การเมืองกับเด็กประถม

 

 http://www.chaiwbi.com/0drem/web_children/50501/54_2550/5411/100/dc6260f3.gif

 

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับจดหมายจากผู้อ่านคนหนึ่ง เป็นคุณแม่ของลูกวัยเจ็ดขวบ  เล่าเรื่องความขัดแย้งอย่างหนักในสังคมไทยว่าได้ย่างกรายเข้าสู่โรงเรียนและครอบครัว

เธอเล่าว่า เช้าวันหนึ่งลูกชายได้บอกกับคุณแม่ว่า “หม่าม้ารู้ไหม คนใส่เสื้อเหลืองคือคนดี รักในหลวง ส่วนคนใส่เสื้อสีแดงคือคนเลว ทำลายประเทศชาติ และทักษิณจ้างให้มาทำร้ายพวกเสื้อเหลือง”

 

“ดิฉันพยายามอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ผู้คนบนโลกนี้ไม่ได้ขาวดำขนาดนั้น ถึงจะสรุปได้ว่า คนใส่เสื้อเหลืองคือคนดี คนใส่เสื้อสีแดงคือคนเลว แต่ลูกก็ไม่ยอมฟัง บอกว่าคุณครูที่โรงเรียนสั่งสอนมาอย่างนี้”

 

“ดิฉันไม่ได้อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ครูอาจารย์ผู้สอนหรือผู้ที่บอกเล่ากับเด็กไม่คิดหรือว่ามันซับซ้อนเกินกว่าที่จะทำให้เด็กรับรู้และเข้าใจได้แจ่มแจ้ง และก็รู้อยู่แล้วว่าเด็กนั้นรับคำสอนทุกอย่างจากครูอาจารย์” 

 

บางครั้งคำสอนของคุณครูอาจจะศักดิ์สิทธิ์มากกว่าคำสอนของพ่อแม่

เรื่องของสองแม่ลูกคู่นี้ ทำให้ผมคิดถึงสมัยเป็นเด็กประถม ครูในโรงเรียนจะสอนให้เกลียด กลัวคอมมิวนิสต์อย่างฝังหัวว่าจะเป็นผู้ทำลายประเทศ หากจับพวกเราได้จะถูกฆ่าทิ้งทั้งโคตร และชื่อเหมา เจ๋อ ตุง หรือเมาเซตุง อดีตผู้นำของจีนแดงในสมัยนั้น มีความหมายพอ ๆกับปีศาจร้าย ซาตานจากขุมอเวจีทีเดียว

 

จำได้ว่าครูใหญ่ของโรงเรียนสมัยนั้น มักจะพานักเรียนทั้งโรงเรียนเข้าหอประชุม อบรมให้เกลียดคอมมิวนิสต์อาทิตย์ละชั่วโมง โดยมีทหารหรือตำรวจมาเป็นวิทยากร ปิดท้ายด้วยการร้องเพลงปลุกใจ คือเพลง เราสู้ กับเพลงหนักแผ่นดิน

 

พอโตขึ้นมาหน่อยก็ได้ยินคำพูดของพระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง หลังเหตุการณ์การล้อมปราบนักศึกษาประชาชนในวันที่  ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”

 

ช่วงเวลานั้นสังคมไทยแตกแยกอย่างรุนแรง  จากการปลุกระดมให้เกลียด กลัวกันไปหมด นักศึกษาถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมฯ

 

แต่ปัจจุบันเราก็ทราบดีว่า คอมมิวนิสต์ไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายเหมือนกับที่เราเคยเชื่อตอนเป็นเด็ก ๆ  ทุกวันนี้ประเทศไทยก็ทำมาค้าขายกับประเทศคอมมิวนิสต์ทั่วโลก โดยเฉพาะจีนที่แทบจะจูบปากกัน

 

ที่ผ่านมาครูมักถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ความคิดของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะการปลุกระดมให้เด็กเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ

 

ผมคิดว่าครูเหล่านั้นมีความเชื่อฝังหัวจริง ๆว่า สิ่งที่เขาหรือเธอสั่งสอนลูกศิษย์นั้นเป็นความจริงที่ต้องให้เด็ก ๆได้รับทราบเอาไว้ ไม่ต่างจากครูใหญ่ของผมในอดีตที่เชื่ออย่างหนักแน่นว่า คอมมิวนิสต์หมายมั่นจะยึดแผ่นดินไทย

 

ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่า มีครูหลายคนในต่างจังหวัดที่กำลังสอนลูกศิษย์ของตัวเองว่า ฝ่ายเสื้อสีแดงคือฝ่ายที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่ายเสื้อเหลืองคือพวกต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ทำลายกฎหมาย และปิดประเทศให้ถอยหลังเข้าคลอง

 

ทั้งสองฝ่ายต้องการสร้างแนวร่วมให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ หรือเด็กเล็ก

 

ทั้งสองฝ่ายพยายามทำให้สิ่งที่ตัวเองเชื่อ คือความจริงแท้ และสื่อสารออกไปให้สั้นและชัดเจนที่สุด

 

ไม่แปลกหากฝ่ายหนึ่งจะสรุปว่า  คนเสื้อเหลืองคือคนดี คนเสื้อแดงคือคนเลว

 

และอีกฝ่ายจะสรุปว่า คนเสื้อแดงคือคนดี คนเสื้อเหลืองคือคนเลว

โดยที่ทั้งสองฝ่ายลืมจุดบกพร่อง ลืมข้ออ่อนของตัวเอง และลืมไปว่าโลกไม่ได้มีเพียงสีขาว และสีดำ ต่างมุ่งมั่นทำสงครามจิตวิทยาแย่งชิงมวลชนอย่างไม่ลืมหูลืมตา

 

สิ่งที่เราเชื่อ โดยเฉพาะอุดมการณ์ทางการเมืองนั้น ไม่ใช่สัจธรรมที่เป็นความจริงแท้ ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และไม่เกี่ยวกับความดีหรือความเลว

ความขัดแย้งทางการเมืองทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนโกงชาติ กับคนรักชาติ แต่มันได้พัฒนาไปไกลมากขึ้นระหว่างพวกปกป้องสถาบัน กับพวกปกป้องประชาธิปไตย

 

ครูที่ดีจึงไม่ควรจะยัดเยียดความเชื่อของตัวเองให้กับลูกศิษย์ผู้ไร้เดียงสาเกินกว่าที่จะเข้าใจความซับซ้อนทางการเมือง

 

ครูควรจะปลูกฝังเด็กนักเรียนเรื่องคุณธรรมและการทำความดี แต่ไม่ใช่แบ่งฝ่ายคนทำความดีและความเลวเพียงแค่สีเสื้อที่สวมใส่ มันอันตรายกับเด็กน้อยในระยะยาว

 

คุณครูครับ อย่าตอกลิ่มความขัดแย้งในสังคมให้ร้าวรานมากกว่านี้เลย

 

Comments

  1. yuttipung

    สมัยก่อนตอนเรียนอาจารย์ก็พูดเรื่องการเมืองเหมือนกัน ปฏิเสธไมได้ครับว่ายังไงครูเขาก็มีมุมมองของเขา แต่ก็ไม่ได้มากเท่านี้นะ 😐

  2. คนคู่

    ถ้ามีการวิจัยกันว่า กลุ่มอาชีพไหนมีอคติมากที่สุด คุณครูจะอยู่อันดับไหนน๊า

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.