พุธ-ไซแอนซ์ - เราจำใบหน้าคนที่เราหลงรักได้อย่างไร? - สารคดี.คอม

พุธ-ไซแอนซ์ – เราจำใบหน้าคนที่เราหลงรักได้อย่างไร?

มิถุนายน 7, 2017 
0


putscienceพุธ-ไซแอนซ์

ติดปีกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกวันพุธ เพราะเทพเจ้าประจำดาวพุธคือ Mercury บุรุษเทพแห่งการสื่อสารที่ไปได้เร็วเท่าความคิด



เ้รื่อง : สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ

facememory

ภาพ : 123rf.com

แม้จะมองเห็นใบหน้าแต่ไกล๊ไกล ทำไมเราถึงรู้ว่าใช่เธอที่แอบหลงรัก ?

“การจำแนกและจดจำใบหน้า” เป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ค้นหากลไกในสมองมานานแล้วครับ และยังไม่มีคำตอบจนเมื่อเร็วๆ นี้เองอ่ะ

สมัยก่อนมีความคิดว่าในสมองเรามี “เซลล์ใบหน้า” ที่จำหน้าแต่ละคนไว้เลย จะหน้าแฟน หน้าเพื่อน จำกันเป็นคนๆ

แต่การวิจัยใหม่โดยดอริส ซาว (Doris Tsao) แห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยกลไกว่า มีกลุ่มเซลล์ประสาทในสมอง (เจาะจงตำแหน่งลงไปคือ เปลือกสมองส่วนการมองเห็น Visual cortex) ซึ่งทำหน้าที่เฉพาะในการวิเคราะห์จดจำใบหน้า เรียกว่า face cell โดยเซลล์ประสาทแต่ละตัวจะจดจำแยกแยะตัวประกอบต่างๆ กันไป 50 ลักษณะพื้นฐาน เช่น รูปเค้าโครงใบหน้า ระยะระหว่างตา ลักษณะผิว ความสูงของหน้าผาก สีตา สีผิว ฯลฯ

นั่นคือด้วยการจดจำ 50 ตัวประกอบพื้นฐานนี้ก็สามารถผสมกันไปมาเป็นใบหน้าทุกรูปแบบ

เขาอธิบายว่าเทียบได้กับสีพื้นฐาน 3 สี แดง เขียว เหลือง ผสมเป็นสีได้นับไม่ถ้วน

เรื่องน่าทึ่งอีกอย่างคือการค้นพบครั้งนี้เขาศึกษาจากสมองลิง (Macaque บ้านเราก็อาจเรียกว่า ค่าง) โดยการติดตั้งเครื่องวัดกระแสไฟฟ้าจับสัญญาณของเซลล์ประสาทถึง 205 จุดระหว่างให้ลิงดูภาพใบหน้าคนกว่า 2000 คน ทีมวิจัยยังสามารถหาวิธีทำกระบวนการย้อนกลับ เอาสัญญาณไฟฟ้าในสมองลิงกลับมาสร้างภาพใบหน้าคน ซึ่งปรากฏผลเป็นภาพที่ใกล้เคียงภาพจริงมาก

อย่างไรก็ตาม ภาพใบหน้าคนที่เรารัก อาจไม่ได้เก็บไว้ที่สมองส่วนนี้ แต่คาดว่าอยู่ในสมองส่วนบริเวณฮิปโปแคมปัส ซึ่งทำงานเกี่ยวกับความทรงจำระยะยาว โดยเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์จะเก็บใบหน้าคนพิเศษเป็นคนๆ เช่น ใบหน้าแฟน ใบหน้าเน็ตไอดอล ที่เราชอบ

เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ที่การจำแนกจดจำใบหน้าอาจประกอบด้วยสองระบบ คือระบบหนึ่งจดจำโดยการวิเคราะห์ใบหน้าแบบไหนก็ได้ อีกระบบจำเป็นใบหน้าเป็นคนๆ

แต่สองระบบทำงานด้วยกันอย่างไร คือมันอาจทำงานร่วมกันหรือคู่ขนานกันก็ได้ ซึ่งยังต้องค้นหาความจริงกันต่อไป และเขาว่าจะขยายไปศึกษาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจดจำจำแนกวัตถุอื่นๆ ของสมองเราด้วย

รู้แบบนี้แล้ว จะอ้างว่าจำใบหน้าแฟนเพื่อนผิดเป็นแฟนเรา ไม่ได้นะขอรับ

อ้างอิง

ติดตาม พุธ-ไซแอนซ์ ทุกวันพุธ


dumสุวัฒน์ อัศวไชยชาญ :

บก. ดำ ผู้ชอบจับแพะมาชนกับแกะ จับแมวโยนไปให้ถึงดวงดาว เพราะหลงเชื่อว่าจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกัน




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ผมโตมากับนิตยสาร จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ซื้อการ์ตูน หนูจ๋า ตุ๊กตา เบบี้ มาอ่าน  พอทีวีมีหนังฮีโร่ยอดมนุษย์ นักสู้นักกีฬา และการ์ตูนญี่ปุ่น ก็มีแมกกาซีนติดตามดาราญี่ปุ่นออกมาให้ตาลุกวาว ตามด้วย ชัยพฤกษ์การ์ตูน ชัยพฤกษ์ ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ ถือเป็นนิตยสารที่กระตุ้นให้สนใจเรื่องราวความรู้รอบตัว ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคม บุคคล ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ โตขึ้นมาหน่อยก็มาตามโปสเตอร์ดาราฝรั่งและหนังฮอลลีวูดจาก สตาร์พิคส์  ทีมฟุตบอลและนักฟุตบอลในสตาร์ซอคเก้อร์ พร้อมกับอ่านเรื่องลึกลับ ๆ พวกมนุษย์ต่างดาว มัมมี่ พีระมิด จาก ต่วย’ตูน ฉบับพิเศษ สมัยก่อนแหล่งขายหนังสือนิตยสารเก่าอยู่ตรงศาลพระแม่ธรณีบีบมวยผม สนามหลวง (ก่อนจะย้ายไปสวนจตุจักร  ส่วนตอนนี้คงแทบไม่เหลือแล้ว) จำได้ว่าถ้าเดินเข้าไปในซุ้มขายหนังสือก็จะมีคนเข้ามาถาม “โป๊ไหมพี่ ๆ” เสียทุกครั้ง คนถามไม่อาย แต่คนฟังอายแทน ต้องเดินเลี่ยงไปทางอื่น ผมมารู้จัก National Geographic ที่นี่ ซื้อเล่มเก่า ๆ มาอ่าน ภาษาอังกฤษไม่ได้แข็งมาก อาศัยดูภาพถ่ายเป็นหลัก ด้วยความอยากรู้ว่าบนโลกใบนี้มีสิ่งมหัศจรรย์อะไรอยู่ที่ไหน และยังมีนิตยสาร Life รูปเล่มไซซ์ใหญ่ มีภาพข่าวขาวดำน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่นับ Time และ Newsweek ที่จะซื้อเก็บฉบับที่มีภาพข่าวเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ลลนา ถือเป็นแมกกาซีนแฟชั่นเล่มแรกที่มาสนใจตอนวัยรุ่น  ภาพถ่ายแฟชั่นสาวเท่กับกลอนเปล่าใต้ภาพดูมีเสน่ห์เหลือหลาย ไม่นับภาพวาดประกอบของ “น้านน” และ “น้าแพ็ท” ส่วนอ่านอะไรบ้างก็จำไม่ได้เสียแล้ว น่าจะมีคอลัมน์ของ “ฮิวเมอริสต์” เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนแนววิทยาศาสตร์ที่ชอบเป็นทุนเดิม ตอนนั้นมีพาเหรดออกมาหลายปก โดยเฉพาะ มิติที่ 4 ที่เน้นเรื่องสั้นไซไฟ และปกภาพวาดเหนือโลกให้สมองเฟื่องฟูด้วยจินตนาการ จนต้องซื้อเก็บเพราะชอบภาพ กับ รู้รอบตัว และ อัปเดต ที่มีคอลัมน์ “คุยกับชัยคุปต์” ให้พลิกอ่านหาความรู้ก่อนเรื่องอื่น พอรู้จัก โลกหนังสือ ของ บก. สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือ “สิงห์ สนามหลวง” ก็ได้เปิดประตูโลกวรรณกรรมคลาสสิกและวรรณกรรมตะวันตก หาอ่านวรรณกรรมแปลซึ่งทำให้เราได้ใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิต  จาก โลกหนังสือ มาเป็น ถนนหนังสือ ก็ยังตามซื้อ  ส่วน ฟ้าเมืองไทย ของครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็คอยหยิบมาสนุกสนานกับเรื่องราวชีวิตของผู้คนหลากหลาย
จากบทบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 396 กุมภาพันธ์ 2561 ปีนี้ที่บ้านผมมีนกมาทำรังสองชนิด ชนิดหนึ่งคือนกปรอดสวน อีกชนิดคือนกกินปลีอกเหลือง รังนกปรอดสวนจะใช้กิ่งไม้ก้านเล็ก ๆ สานกันจนเป็นถ้วยราวกับงานหัตถกรรม ตำแหน่งที่มันมาทำรังซ้ำกัน ๒ ปีแล้วคือใต้กระถางไม้แขวนที่ห้อยลงมา มันใช้กิ่งไม้ขัดรังยึดกับเส้นสายของใบไม้แขวนอย่างแข็งแรง พร้อมกับซ่อนรังไว้หลังสายห้อยที่เป็นเหมือนม่านคลุมนั่นเอง ส่วนนกกินปลีอกเหลืองเป็นปีแรกที่ผมเห็นมันมาทำรังห้อยไว้ใต้กระถางไม้แขวนห่างไปอีกกระถางหนึ่ง ลักษณะรังนกกินปลีอกเหลือง ผมเรียกเอาเองว่าเป็นทรงหยดน้ำตา (หยดใหญ่) แม้ชื่อดูดี แต่วัสดุที่ใช้นี่สิออกจะมั่ว ๆ แบบงานศิลปะสมัยใหม่สักหน่อย เพราะมีทั้งเศษดินเศษใบไม้แห้งเล็ก ๆ ยึดโยงด้วยเส้นใยทั้งใยธรรมชาติและจากสิ่งประดิษฐ์ของคนอย่างเชือกฟาง ยุทธวิธีห้อยรังไว้กลางอากาศที่นกทั้งสองชนิดใช้นี้ช่วยป้องกันศัตรูอย่างกระรอกไม่ให้ไต่มาขโมยกินไข่ถึงรังได้ง่าย ๆ ตอนแม่นกไม่อยู่ผมแอบไปดูและนับไข่ พบไข่สองใบจิ๋วน่ารักอยู่ในรังเหมือนกันทั้งสองชนิด ในใจก็หวังลุ้นให้ไข่ฟักเป็นตัวได้ทั้งหมด แต่อาจเพราะนกกินปลีอกเหลืองเป็นพ่อแม่มือใหม่ รังที่ทำจึงไม่ค่อยแข็งแรง วันหนึ่งรังก็ฉีกเกือบขาดเป็นสองท่อนห้อยต่องแต่ง ผมพยายามหาอุปกรณ์มายึดรังกลับคืนรูปทรงเดิม ขณะที่แม่นกกินปลีอกเหลืองส่งเสียงโวยวายอยู่ใกล้ ๆ แต่สุดท้ายไม่สำเร็จ สองสามวันต่อมารังที่ช่วยซ่อมก็พังไป ไม่เห็นแม่นกบินกลับมาอีกเลย เสียใจหน่อย ๆ ที่ไข่สองใบไม่มีโอกาสได้รับความรักจากแม่จนออกมาดูโลก  หวังว่าปีหน้าแม่นกจะฝีมือดีขึ้น
พุธ-ไซแอนซ์ ติดปีกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกวันพุธ เพราะเทพเจ้าประจำดาวพุธคือ Mercury บุรุษเทพแห่งการสื่อสารที่ไปได้เร็วเท่าความคิด ช้างแอฟริกา งางอน ทบทวนความรู้เดิมๆ กันก่อน บนโลกของเรายุคปัจจุบันนี้ มีช้างเอเชีย (ช้างไทย) กับช้างแอฟริกา เป็นช้างสองชนิดที่รู้จักกันทั่วไป ช้างแอฟริกาตัวใหญ่กว่า
กลับมาอีกครั้งกับคอร์ส #เขียนสารคดีกับมืออาชีพ เปิดรับสมัครนักเรียนรุ่นที่ 3 กับหลักสูตรใหม่ ที่เข้มข้นกว่าเดิม รับจำนวน 20 ท่านเท่านั้น ปิดรับสมัคร 28 กุมภาพันธ์ 2561 ✏️ Workshop
1. หยุดมองหน้าจอคอม 95% ของคนอเมริกันเสี่ยงต่อโรคสายตา ปวดหัวปวดไหล่ เพราะการมองจอทั้งวัน ลดความสว่าง ปรับท่านั่ง กระพริบตาบ่อยๆ ที่สำคัญหยุดมองหน้าจอและหันไปมองอะไรไกลๆ ทุก 20 นาที 2. กินของขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพ