คำกล่าวเปิดงานนิทรรศการภาพถ่ายสารคดี บันทึก ๒๕ ปีประเทศไทย โดยคุณอานันท์ ปันยารชุน

คำกล่าวเปิดงานนิทรรศการภาพถ่ายสารคดี บันทึก ๒๕ ปีประเทศไทย โดยคุณอานันท์ ปันยารชุน

ขอขอบคุณฝ่ายจัดการ โดยเฉพาะคุณวันชัยที่เป็นเพื่อนกันมาช้านานที่เชิญผมมาร่วมในงาน ซึ่งมีความหมายสำคัญมากในกระบวนการให้ความรู้และข้อมูลกับสังคมไทย ผมเองไปอยู่ต่างประเทศนาน ตอนเริ่มต้นใหม่ ๆ ผมไม่รู้จัก สารคดี มารู้จักในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา แล้วก็มีความทึ่งที่สังคมไทยมีหนังสือประเภทนี้ที่ให้ข้อมูลและความรู้

ผมได้สอบถามหลายครั้ง แล้วลืมว่าใครคือเจ้าของที่ก่อให้เกิดนิตยสาร สารคดี ขึ้น ทราบว่าคือคุณน้อย (สุวพร ทองธิว) ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณเล็ก คุณเล็กซึ่งตอนผมหนุ่ม ๆ เรียกว่าเสี่ยเล็กรถเบนซ์ เลื่องลือทางการทำธุรกิจ มือขึ้นมาก แต่สังคมไทยมีน้อยมากที่เศรษฐีจะทำอะไรที่ไม่มีผลกำไร และส่วนใหญ่ต้องขาดทุน มอบอะไรให้แก่สังคม สร้างสังคมให้สังคมนั้นเป็นสังคมที่ไม่รู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ สังคมที่มีความรู้แบบผิวเผิน ส่วนหนึ่งของสังคมไทยนั้นไม่อ่านหนังสือ หรือจะอ่านก็เป็นเรื่องบันเทิง ทุกอย่างเป็นบันเทิงไปหมด ชุมนุมก็หัวเราะ ยากจนก็หัวเราะ คนตายก็หัวเราะ แม้แต่หนังสือพิมพ์และหนังสือต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง คนไทยก็ให้ความสนใจในการอ่านหน้าสี่ กลายเป็นการลงเรื่องข่าวลือทางการเมือง ข้อเท็จจริงไม่มี เรื่องสร้างสรรค์ก็ไม่ค่อยมี สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ยากจนในความรู้ ข้อมูล

วันนี้ผมรู้สึกว่าได้เห็นสิ่งตีพิมพ์ของเมืองไทยชิ้นหนึ่งมีชีวิตครบ ๒๕ ปี เบญจเพสแล้ว พูดในเชิงหยอกเย้า หนังสือนี้เริ่มเอ๊าะ ๆ แล้ว แต่วันนี้ นอกเหนือจากอายุ ๒๕ ปี สารคดี ก็ได้ให้เกียรติกับบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ลงทุน แต่คือผู้ร่วมก่อตั้ง เป็นผู้ทำให้คุณภาพหนังสือนี้อยู่ในระดับที่ไม่ใช่แค่น่าพึงพอใจ แต่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจกับเจ้าของ ฝ่ายจัดการ พนักงาน และผู้อ่าน ผมขอแสดงความยินดีอีกครั้งหนึ่งกับคุณเอนก นาวิกมูล ผู้ได้รับรางวัลสารคดีเกียรติยศครั้งที่ ๑ ในฐานะที่ได้ทำงานเก็บข้อมูลสารคดีมากว่า ๓๐ ปี จนได้รับการยอมรับจากคนทำงานสารคดีมาตลอด กระผมขอชื่นชมนิตยสาร สารคดี ที่เป็นนิตยสารจำนวนน้อยในสังคมไทยที่พยายามจะให้ความรู้ข้อมูลที่แท้จริงกับประชาชน กับผู้อ่าน ได้รับความเชื่อถือและนับถือโดยทั่วไป อยู่มาได้ ๒๕ ปีต้องถือว่าไม่ธรรมดา

แต่ผมคิดว่าในแง่ของคุณเล็ก มรดกที่ได้ตกทอดมาถึงลูกสาวและลูกเขย และกลุ่มผู้ก่อตั้ง คือเจตนาและความรักในโบราณคดี ความรักในศิลปะ ความรักในสิ่งดีงามของสังคมไทย ความรักในประวัติศาสตร์ เห็นได้จากคุณเล็กสร้างเมืองโบราณขึ้น ผมไปเมืองโบราณมาแล้ว ๓ ครั้ง ทุกครั้งที่ไปก็ระลึกถึงน้ำใจของเศรษฐีไทยคนหนึ่งที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคมไทยโดยแท้จริงโดยไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย ผมเข้าใจว่าท่านเสียเงินไปหลายร้อยล้านแล้ว ถึงวันนี้อาจพันล้านแล้วก็ได้ ทำด้วยความประณีตนะครับ การจำลองโดยลดสัดส่วนลงมาเหมือนของจริง ดีไม่ดีดีกว่าของจริงอีก นี่เป็นจิตวิญญาณที่ถ่ายทอดกันมาในตระกูล

ผมยังอยากจะเห็นนะครับ ว่าบ้านเราจะมีการตั้งกองทุนที่จะซื้อหนังสือเล่มนี้ส่งไปให้โรงเรียนมัธยมฯ ทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กไทยรู้จักประวัติศาสตร์ของตัวเอง เพราะประวัติศาสตร์ที่เรียนในโรงเรียนผมไม่มั่นใจว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหรือเปล่า แต่ สารคดี สามารถจะเป็นตัวแทนเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ขณะนี้สังคมไทยปั่นป่วนสับสน ไม่รู้ว่าอะไรของจริงของหลอก ไม่รู้ว่าอะไรเก๊ ไม่รู้ว่าอะไรถูกผิด ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร สื่อเมืองไทยก็ไม่ได้ช่วยเท่าไร ข่าวการเมืองก็ไม่ช่วยอะไร เพราะเป็นข่าวที่ไม่มีการตรวจตรา สอบถาม ตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ข้อมูลแท้จริงอยู่ที่ไหน การวิเคราะห์นั้นเป็นการวิเคราะห์โดยปราศจากอคติหรือไม่

บ้านเมืองของเราอยู่ในความวุ่นวาย หมกมุ่นกับการเมือง ผมมางานประเภทนี้ผมลืมความสับสน ลืมความไม่ดีงามของสังคมไทยอย่างน้อยก็ ๑ ชั่วโมงหรือ ๑ ชั่วโมงครึ่ง พอออกจากตึกนี้ เราก็กลับไปสู่ความจริงว่าสังคมไทยที่วุ่นวาย มันก็คนไทยกันเอง ส่วนใหญ่คนไทยที่ชอบฟังข่าวลือ ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง คนไทยที่สับสนในเรื่องข้อเท็จจริง ข้อมูล ยากครับ ที่จะให้ความเชื่อถือกับข่าวหนังสือพิมพ์ที่อ่าน ไม่ว่าข่าวการเมืองหรือข่าวอื่น ดังนั้น ผมเปรียบนิตยสาร สารคดี ว่าเป็นเสมือนกับสวนสาธารณะ ที่คนที่มีความสับสน วุ่นวาย มีอารมณ์ แล้วไปนั่งในสวน สูดอากาศบริสุทธิ์ เห็นสีเขียว ดูต้นไม้ เพลิดเพลินกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ทำให้ใจสบายขึ้นนอกจากการที่จะได้รับความรู้อยู่แล้วทางประวัติศาสตร์ วรรณคดี สิ่งแวดล้อม และความรับรู้สิ่งที่ดีงามในอดีตของสังคมไทยรวมทั้งโบราณคดี

ตัวนิตยสาร สารคดี ไม่ได้ประกอบเฉพาะบทความหรือเรื่องราวที่เป็นตัวหนังสือเท่านั้น แต่ยังมีความพิเศษที่รูปภาพที่ลงพิมพ์ประกอบด้วย เหมือนที่มีคำพูดว่ารูปภาพรูปเดียวอาจมีคุณค่ามากกว่าบทความพันคำ ดังนั้นนิทรรศการรูปภาพของนิตยสารนี้ใน ๒๕ ปี เป็นประจักษ์พยานได้อย่างดีว่าเราสามารถหาความสุขได้จากการอ่านหนังสือ หาความบันเทิงได้จากการดูรูปภาพ ไม่ว่าจะเป็นบทความใด ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพใดที่ลงพิมพ์ช่วง ๒๕ ปีที่ผ่านมา มีความสำคัญที่ทำให้คนไทยรู้จักสังคมไทยดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่ดีงามและอาจจะไม่ดีงาม ผมถือคติว่าการอ่านหนังสือที่ดี อ่านแล้วต้องไม่ใช่สนุกอย่างเดียว แต่อ่านแล้วทำให้เราเปลี่ยนทัศนคติบางอย่าง ทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่า คุณค่าของประวัติศาสตร์ คุณค่าของบทเรียนที่เราได้รับมาจากความผิดพลาดในอดีต คุณค่าของสังคมไทย สิ่งสุดท้ายคือการระลึกถึงความมีศักดิ์ศรีของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะรวย-จน มีอาชีพอะไร ไม่ว่าจะมีความมุ่งมั่นในชีวิตของตัวเองอย่างไร เปรียบเสมือนกับเป็นอาหารทางจิตใจ ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยหลายยุคหลายสมัยเราขาดอาหารประเภทนี้มาก

ผมก็ขอให้นิตยสาร สารคดี เป็นนิตยสารที่ชูโรง ชูธง ผมไม่พูดว่าบุกเบิกแล้ว เพราะบุกเบิกมา ๒๕ ปีแล้ว แต่จะเป็นนิตยสารที่จะชี้ทางให้คนไทยกลับมาเป็นมนุษย์มากขึ้น อย่างน้อยเป็นมากกว่าที่เป็นมาในอดีต ขอบคุณครับ