เรื่อง : ตติยาพร ยิ่งยืน
ภาพ : กสิณ สนลา

“คุณกอล์ฟสวมเสื้อเยื่อลินินผสมใยฝ้าย โปร่งสบาย เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น ใต้ใบหน้าขรึมสุขุม ลึกเข้าไปในดวงตาจะพบพราวประกายแรงกล้า จึงสัมผัสรู้ในทันทีว่า เขาไม่ธรรมดา เช่นกันกับสถานคราฟต์แล็บแห่งนี้…มีอะไรให้คอยขุดค้นหา ในความหมายของตานี สยาม”
นี่คือข้อความในบันทึกที่ข้าพเจ้าเขียนไว้ ณ สถานคราฟต์แล็บ
ลีลาวดีกิ่งน้อยขยับไหวด้วยแรงลมตะวันตกเฉียงใต้ เกิดพยับแดดทอดตัวบนพื้นกระเบื้องขาว สะท้อนเงา “กอล์ฟ” ธนกร สดใส ผู้นั่งตวัดขาไขว่ห้าง มือของเขาประสานเข่าบนเก้าอี้เตี้ย พลางถ่ายทอดชีวิตและผลงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่น
“ตานี สยาม ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นโซลูชันสำหรับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม”
สำเนียงของเขายังกังวานในโสตประสาท
ธนกรเชื้อเชิญให้ข้าพเจ้าสัมผัสกระเป๋าที่ธรรมชาติเป็นผู้ถักทอทุกกระเบียดนิ้ว มันเรียบไม่สากมือ เส้นใยเหนียวแข็งแรง และดูทนทานต่อการใช้งาน จนไม่น่าเชื่อว่ากาบกล้วยฉ่ำน้ำจะกลายเป็นวัสดุทำกระเป๋าคุณภาพเทียบเท่าหนังฟอกเคมีเกรดอุตสาหกรรมได้
ธนกรมีความรู้ด้านเคมีสิ่งทอจากประสบการณ์ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหนังฟอกเคมี แต่เขาไม่เห็นด้วยกับกรรมวิธีที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จึงเลือกออกมาสร้างสรรค์ผลงานด้วยแนวคิดว่า
มนุษย์จะสร้างสรรค์สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติได้หรือไม่


กล้วยตานี ต้นทางความเคารพ
สถานประกอบการของตานี สยาม เรียกว่า “คราฟต์แล็บ” เป็นพื้นที่ผลิตชิ้นงานผ่านฝีมือมนุษย์ทั้ง ๑๖ ขั้นตอน และฝีมือธรรมชาติราว ๕๐-๓๐๐ ชั่วโมง ตั้งอยู่ในตำบลเจ็ดเสมียน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ห่างจากกรุงเทพมหานครราว ๙๐ กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางเพียง ๙๐ นาที ก็เข้ามาเยี่ยมชมวิถีสร้างสรรค์งานศิลปะจากธรรมชาติได้
เมื่อข้าพเจ้าย่างเท้าผ่านซุ้มประตูก่ออิฐถือปูน ก็พบว่าตัวเองอยู่กลางวงล้อมของอาคารทรงเกือกม้าสองชั้น ด้านซ้ายคือที่ตั้งลำต้นกล้วยตานีซึ่งรอเข้ามือผลิต เสียงมีดแซะกาบกล้วยดังอยู่ไม่ไกล ส่วนด้านขวาคือแหล่งกำเนิดของทุกกระบวนการ…สวนกล้วยตานีขนาดย่อมยืนแทรกในดงไม้ประดับ ใบตองครึ้มเขียวเข้มและอายเย็นชื้นยังค้างในอากาศ ชวนให้เดินสัมผัสตัวตนของตานี สยาม
ก่อนจะเป็นคราฟต์แล็บ ในปี ๒๕๕๗ ที่นี่เคยเป็นศูนย์เรียนรู้บ้านช่างสกุลบายศรี แล้วค่อยขยายสู่วิสาหกิจชุมชนบ้านช่างสกุลบายศรีในอีก ๔ ปีถัดมา เพื่อสร้างอาชีพแก่ ๓๐ ครอบครัวในชุมชนตำบลเจ็ดเสมียน ซึ่งกำหนดให้สมาชิกปลูกกล้วยตานีเฉลี่ยบ้านละ ๑ ไร่ รวมทั้งหมด ๓๐ ไร่ คิดเป็นทรัพยากรต้นกล้วยตานีราว ๖๐๐ ตันต่อปี
ส่วนครอบครัวทีมช่างทำกระเป๋าจะมีรายได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน จนค่อย ๆ พัฒนามาเป็นตานี สยาม ในปัจจุบัน
กระเป๋าตานี สยาม แต่ละใบผลิตด้วยฝีมืออันประณีต แผ่นกาบกล้วยทุกแผ่นล้วนใช้เวลาบ่มจากแสงแดด อุณหภูมิ กับความชื้น โดยปราศจากสารเคมีฟอกย้อม จึงมีกำลังผลิตจำกัดเพียง ๑,๘๐๐ ใบต่อปี แต่ก็แลกมาด้วยการทำร้ายธรรมชาติน้อยสุด
“การถือกระเป๋าหนึ่งใบของตานีฯ เท่ากับคุณร่วมปลูกต้นไม้ ๒-๑๒ ต้นต่อปี”
ธนกรเล่าถึงแนวทางการลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของตานี สยาม ให้ฟังอย่างง่าย ราคาที่ต้องจ่ายไม่ได้มีเพียงกำลังทรัพย์ แต่ยังต้องอาศัยความอดทน รอให้ฝีมือมนุษย์และธรรมชาติร่วมกันสร้างผลงานทีละชิ้นอย่างละเมียดละไม
ตานี สยาม จึงโดดเด่นด้วยกระบวนการผลิตที่สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นต์น้อยสุด จนขยายสู่งานนิทรรศการสินค้าเพื่อความยั่งยืน ที่เมืองเจนีวาและเมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งยิ่งเน้นย้ำว่า การผลิตโดยคำนึงถึงวงจรธรรมชาติของตานี สยาม นั้นได้รับการยอมรับในระดับสากล ทว่าน้อยคนนักจะรู้ว่า ตานีฯ ต้นนี้แทงหน่อออกจากสกุลช่างทำบายศรี


เคารพฝีมือ
ธนกรเล่าถึงการเดินทางของตานี สยาม ว่าเริ่มจากรากเดิมคือช่างสกุลบายศรี ซึ่งรับทำพิธีทำบายศรีและเครื่องสักการะ เมื่อเวลาเปลี่ยนผัน ความสำคัญก็ลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องปรับแนวทางให้องค์ความรู้นี้ดำรงและอยู่รอดได้ในปัจจุบัน
หลายคนอาจคุ้นเคยกับบายศรีในฐานะเครื่องประกอบพิธีมงคล และยังเป็นสัญลักษณ์เรียกรวมตัวผู้คนมาร่วมประกอบงานพิธีให้สมบูรณ์ มักใช้บายศรีตั้งแต่ห้าไปถึงเก้าชั้น แต่แท้จริงแล้วจำนวนชั้นบายศรีนั้นกำหนดให้ลดหลั่นกันไปตามลำดับยศถาบรรดาศักดิ์ของบุคคล
สำหรับตานี สยาม รายละเอียดและความพิถีพิถันดังกล่าวไม่ได้แสดงถึงลำดับสูง-ต่ำ หากแต่เป็นจารีตแสดงความเคารพในสถานะของตนเอง
ธนกร ในฐานะทายาทช่างสกุลบายศรีรุ่นที่ ๔ ผู้คลุกคลีกับกลิ่นตองตานีและควันธูปหอมตั้งแต่จำความได้ เห็นสัญญาณว่าวัฒนธรรมนี้กำลังจะตาย เขาจึงพยายามถ่ายทอดเจตนารมณ์เดิมของพานบายศรี สู่กระเป๋าถือภายใต้ชื่อ “ตานี สยาม”
“บายศรีคือ การรวมคน ไม่ใช่พานบายศรี ศูนย์กลางคือ สิ่งที่เรารวมกันทำ และกระเป๋าก็เกิดจากการรวมโนว์-ฮาว (know-how) ของหลายคน หลายสมัย…เห็นไหม ฟังก์ชันมันยังอยู่”
เขาเน้นย้ำถึงอณูเนื้อของกระเป๋าหนึ่งใบ ที่ไม่เพียงแต่ประกอบขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ แต่เป็นองค์ความรู้หลายแขนงที่สั่งสมในฝ่ามือช่างผลิตตานี สยาม
ทีมงานผลิตทั้งหมด ๑๖ คน ซึ่งเดิมทีล้วนเป็นผู้มีความชำนาญเฉพาะด้านของตน เช่น ช่างทำบายศรี ช่างแทงหยวก หรือมือแล่หัวไช้โป๊ เมื่อเปลี่ยนมากรีดกาบตานี ตอกเส้นสานกาบกล้วย และถักสานขึ้นโครงกระเป๋า ก็ใช่จะละทิ้งความรู้เดิมที่ฝังในมือของตนเองไป
“ช่างตานี สยาม ทุกคน สามารถทำหน้าที่แทนกันได้ทุกขั้นตอน เพราะมีปรับพื้นฐานและเรียนรู้ทักษะกันทั้งหมด แต่คนที่ประจำแต่ละโต๊ะ เกิดจากการคำนวณความถนัดและเวลาที่สามารถทำต่อชิ้นได้มากที่สุดในเวลาอันจำกัด ทั้งนี้ทั้งนั้น มันไม่ใช่อารมณ์ของโรงงานอุตสาหกรรม ทุกขั้นตอนยังเป็นไปด้วยสมาธิ และความเพลิดเพลิน เมื่อทำซ้ำครั้งเข้าก็เป็นความช่ำชองที่ไม่ต้องคิด หรือทำสมาธิกับงานได้”
ฉะนั้น ตานี สยาม จึงเป็นผลผลิตของความเคารพในทรัพยากรความรู้เดิมในชุมชน เพียงแต่ปรับเปลี่ยนให้ดำรงอยู่ได้ในปัจจุบัน


เคารพเวลา เคารพธรรมชาติ
“เราดูแลต้นน้ำตั้งแต่การใช้วัสดุ ก็เป็นต้นกล้วยตานีที่ปลูกจากไร่ในครอบครัวทั้ง ๓๐ ครอบครัว”
ธนกรเกริ่นให้เห็นว่า แนวทางการผลิตที่ทำร้ายธรรมชาติน้อยสุดนั้นเริ่มตั้งแต่การเลือกวัสดุ
ตามวงจรชีวิตของต้นกล้วย เมื่อออกหน่อปลีกับเครือผลแล้วจะไม่สามารถให้ผลผลิตได้อีก วิธีจัดการเดิมคือต้องฝังกลบหรือเผา แต่เขาพลิกต้นกล้วยเหลือทิ้งให้เป็นกระดุมเม็ดแรกของตานี สยาม
ลำต้นกล้วยยาว ๒ เมตรจะเดินทางด้วยรถเข็นสองล้อมาถึงปากทางเข้า แล้วจะแบ่งครึ่งท่อนเพื่อลอกกาบกล้วยออกทีละกาบ เฉลี่ยหนึ่งท่อนลำกล้วยจะได้ราว ๒๐ กาบ แต่ก่อนนำไปใช้ ต้องฝานหยวกกล้วยชั้นนอกสุดกับชั้นเยื่อกล้วยที่เป็นร่างแหกักความชื้น ซึ่งเป็นตัวก่อเชื้อราออก เหลือเพียงกาบกล้วยชั้นในหรือในท้องที่เรียกว่า “แผ่นนมกล้วย”
แผ่นนมกล้วยนั้นจะนำไปตากแดดเพื่อไล่ความชื้นออกในปริมาณพอเหมาะ ซึ่งจะตัดสินได้ด้วยสายตาที่เชี่ยวชาญกับมืออันชำนาญเท่านั้น และหากน้ำระเหยออกมากเกินไป ก็จะนำไปบ่มในโอ่งดินให้เหนียวพอเหมาะ แล้วจึงนำขึ้นไปจัดรูป รีดให้เรียบ ประสานเป็นแผ่นใหญ่ด้วยกาวสมานผสมยางกล้วยตานีป้องกันการเกิดเชื้อรา ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการแล็บให้ได้ผลสำเร็จ กลายเป็นแผ่นนมกล้วยเรียบ ลื่น เหนียวแข็งแรง และขึ้นเงา พร้อมคัดตัดเป็นเส้นสาน แล้วนำไปติดเข้ากับผ้าแคนวาสเหลือใช้จากโรงงาน (dead stock) เพื่อให้คงทนต่อการใช้งาน
จากนั้นจึงนำวัสดุที่ได้ไปถักสานเป็นลวดลายต่าง ๆ แล้วขึ้นโครงกระเป๋าให้สมบูรณ์ ส่วนโลหะที่ยึดโครงสร้างกระเป๋าให้แข็งแรง หรือฟิตติงกระเป๋า ก็ล้วนแต่สั่งทำพิเศษให้ถอดเก็บใช้ได้เมื่ออายุขัยธรรมชาติมาถึง
ขั้นตอนผลิตกระเป๋าตานี สยาม นั้นจึงไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีฟอกย้อม แต่ปล่อยให้อุณหภูมิเป็นผู้รีดน้ำออกจากแผ่นนมกล้วย กับความชื้นที่คอยประสานเส้นใยกล้วยให้กาบกล้วยแข็งแรง ซึ่งอาศัยเพียงเวลาผู้เป็นนายใหญ่คอยกำกับให้เป็นไปตามครรลอง แล้วรอคอยอย่างใจเย็น
เมื่อข้าพเจ้าถามถึงคือความคงทนของหนังกาบกล้วยตานี ธนกรก็กลับตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ใช้งานดีกว่าหนังแท้หรือหนังทั่วไป เพราะทนแอลกอฮอล์ ทนน้ำหอม และเก็บในอากาศได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตู้กระจกหรือห้องแอร์ เพราะก็สร้างในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนจนทนทาน สามารถซักหรือขยี้คราบในซับใน-ผ้าแคนวาสได้”
เขาชี้ไปทางชั้นอิงผนังทางซ้ายในห้องทำงาน ซึ่งจัดแสดงกระเป๋าถักสานของตานี สยาม อายุกระเป๋ามีตั้งแต่ ๒ ไปจนถึง ๑๒ ปี แต่ละใบยังมีสภาพคงทนและสวยงาม โดยเฉพาะกระเป๋าใบสีขาวเหลืองนวล หรือสีซีเปีย (sepia) ซึ่งเป็นสีธรรมชาติของกาบกล้วยจากกรรมวิธีบ่มสีในแล็บจนเนื้อสีคงที่แล้ว ถึงแม้จะเสื่อมตามอายุของสินค้าจากธรรมชาติ แต่ก็เล็กน้อยจนตาเนื้ออาจไม่ทันสังเกต มีเพียงบางใบเท่านั้นที่ธรรมชาติแต่งแต้มเม็ดสีอื่นให้
“สำหรับเรากระเป๋าใบนี้คือบันทึกของฤดูร้อนปีนั้น” เขาพูดถึงกระเป๋าหลากสีทั้งม่วงก่ำถึงน้ำตาลเรื่อแดง ซึ่งศิลปินฤดูร้อนเป็นผู้รังสรรค์
แม้กระเป๋าถักสานของตานี สยาม จะมีรูปทรงเรียบง่าย แต่กลับช่วยขับให้ลายสานโดดเด่น ดอกดวงทัดตรงปีกกระเป๋าช่วยให้ดูอ่อนหวาน แต่เส้นทางแห่งความงามใช่ง่ายดาย ลายสีบนเนื้อกาบกล้วยใช้เวลาบ่มและเก็บ ผ่านทั้งวิกฤตน้ำแล้ง หรือฝนไม่ตกตามฤดูกาล ทว่าสุดท้ายแล้วธรรมชาติยังต้องปรับตัวให้ดำรงอยู่รอด กระเป๋าเหล่านี้จึงเป็นตัวแทนแห่งวิกฤติการณ์หน้าร้อนในแต่ละปี
“เมื่อโลกกำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เราไม่ได้ตอบสนองด้วยการสร้างภาพลักษณ์ของความยั่งยืน แต่เลือกจะเคารพสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น และปล่อยให้ชิ้นงานเป็นพยานของช่วงเวลานั้น”
เพราะศิลปินใหญ่ของตานี สยาม คืออุณหภูมิ ความชื้น และเวลา ร่วมกันละเลงสีสันบนผืนนมกล้วย ธนกรกับทีมช่างเป็นเพียงผู้เรียบเรียง นั่นคือวิถีแห่งการเคารพเวลา และเคารพธรรมชาติ


เคารพตน
“มันคืออุณาโลม เป็นจุดสูงสุดของพิธีกรรม เขียนในลมหายใจเดียว และเน้นความสำคัญอยู่เพียงสองตัวคือ ตอ. กับ นอ. เพื่อลอกเปลือกอัตตา”
ธนกรไขข้อสงสัยเรื่องสัญลักษณ์บอกยี่ห้อ ซึ่งเป็นเส้นคล้ายวงก้นหอยเขียนว่า “ตานี” บนกระเป๋าถักสานของตานี สยาม บางใบ
อุณาโลมเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา หรือเส้นระหว่างคิ้วของพระพุทธเจ้า ซึ่งถือเป็นดวงตาตรัสรู้ธรรม
ปัจจุบันธนกรตัดสินใจไม่สลักยี่ห้อลงบนกระเป๋าอีก เพราะเขาต้องการให้ผู้ถือตานี สยาม นั้นไม่ได้เพียงถือกระเป๋า แต่ยังถือตัวตน เพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่สภาวะสงบนิ่ง ยอมรับ เคารพ และรักตัวตน นั่นคือคุณค่าที่แฝงเร้นในสินค้าทุกชิ้น ซึ่งทั้งตอบโจทย์การใช้งาน และตอบโจทย์ความต้องการทางจิตใจ
“ถ้าเข้าใจจริง ๆ ว่าตัวเองต้องการอะไร มันจำเป็นต้องวิ่งตามกระแสสังคมหรือเปล่า เช่นกันกับโลกธุรกิจเพื่อการผลิตในจำนวนมาก ในเวลาอันสั้น สร้างคาร์บอนฟุตพริ้นต์เยอะมาก…ความเร่งรีบกำลังทำร้ายตัวเราและทำร้ายธรรมชาติ”
ธนากรทิ้งท้ายข้อความสำคัญไว้
“แล้วทำไมถึงเลือกกลับมาทำที่บ้านคะ”
ข้าพเจ้านึกสงสัย แล้วเขาก็โปรยยิ้มในดวงตาและตอบเรียบง่ายที่สุด
“บ้านคือจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของการเดินทางในชีวิต การกลับมาสู่บ้านเดิมคือการย่นระยะเวลาสู่ความสุขสำหรับเรา อยากสร้างอะไรก็สร้างเอาที่บ้าน คนอื่นจะเดินทางต่อหรืออะไร…แต่สำหรับเรา บ้านพอดีแล้ว”
คำพูดของเขาสะท้อนลึกเข้าไปในใจ ข้าพเจ้าจึงตกตะกอนได้ว่า ความเคารพที่ตานี สยาม กำลังสื่อสาร คือพอใจในสิ่งที่มี และพอดีในสิ่งที่เป็น
คำว่า “บ้าน” อาจไม่ได้หมายถึงถิ่นที่อยู่หรือเรือนชายคาคุ้มหัวเพียงอย่างเดียว แต่หากคือทรัพยากรที่มีอยู่ คือต้นกล้วยตานี ฝีมือชาวบ้านเจ็ดเสมียน องค์ความรู้เคมีสิ่งทอ และการอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งล้วนมีพร้อมในตัวตนของชายคนนี้ “ธนกร สดใส” ผู้ได้ยืนหยัดบนเส้นทางการเคารพตนแล้ว
