๘ เรื่องเพื่อเข้าใจปณิธาน นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ให้กำเนิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

Jun 13, 2017 
0


อังคาร-เก็บตกจากลงพื้นที่
บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี…จากการลงพื้นที่ภาคสนาม


332special1

นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ขณะอยู่ที่ รพ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา “หมอหงวน” คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการ “บัตรทอง” ในทุกวันนี้

หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลแห่งแรกที่ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลือกไปทำงาน คือ รพ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

“ผมรู้สึกดีที่เลือกที่นี่ เพราะอยู่ในจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น ถนนหนทาง อาหารการกินก็ไม่สะดวก ทั้งๆ ที่ผมเป็นหมอ เป็นผู้บริหารโรงพยาบาล มีสิทธิ์ที่จะจัดการอะไรต่างๆ แต่ผมก็ไม่ยอมติดแอร์รถ เพราะรู้สึกว่าการติดแอร์สมัยโน้นมันเหมือนของฟุ่มเฟือยหรือทำให้ตัวเองสบาย แพทย์จบใหม่รุ่นผมไม่มีใครคิดจะอยู่ในเมือง ยุคนั้นเรามีความรู้สึกว่าการที่เรียนจบมาด้วยภาษีอากรของประชาชนแล้วกลับไปทำงานในเมืองที่มีความสะดวกสบายมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นพวกสำรวย รักสบาย ใครทำตัวอย่างนั้นก็จะอายเพื่อร่วมรุ่น”

นพ.สงวน เล่าถึงค่านิยมของแพทย์จบใหม่ช่วงปี ๒๕๒๐ ที่มักออกไปทำงานในชนบททันทีที่เรียนจบ ไม่ค่อยมีใครอยากจะอยู่ในเมือง

นพ.สงวน เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขให้ชาวบ้านในชนบทเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ต้องแก้ไขปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเรื่องการเกษตร การศึกษา อาชีพ ไปพร้อมกัน เพราะว่าคนในชนบทต้องเผชิญความลำบากพร้อมๆ กันทีเดียวหลายด้าน

เมื่อครั้งทำงานอยู่ รพ.ราษีไศล นพ.สงวน จึงทำงานร่วมกับมูลนิธิเด็ก พัฒนาศูนย์รักษาเด็กขาดสารอาหาร ก่อตั้งโครงการธนาคารข้าว กองทุนยา ก่อตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการถึงในชุมชนหลังเวลาเลิกงาน โดยเก็บค่ารักษาคนละ ๕ บาท แล้วนำเงินที่ได้ทั้งหมดยกให้ทางชาวบ้านเพื่อสมทบกองทุนยา

ชีวิตการทำงานในชนบททำให้ นพ.สงวน มีโอกาสสัมผัสกับปัญหาของผู้คนในชนบทยุคนั้นอย่างลึกซึ้ง

นพ.สงวน เคยวิเคราะห์การปฏิรูประบบสุขภาพว่า “สังคมไทยมักเข้าใจว่า คนจนเท่านั้นที่ควรได้รับการดูแลและคุ้มครองด้านสุขภาพ หากในความเป็นจริง การป้องกันมิให้ผู้มีรายได้ปานกลางจนถึงสูงต้องล้มละลายจากภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ก็เป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความมั่นคงและเป็นธรรมในระบบสุขภาพ”

ด้วยเหตุนี้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เขาคิดริเริ่มจึงให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่มอายุ เพศ และรายได้ ด้วยความเชื่อว่าการได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่คนไทยทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

หลังทำงานที่ รพ.ราษีไศลได้ราว ๕ ปี นพ.สงวน ก็ได้รับทุนศึกษาต่อหลักสูตรพัฒนาสาธารณสุข ที่สถาบันโรคเขตร้อน ประเทศเบลเยียม ได้รับแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนโลกด้วยการเปลี่ยนระบบสุขภาพ เมื่อกลับมาทำงานเป็นผู้อำนวยการ รพ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ได้ ๔-๕ ปี จึงย้ายเข้ามาทำงานที่ส่วนกลาง คือกองแผนงานสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข มีส่วนในการทำคลอดโครงการใหม่ๆ หนึ่งในภารกิจสำคัญคือวางรากฐานของระบบกองทุนประกันสังคมที่ผู้ใช้แรงงานพยายามผลักดันมานานกว่า ๓๐ ปีจนประสบผลสำเร็จ สามารถคุ้มครองผู้ใช้แรงงานในระบบถึงราว ๑๐ ล้านคนในปัจจุบันนี้

แนวคิดของระบบกองทุนประกันสังคมเป็นแรงผลักดันให้ นพ.สงวน ต้องการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครอบคลุมแรงงานนอกระบบและแรงงานภาคเกษตรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเห็นต่าง ว่าระบบประกันสุขภาพในอุดมคติอย่างที่เขาคิดและพยายามผลักดัน ยังเป็นไปไม่ได้ในสังคมไทย คำอธิบายที่ นพ.สงวน มักใช้สำหรับการชี้แจงคือ

“การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นระบบของการ ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’ ในสังคม คนมีช่วยคนจน คนไม่ป่วยช่วยคนป่วย ให้ทุกคนเสียค่าใช้จ่ายในอัตราเดียวกันหรือไม่เสีย เป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่มีวัฒนธรรมของประชาคมที่เจริญแล้ว คือการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในสังคม ไม่ใช่อยู่อย่างตัวใครตัวมัน”

เมื่อมีคนบอกว่าระบบประกันสุขภาพเกิดขึ้นไม่ได้ในสังคมที่ยังยากจนอยู่อย่างสังคมไทย นพ.สงวน จะชี้แจงกลับไปว่า “เราบอกว่าประเทศเรายากจน สร้างระบบประกันสุขภาพแบบนี้ไม่ได้ แต่ญี่ปุ่นมีระบบนี้ตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๖๒ หรือ ๔๐ ปีมาแล้ว เกาหลีใต้มีระบบนี้ในปี ๑๙๗๙ หรือเกือบ ๓๐ ปี ประเทศที่เริ่มมีไม่นาน ได้แก่ ไต้หวัน ชิลี โคลัมเบีย เวลานี้เราบอกว่าเรายากจน สร้างระบบประกันสุขภาพแบบนี้ไม่ได้ แต่เรายากจนกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อนหรือ ด้อยพัฒนากว่าโคลัมเบียซึ่งมีปัญหาเรื่องยาเสพย์ติดหรือ”

ก้าวสำคัญของวิวัฒนาการ ๓ ขั้นของระบบประกันสุขภาพไทย เริ่มจาก “สงเคราะห์” มาสู่ “สวัสดิการ” และพัฒนามาเป็น “สิทธิ” ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นนโยบายที่พรรคไทยรักไทยเคยใช้ในการหาเสียงด้วยชื่อโครงการ “๓๐ บาทรักษาทุกโรค”

อย่างไรก็ดี นพ.สงวน รู้ว่า หากโครงการนี้ยังมีสถานะเป็นเพียง “โครงการ” หรือ “นโยบาย” พรรคการเมือง ภายภาคหน้าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาก็สามารถยกเลิกโครงการได้ จึงผลักดันให้เกิดการออก พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ ที่มีการตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพในสังคมไทย

ทิศทางของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจึงเป็นไปตามที่ นพ.สงวน วางไว้ คือการยกระดับ “โครงการ” หรือ “นโยบายพรรคการเมือง” ไปสู่การออกฏหมายรองรับ

แม้ช่วงแรกของนโยบายนี้จะมีปัญหา แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความเข้าใจในเรื่องหลักประกันสุขภาพ การเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน

นพ.สงวน เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ระบบนี้ยังไม่สามารถทำให้เกิดความมั่นใจในช่วงแรกๆ ผมคิดว่าเราคงต้องปรับปรุงแก้ไขและพยายามทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพื่อลดปัญหาและปรับทัศนคติต่างๆ ให้ดีขึ้น ถ้าสังคมเข้าใจ ตระหนักถึงคุณค่าของปรัชญา เฉลี่ยสุข เฉลี่ยทุกข์ ที่ไม่ใช่แค่ปรัชญาช่วยคนจนตามที่หลายคนคิด”

หมายเหตุ : เก็บตกจากลงพื้นที่สกู๊ป “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ‘หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ งานแห่งชีวิตของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” ตีพิมพ์ลงนิตยสารสารคดี ฉบับ ๓๓๒ ตุลาคม ๒๕๕๕


tei

ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล

อีกภาคหนึ่งของ “เจ้าชายหัวตะเข้” นักเขียนสารคดีที่เรียนจบมาด้านวิทยาศาสตร์ สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และกีฬาเป็นพิเศษ




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com







You might also like



Related Post

More Story
13 มิถุนายน 13 มิถุนายน พ.ศ. 2408 - วันเกิด วิลเลียม ยีตส์ (William Butler...