หมอปฏิวัติ อุดมการณ์ไม่เคยเปลี่ยน

                karen-in-east-thongyai-285

 

เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน หมอปฏิวัติ หรือนายแพทย์นักปฏิวัติ เป็นคำของฝ่ายซ้ายในอดีต เรียกบรรดาหมอ หรือนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัย ผู้ทยอยกันเข้าป่าเป็นแนวร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ภายหลังเกิดเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาประชาชน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

 

ขณะที่คนอื่นจับอาวุธปืนขึ้นต่อสู้กับทหาร และตำรวจ แต่คุณหมอเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำหน้าที่ดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ  และภายหลังเมื่อเกิดสถานการณ์ ป่าแตก นักศึกษาแพทย์ทยอยออกจากป่ามามอบตัวกับทางการ กลับมาเรียนหนังสือต่อ และประกอบอาชีพภายหลังสำเร็จการศึกษา

 

แต่มีหมอปฏิวัติอีกพวกหนึ่ง ไม่เคยออกจากป่าเลย มาจนถึงปัจจุบัน

 

 

พวกเขาเป็นชาวกระเหรี่ยงตั้งบ้านเรือนลึกเข้าไปใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันออก  เขตอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

 

สมัยก่อนบริเวณนี้ถือว่าเป็นพื้นที่สีแดง ดินแดนต้องห้ามของทหาร อำนาจรัฐไม่เคยย่างกรายไปถึง

 

บ้านแม่จันทะ หมู่บ้านกระเหรี่ยงกลางป่าทุ่งใหญ่ คือกองบัญชาการใหญ่แห่งหนึ่งของบรรดาพลพรรคคอมมิวนิสต์ ทหารไม่เคยรุกพื้นที่เข้าไปถึง

 

ในเวลานั้นหนุ่มสาวชาวบ้านกระเหรี่ยงวัย 17-18 ปีหลายคน ได้ถูกคัดเลือกให้ไปเรียนวิชาการแพทย์ โดยมีแพทย์ทหารจากประเทศจีนมาสอนถึงในหมู่บ้านเป็นเวลาหลายเดือน ก่อนจะออกมาทำหน้าที่รักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บหรือเป็นไข้ ร่วมกับบรรดานายแพทย์นักปฏิวัติทั้งหลายในสนามรบ

 

หมอปฏิวัติวัยรุ่นเหล่านี้ หลายคนสามารถทำการฉีดยา ผ่าตัด ฝังเข็ม จ่ายยาแผนปัจจุบันให้กับคนไข้จนหายเป็นปรกติได้  ซึ่งความสามารถของหมอเหล่านี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการผ่านการอบรม  ถ้าเป็นการอบรมที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน ก็จะสามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไปได้ แต่ถ้าใครถูกส่งไปอบรมนอกประเทศ เช่น จีน ลาว และใช้เวลานานเป็นปี ผู้นั้นก็มีความสามารถถึงขั้น หมอใหญ่คือ สามารถทำการผ่าตัดได้เลยทีเดียว   

 

แต่เมื่อคราวพรรคคอมมิวนิสต์ล่มสลาย พวกเขาเหล่านี้ที่เคยใช้ชีวิตรักษาคนไข้อยู่ในแนวหน้าก็กลับมาใช้ชีวิตในหมู่บ้านเหมือนเดิม

 

สามสิบปีผ่านไป คนภายนอกแทบจะไม่ได้ย่างกรายเข้าไปถึงหมู่บ้านแห่งนี้ เพราะความยากลำบากในการเดินทาง จนกระทั่งเมื่อมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เริ่มโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก โดยตั้งความหวังว่า จะพยายามทำให้ชาวบ้านนับร้อยหมู่บ้านในป่าตะวันตกซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 11 ล้านไร่จับมือกับเจ้าหน้าที่อุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่เคยมีทัศนคติไม่ดีต่อกัน หันมาจับมือกันรักษาป่า โดยลืมความขัดแย้งในอดีต และสร้างกติการ่วมกันในการใช้ผืนป่าอนุรักษ์ ทำอย่างไรไม่ให้มีการบุกรุกป่าเพิ่มเติม

 

ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็คงได้บทเรียนแล้วว่า การจะอพยพคนจำนวนมากออกจากป่าอนุรักษ์ที่พวกเขาเคยอยู่กันมานานหลายสิบปี คงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้จะหาพื้นที่นอกป่าตรงไหนจัดสรรให้กับคนเหล่านี้ ไม่รวมถึงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน

 

ขณะที่ชาวบ้านในป่าอนุรักษ์ก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่า ป่าอยู่ได้ พวกเขาจึงอยู่ได้ การใช้ป่าแบบล้างผลาญเพื่อการเกษตรโดยไม่เกรงใจคนทั้งประเทศ คงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

 

มูลนิธิสืบฯ ใช้เวลาหลายปีในการพูดคุยกับทั้งสองฝ่าย ให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติและหันหน้ายอมรับซึ่งกันและกัน  และเริ่มสร้างกติการ่วมกันในการดูแลป่า ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการอนุรักษ์ป่า หลายพื้นที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความร่วมมือ

 

เมื่อเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิสืบฯ ได้เข้าไปสำรวจหมู่บ้านกระเหรี่ยงหลายแห่งในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร รวมถึงบ้านแม่จันทะ จึงพบว่า บรรดาหมอปฏิวัติเหล่านี้ยังดูแลรักษาคนไข้ในหมู่บ้าน เพียงแต่ขาดหยูกยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นหลายอย่าง

 

ไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสติดตามทางมูลนิธิสืบฯ เข้าไปแจกยาและเวชภัณฑ์แก่บรรดาหมอปฏิวัติ ปัจจุบันทางมูลนิธิสืบฯ ได้สร้างเป็นเครือข่ายหมอปฏิวัติที่มีอยู่ร่วมยี่สิบคน เพื่อสนับสนุนให้หมอเหล่านี้ได้ฟื้นฟูวิชาที่เล่าเรียนมา และรักษาโรคให้กับชาวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

 

หมู่บ้านเหล่านี้ หากมาหน้าแล้งใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบชั่วโมงจากตัวอำเภอ หากเป็นหน้าฝนก็เข้าไม่ได้เลย ที่ผ่านมาหมอปฏิวัติเหล่านี้มีส่วนในการรักษาชาวบ้านอย่างเงียบ ๆมานานแล้ว

 

พี่สดใส  ไกรเรียงนิยม หมอปฏิวัติวัย 50 แห่งบ้านแม่จันทะ สหายเก่าของคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา ผู้เคยเข้าป่าอยู่ในบริเวณนี้ เล่าให้ฟังว่า ปีนี้เธอทำคลอดให้กับพี่น้องในหมู่บ้านมาห้าคนแล้ว และในอดีตตอนสงครามยังไม่สิ้น สหายสดใสเคยต้อง “ผ่าตัด” เอากระสุนออกออกจากร่างของสหายที่ถูกยิงในป่า และยังเคยผ่าตัดเอาเด็กที่เสียชีวิตในครรภ์ออก เพื่อช่วยชีวิตแม่ไว้ ทั้งที่ในเวลานั้นไม่มีแม้กระทั่งมีดผ่าตัด และต้องใช้ไม้ไผ่ที่เหลาจนบางแทนมีด

 

สหายสดใสเล่าให้ฟังว่า ตอนอายุได้ 17-18 ปี เธอได้รับการคัดเลือกให้ไปเรียนการแพทย์จากหมอทหารจีน ทำให้เธอมีความสามารถในการฝังเข็ม รักษาอาการปวดหัว ปวดขา หรือเจ็บคอได้ดี

 

เธอสามารถวินิจฉัยรักษาโรคปอด เจ็บคอ เป็นฝี ไข้หวัด ไทฟอยด์ ไข้เลือดออก ถ้ามียาก็รักษาได้ แต่ถ้าไม่มีก็ใช้ยาป่ามาต้มกิน และหากใครเป็นไข้มาเลเรีย เธอจะเจาะเลือดมาตรวจกับกล้องจุลทรรศน์ ที่ทางมูลนิธิสืบฯ จัดหามาให้ เพื่อหาชนิดของเชื้อโรค ก่อนจะให้ยาอย่างถูกต้อง

 

พี่สดใสเป็นตัวอย่างของหมอปฏิวัตินับสิบคน ที่ต้องทำไร่ทำนาหาเลี้ยงชีพพร้อมกับยังคงรักษาคนไข้มาอย่างต่อเนื่องเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ แต่ด้วยจิตสำนึกในการรับใช้ประชาชนที่ไม่เคยเปลี่ยนมาตลอด

 

เครือข่ายหมอปฏิวัติที่ทางมูลนิธิสืบฯช่วยจัดตั้งขึ้น รวมถึงการสนับสนุนทางเวชภัณฑ์ ได้ช่วยทำให้หมอเหล่านี้มีกำลังใจในการดูแลสุขอนามัยของพี่น้องผู้ยากไร้มากขึ้น อาการเจ็บไข้ทั่วไปหลายอย่างสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากเป็นโรคที่อาการหนักถึงจะส่งต่อโรงพยาบาลในเมือง

 

สามสิบปีผ่านไป อุดมการณ์ของหมอปฏิวัติในชนบทเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยน 

Comments

  1. เล็ก

    เป็นตัวอย่างบุคคลที่มีคุณภาพจริง ๆ ค่ะ ยังมีคนเสียสละเพื่อสังคมอยู่อีก สังคมจะได้มีคนที่ยอมเสียสละบ้าง

  2. คนคู่

    คุณค่าสูงสุดของเวลาก็คือ ระยะทางของมัน เพราะไม่เพียงแต่จะพิสูจน์ความจริงใดๆแล้วมันยังปฏิวัติมิติของมุมมองให้ผู้คนได้ตระหนักถึงสังคมมากขึ้น เหมือนเช่นที่คุณหมอทำ

  3. ตาเหลิม

    อ่านแล้วประทับใจอย่างสุดซึ้ง สามสิบปีที่ผ่านมา ความเป็นมนุษย์ของคเหล่านี้ไม่เคยเลือนหาย กระนั้น สามสิบปีที่ผ่านมา คนที่ออกมาจากป่าหลายคน กลืนกินอุดมการณ์ของตัวเอง จนไม่เหลืออุดมการณ์ใด นอกจากอุดมกู … และการเมือง

  4. นอปี้

    อ่านแล้ว ขนลุกเลยค่ะ..ทึ่งจริงๆ กาลเวลาไม่สมารถทำอะไรได้เลย พวกคุณสุดยอด..ขอให้หมอปฏิวัติทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงน่ะค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.