วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ใครผิด ใครถูก ในทัศนะของผู้รู้เห็นเหตุการณ์

ผู้เข้าชม 288 ครั้ง

ไกรฤกษ์ นานา
นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

ทหารฝรั่งเศสในสภาพพร้อมรบ ผ่านหน้าพระเจดีย์กลางน้ำ ขณะนำเรือรบฝ่าเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา
ก่อนเปิดฉากปะทะกันอย่างดุเดือด ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ หรือที่รู้จักกันว่า “วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒”
(ภาพจาก Le Pellerin สิงหาคม ค.ศ.๑๘๙๓ ไกรฤกษ์ นานา ได้ซื้อภาพนี้มาจากหลานของเมอซิเออร์ปาวี
อดีตเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ สมัย ร.ศ.๑๑๒)
 

หมายเหตุ : ภาพเก่าจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสและอังกฤษที่นำมาตีพิมพ์นี้ ถูกนำมาเผยแพร่ในประเทศไทยโดย ไกรฤกษ์ นานา ในช่วงระยะเวลา ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา

วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศสยามกับฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๖ (ค.ศ.๑๘๙๓) ซึ่งมีความซับซ้อนและมองได้หลายแง่มุม การรื้อฟื้นเรื่องนี้มาวิเคราะห์เป็นครั้งคราวคือการเรียนรู้วิธีหนึ่ง ในหลายปีที่ผ่านมา ภายหลังการค้นพบเอกสารหลายชิ้นจากต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนยังพบว่านอกจากการปะทะกันที่ปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อตัดสินข้อพิพาทที่การเจรจาโดยสันติวิธีไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้แล้ว การประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการต่างๆ ยังถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อแสดงความชอบธรรมต่อเหตุการณ์และความเชื่อถือของสังคม ข้อมูลหลายกระแสที่สื่อสารออกไปทั่วโลกในเวลานั้นเป็นการทำสงครามแย่งชิงพื้นที่ข่าวที่น่าศึกษายิ่ง สุดท้ายแล้วการใช้วิจารณญาณในการพิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารด้วยใจที่เป็นธรรมอาจเป็นหนทางหนึ่งที่อธิบายความจริงได้ ในบทความนี้ผู้อ่านจะพบว่าสื่อมวลชนมีบทบาทและอิทธิพลอย่างไรต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เนื่องในวาระ ๑๐๐ ปีสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอเรื่องราวอันเป็นจุดเปลี่ยนของสยามในยุคสมัยของพระองค์ ว่าเหตุใดการดำเนินพระบรมราชวิเทโศบายของพระองค์ท่านจึงได้รับการเทิดพระเกียรติในคนรุ่นต่อๆ มาว่าทำให้ “ไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก” มาจนทุกวันนี้

ปฐมเหตุของวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เกิดขึ้นในราวกลางยุคจักรวรรดินิยมของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เมื่อประเทศมหาอำนาจจากยุโรปแข่งขันกันแย่งชิงดินแดนที่อ่อนแอกว่าตามส่วนต่างๆ ของโลกมาเป็นของตน เพื่อตักตวงความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนขยายอิทธิพลและความเป็นต่อทางการเมืองในหมู่คู่แข่งของตน บทสรุปในตอนท้ายเรื่องยังพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวสยามมีความชอบธรรมที่จะปกป้องประเทศชาติจากการคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยม


เรือ ฌองบัปติสต์เซย์ ซึ่งเป็นเรือนำร่อง พาเรือรบฝรั่งเศสผ่านสันดอนเข้ามา ถูกฝ่ายไทยยิงเสียหาย
แล้วแล่นไปเกยตื้นอย่างหมดท่าที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา
(ภาพจาก Le Journal Illustree ๓๐ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๙๓)

ปืนใหญ่ป้อมผีเสื้อสมุทร ๑ ใน ๓ กระบอกที่เคยยิงต่อสู้กับเรือรบฝรั่งเศส เป็นปืนรุ่นเดียวกับปืนใหญ่ในป้อมพระจุลจอมเกล้า
ปืนใหญ่นี้สั่งทำจากประเทศอังกฤษ เรียกว่า ปืนเสือหมอบ เนื่องจากเมื่อกระทำการยิงต้องใช้แรงน้ำดันยกปืนใหญ่ให้พ้นจากปากหลุม
และเมื่อยิงออกไปแล้วปืนจะลดระดับลงมาอยู่ในหลุมตามเดิม (ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์)

ภูมิหลังอาณานิคม และการมองโลกของชาวยุโรป

แนวความคิดของชาวยุโรปนั้น หากจะครองโลกก็ต้องครองเอเชียให้ได้เสียก่อน เพราะเอเชียมีทรัพยากรอันมหาศาล และมีความอุดมสมบูรณ์ชั่วนาตาปี ขั้นตอนของการครองเอเชียก็คือ ขั้นแรกต้องยึดครองทวีปมืดในแอฟริกาเสียก่อน ซึ่งก็ทำได้โดยง่ายดาย จากนั้นก็เขยิบเข้ามาในเอเชียไมเนอร์ที่อุดมไปด้วยน้ำมันดิบมีเชื้อเพลิงให้เผาผลาญได้ไม่หมดสิ้น ขั้นต่อมาก็ขยับมาอินเดียอันมั่งคั่งร่ำรวย แล้วจึงข้ามไปมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อครอบครองดินแดนอื่นสุดขอบฟ้า จุดกึ่งกลางที่ขวางกั้นก็คือคาบสมุทรอินโดจีน เมื่อบรรลุถึงขั้นนั้นก็เรียกว่าครองโลกได้แล้ว เพราะมีอิทธิพลเหนือคนมากกว่าพันล้าน อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นสองมหาอำนาจผู้ต้องการจะพิชิตเมืองจีนให้ได้ก่อนกัน

ชาวยุโรปทั้งหลายพากันแล่นเรือผ่านเมืองไทยไปเมืองจีนตลอดสมัยอยุธยาตอนปลาย แม้ในสมัยกรุงธนบุรีกู้เอกราชได้แล้วแต่ก็ยังต้องทำศึกสงครามตลอดรัชกาล ฝรั่งจึงไม่มาข้องแวะเป็นทางการ เว้นแต่พ่อค้าเอกชนผ่านเข้ามาหาลำไพ่เล็กๆ น้อยๆ เป็นเชิงสำรวจดูลาดเลาเรื่อยมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๓ ฝรั่งหลายชาติก็ได้พยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์กับไทย แต่ระยะนั้นนโยบายของไทยไม่เปิดกว้างรับฝรั่ง เพราะได้ทราบความเกะกะของฝรั่งมาโดยตลอดสิ้นรัชกาลที่ ๓

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จขึ้นครองราชย์ นโยบายของไทยจึงเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ โดยเมื่อทรงพิจารณาสถานการณ์ของโลกโดยถี่ถ้วนแล้ว จึงทรง “เปิดประตูเมือง” รับอารยธรรมและติดต่อกับฝรั่งผิวขาวทุกชาติ ทั้งที่ไม่สะดวกในเรื่องยานพาหนะในการเดินทาง แต่ก็ทรงพระปรีชาสามารถส่งทูตถึง ๒ คณะไปอังกฤษและฝรั่งเศสโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงมีพระราชปรารภออกพระโอษฐ์ขอให้ฝรั่งช่วยส่งเรือมารับจากยุโรปอย่างประเทศที่มีไมตรีกัน อังกฤษและฝรั่งเศสก็กุลีกุจอส่งเรือมาอย่างทันใจ จึงนับเป็นพระราชกุศโลบายอันแยบยลทางการต่างประเทศครั้งแรกและครั้งสำคัญที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานครจึงเป็นที่กล่าวขวัญนับแต่นั้นมา

ฝรั่งเศสเป็นชาติแรกที่เริ่มมีบทบาทในอินโดจีน โดยที่เห็นว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมีทำเลเหมาะที่จะสร้างฐานทัพเรือไว้เป็นฐานกำลังเพื่อหาหนทางเข้าสู่จีนทางภาคใต้ ในเวลาไม่นานจึงนำกองทัพเข้าตีจนเวียดนามหรือญวน (อันนัม) แตก และได้ตั้งอาณานิคมใหม่ล่าสุดในเวียดนามตอนใต้โดยให้ชื่อว่า “โคชินจีน” จากโคชินจีนฝรั่งเศสก็ทอดสายตาไปยังเขมรที่มีดินแดนติดต่อกัน

ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขมรเป็นเมืองขึ้นของไทยมานับร้อยปี ฝรั่งเศสก็มิได้ลดราวาศอกกับการรุกรานอย่างต่อเนื่อง โดยที่เห็นว่าเขมรมีท่าเรือชายทะเลดีกว่าไซ่ง่อน (โคชินจีน)เสียอีก คือใช้เป็นฐานปฏิบัติการในอ่าวไทย และสามารถคุมทะเลจีนใต้ได้ถึงน่านน้ำมลายูและชวา ทั้งยังสามารถใช้แม่น้ำโขงขึ้นไปถึงเมืองลาวเมืองจีนได้ จึงใช้เล่ห์กระเท่ห์เข้าครอบครองเขมรด้วยการทำสัญญาลับกับกษัตริย์เขมรให้ตีตัวออกห่างไทย โดยฝรั่งเศสสัญญาจะให้เขมรเป็นเอกราชจากการเป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ

เมื่อเริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น กรุงสยามได้รวมเป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นราชธานี โดยทรงถอดแบบ “เมืองสวรรค์” ของพระมหาปราสาทราชมณเฑียรอันวิจิตรอลังการที่เคยมีอยู่ครั้งกรุงศรีอยุธยามาสร้างใหม่ไว้ที่นี่อย่างงดงามที่สุด ทรงกำราบข้าศึกศัตรูทุกหัวระแหงจนสำเร็จราบคาบ กรุงสยามเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นมีพระราชอาณาเขตแผ่ไพศาลทั่วทุกสารทิศในแหลมทองนี้ มีประเทศราชมากมายที่หันเข้าสวามิภักดิ์ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมาด้วยความยินดี กรุงเทพฯ จึงร่ำรวยเป็นอย่างมากจากการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศในเวลานั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลที่ ๓ นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ “นักธุรกิจ” ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยอดยิ่ง ทรงติดต่อค้าขายข้าว ไม้สัก น้ำตาล และเพชรนิลจินดากับเมืองจีนอย่างกว้างขวางเป็นระยะเวลาร่วม ๒๐ ปี ตั้งแต่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นที่วางพระราชหฤทัยในสมเด็จพระบรมราชชนกเป็นอันมากขนาดเคยตรัสล้อเลียนพระโอรสเสมอว่า “เจ้าสัว” เงินเก็บสะสมเข้าแผ่นดินในรัชกาลนี้จึงมีมหาศาลนับแสนชั่ง เทียบคร่าวๆ กับเงินในปัจจุบันก็นับร้อยล้านบาท เงินในพระคลังจำนวนนี้ได้ถูกเก็บรักษามาตลอดรัชกาลที่ ๔ และเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่เงินนั้นถูกเก็บลืมไว้ใน “ถุงแดง” ใต้พระที่นั่งจักรีฯ จนถึง ร.ศ.๑๑๒ จึงได้ถูกนำมา “กู้ชาติ” เป็นค่าปรับให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับอิสรภาพของประเทศ

ในระหว่างที่ชาวยุโรปล่าอาณานิคมในเอเชียนั้น กรุงสยามเป็นราชอาณาจักรใหญ่ที่ถูกกล่าวขวัญไม่แพ้เมืองจีนและอินเดียว่าเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว มีพืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ตลอดปี ทรัพย์ในดินที่มีล้นเหลือนั้นรอเพียงการขุดนำออกมาใช้ มีแร่ธาตุธรรมชาติหลายอย่างที่ยุโรปต้องการคือดีบุกและถ่านหิน นอกจากนั้นยังมีเพชรพลอยอันหาค่ามิได้ที่ขุดหาได้ไม่มีวันหมด และป่าไม้สักอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม้สักมีคุณค่าเช่นเดียวกับไม้โอ๊กในยุโรป มีกาแฟ น้ำตาล มีฝ้าย ส้มสูกลูกไม้นับร้อยพันชนิดที่ออกดอกผลตลอดปี มีข้าวสารพัดชนิดที่จะทำให้คนไม่อดตาย มีแหล่งน้ำอยู่ทั่วทุกหัวระแหง กรุงเทพมหานครมีชัยภูมิเหมาะแก่การติดต่อกับโลกภายนอก มีแม่น้ำไหลผ่านและอยู่ใกล้ทะเล ประชาชนมีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่ดุร้ายป่าเถื่อน มีอารยธรรมเก่าแก่ และมีศิลปวัตถุล้ำค่าเป็นมรดกตกทอดอยู่ในทุกหัวเมือง จึงเหมาะที่สุดที่จะต้องเอาไว้เป็นเมืองขึ้น

จากคำบอกเล่าของพวกพ่อค้าฝรั่งและบาทหลวงสอนศาสนาที่ผ่านเข้ามายังกรุงเทพมหานครนั้น ชาวตะวันตกล่วงรู้ว่าชาวสยามเป็นศิลปินโดยกำเนิด คนส่วนมากมีทักษะด้านศิลปะและงานฝีมือ วัดวาอารามและปราสาทราชวังก็ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างโอฬารเสมือนหนึ่งปราสาทในเทพนิยาย ทั้งๆ ที่ชาวสยามไม่นิยมเดินทางไปไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน แต่คนที่นี่กลับมีวิสัยทัศน์ที่หลักแหลม มีแนวคิดในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นโดยมิต้องอาศัยชาวตะวันตกผู้มีหูตากว้างไกลกว่า มีพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงอานุภาพกฤษฎาภินิหาร เปรียบประดุจสมมุติเทวราชอุบัติ ทรงไว้ซึ่งอำนาจเหนือทุกชีวิต และทรงมีทรัพย์สมบัติเหลือคณานับที่ประชาชนนำมาทูลเกล้าฯ ถวายโดยมิได้บังคับขู่เข็ญ สิ่งเหล่านี้คือกิตติศัพท์ของสยามซึ่งฝรั่งจากอีกซีกโลกหนึ่งหมายปอง หากครอบครองได้แล้วจะช่วยเพิ่มแสนยานุภาพของตนในเอเชียให้ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามขึ้นไปอีก

สิ่งแรกที่ควรรู้ในเบื้องต้นคือ หัวเมืองบนฝั่งประเทศลาวสมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกล้านช้าง ในเวลานั้นไม่มีการแบ่งเป็นฝั่งซ้ายฝั่งขวา แต่เป็นแผ่นดินเดียวกัน ล้านช้างกับภาคอีสานในสมัยนั้นเดิมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม หัวเมืองทั้งหมดต่างขึ้นอยู่กับรัฐบาลเดียวกัน คือรัฐบาลที่กรุงเทพฯ สยามปกครองลาวแบบประเทศราช คือกิจการภายในรัฐบาลสยามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การตั้งข้าราชการ การศาล และภาษีอากร หัวเมืองลาวฝั่งซ้ายจึงดูแลปกครองกันเอง และนี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝรั่งเศสเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย แต่การแบ่งเป็นลาวฝั่งซ้าย (ล้านช้าง) และฝั่งขวา (ภาคอีสาน) ก็ยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งถึง ร.ศ.๑๑๒ และตัวการที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกก็คือฝรั่งเศส

หน้าของบทความ: 1 2 3

บทความที่คล้ายกัน :

About admin

ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com