ณัฐดนัย แก้วสีนวล : เรื่อง
รุจิรา มานะชัย : ภาพ

ในวัย ๑๐๓ ปี หญิงชราบนรถเข็นผู้ป่วยยกมือที่เต็มไปด้วยริ้วของเวลาขึ้นรับไหว้ช้า ๆ ก่อนจะยิ้มกว้าง
“เดินไม่ได้มา ๑๐ ปีแล้ว แต่ความจำยังดี ลืมไม่ลงหรอก”
โสน เนียมทอง แม่เฒ่าชาวมอญแห่งบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เอ่ยคำทักทาย แม้สังขารร่วงโรยจนไม่อาจก้าวเดินได้อีก แต่ยายโสนยังคงจำจังหวะสอดกระสวย ปั่นด้าย และลวดลายบนผ้าทุกผืนได้อย่างแม่นยำ
ยามตะวันส่องแสง โสนในวัยแรกรุ่นก็ต้องเดินออกไปไถนาท่ามกลางเปลวแดด ครั้นพอกินข้าวปลาเสร็จตอน ๑ ทุ่ม แสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุจะจุดขึ้นใต้ถุนบ้าน พร้อมเสียงกี่ทอผ้าดังกระทบเป็นจังหวะ
“ไก่ขันก็ได้ผ้าผืนหนึ่ง พอกลับจากทอผ้า ก็หุงข้าวใส่กะละมังไปกับพ่อเพื่อไถนาต่อ”
ยายโสนเริ่มจับกระสวยสืบทอดวิชาทอผ้าตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี ด้วยคำของแม่ที่ว่า
“เดี๋ยวแม่เป็นอะไรไป เอ็งจะไม่ได้วิชา เอ็งต้องไปซื้อผ้าเขาใส่ มันไม่เหมือนลายผ้าที่พ่อแม่ทอให้”
ชาวมอญบ้านม่วงแห่งชุมชนริมน้ำแม่กลอง มีรากเหง้าเก่าแก่กว่า ๓๕๐ ปี นับตั้งแต่อพยพมาจากประเทศเมียนมาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งการทำนาข้าวเป็นอาชีพเกษตรกรรมหลักของทุกหมู่บ้าน และแต่ละบ้านจะทอผ้าใส่เอง ไม่ว่าจะเป็นผ้าโสร่งและผ้าขาวม้าสำหรับผู้ชาย หรือผ้าสไบและผ้านุ่งสำหรับผู้หญิง เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน หรือในวันและเทศกาลสำคัญ เช่น วันพระ งานบุญ
มือสั่นเทาของยายโสนหยิบโสร่งหลากสีสันจากกล่องพลาสติกที่เก็บไว้มิดชิด แล้ววางไว้บนตักขณะบรรยายถึงชื่อลายต่าง ๆ
ผ้าทุกผืนสีสันสดใสและมีลวดลายประณีต เช่น
ลายลูกพุทรา
ลายลูกมะตาด
ลายมะเขือพวง ซึ่งล้วนแต่เป็นลายโบราณทั้งสิ้น
ยายโสนก้มตัวลงเล็กน้อยขณะใช้มือลูบไล้บนผืนผ้าที่ตนถักทอ พร้อมเล่าอย่างภาคภูมิใจถึงผ้าโสร่งลาย “ตะแกรงใหญ่” ที่ทอให้ลูกชายทั้งสองคนนุ่งไปวัดม่วง จนชาวบ้านต่างเอ่ยปากชมว่า
“ยายโสนทอผ้าเก่ง นุ่งโสร่งให้ลูกสวย ๆ”
เสียงลือเลื่องนี้ทำให้บรรดาแม่ ๆ ป้า ๆ ในชุมชนบ้านม่วงต้องมาขอซื้อผ้าทอในราคาผืนละ ๕๐ บาท ยายโสนและครอบครัวจึงพอผลิดอกออกเป็นสตางค์ได้


กี่สาวคล้องพวงมาลัย
พอเล่าจบเรื่องหนึ่ง ยายโสนยิ้มร่าแล้วเริ่มเล่าอีกเรื่องทันที
“เมื่อก่อนฉันเป็นสาวคล้องพวงมาลัย”
ยายโสนเล่าถึงความทรงจำของการละเล่น “เพลงพวงมาลัย” ซึ่งเป็นการร้องกลอนสดเย้าหยอกโต้ตอบแซวกันระหว่างชายหญิง ที่มักเล่นกันในวันสงกรานต์
“คำกลอนชายถาม: ทั้งหูกทั้งกี่น้องมีกี่หลัง ถามแม่ร้อยชั่งให้คนบ้านไกล น้องพุ่งกี่ฉับ ขยับกี่ที หวีกี่หน ได้เป็นผ้าห่มตนนางใน”
“คำกลอนหญิงตอบ: ทั้งหูกทั้งกี่น้องมีหนึ่งหลัง บอกพ่อร้อยชั่งให้เข้าใจ น้องพุ่งหนึ่งฉับ ขยับสองที หวีหนึ่งหน เป็นผ้าห่มตนที่ทำไว้…”
เสียงกระเซ้าเย้าแหย่ผ่านเนื้อเพลง บทเกี้ยวพาราสีไม่ได้จบลงแค่การไถ่ถามเรื่องเครื่องนุ่งห่ม แต่ยังเผยให้เห็นถึงความในใจของหนุ่มสาวผ่านภาษาที่ซ่อนเร้นระหว่างบรรทัด
คล้ายฝ่ายชายเอ่ยคำว่า “อัวชานเป่ย”
หญิงสาวตอบรับอย่างขวยเขินว่า “อัวชานน่าย”
แม้สองคำอาจต่างกันตามเพศของผู้พูด แต่มีความหมายเดียวกัน
คือ “ฉันรักเธอ”
ลำนำกลอนสดและการหยอกเย้าที่ยายโสนขับขานให้ฟัง คือเรื่องราวสะท้อนถึงยุคสมัยก่อนว่า แทบทุกครัวเรือนในบ้านม่วงจะมีกี่อย่างน้อยหนึ่งหลังสำหรับใช้ทอผ้า
จากนั้นยายโสนชี้ไปยังกองผ้าข้างตัว ก่อนหยิบผืนหนึ่งขึ้นมาคลี่บนตัก แล้วกางผ้าขาวม้าและผ้าโสร่งให้ลองสวมใส่ ขณะกางผ้าโสร่งเพื่อจับจีบให้ รอยยิ้มของยายโสนยังคงเบ่งบานไม่คลาย
แม้ทุกวันนี้กี่โบราณหลังเก่าจะเก็บพักไว้ ไม่ได้ทอผ้ามานานเพราะโรคต้อเนื้อที่ดวงตา และกำลังขาที่ถดถอย แต่เมื่อหยิบผ้านุ่งลายลูกพุทรา ซึ่งยายโสนเคยสวมใส่ไปประกวดงานขวัญใจผู้สูงอายุขึ้นมาลูบคลำ แววตาฝ้าฟางของ โสน เนียมทอง ยังคงเปล่งประกาย
“นี่แหละฝีมือคนอายุ ๑๐๓ ปี ให้หลาน ๆ ดูว่านี่คือฝีมือคนแก่”


กี่ศูนย์ผ้ามอญทอมือ
เสียงกระทบของฟืมและเสียงไม้กระสวยพวยพุ่งผ่านเส้นด้ายเป็นจังหวะซ้อนกันจากกี่หลายหลัง ดังสนั่นสั่นพ้องอย่างสมานฉันท์ ณ ศูนย์ผ้ามอญทอมือบ้านม่วง เคล้าคลอไปกับเสียงสรวลเสเฮฮา
บนผนังโถงด้านซ้ายพบภาพใบหน้าอันคุ้นเคยของ โสน เนียมทอง มุมนิทรรศการเล็ก ๆ นี้ได้บอกเล่าเรื่องราวและเนื้อร้องของเพลงพวงมาลัยเมื่อครั้งอดีต
กี่กระตุกทอผ้าตัวหนึ่งเปล่งเสียงฉับร้องสุดกู่จาก ประดู่ บานมน หญิงชราวัย ๗๘ ปี ผู้นั่งเหยียบคานเหยียบพร้อมกระตุกเชือกให้กระสวยพุ่งด้ายไปอย่างใจจดใจจ่อ
ป้าดู่เริ่มหัดทอผ้าที่บ้านมาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี อาชีพเดิมเป็นชาวนา แต่เมื่อแก่ตัวลง ท้องทุ่งนาก็กลายเพียงความหลัง ป้าดู่จึงมาอยู่ที่ศูนย์ทอผ้าแห่งนี้ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์และอังคาร
“พอมีศูนย์ฯ ก็มาทอที่นี่ เลิกทำนาแล้วมาทอผ้า…มาสอนนักเรียนด้วย”
ป้าดู่เล่าด้วยน้ำเสียงค่อย ๆ ขณะใช้มือสอดหลอดด้ายยืนในรางกระสวย
ต้นตอเสียงสรวลเสเฮฮามาจากกลุ่มพี่น้องผองเพื่อนของป้าดู่ช่วยกันขึ้นด้าย “ลายเกล็ดเต่า” ซึ่งเป็นลายผ้าดั้งเดิมของตระกูลจุกกระแจะ ในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง โดยทางศูนย์ฯ นำมาศึกษาแกะแบบและรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่
การเดินด้ายยืนลายนี้เป็นไปด้วยความสลับซับซ้อน หากจับผิดจังหวะเพียงนิด เส้นด้ายนับร้อยจะพันกันยุ่งเหยิงจนเสียกระบวน จึงต้องอาศัยมือและสายตาหลายคู่มาช่วยกันประคับประคอง
“กลุ่มผ้ามอญทอมือบ้านม่วง” ก่อตั้งขึ้นในปี ๒๕๔๗ จากการรวมกลุ่มแม่บ้านเพื่อหารายได้เสริมหลังทำนา การรื้อฟื้นลายผ้าโบราณควบคู่กับการพัฒนาลวดลายใหม่ รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน จนได้รับคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) สี่ดาว ในปี ๒๕๕๕
แม้ป้าดู่ไม่ใช่คนช่างพูด แต่การกระทำนั้นเห็นชัด รับรู้ได้ถึงความเจนจัดในทุกกระบวนท่า
เส้นด้ายนับร้อยนับพันจัดวางบนกี่ทอผ้า เท้าเหยียบลงบนคานเพื่อดึงตะกอให้เส้นด้ายยืนแยกออกจากกันเป็นช่องว่าง มือข้างหนึ่งกระตุกสายเชือกให้กระสวยที่บรรจุหลอดด้ายพุ่งทะยานสอดสลับไปมา ก่อนที่มือซ้ายจะดึงฟืมหรือฟันหวี กระแทกเส้นด้ายให้เรียงชิดติดกันแน่นเป็นเนื้อผ้า
“ทอที่นี่ก็หยุดพักได้ ทอที่บ้านหยุดพักไม่ได้ เดี๋ยวไม่ได้นอน”
ป้าดู่เล่าถึงความเพลิดเพลินในการทอผ้าด้วยรอยยิ้ม
การทอผ้าผืนหนึ่งไม่ได้สำเร็จเพียงชั่วข้ามคืน ต้องอาศัยความใจเย็นและความประณีตในทุกขั้นตอน สองมือของป้าดู่และสมาชิกในกลุ่มผ้ามอญทอมือบ้านม่วง กินเวลาหลายวัน ตั้งแต่การกรอด้ายยืนซึ่งใช้เวลา ๑ วันเต็ม ต่อด้วยการเดินด้ายอีก ๑ วัน การร้อยด้ายเข้าฟันหวีอีก ๔ ชั่วโมง การหวีด้าย ๑ วัน และการร้อยด้ายเข้าตะกอ ที่ต้องใช้เวลาถึง ๑-๒ วัน
ขณะที่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันในหมู่บ้านต่างเลิกทอผ้าไปหมดแล้ว ป้าดู่คือคนเดียวที่ยังคงผูกพันและนั่งทอผ้าอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อเข้ามายังศูนย์ผ้ามอญทอมือ ป้าดู่จึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะที่นี่เปรียบเสมือนพื้นที่ใหม่ให้แม่บ้านวัยกลางคนไปจนถึงวัยชราจากหลายหมู่บ้านได้มารวมตัวพบปะพูดคุยกัน ช่วยยึดโยงทั้งความสัมพันธ์และภูมิปัญญาไม่ให้หลุดลุ่ยไปตามกาลเวลา


กี่ห้องเรียน
เสียงฟืมดังฉับแว่วจากห้องทอผ้าถัดไป จากนิ้วมืออันเต่งตึงไปด้วยพลังของนักเรียนหญิงโรงเรียนวัดม่วง อายุราว ๑๓ ปี ผู้กำลังทอผ้ามอญอย่างนิ่งเงียบ สายตาจดจ่อกับผืนผ้าทอลวดลายตัวเอส (S) ที่ประยุกต์ต่อยอดมาจากศูนย์ผ้ามอญทอมือบ้านม่วง
ในวันหยุดสุดสัปดาห์ศูนย์ทอผ้าแห่งนี้มักมีเด็กนักเรียนแวะเวียนมาทอผ้าเสมอ
“สนุกค่ะ”
ปาย เด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.๑ เชื้อสายไทยในชุดเชิ้ตมอญ ยิ้มกว้างเมื่อถามถึงความรู้สึกเวลาสอดกระสวยและกระแทกฟืม
ปายเพิ่งได้สัมผัสกี่ทอผ้าเพียง ๓ เดือน แต่ผลงานผ้าทอของเธอกลับประณีตและสะอาดตา
ความพยายามอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมชาวมอญในโรงเรียนวัดม่วง เริ่มต้นขึ้นภายใต้แนวคิดการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ในปี ๒๕๓๕ การทอผ้าได้บูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน รวมถึงให้นักเรียนแต่งกายด้วยผ้ามอญ ๑ วันต่อสัปดาห์ แม้นักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานชาวมอญ แต่วิถีแห่งกี่ทอผ้าก็เปิดกว้างให้เด็กนักเรียนทุกคน ทุกเชื้อชาติ ได้เข้ามาร่วมซึมซับ
วิชาเรียนทอผ้ามอญของมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ณ โรงเรียนวัดม่วง จัดไว้สัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง ซึ่งครูผู้สอนก็หาใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นเหล่าแม่บ้านจากกลุ่มผ้ามอญทอมือบ้านม่วง
นักเรียนชั้น ม.๑ เทอมแรกจะได้ฝึกทอที่โรงเรียน ก่อนที่เทอม ๒ จะย้ายไปยังศูนย์ผ้ามอญทอมือบ้านม่วงทุกวันอังคาร โดยจะได้เรียนการทอผ้าโสร่ง และผ้าขาวม้า เมื่อขึ้นชั้น ม.๒ จะได้เรียนการเล่นสะบ้า พร้อมเป็นมัคคุเทศก์น้อยนำชมพิพิธภัณฑ์ และชั้น ม.๓ จะเรียนการตัดเย็บผลิตภัณฑ์ วิชาวัฒนธรรมท้องถิ่นเหล่านี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยกิตซึ่งสัมพันธ์กันแบบศิษย์กับครู
เมื่อถามปายว่าอยากยึดสิ่งนี้เป็นอาชีพหรือทำต่อไปอย่างจริงจังหรือไม่
“ไม่ค่ะ” เด็กหญิงวัย ๑๓ ปี ก็ตอบอย่างจริงใจด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ พร้อมให้เหตุผลว่าเธอมองการทอผ้าเป็นเพียงงานอดิเรก เนื่องจากตนเองไม่มีเชื้อสายมอญและที่บ้านไม่มีกี่ทอผ้า พอเรียนจบไปก็คงไม่ได้ทำต่อ
โรงเรียนวัดม่วงเป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่เปิดสอนสูงสุดเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เมื่อเรียนจบ เด็กทุกคนต่างก็ต้องแยกย้ายไปศึกษาต่อที่อื่น การทอผ้าจึงอาจจำต้องจบลงตามวาระ
“ก็ดีนะคะ…ถ้ามีคนสานต่อ”
เธอทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเขินอาย เจือปนความเสียดายเล็ก ๆ ขณะที่รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยหุบลง


กี่วิถีชีวิต
เส้นด้ายแต่ละเส้นที่ถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม บันทึกเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านของมือคนทอแต่ละรุ่น จากมือเหี่ยวย่น สู่มือหยาบกร้าน และจบลงที่มืออันเต่งตึง
สำหรับยายโสนในวัย ๑๐๓ ปี กี่ใต้ถุนบ้านคือเครื่องมือแห่งการดำรงชีวิตและสายใยครอบครัว
ผ้าที่ทอขึ้นใต้แสงตะวันและแสงตะเกียงคือสิ่งนุ่งห่มครองตน คือวิชาที่แม่ส่งต่อให้ลูก คือเนื้อหาในเพลงพวงมาลัย วิถีแห่งกี่โบราณจึงเป็นชีวิตที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับลมหายใจ
ส่วนป้าดู่วัย ๗๘ ปี และกลุ่มแม่บ้าน กี่ในศูนย์ผ้ามอญทอมือบ้านม่วง คือสิ่งที่ช่วยประคับประคองจิตใจและภูมิปัญญา
เรื่องราวระหว่างเส้นด้ายถักทอจากความสัมพันธ์ ความรัก และเสียงหัวเราะ ของเหล่าเจ้าของมืออันด้านสาก ผู้ปรารถนาให้การทอผ้ามอญนี้ไม่สูญหายไป
ขณะที่ปาย เด็กสาววัย ๑๓ ปี กี่ทอผ้าในห้องเรียนคือการเรียนรู้และการส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นตามยุคสมัย
กี่แต่ละหลังแม้จะโบราณคร่ำครึ หรือเป็นกี่กระตุกทันสมัย ถึงแต่ละหลังจะตั้งห่างกันไกล แต่มือแต่ละคู่ของคนแต่ละรุ่น ต่างก็ได้ถักทอวิถีชีวิตของตนไว้อย่างสมบูรณ์…ซ่อนไว้ในผืนผ้ามอญ
ข้อมูลประกอบการเขียน
- สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). (2547). ลุ่มน้ำแม่กลอง : ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ “เครือญาติ” มอญ. กรุงเทพฯ: มติชน.
ขอขอบคุณ
- คุณยายโสน เนียมทอง
- คุณครูจิตอารีย์ กระเครือ
- คุณป้าประดู่ บานมน
- คุณป้าจำเนียร แย้มอุ่ม
- อาจารย์พิศาล บุญผูก
- ครูอ้อม และครูครีม
- คุณลุงสวัสดิ์ เจิมเครือ
- ครูค่ายและพี่เลี้ยงทุกท่าน
- คู่ช่างภาพที่ทำงานหนัก
