ไกรฤกษ์ นานา
นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

ก่อนเปิดฉากปะทะกันอย่างดุเดือด ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ หรือที่รู้จักกันว่า “วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒”
(ภาพจาก Le Pellerin สิงหาคม ค.ศ.๑๘๙๓ ไกรฤกษ์ นานา ได้ซื้อภาพนี้มาจากหลานของเมอซิเออร์ปาวี
อดีตเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ สมัย ร.ศ.๑๑๒)
เนื่องในวาระ ๑๐๐ ปีสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเสนอเรื่องราวอันเป็นจุดเปลี่ยนของสยามในยุคสมัยของพระองค์ ว่าเหตุใดการดำเนินพระบรมราชวิเทโศบายของพระองค์ท่านจึงได้รับการเทิดพระเกียรติในคนรุ่นต่อๆ มาว่าทำให้ “ไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก” มาจนทุกวันนี้
ปฐมเหตุของวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เกิดขึ้นในราวกลางยุคจักรวรรดินิยมของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เมื่อประเทศมหาอำนาจจากยุโรปแข่งขันกันแย่งชิงดินแดนที่อ่อนแอกว่าตามส่วนต่างๆ ของโลกมาเป็นของตน เพื่อตักตวงความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนขยายอิทธิพลและความเป็นต่อทางการเมืองในหมู่คู่แข่งของตน บทสรุปในตอนท้ายเรื่องยังพิสูจน์ให้เห็นว่าชาวสยามมีความชอบธรรมที่จะปกป้องประเทศชาติจากการคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยม

เรือ ฌองบัปติสต์เซย์ ซึ่งเป็นเรือนำร่อง พาเรือรบฝรั่งเศสผ่านสันดอนเข้ามา ถูกฝ่ายไทยยิงเสียหาย
แล้วแล่นไปเกยตื้นอย่างหมดท่าที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา
(ภาพจาก Le Journal Illustree ๓๐ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๙๓)

ปืนใหญ่ป้อมผีเสื้อสมุทร ๑ ใน ๓ กระบอกที่เคยยิงต่อสู้กับเรือรบฝรั่งเศส เป็นปืนรุ่นเดียวกับปืนใหญ่ในป้อมพระจุลจอมเกล้า
ปืนใหญ่นี้สั่งทำจากประเทศอังกฤษ เรียกว่า ปืนเสือหมอบ เนื่องจากเมื่อกระทำการยิงต้องใช้แรงน้ำดันยกปืนใหญ่ให้พ้นจากปากหลุม
และเมื่อยิงออกไปแล้วปืนจะลดระดับลงมาอยู่ในหลุมตามเดิม (ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์)
ภูมิหลังอาณานิคม และการมองโลกของชาวยุโรป
แนวความคิดของชาวยุโรปนั้น หากจะครองโลกก็ต้องครองเอเชียให้ได้เสียก่อน เพราะเอเชียมีทรัพยากรอันมหาศาล และมีความอุดมสมบูรณ์ชั่วนาตาปี ขั้นตอนของการครองเอเชียก็คือ ขั้นแรกต้องยึดครองทวีปมืดในแอฟริกาเสียก่อน ซึ่งก็ทำได้โดยง่ายดาย จากนั้นก็เขยิบเข้ามาในเอเชียไมเนอร์ที่อุดมไปด้วยน้ำมันดิบมีเชื้อเพลิงให้เผาผลาญได้ไม่หมดสิ้น ขั้นต่อมาก็ขยับมาอินเดียอันมั่งคั่งร่ำรวย แล้วจึงข้ามไปมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อครอบครองดินแดนอื่นสุดขอบฟ้า จุดกึ่งกลางที่ขวางกั้นก็คือคาบสมุทรอินโดจีน เมื่อบรรลุถึงขั้นนั้นก็เรียกว่าครองโลกได้แล้ว เพราะมีอิทธิพลเหนือคนมากกว่าพันล้าน อังกฤษและฝรั่งเศสเป็นสองมหาอำนาจผู้ต้องการจะพิชิตเมืองจีนให้ได้ก่อนกัน
ชาวยุโรปทั้งหลายพากันแล่นเรือผ่านเมืองไทยไปเมืองจีนตลอดสมัยอยุธยาตอนปลาย แม้ในสมัยกรุงธนบุรีกู้เอกราชได้แล้วแต่ก็ยังต้องทำศึกสงครามตลอดรัชกาล ฝรั่งจึงไม่มาข้องแวะเป็นทางการ เว้นแต่พ่อค้าเอกชนผ่านเข้ามาหาลำไพ่เล็กๆ น้อยๆ เป็นเชิงสำรวจดูลาดเลาเรื่อยมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๓ ฝรั่งหลายชาติก็ได้พยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์กับไทย แต่ระยะนั้นนโยบายของไทยไม่เปิดกว้างรับฝรั่ง เพราะได้ทราบความเกะกะของฝรั่งมาโดยตลอดสิ้นรัชกาลที่ ๓
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จขึ้นครองราชย์ นโยบายของไทยจึงเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ โดยเมื่อทรงพิจารณาสถานการณ์ของโลกโดยถี่ถ้วนแล้ว จึงทรง “เปิดประตูเมือง” รับอารยธรรมและติดต่อกับฝรั่งผิวขาวทุกชาติ ทั้งที่ไม่สะดวกในเรื่องยานพาหนะในการเดินทาง แต่ก็ทรงพระปรีชาสามารถส่งทูตถึง ๒ คณะไปอังกฤษและฝรั่งเศสโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงมีพระราชปรารภออกพระโอษฐ์ขอให้ฝรั่งช่วยส่งเรือมารับจากยุโรปอย่างประเทศที่มีไมตรีกัน อังกฤษและฝรั่งเศสก็กุลีกุจอส่งเรือมาอย่างทันใจ จึงนับเป็นพระราชกุศโลบายอันแยบยลทางการต่างประเทศครั้งแรกและครั้งสำคัญที่สุดของกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานครจึงเป็นที่กล่าวขวัญนับแต่นั้นมา
ฝรั่งเศสเป็นชาติแรกที่เริ่มมีบทบาทในอินโดจีน โดยที่เห็นว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมีทำเลเหมาะที่จะสร้างฐานทัพเรือไว้เป็นฐานกำลังเพื่อหาหนทางเข้าสู่จีนทางภาคใต้ ในเวลาไม่นานจึงนำกองทัพเข้าตีจนเวียดนามหรือญวน (อันนัม) แตก และได้ตั้งอาณานิคมใหม่ล่าสุดในเวียดนามตอนใต้โดยให้ชื่อว่า “โคชินจีน” จากโคชินจีนฝรั่งเศสก็ทอดสายตาไปยังเขมรที่มีดินแดนติดต่อกัน
ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขมรเป็นเมืองขึ้นของไทยมานับร้อยปี ฝรั่งเศสก็มิได้ลดราวาศอกกับการรุกรานอย่างต่อเนื่อง โดยที่เห็นว่าเขมรมีท่าเรือชายทะเลดีกว่าไซ่ง่อน (โคชินจีน)เสียอีก คือใช้เป็นฐานปฏิบัติการในอ่าวไทย และสามารถคุมทะเลจีนใต้ได้ถึงน่านน้ำมลายูและชวา ทั้งยังสามารถใช้แม่น้ำโขงขึ้นไปถึงเมืองลาวเมืองจีนได้ จึงใช้เล่ห์กระเท่ห์เข้าครอบครองเขมรด้วยการทำสัญญาลับกับกษัตริย์เขมรให้ตีตัวออกห่างไทย โดยฝรั่งเศสสัญญาจะให้เขมรเป็นเอกราชจากการเป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ
เมื่อเริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น กรุงสยามได้รวมเป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นราชธานี โดยทรงถอดแบบ “เมืองสวรรค์” ของพระมหาปราสาทราชมณเฑียรอันวิจิตรอลังการที่เคยมีอยู่ครั้งกรุงศรีอยุธยามาสร้างใหม่ไว้ที่นี่อย่างงดงามที่สุด ทรงกำราบข้าศึกศัตรูทุกหัวระแหงจนสำเร็จราบคาบ กรุงสยามเมื่อ ๒๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นมีพระราชอาณาเขตแผ่ไพศาลทั่วทุกสารทิศในแหลมทองนี้ มีประเทศราชมากมายที่หันเข้าสวามิภักดิ์ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมาด้วยความยินดี กรุงเทพฯ จึงร่ำรวยเป็นอย่างมากจากการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศในเวลานั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลที่ ๓ นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์ “นักธุรกิจ” ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยอดยิ่ง ทรงติดต่อค้าขายข้าว ไม้สัก น้ำตาล และเพชรนิลจินดากับเมืองจีนอย่างกว้างขวางเป็นระยะเวลาร่วม ๒๐ ปี ตั้งแต่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นที่วางพระราชหฤทัยในสมเด็จพระบรมราชชนกเป็นอันมากขนาดเคยตรัสล้อเลียนพระโอรสเสมอว่า “เจ้าสัว” เงินเก็บสะสมเข้าแผ่นดินในรัชกาลนี้จึงมีมหาศาลนับแสนชั่ง เทียบคร่าวๆ กับเงินในปัจจุบันก็นับร้อยล้านบาท เงินในพระคลังจำนวนนี้ได้ถูกเก็บรักษามาตลอดรัชกาลที่ ๔ และเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่เงินนั้นถูกเก็บลืมไว้ใน “ถุงแดง” ใต้พระที่นั่งจักรีฯ จนถึง ร.ศ.๑๑๒ จึงได้ถูกนำมา “กู้ชาติ” เป็นค่าปรับให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับอิสรภาพของประเทศ
ในระหว่างที่ชาวยุโรปล่าอาณานิคมในเอเชียนั้น กรุงสยามเป็นราชอาณาจักรใหญ่ที่ถูกกล่าวขวัญไม่แพ้เมืองจีนและอินเดียว่าเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว มีพืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ตลอดปี ทรัพย์ในดินที่มีล้นเหลือนั้นรอเพียงการขุดนำออกมาใช้ มีแร่ธาตุธรรมชาติหลายอย่างที่ยุโรปต้องการคือดีบุกและถ่านหิน นอกจากนั้นยังมีเพชรพลอยอันหาค่ามิได้ที่ขุดหาได้ไม่มีวันหมด และป่าไม้สักอันกว้างใหญ่ไพศาล ไม้สักมีคุณค่าเช่นเดียวกับไม้โอ๊กในยุโรป มีกาแฟ น้ำตาล มีฝ้าย ส้มสูกลูกไม้นับร้อยพันชนิดที่ออกดอกผลตลอดปี มีข้าวสารพัดชนิดที่จะทำให้คนไม่อดตาย มีแหล่งน้ำอยู่ทั่วทุกหัวระแหง กรุงเทพมหานครมีชัยภูมิเหมาะแก่การติดต่อกับโลกภายนอก มีแม่น้ำไหลผ่านและอยู่ใกล้ทะเล ประชาชนมีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวไม่ดุร้ายป่าเถื่อน มีอารยธรรมเก่าแก่ และมีศิลปวัตถุล้ำค่าเป็นมรดกตกทอดอยู่ในทุกหัวเมือง จึงเหมาะที่สุดที่จะต้องเอาไว้เป็นเมืองขึ้น
จากคำบอกเล่าของพวกพ่อค้าฝรั่งและบาทหลวงสอนศาสนาที่ผ่านเข้ามายังกรุงเทพมหานครนั้น ชาวตะวันตกล่วงรู้ว่าชาวสยามเป็นศิลปินโดยกำเนิด คนส่วนมากมีทักษะด้านศิลปะและงานฝีมือ วัดวาอารามและปราสาทราชวังก็ถูกสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างโอฬารเสมือนหนึ่งปราสาทในเทพนิยาย ทั้งๆ ที่ชาวสยามไม่นิยมเดินทางไปไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน แต่คนที่นี่กลับมีวิสัยทัศน์ที่หลักแหลม มีแนวคิดในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นโดยมิต้องอาศัยชาวตะวันตกผู้มีหูตากว้างไกลกว่า มีพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงอานุภาพกฤษฎาภินิหาร เปรียบประดุจสมมุติเทวราชอุบัติ ทรงไว้ซึ่งอำนาจเหนือทุกชีวิต และทรงมีทรัพย์สมบัติเหลือคณานับที่ประชาชนนำมาทูลเกล้าฯ ถวายโดยมิได้บังคับขู่เข็ญ สิ่งเหล่านี้คือกิตติศัพท์ของสยามซึ่งฝรั่งจากอีกซีกโลกหนึ่งหมายปอง หากครอบครองได้แล้วจะช่วยเพิ่มแสนยานุภาพของตนในเอเชียให้ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามขึ้นไปอีก
สิ่งแรกที่ควรรู้ในเบื้องต้นคือ หัวเมืองบนฝั่งประเทศลาวสมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกล้านช้าง ในเวลานั้นไม่มีการแบ่งเป็นฝั่งซ้ายฝั่งขวา แต่เป็นแผ่นดินเดียวกัน ล้านช้างกับภาคอีสานในสมัยนั้นเดิมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม หัวเมืองทั้งหมดต่างขึ้นอยู่กับรัฐบาลเดียวกัน คือรัฐบาลที่กรุงเทพฯ สยามปกครองลาวแบบประเทศราช คือกิจการภายในรัฐบาลสยามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การตั้งข้าราชการ การศาล และภาษีอากร หัวเมืองลาวฝั่งซ้ายจึงดูแลปกครองกันเอง และนี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝรั่งเศสเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย แต่การแบ่งเป็นลาวฝั่งซ้าย (ล้านช้าง) และฝั่งขวา (ภาคอีสาน) ก็ยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งถึง ร.ศ.๑๑๒ และตัวการที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกก็คือฝรั่งเศส
Pingback: ฉบับที่ ๓๐๘ ตุลาคม ๒๕๕๓