สกล เกษมพันธุ์ : ถ่ายภาพ

“ในบ้านเมืองของเราขาดคนค้นคว้าเรื่องจริงที่ให้ข้อเท็จจริง มีการตรวจสอบแก้ไขข้อมูลต่างๆ ให้ถูกต้อง แล้วข้อมูลบ้านเราก็มีน้อย ที่น้อยนั้นบางครั้งก็ลอกกันมาซ้ำๆ ซากๆ มันก็ไม่เจริญ ก็น่าจะทำให้มันมากขึ้น มหาศาลขึ้น บางครั้งมีการลอกแล้วก็ลอกผิด หรือว่าเขียนแล้วผิดหรือถูกก็ช่างมัน…ทีนี้เราจะปล่อยให้ข้อมูลผิดพลาด ตลอดไปได้ยังไง มันก็ต้องมีการเขียนชี้แจงออกมาเรื่อยๆ ก็เป็นหลักการว่านำเสนอข้อมูลใหม่ ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลเก่าเพื่อให้คนอ่านได้รับความรู้ที่ถูกต้องที่สุด ได้ข้อมูลที่ดีที่สุด มีผู้เขียนที่ตั้งใจทำงานที่สุด”
เอนก นาวิกมูล ใน สารคดี ฉบับที่ ๖๒ เมษายน ๒๕๓๓
ต้นปีพุทธศักราช ๒๕๓๓ นักเขียนหนุ่มฉกรรจ์ที่ สารคดี สนทนาด้วยอยู่ในวัย “๓๗” วันนี้ ผ่านไป ๒๐ ปี ตัวเลขอายุของเขาขยับเป็น “๕๖” แต่เค้าหน้ายังคงอ่อนเยาว์อยู่เช่นเดิม
และสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี คือ เอนก นาวิกมูล ยังคงยืนหยัดอยู่จุดเดิม–จุดยืนในฐานะ “นักเขียนสารคดี” “นักค้นคว้า” “นักเก็บของเก่า” “คนทำพิพิธภัณฑ์” ทั้งหมดนี้เขาทำด้วยเชื่อมั่นว่า “ศรัทธาคือพลัง” เพราะ “เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” โดยยึดหลักการทำงานคือ “นำเสนอข้อมูลใหม่ ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลเก่า”
เอนกอุทิศตัวให้แก่การทำงานที่ว่ามานี้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย อันที่จริง ว่าไปแล้วตั้งแต่สมัยยังนุ่งขาสั้น ในวัยที่เด็กหลายคนในยุคนี้นั่งจมอยู่กับเกมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
เอนกเกิดที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา มีพี่น้อง ๖ คน เขาเป็นคนสุดท้อง สนใจสะสมของเก่า จดบันทึก อ่านหนังสือ เขียนนิทาน วาดการ์ตูน เขียนเรื่องส่งไปตีพิมพ์ตามนิตยสารตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถม พอมัธยมก็เริ่มจับกล้องถ่ายรูปบันทึกภาพบ้านเกิด เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำหนังสือกับเพื่อนในชั้นเรียน
เมื่อเรียนมหาวิทยาลัย เขาได้ฉายาว่า “มนุษย์โบราณ” จากการสนใจสัมภาษณ์เพื่อนๆ เกี่ยวกับบ้านเกิดของแต่ละคน ถึงวันหยุดเขามักสะพายย่ามออกสำรวจวัดเก่า ไปตามหาพ่อเพลงแม่เพลง ถ่ายภาพพร้อมบันทึกเสียง หลายครั้งยังเป็นธุระช่วยเหลือพ่อเพลงแม่เพลงที่เจ็บป่วยขาดแคลนอย่างแข็ง ขัน
ปัจจุบันเอนกมีผลงานพ็อกเกตบุ๊ก ๑๔๘ เล่ม (ยังไม่นับที่อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์) เกือบทั้งหมดเป็นสารคดีแนวชำระสืบค้นเรื่องเก่าในช่วงต้นรัตนโกสินทร์จนถึง ยุคปัจจุบัน เป็นผู้ก่อตั้ง “บ้านพิพิธภัณฑ์” (House of Museums)–สถานที่เก็บและแสดงสิ่งของเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวเมืองชาวตลาดยุค ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งหน่วยงานรัฐหรือเอกชนไม่สนใจเก็บรักษา โดยได้รับการสนับสนุนเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาที่เชื่อมั่นในสิ่งที่เขา ทำ
ทุกวันนี้ เอนกยังคงใช้เวลาออกสำรวจวัดเก่า-ตลาดเก่าอยู่เสมอ หลายครั้งไปบรรยาย ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้สนใจตามสถานศึกษาและหน่วยงานราชการหลายแห่ง
หากย้อนดูเส้นทางของนักเขียนสารคดีที่ทำงานหนักที่สุดคนหนึ่งของวงการคนนี้ ผลงานของเขาเคยได้รับรางวัลมาแล้ว ๓ ครั้ง อันได้แก่ รางวัลหนังสือสารคดีดีเด่น งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี ๒๕๒๒ จาก เพลงนอกศตวรรษ (สำนักพิมพ์การเวก, ๒๕๒๑) และ ปี ๒๕๓๔ จาก สิ่งพิมพ์คลาสสิค (สำนักพิมพ์สารคดี, ๒๕๓๓) ล่าสุดคือ เครื่องกลไกคลาสสิค (สำนักพิมพ์แสงดาว, ๒๕๕๒) ได้รับรางวัลหนังสือสารคดีรางวัลชมเชย งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี ๒๕๕๓
ต้นปี ๒๕๕๓ เมื่อนิตยสาร สารคดี มีอายุครบ ๒๕ ปี คณะกรรมการตัดสินรางวัล “สารคดี” เกียรติยศ ครั้งที่ ๑ จึงมีมติเอกฉันท์มอบรางวัลที่ตัดสินจากการทำงานสารคดีอย่างต่อเนื่องมาตลอด ชีวิตให้แก่ เอนก นาวิกมูล
วาระนี้เรากลับไปเยี่ยม เอนก นาวิกมูล ที่บ้านพิพิธภัณฑ์อีกครั้ง เพื่อสนทนาถึงชีวิตการงานที่ผ่านมา ความฝัน ความหวังของเขาในฐานะ “คนเก็บอดีต” และ “นักเขียนสารคดี” ที่ยังคงทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ แม้ในยามวิกฤตการเมืองไทยเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ เขาก็ยังยืนยันกับเราว่า
“การเก็บและบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้สำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปถึงคนรุ่นหลัง”
สมดังคำกล่าว “เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเขาไปแล้ว

เหตุผลใดทำให้พี่เอนกยังคงพยายามเก็บของเก่า ค้นคว้าเรื่องเก่า ๆ ของเมืองไทยภายใต้หลักการ “นำเสนอข้อมูลใหม่ ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลเก่า” โดยมี “ศรัทธาเป็นพลัง” ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เพราะสังคมไทยมีลักษณะเชื่ออะไรก็เชื่อตามกันมา และไม่จดบันทึกแบบต่อเนื่อง เห็นได้จากประวัติศาสตร์ที่ขาดหายเป็นช่วงๆ หลายจุด ถามถึงเรื่องนั้น ค้นหาเรื่องนี้ก็ไม่มีคำตอบ ช่องโหว่ที่ยังไม่ได้สืบค้นมีจำนวนมาก งานเหล่านี้ต้องการคนที่พยายามหาคำตอบ ตัวอย่างคือ สมัยที่ผมสนใจเพลงพื้นบ้าน ปรากฏว่าพอจะหาตัวอย่างเพลงพื้นบ้านฟัง พ่อเพลงแม่เพลงก็แก่เฒ่าอายุมากกันหมดแล้ว แผ่นเสียงเก่าๆ ก็มีน้อย ไม่มีใครบันทึกเพลงไว้ให้เป็นเรื่องเป็นราว ต่อมามีการบันทึกเทปเพื่อนำไปออกรายการวิทยุ พอออกอากาศเสร็จแล้วเขาก็ลบทิ้งเพื่อนำเทปมาใช้ใหม่ ก็เลยไม่เหลืออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
หรือเรื่องของวัดวาอาราม จิตรกรรมฝาผนังเก่าๆ ถูกลบทิ้งหน้าตาเฉย พอซ่อมแซมก็ไม่รักษาเส้นสายเดิมเอาไว้ ในภาพเดิมเขียนคน ๑๐ คน ของใหม่วาดเหลือ ๕ คน ตาลโตนดเดิมมี ๗ ต้น วาดใหม่เหลือ ๓-๔ ต้น ภาพคนพายเรือ วาดคนพายเรือผิดท่า การพายเรือที่ถูก ต้องคว่ำมือทั้งสองมือ ช่างรุ่นใหม่วาดแบบหงายมือและคว่ำมือผสมกัน พายแบบนี้ก็วนอยู่ในอ่างเท่านั้นเอง กระทั่งรูปปั้นที่ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา หรือรูปปั้นที่หอประชุมกองทัพเรือ ก็ยังปั้นท่าจับพายผิดหมด ไปดูเถิด คว่ำมือ-หงายมือทั้งนั้น ลายสกรีนรูปเรือสุพรรณหงส์บนเครื่องบินของการบินไทยเมื่อ ๑๐ ปีก่อนยิ่งแล้วใหญ่ ฝีพายจับพายผิดทุกคน น่าอายมากเพราะประจานตัวเองไปทั่วโลก ไม่มีใครสังเกต ในละครโทรทัศน์ ดารามักจับพายผิด และไม่มีใครสนใจบอก หนังสือที่เขียนเรื่องเรือ ก็ลืมบอกวิธีจับพายพายเรือ พอไปทำอนุสาวรีย์ ไปเขียนลวดลายบนเครื่องบิน ก็เลยกลายเป็นผิดระดับชาติ
ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงได้ ข่าวเก่า เรื่องเก่าๆ เหตุการณ์เดียวกัน สองคนเขียนต่างกัน เราต้องนำมาตรวจสอบ เรื่องแบบนี้บ้านเราไม่มีคนชำระ ผมออกมาชำระเพราะรู้สึกสงสัย พอได้คำตอบก็บันทึกหรือเขียนเผยแพร่ออกไป คอยเพิ่มเติมเรื่องราวที่ยังบกพร่องอยู่ เรื่องไหนที่ขาดอยู่เราก็ปะชุนเข้าไปเหมือนช่างปะชุนเสื้อผ้า หลักการ “นำเสนอข้อมูลใหม่ ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลเก่า” มาจากปัญหาที่เล่ามานี้
งานเขียนสารคดีสมัยก่อนมักเขียนแบบเล่าเรื่อง ไม่ค่อยให้รายละเอียดว่าได้ข้อมูลมาจากไหน รู้มาจากใคร บางเรื่องเช่นเรื่องรัชกาลที่ ๕ คนเขียน ๒ คน ๓ คนให้ข้อมูลซ้ำๆ กัน ไม่มีอะไรแปลก ก็เหมือนเอาน้ำในขวดมาขยอก น้ำยังมีปริมาณเท่าเดิม ถ้าเราหาข้อมูลใหม่ๆ เติมเข้าไปบ้าง ความรู้ก็จะงอกงามขึ้น เหมือนเติมน้ำเข้าไปเรื่อยๆ ส่วนที่บอกว่า “ศรัทธาเป็นพลัง” นั้นหมายความว่าต้องทำงานด้วยความศรัทธา ต้องรักและตั้งใจทำ จึงจะทำออกมาได้ดี