อยากให้เล่าถึงชีวิตวัยเด็ก ความสนใจด้านนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่าครับ
ผมชอบเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เล็กๆ แรงบันดาลใจมาจากที่บ้าน บ้านเกิดผมอยู่ในตลาดอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ที่บ้านเป็นร้านขายเครื่องเขียนและแบบเรียน ชื่อร้าน “บุญส่งพานิช” ขายอุปกรณ์การเรียน หนังสือปกอ่อน ปกแข็ง หนังสือเพลงเล่มละบาทสองบาท หนังสือการ์ตูน ฯลฯ
บ้านทางภาคใต้มีลักษณะยาว ที่ยาวมากเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว บ้านที่ผมอยู่เป็นบ้านยุค ๒๔๙๐ กว้าง ๒ คูหา ด้านหน้าเป็นที่ขายของ มีตู้หลายใบ ในตู้ใส่ของเต็มไปหมด มีหนังสือ ถ่านไฟฉาย ดินสอ สมุด ช่วงกลางของบ้านเป็นที่นั่งพัก มีโต๊ะกินข้าว มีที่ทำครัว ช่วงท้ายเป็นบริเวณปลูกต้นไม้ มีกระถางปูนซีเมนต์สวยๆ มีต้นมะลิ มีต้นเยอบีร่าซึ่งสมัยก่อนนิยมปลูกกันมาก มีต้นพุทรา ต้นมะม่วง มีสระน้ำเล็กๆ ไว้ขังน้ำรดต้นไม้ ส่วนชั้นบนของบ้านเป็นที่นอน
เรื่องสะสมและค้นคว้าเรื่องเก่ามันซึมเข้ามาในตัวเพราะในบ้านมีของมาก เราชอบเปิดตู้ดู โดยเฉพาะของที่พ่อใส่ไว้ในตู้วางพระ พอเปิดตู้ก็จะพบปฏิทินยุค ๒๔๙๐ ยุค ๒๕๐๐ นิตยสารเก่า ส.ค.ส. เก่า ซึ่งออกแบบประณีต สวยทั้งตัวอักษรและลายเส้นประกอบ ขนาดฉลากอาหารกระป๋องและกระดาษเขียนจดหมาย เขาก็ยังเขียนสวยๆ บางทีเขาใช้วิธีซื้อภาพพิมพ์ของฝรั่งมาติดบนปฏิทิน นอกจากปฏิทินแล้วในตู้ก็ยังมีของจุกจิกอื่นๆ อีก ประเภทกล้องส่องทางไกล เลนส์สำหรับเครื่องฉายสไลด์ และรูปยาซิกาแร็ต (ภาพพิมพ์บนกระดาษแข็งแถมมากับซองหรือกระป๋องบุหรี่ฝรั่ง) รูปยาซิกาแร็ต พ่อผมมีหลายใบ
พ่อเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ช่วงนั้นบุหรี่ออกมาเยอะ แกชอบอาสาซื้อบุหรี่ให้ผู้ใหญ่สูบ แล้วขอรูปมาเก็บสะสม จนเป็นหนุ่มพ่อย้ายไปอยู่พัทลุงกับพี่สาว ปรากฏว่าวันหนึ่งหลานรื้อออกมาเล่นโดยไม่ขออนุญาต แกโมโหมาก เลยเผารูปยาซิกาแร็ตหมด เหลือบางส่วนมาให้ผมได้ดูแค่ไม่กี่ปึก ภาพพวกนี้ดูแล้วสบายตาสบายใจ ตื่นตาตื่นใจ นอกจากนี้พ่อผมยังเป็นนักประดิษฐ์สมัครเล่นด้วย แกสร้างเครื่องพิมพ์จากคำบอกเล่าของญาติที่ไปเที่ยวกรุงเทพฯ มา เขาบอกว่าแท่นพิมพ์หน้าตาอย่างไร แล้วแกก็มาจินตนาการต่อ ทำแท่นพิมพ์แบบใช้เท้าเหยียบ ผมยังเคยใช้เครื่องพิมพ์ง่ายๆ เครื่องนี้พิมพ์ซองกระดาษเล่นบ่อยๆ
ทราบว่าพี่เอนกเป็นคนเรียนเก่ง แสดงว่าเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก
สมัยเพิ่งเข้าโรงเรียนผมชอบอ่านแบบเรียนเก่า อาทิ ดรุณศึกษา ของ ฟ. ฮีแลร์ แบบเรียนชุด “เรณู-ปัญญา” ซึ่งเล่มหลังผมยังทันใช้ตอน ป.๑ ตำราชุดนี้พิมพ์ราวปี ๒๔๙๗-๒๔๙๘ ที่โดดเด่นมากคือมีภาพประกอบฝีมือครูเหม เวชกร
แบบเรียนชุด “เรณู-ปัญญา” ตอน “เที่ยวรถไฟ” ครูเหมวาดบรรยากาศทุ่งนาชนบทให้เห็นชัดเจน ผลไม้และของกินที่ขายตามสถานีรถไฟก็น่ากินจริงๆ อ่านแล้วทำให้เห็นว่าเมืองไทยสวยงาม แบบเรียนนี้ต่อมารัฐบาลก็เลิกใช้
ที่ผมได้อ่านแบบเรียนหลายรุ่นเพราะมีพี่ ๖ คน แต่ละคนมีลังกระดาษเก็บแบบเรียนเอาไว้ ผมชอบไปรื้อมาอ่าน เอามาทำห้องสมุดส่วนตัว ผมยังอ่านหนังสืออื่นด้วย ช่วงปิดเทอมพี่สาวที่ไปเรียนในตัวจังหวัดหรือกรุงเทพฯ ก็มักซื้อหนังสือมาฝาก เช่น วิธีวาดการ์ตูนโดยตุ๊ยตุ่ย เล่มละ ๑๐ บาท นิทานแปลสั้นๆ ของสำนักพิมพ์รวมสาส์น, ประมวล-สาส์น อ่านนิทานแปลของ อ. สนิทวงศ์ ไผ่แดง ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ละครแห่งชีวิต ของ ม.จ. อากาศ-ดำเกิง รพีพัฒน์
ฉากใน ละครแห่งชีวิต ที่ผมชอบมากคือตอนที่กล่าวถึง วิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา มีเพื่อนชื่อกิมเฮียง บางครั้งเขาไปนั่งเล่นบ้านกิมเฮียงซึ่งอยู่ริมน้ำ ลมพัดเย็น มีเรือเอี้ยมจุ๊นแล่นผ่าน เราก็มาเทียบกับเรือและบรรยากาศในคลองระโนด
บนชั้นสองของบ้านผมมีโต๊ะเขียนหนังสือตัวหนึ่ง ตอน ป.๓-ป.๔ ผมชอบนั่งเขียนหนังสือที่โต๊ะนั้น โต๊ะอยู่ริมหน้าต่างชั้น ๒ มองผ่านลูกกรงออกไปเห็นบ้านข้างๆ ปลูกต้นมะขามร่มรื่น จะเห็นว่ารูปภาพและเรื่องราววัยเด็กกินใจ และฝังลึกเข้าไปในใจเรา พออ่านมากก็อยากเขียนหนังสือบ้าง ผมตั้งใจมาตั้งแต่เด็กว่าอยากเขียนหนังสือ เลยแต่งนิทานแต่งอะไรมาตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนเรื่องการเรียน เราถูกกวดขันให้ขยันมาตลอด ผมสอบได้ที่ ๑ บ่อย แต่ก็รู้สึกกดดันและเบื่อ
เป็นคนทำหนังสือ/เขียนหนังสือมาตั้งแต่สมัยยังนุ่งขาสั้น
สมัยเรียน ป. ๖-ป. ๗ (เทียบเท่าชั้นมัธยม ๑ ปัจจุบัน) ผมเรียนที่โรงเรียนระโนดวิทยามูลนิธิ เรื่องสั้นเรื่องแรกที่เขียนชื่อเรื่อง “เสื้อตัวนั้น” ส่งไปลง ชัยพฤกษ์ นิตยสารสำหรับเด็กที่ดังและดีมากในสมัยนั้น เรื่องได้ตีพิมพ์ทันที เล่าย่อๆ คือเด็กชายพัลลภได้เสื้อใหม่มาแล้วไม่ยอมถอด ใส่จนสกปรก ยายพยายามให้ถอด พัลลภก็ไม่ยอม สุดท้ายแมวตกโคลนมาคลอเคลีย ทำให้เสื้อเปื้อน ก็เลยยอมถอดซัก ผมได้ค่าเรื่อง ๓๐ บาท เราเป็นเด็กต่างจังหวัดก็ดีใจมาก ต่อมาผมก็ส่งกลอน ขำขัน และการ์ตูนไปลงอีก ทำให้มีผลงานตีพิมพ์อยู่เรื่อยๆ
ชัยพฤกษ์ เป็นนิตยสารที่ดี ข้อเขียนหลายชิ้นอ่านสนุก มีภาพของครูเหมวาดประกอบเรื่องประวัติศาสตร์และวรรณคดี ในหน้ากลางกับปกหลัง มีคอลัมน์ “ภาษาภิรมย์” ที่อาจารย์เปลื้อง ณ นคร บรรณาธิการ ตอบจดหมายเด็กๆ ด้วยตัวเอง ที่ฮิตมากคือเขียนไปถามความหมายของชื่อกับนามสกุล หรือให้ทายลายมือ มันเริ่มจากคนหนึ่งถามแล้วคนต่อมาก็เลียนแบบ ตอน ป. ๖ ผมเขียนจดหมายไปแล้วได้ลงพิมพ์เป็นครั้งแรก ดีใจมาก สมัยนั้นเด็กอ่านหนังสือมากกว่าสมัยนี้ อาจเพราะสื่ออื่นยังมีน้อย แล้วนิตยสารเล่มนี้จำหน่ายไปทั่วประเทศ และอยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนหลายแห่ง
พอขึ้น ม.ศ. ๑ (เทียบเท่าชั้นมัธยม ๒ ปัจจุบัน) ผมก็ต้องลงเรือเดินทางเข้าไปเรียนในตัวเมืองสงขลา ไปอยู่ร้านโชติภัณฑ์ซึ่งเป็นของลุงพิชิต ศิริโชติ เพื่อนค้าขายของพ่อ บ้านลุงพิชิตเป็นร้านขายเครื่องเหล็ก แต่ก่อนเคยเป็นร้านขายหนังสือ มีหนังสือกลอนจากโรงพิมพ์วัดเกาะ ที่พิมพ์หนังสือปกสวยๆ หลายเล่ม จริงๆ แล้วโรงพิมพ์นี้ไม่ใช่ของวัด โรงพิมพ์ตั้งอยู่ในย่านสำเพ็ง ชื่อจริงคือโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ แต่คนเรียกติดปากว่าโรงพิมพ์วัดเกาะเพราะอยู่ใกล้วัดเกาะ สมัยก่อนโรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือแนว “เล่มสลึงพึงรู้ท่านผู้ซื้อ” ราคาถูก ขายทั่วประเทศมีไม่กี่แห่ง
ตอนเรียน ม.ศ. ๑ ผมเขียนเรื่องสั้นเรื่อง “ปีแห่งกรรม” ส่งไปประกวดเรื่องสั้นทั่วประเทศใน ชัยพฤกษ์ เป็นเรื่องคนแก่ที่ทำนาไม่ได้ผลเพราะฝนแล้ง เกิดทะเลาะแย่งน้ำกับเพื่อนบ้านถึงตาย อิทธิพลการเขียนได้จาก มนัส จรรยงค์ ฉากในเรื่องผมก็ได้จากที่ระโนด
ตอนนั้นพี่เขยคนโตของผมเป็นปลัดอำเภอ มีพิมพ์ดีด แกสนับสนุนผมโดยเอาเรื่องที่เคยได้ลงใน ชัยพฤกษ์ มารวมเล่มเป็นโรเนียว ให้เอาไปแจกเพื่อนในโรงเรียนมหาวชิราวุธ ต่อมาก็บอกให้ชวนเพื่อนๆ ในห้องทำวารสารเล่น จึงเกิดวารสาร ๑ จ. ขึ้น ทำจากกระดาษฟุลสแก๊ป ผมเขียนกลอนเปิดเล่ม เพื่อนๆ ก็ช่วยกันเขียนเรื่องมาลง เสร็จแล้วเราก็เวียนกันอ่านในห้อง จำได้ว่าคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่เรียนห้องเดียวกันก็มาช่วยเขียนด้วย ทำวารสาร ๑ จ. ออกมา ๒ เล่มก็เลิกราไป พอ ม.ศ. ๓ ก็ทำ เอนกสาร ออกมา ๗-๘ เล่ม ผมทำคนเดียว อยากเขียนอยากวาดอะไรก็ทำ มีเพื่อนเขียนส่งมาบ้างเราก็ลงให้ ในเล่มมีเรื่องสั้น เรื่องขำขัน ความรู้ทั่วไป เรื่องซุบซิบในห้อง เราสนุกกับการเขียน เพื่อนสนุกกับการอ่าน ก็ว่ากันไป มาหยุดตอนสอบได้คะแนนร้อยละ ๕๐ เกือบตก ตกใจมาก ต้องเขียนจดหมายไปขอโทษพ่อแม่ เพราะเคยเรียนได้คะแนนร้อยละ ๘๐-๙๐ มาตลอด
นอกจากเขียนหนังสือ เก็บสะสม พี่เอนกเริ่มต้นถ่ายรูปบันทึกสิ่งรอบตัวตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม
ผมเริ่มถ่ายรูปตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ สมัยเรียน ม.ศ. ๑ ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ เรียนได้สักพักอาจารย์ที่ดูแลห้องโสต-ทัศนศึกษาบอกว่าใครมีกล้องและอยากรู้ วิธีถ่ายภาพให้เอากล้องไป จะสอนให้ บังเอิญที่บ้านผมมีกล้องแบบ BOX ยี่ห้อ Kodak สีดำ ผมเลยขอพ่อไปให้ครูดู ครูก็สอนว่าฟิล์มขนาด ๑๒๐ มิลลิเมตรใส่แบบนี้ๆ หมุนแบบนี้ แล้วถ่ายได้เลย ผมถามตัวเองว่าเราจะถ่ายอะไร ก็มองสิ่งรอบตัว จนวันหนึ่งมีขบวนแห่วันเข้าพรรษาผ่านมาทางหน้าร้าน ผมก็ขึ้นไปถ่ายจากชั้น ๓ กับลงไปถ่ายข้างล่าง แล้วเอารูปไปอัด เขียนวันที่บันทึกไว้ สมัยนั้นค่าล้างรูปรูปละ ๒-๓ บาท ไม่ยากอะไร ต่อจากนั้นก็คิดว่าต้องถ่ายรูปเมืองระโนดเก็บไว้ด้วย ก็เลยเดินถ่ายรูป ขี่จักรยานสำรวจรอบบ้านในรัศมีไม่เกิน ๑๐ กิโลเมตร ตอนนั้นรู้สึกอายๆ เหมือนกัน เพราะคนชอบมอง บางทีเราก็กลัวว่าไปถ่ายไกลๆ จะมีใครมาแย่งกล้องเราไปหรือเปล่า ก็ต้องระวัง
ความสนใจของพี่เอนกชัดเจนมากว่าเป็นเรื่องประวัติศาสตร์สังคม แล้วทำไมจึงเลือกสอบเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พอจบมัธยมก็ไม่ได้คิดหรอกว่าอยากทำอาชีพอะไร รู้แต่ว่าอยากเขียนหนังสือ ครั้นจะไปเรียนโบราณคดีก็ไม่รู้ว่าจบแล้วไปทำอะไร สมัยนั้นผมอาจคิดไม่เยอะ แล้วเขามีค่านิยมว่ารับราชการมั่นคงดี ถ้าจบรัฐศาสตร์อาจไปเป็นปลัดหรือทำงานในอำเภอได้ อีกอย่างพี่เขยผม-อนันต์ พงษ์อักษร เป็นปลัดอำเภอ บอกว่าถ้าสนใจเขียนเรื่องสั้น หากออกต่างจังหวัดก็น่าจะได้ประสบการณ์ เพราะสมัยผมเป็นเด็ก มีนักเขียนที่เป็นนายตำรวจชื่อ มนัส สัตยารักษ์ ไปอยู่ระโนด มนัสเขียนเรื่องสั้นลงหนังสือพิมพ์ ชาวกรุง และอื่นๆ บางทีเขียนเกี่ยวกับเมืองระโนดด้วย สมัยโน้นมนัสโดดเด่นมากเพราะเป็นคนกรุงเทพฯ รูปหล่อแล้วมาเป็นนายตำรวจในอำเภอเล็กๆ ผมเคยเห็นเขาขี่ม้าเรียกแถวตำรวจ เท่ดี ทำให้คิดว่าการออกภาคสนามเวลารับราชการ ทำให้เรามีข้อมูลเขียนเรื่องด้วย เลยเลือกสอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งก็เรียนได้แต่ไม่ถึงกับใช่ เห็นได้จากปี ๔ ผมตกวิชาหนึ่ง เกี่ยวกับการบริหาร เรารู้สึกว่าอาจารย์สอนไม่เก่ง มารู้ว่าตกวิชานี้ตอนนั่งกินข้าว เพื่อนวิ่งมาบอกว่าได้ F เราใจหายวูบเลย ต้องเรียนซ้ำ จบ ๔ ปีครึ่ง ผมไปงานรับปริญญาเพื่อน พอถ่ายรูปหมู่ทั้งคณะก็ไม่มีผม ผมมารับปริญญารุ่นหลังจากนั้น ๑ ปี รุ่นเดียวกับอาจารย์จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ คนปัจจุบัน
