" /> ยูคาฯ ๗.๕ แสนไร่ : การรุกคืบครั้งใหญ่ของพืชเจ้าปัญหา - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

ยูคาฯ ๗.๕ แสนไร่ : การรุกคืบครั้งใหญ่ของพืชเจ้าปัญหา

พฤษภาคม 18, 2000 
1


อุทัยวรรณ บุญลอย, กุลธิดา สามะพุทธิ : รายงาน
ฝ่ายภาพ สารคดี : ภาพ

ตัวแทนชาวบ้านภาคอีสานผู้ได้รับบทเรียน และผลกระทบจากการปลูกยูคาลิปตัสที่เข้าร่วมวงเสวนาเรื่อง “ยูคาฯ ๗.๕ แสนไร่ ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ใคร?” เรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า “พืชผีปอบ” ผีปอบในความหมายที่รับรู้กันก็คือ ผีดีที่ไม่ได้รับการเซ่นถวายของกินของใช้จึงกลายเป็นผีร้ายเข้าสิงในร่างกายคนสูบและดูดกินอาหารจากร่างนั้นจนไม่เหลือชีวิต

การเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่ง ของการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลดีผลเสียจากการปลูกยูคาลิปตัสของชมรมผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อมระหว่างวันที่ ๕-๖ เมษายน ๒๕๔๓ ที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีมติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ เป็นเหตุจูงใจที่ทำให้หันมาสนใจเรื่องของยูคาลิปตัสอีกครั้งหนึ่ง

มติครม. ฉบับนั้นระบุว่า “คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินงาน ในเรื่องการจัดหาที่ดินเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัสในการผลิตเยื่อกระดาษส่งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอโดยกลุ่มบริษัทเกษตรรุ่งเรืองพืชผล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ลงทุนฝ่ายไทย มีความประสงค์จะขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมโทรมเนื้อที่ประมาณ ๒-๒.๕ แสนไร่ เพื่อรองรับโครงการปลูกป่า และตั้งโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ นอกจากนี้บริษัทยังต้องการพื้นที่ของ ส.ป.ก. เนื้อที่ประมาณ ๕ แสนไร่อีกด้วย”

พื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม ๒.๕ แสนไร่และที่ดิน ส.ป.ก. อีก ๕ แสนไร่นี้อยู่ในภาคตะวันออกทั้งหมด เนื่องจากบริษัทฯ ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งวัตถุดิบป้อนโรงงานเยื่อกระดาษ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

นับว่าเป็นความคืบหน้าครั้งใหญ่ภายหลังจากที่นายจู หรง จี  นายกรัฐมนตรีของจีนเอ่ยถึงเรื่องการขอเช่าพื้นที่หลายแสนไร่เพื่อปลูกยูคาลิปตัส และรายได้ที่ไทยจะได้รับจากการขายเยื่อกระดาษให้จีนเมื่อคราวมาเยือนเมืองไทยเมื่อปลายปี ๒๕๔๒ ด้วยเหตุผลที่ว่าจีนต้องการใช้กระดาษเป็นจำนวนมาก แต่สภาพอากาศและดินที่นั่นเย็นเกินไปไม่เหมาะที่จะปลูกไม้โตเร็ว นอกจากนี้ จีนยังเห็นว่าประเทศไทยมีความรู้และความก้าวหน้า ด้านการปลูกยูคาลิปตัสมากที่สุดในภูมิภาคอีกด้วย

รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการปลูกสวนป่าตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ เป็นต้นมา เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า และสร้างป่าเศรษฐกิจ ที่สามารถตัดฟันไม้ออกมาใช้ประโยชน์ได้ การปลูกสวนป่าโดยเฉพาะไม้ยูคาลิปตัสในไทยยังเกิดขึ้นด้วยแรงผลักดันอย่างเดียวกันกับ ประเทศโลกที่สามอื่น ๆ คือ ความต้องการวัตถุดิบในปริมาณมาก และราคาถูกของประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน และเทคโนโลยีผ่านทางรัฐบาล และนายทุนที่ให้การตอบสนองอย่างกระตือรือร้นเสมอมา

การส่งเสริมให้ปลูกยูคาลิปตัสโดยหวังผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว รวมทั้งวิธีคิดที่คลุมเครือเกี่ยวกับการอนุรักษ์ หรือการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างมากโดยเฉพาะการสูญเสียที่ดินทำกิน และการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตมาเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทั้งยังก่อให้เกิดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรระหว่างรัฐ นายทุน และเกษตรกรรายย่อยมาโดยตลอด

ปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดหาที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม ๒.๕ แสนไร่ให้กับโครงการปลูกยูคาลิปตัสเพื่อส่งขายประเทศจีนบอกว่า โครงการนี้มีข้อดีหลายอย่าง คือ ช่วยลดการนำเข้าเยื่อกระดาษ มีรายได้จากการส่งออก เกษตรกรมีงานทำ (เป็นลูกจ้างทำงานในสวนป่าของบริษัท) ที่สำคัญก็คือมันจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้รัฐได้ที่ดินกลับคืนมาจากประชาชนที่ครอบครองอยู่อย่างผิดกฎหมาย

“พื้นที่ที่กรมป่าไม้จะให้บริษัทร่วมทุนเช่าปลูกยูคาลิปตัส ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ป่าอีกต่อไปแล้วมันถูกบุกรุกถากถางกลายเป็นไร่เป็นนา มีชาวบ้านเข้าไปถือครองโดยใช้สิทธิของความยากจน เราจะเข้าไปจับกุมก็ไม่ได้เพราะจะกลายเป็นปัญหาสังคมใหญ่โต แต่ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นรัฐก็จะได้ที่ดิน ๒-๓ แสนไร่นี้กลับคืนมาแถมยังได้ค่าเช่าจากเอกชนอีกด้วย ส่วนประชาชนที่ยึดครองอยู่อย่างผิดกฎหมายก็เท่ากับว่าได้รับการนิรโทษกรรมโดยทันที” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว “ขณะนี้กรมป่าไม้พร้อมแล้วที่จะดำเนินโครงการมีการตั้งคณะกรรมการไปสำรวจพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัส ๒.๕ แสนไรร่วมกับบริษัท โดยบริษัทต้องเจรจาและจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ที่ถือครองอยู่เอง”

แต่ปัญหาก็คือความพร้อมของกรมป่าไม้ที่อธิบดีพูดถึงนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางคำถาม และข้อถกเถียงที่ยังไม่มีบทสรุปถึงผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม ความคุ้มทุน และผลประโยชน์ที่แท้จริง จากโครงการนี้

ชาวอีสานที่เคยปลูกหรือได้รับผลกระทบจากยูคาลิปตัสเรียกมันว่า “พืชผีปอบ” เกษตรกรในอำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา บางรายก็ไม่เห็นด้วยกับการปลูกยูคาลิปตัส เนื่องจากเป็นพืชที่มีความสามารถในการดูดน้ำและธาตุอาหารมาก ทำให้พืชทางการเกษตรอื่น ๆ ที่ปลูกอยู่ข้างเคียงตายหมดเพราะแย่งน้ำและอาหารไม่ทัน แหล่งน้ำที่อยู่ใกล้แปลงปลูกก็แห้งไป นอกจากนี้การปลูกยูคาลิปตัส ยังต้องลงทุนสูงเนื่องจากจะคุ้มทุนก็ต่อเมื่อปลูกในแปลงขนาดใหญ่เท่านั้นและกินเวลานาน กว่าจะมีรายได้จากการปลูกเพราะรอบตัดฟันของไม้ชนิดนี้ต้องรอนานถึงสี่ห้าปี แต่เกษตรกรชาวท่าตะเกียบอีกส่วนหนึ่งที่เป็นสมาชิกของบริษัทสวนป่ากิตติ (บริษัทหนึ่งของกลุ่มเกษตรรุ่งเรืองพืชผล) ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษ คือ ซื้อกล้าไม้ได้ในราคาถูก และบริษัทรับประกันราคาให้ กลับมองว่ามันเป็นพืชที่ดีตรงที่ปลูกง่าย โตเร็ว ไม่ต้องดูแลรักษามาก ความไม่คุ้มทุนหรือผลกระทบจากยูคาลิปตัส ที่เกษตรกรคนอื่น ๆ เจอนั้นเป็นเพราะปลูกไม่ถูกวิธี จัดการสวนป่าไม่ดี

“ยูคาฯ มันดีตรงที่ไม่กลัวแล้ง ไม่กลัวฝน คนที่มองว่ายูคาลิปตัสมีข้อเสียคือคนที่ปลูกแล้วได้ผลผลิตไม่ดี ปลูกแล้วขาดทุนเพราะดูแลรักษาไม่ดีเอง ไม่ได้ผลประโยชน์ก็มาบอกว่าของไม่ดี มีข้อเสีย เหมือนเรามีลูกเราเลี้ยงลูกด้วยน้ำข้าว แทนที่จะเลี้ยงด้วยนม เด็กจะโตได้อย่างไร บ้านนี้เมืองนี้เขาก็ปลูกกันทั้งนั้นนั่งรถผ่านมาก็มีแต่ยูคาฯ” ทองพูน เสียงลำ เจ้าของสวนป่ายูคาลิปตัสจำนวน ๗๐ ไร่ในอำเภอท่าตะเกียบกล่าว

ทองพูนเล่าว่า ล่าสุดบริษัทสวนป่ากิตติซึ่งปฏิเสธการขอเข้าชมโรงงานเยื่อกระดาษของผู้สื่อข่าว รวมทั้งไม่ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมให้ข้อมูลในวงเสวนาในครั้งนี้ ได้มาบอกให้เกษตรกรปลูกยูคาลิปตัส โดยใช้ “แนวทางใหม่” นั่นคือปลูกถี่ขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตโดยให้ปลูกในระยะ ๑.๕x๑.๕ เมตร แทนที่จะเป็น ๓x๓ เมตร เหมือนที่เคยแนะนำไว้ในตอนแรก ซึ่ง อาจารย์บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ นักวิชาการจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่าการที่บริษัทส่งเสริมให้ปลูกถี่ขึ้น จะทำให้ที่ดินเสื่อมโทรมเร็วและไม้จะโตช้า การปลูกแน่นมากไม่ได้เป็นผลดีกับเกษตรกรแต่เป็นผลดีสำหรับคนขายกล้าซึ่งจะมีโอกาสขายกล้าได้มากขึ้น

อาจารย์บุญวงศ์ยังให้ความเห็นต่อโครงการปลูกยูคาลิปตัส ๗.๕ แสนไร่นี้ด้วยว่า “ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการปลูกพืชอะไรก็ตามที่เป็นพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่มากมายมหาศาลขนาดนี้ และจากการสำรวจของนิสิตคณะวนศาสตร์เมื่อปี ๒๕๔๑ พบว่าประเทศไทยมีพื้นที่สวนป่ายูคาลิปตัสอยู่ทั้งหมด ๒.๗ ล้านไร่ ในขณะที่ปัจจุบันนี้เราต้องการไม้ยูคาลิปตัสเพียง ๑.๓ ล้านไร่เท่านั้น นั่นหมายความว่าเรามีสวนป่ายูคาลิปตัสมากเกินพอแล้ว

“ที่นี่ไม่ควรจะเป็นโซนของการปลูกยูคาลิปตัสน่าจะเป็นโซนของไม้ผลมากกว่า ยูคาลิปตัสน่าจะไปลงที่อื่นที่ไม่ใช่ท่าตะเกียบหรือฉะเชิงเทราเพราะศักยภาพของที่ดินที่นี่อุดมสมบูรณ์มากและเหมาะสำหรับปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนในระยะสั้น”

ความเป็นห่วงว่าภาคตะวันออกจะถูกปกคลุมไปด้วยสวนป่ายูคาลิปตัสไม่ได้มาจากเกษตรกร และนักวิชาการเท่านั้น หากยังขยายวงไปถึงเจ้าหน้าที่ป่าไม้อีกด้วย เพราะว่าฉะเชิงเทราเป็นที่ตั้งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนซึ่งเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกันกับผืนป่าอนุรักษ์ที่สำคัญอีกสี่แห่ง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว, อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-แม่วง, อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองเครือหวายหรือที่เรียกกันว่า “ป่ารอยต่อห้าจังหวัด” นั่นเอง

เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่นี่กลัวว่าเอกชน และเกษตรกรจะเอายูคาลิปตัสเป็นไม้เบิกนำการบุกรุกผืนป่าแห่งนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นพื้นที่เพียง ๑.๓ ล้านไร่หรือน้อยกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าทั้งหมดในประเทศแต่ก็มีสัตว์ป่าอยู่ถึง ๓๗ เปอร์เซ็นต์ และที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ถ้ารัฐบาลให้เอกชน เช่าที่ดินที่ชาวบ้านถือครองอยู่นี้ไป มีความเป็นไปได้อย่างมากที่พวกเขาจะบุกรุกพื้นที่ป่าแห่งใหม่ต่อไปดังเช่นที่ชาวบ้านคนหนึ่งตั้งคำถามว่า

“ทุกวันนี้คนไทยยังไม่มีที่ทำกินเลย มีเหตุผลอะไรที่จะไปให้ประเทศจีนเช่าพื้นที่ไปได้ ถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นชาวบ้านจะเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ถ้าประเทศจีนมาเช่าที่ไปปลูกยูคาลิปตัส จะให้ชาวบ้านไปอยู่ที่ไหนจะให้ค่าชดเชยที่นี่แล้วให้ชาวบ้านไปบุกป่าที่อื่นต่อใช่ไหม”

เมื่อปรากฏว่าโครงการนี้ มีขนาดใหญ่มาก และการปลูกสวนป่ายูคาลิปตัสในพื้นที่มากถึง ๗.๕ แสนไร่ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชาวบ้านมากกว่าที่คิด ข้อเสนอของ รัชดา ฉายสวัสดิ์ จากสมาคมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ที่ว่า ต้องผลักดันโครงการนี้ เข้าสู่การทำรายงาน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และการทำประชาพิจารณ์ จึงเป็นสิ่งที่รัฐควรทำให้เกิดขึ้นจริง

เก็บตก บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี หากยึดพื้นที่ “เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” (Dawei Special Economic Zone) เมืองทวาย แคว้นตะนาวศรี ประเทศเมียนมา เป็นศูนย์กลาง โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย-โครงการเขื่อนกะโลนทากั้นแม่น้ำตะไลง์ยาเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำป้อนนิคมอุตสาหกรรม-โครงการถนนเชื่อมทวายมายังประเทศไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อภิโครงการที่รู้จักในนาม “Dawei
เรื่อง รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์ภาพ รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์, นวพล นวกิจพิพัฒน์ ปลาน้ำจืด สารพัดชนิด ปลากะมัง ปลากด ปลายี่สก ปลาสร้อย อีกทั้งลูกปลาเล็กปลาน้อยไล่ไปจนถึงแม่ปลาตัวโตไข่เต็มท้องที่เพิ่งได้จากชาวประมงมาสด ๆ ใหม่ ๆ
เก็บตก บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี เครือข่ายภาคประชาสังคมชุมนุมอย่างสงบและจัดเวทีคู่ขนานการประชุมสมัชชาไฟฟ้าพลังน้ำโลก ชี้ให้เห็นผลกระทบจากเขื่อนทั้งทางสังคม สิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน (ภาพ : Todd Southgate) “เราไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้รับชมอย่างเงียบๆ โดยปล่อยให้นักค้ากำไรในนามของบรรษัท นักการเงิน และพันธมิตรของพวกเขา ออกมาโฆษณาชวนเชื่อทางออกที่ผิดๆ


ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

เก็บตก บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี หากยึดพื้นที่ “เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” (Dawei Special Economic Zone) เมืองทวาย แคว้นตะนาวศรี ประเทศเมียนมา เป็นศูนย์กลาง โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย-โครงการเขื่อนกะโลนทากั้นแม่น้ำตะไลง์ยาเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำป้อนนิคมอุตสาหกรรม-โครงการถนนเชื่อมทวายมายังประเทศไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อภิโครงการที่รู้จักในนาม “Dawei
เรื่อง รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์ภาพ รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์, นวพล นวกิจพิพัฒน์ ปลาน้ำจืด สารพัดชนิด ปลากะมัง ปลากด ปลายี่สก ปลาสร้อย อีกทั้งลูกปลาเล็กปลาน้อยไล่ไปจนถึงแม่ปลาตัวโตไข่เต็มท้องที่เพิ่งได้จากชาวประมงมาสด ๆ ใหม่ ๆ
เก็บตก บางเรื่องที่ไม่ได้เขียนลงสารคดี เครือข่ายภาคประชาสังคมชุมนุมอย่างสงบและจัดเวทีคู่ขนานการประชุมสมัชชาไฟฟ้าพลังน้ำโลก ชี้ให้เห็นผลกระทบจากเขื่อนทั้งทางสังคม สิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน (ภาพ : Todd Southgate) “เราไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้รับชมอย่างเงียบๆ โดยปล่อยให้นักค้ากำไรในนามของบรรษัท นักการเงิน และพันธมิตรของพวกเขา ออกมาโฆษณาชวนเชื่อทางออกที่ผิดๆ