-ขวาไว้บังคับตะกอให้ยกขึ้นและลงสลับกัน ดันหวีออกเพื่อเปิดช่องให้กระสวยวิ่งผ่าน ทุกครั้งที่กระสวยวิ่งผ่านเส้นด้ายข้ามไปอีกฝั่ง เราต้องกระแทกหวีเข้ามาหาตัวเพื่อให้เส้นด้ายไม่พันและให้แนบติดกันจนออกมาเป็นผืนผ้า จะต่างเพียงอย่างเดียวคือไม่ต้องพุ่งกระสวยด้วยตนเอง
กระสวยนั้นไม่ต่างจากเรือข้ามฟาก หากเปรียบกี่โบราณเป็นเรือพาย กี่กระตุกก็คงเป็นเรือที่มีเครื่องยนต์ติดท้าย เร็วกว่า ง่ายกว่า แต่ต้องบังคับเรือให้เป็น
ฉันกดเท้าซ้ายไปบนไม้เหยียบ ขาสั่นเล็กน้อยเพราะไม่แน่ใจว่าต้องเหยียบแรงเพียงใด ดันหวีไปข้างหลังให้ติดตะกอ มือดึงสายกระตุก
“ตึก !” เรือของฉันหยุดอยู่ตรงกลางแม่น้ำ ไปไม่ถึงอีกฝั่ง
“ออกแรงกว่านี้อีก” อาจารย์บุญนำกล่าวพร้อมผลักกระสวยฉันให้ข้ามไปอีกฝั่ง
ฉันออกแรงดันหวีเข้าหาตัว สลับเท้าขวาเหยียบอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“เหยียบให้แรง ตะกอยังไม่เคลื่อนเลย กินข้าวมาจริงไหมเนี่ย” อาจารย์พูดแกมเอ็นดู
ฉันหัวเราะแห้ง เพิ่งรู้ว่าการทอผ้าลำบากขนาดนี้ จนแทบไม่อยากคิดว่าต้องใช้กำลังและเวลามากแค่ไหนกว่าจะออกมาเป็นธงยาวขนาดนั้น
“ฝึกกระตุกก่อนดีกว่า” อาจารย์จับมือฉันให้ดึงสายกระตุก
“ตึก !” เรือข้ามไปอีกฝั่ง “ตึก !” เรือกลับเข้าฝั่งเดิม
“ตึก !” ซ้าย “ตึก !” ขวา ซ้าย ขวา สลับวนไป
เมื่อสาธิตเสร็จ อาจารย์บุญนำก็ปล่อยมือให้ฉันลองคนเดียว
ฉันดึงเชือกกระตุก ภาวนาในใจให้มันพุ่งไปไกล คราวนี้ไกลสุดเท่าที่เคยลองมา
ฉันดึงอีกครั้ง ไกลขึ้น ดึงอีกครั้ง ไกลขึ้น และดึงอีกครั้ง “ตึก !” สุดท้ายเรือฉันข้ามไปอีกฝั่งได้แล้ว
หลังจากฉันลองอีกหลายครั้ง กระสวยก็ข้ามไปมาจนถึงจุดหมาย ไม่ติดอยู่ตรงกลางอีก จึงเริ่มเข้าใจจังหวะการกระตุก หากฝึกฝนอีกสักหน่อยก็คงทำได้คล่อง
การฝึกทอผ้าวันนี้ทำให้ฉันเริ่มถอดรหัสที่อาจารย์พิศาลเคยกล่าวไว้ได้ว่า การทำโน่อาจไม่ต่างจากการเขียนสารคดี ข้อมูลที่ได้รับมาเปรียบเสมือนเส้นด้ายแต่ละเส้น กว่าจะถักทอจนกลายเป็นผืนผ้า ต้องมีจังหวะกระตุกสายเชือกให้ด้ายเคลื่อนไปข้างหน้า ต้องพยายามสลับเท้าซ้าย-ขวาบังคับตะกอเพื่อให้เกิดลวดลาย ต้องเสียหยาดเหงื่อและแรงกายหลายวันกว่าจะออกมาเป็นผืนผ้าอันสวยงาม
แม้ทักษะของฉันตอนนี้ไม่ได้ต่างจากตอนที่ฉันยืนบนกี่ แรงไม่พอกระตุกให้ด้ายเคลื่อนไปอีกฝั่ง สับสนว่าการเหยียบต้องสลับเป็นซ้ายหรือขวากันแน่ แต่นี่ก็ถือเป็นก้าวแรกที่ฉันได้ลองลงมือทำอะไรบางอย่าง สักวันฉันคงถักทอเส้นด้ายเล็ก ๆ เหล่านี้ให้กลายเป็นผ้าผืนใหญ่ได้
คงไม่ต่างจาก…
อาจารย์บุญช่วยที่เริ่มทำโน่ให้เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอโพธาราม
ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดคงคารามที่พยายามให้เด็กนักเรียนเริ่มศึกษาวัฒนธรรมมอญ
พระเจี๊ยบที่ฝึกสอนเด็ก ๆ ให้เริ่มทำโน่
อาจารย์พิศาลที่พร่ำบอกให้ทุกคนเริ่มเรียกธงตะขาบว่า “โน่”
หลังจากนี้ฉันยังหวังว่าเรื่องราวของ “โน่” หรือธงตะขาบ จะสร้างความหวังให้แก่ผู้คนที่ริเริ่มทำบางอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดูยากลำบากเพียงใดก็ตาม แต่มันจะกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายด้วยตัวของมันเอง
