{ status: 'connected', authResponse: { accessToken: '...', expiresIn:'...', signedRequest:'...', userID:'...' } } function checkLoginState() { FB.getLoginStatus(function(response) { statusChangeCallback(response); }); }

ไม้กวาดแสงจันทร์แท้ ของแม่แสงจันทร์

กันยายน 24, 2002 
1


เกษร สิทธิหนิ้ว : เรื่อง / ฝ่ายภาพสารคดี : ภาพ

“สวยและทน” ใช่เพียงคุณสมบัติของหญิงที่ชายพึงปรารถนา

ไม้กวาดแสงจันทร์ที่จะแนะนำให้คุณรู้จักต่อไปนี้ก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกัน

ในเบื้องต้นเราอาจต้องยกความดีให้แก่มิสเตอร์หงวน ลุงมนู และแปลงมะเขือหน้าบ้านของแก แล้วค่อยกล่าวถึงป้าแสงจันทร์ (ขวัญใจลุงมนู) เป็นลำดับต่อไป แต่ยังไม่หมดเท่านั้น การที่ไม้กวาดแสงจันทร์ กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์เชิดหน้าชูตาของชาวอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ได้นั้น เราจะละเลยไม่เอ่ยถึงนายอำเภอ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ธกส. อบต. และพัฒนากรประจำอำเภอ ไม่ได้เด็ดขาด

บางคนอาจเคยได้ยินชื่อไม้กวาดแสงจันทร์ หรือเคยเห็นตามงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนต่าง ๆ มาบ้างแล้ว และอาจคุ้นตากับไม้กวาดที่มีลักษณะคล้ายกัน วางขายตามซูเปอร์มาร์เกตทั่วไป แต่จากการตระเวนไปสำรวจหลาย ๆ ที่ ในระดับผิวเผิน เราเห็นว่าราคาต่างกันหลายเท่าตัวเลยทีเดียว และจากการแอบดึง แหก ทุบ สะบัด เพื่อทดสอบคุณภาพ จึงได้เห็นว่าคุณภาพของ “ไม้กวาดแสงจันทร์ของแท้” ทิ้งห่างกันหลายขุม

“ไม้กวาดทั่วไปราคาอันละ ๓๐-๕๐ บาท ใช้สามสี่เดือนก็พัง ไม้กวาดแสงจันทร์อันละ ๑๐๐-๒๕๐ บาท ใช้ได้สองสามปี หลายคนที่ซื้อไปใช้แล้วติดใจ ตามมาซื้อกันถึงที่นี่ โรงแรมบางแห่งก็ซื้อครั้งละ ๑๐ กว่าอัน ทางเทศบาลเมืองเชียงราย ก็เปลี่ยนมาใช้แบบนี้เยอะแล้ว” ลุงมนู จันทพันธ์ คนที่เราเอ่ยถึงในตอนต้น ว่าอย่างนั้น

แกย้อนอดีตเมื่อ ๒๐ ปีก่อนให้ฟังว่า พ.ศ. ๒๕๒๗ มิสเตอร์หงวนนำเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างจากประเทศไต้หวัน จำนวน ๓-๔ กิโลกรัม มาหาที่ปลูกในประเทศไทย เพื่อส่งไปผลิตไม้กวาดที่ไต้หวัน ซึ่งกำลังประสบปัญหาค่าแรงสูงมาก ตกวันละ ๒๐๐ บาท ขณะที่ค่าแรงในประเทศไทยอยู่ที่ ๒๕ บาทต่อวันเท่านั้น

“บังเอิญเขาผ่านมาทางบ้านลุง เห็นแปลงมะเขือหน้าบ้านงอกงามดี คงถูกใจ คิดว่าลุงคงจะดูแลเอาใจใส่อย่างดี เขาก็มาถามว่าอยากลองปลูกข้าวฟ่างส่งออกดูไหม ลุงเป็นคนชอบลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่แล้ว พอคุยแล้วรู้สึกว่าน่าจะเป็นไปได้ก็เลยตอบตกลง”

สามสิบวันนับจากตัดสินใจหย่อนเมล็ดพันธุ์พืชต่างถิ่นลงบนผืนดิน ข้าวฟ่างจากไต้หวันสูงแค่คืบ แต่อีก ๒๐ วันต่อมาก็โตพรวด ๆ ได้ฤกษ์ตัดขาย โดยมีบริษัทต่างประเทศเป็นผู้จัดการเรื่องส่งออกให้ ราคาขายกิโลกรัมละ ๒๕ บาทในสมัยนั้นก็ถือว่ามากโขอยู่ เมื่อเห็นว่าราคาดีพอจะยึดเป็นอาชีพได้ ลุงมนูจึงชักชวนชาวบ้านให้มาปลูกข้าวฟ่างส่งออกด้วยกัน

“เขาบอกว่าเป็นข้าวฟ่างพันธุ์ที่ไม่มีในประเทศไทย ปลูกไม่ยากอย่างข้าวโพด เป็นพืชที่ชอบน้ำ แค่ได้น้ำดี ๆ ก็งามแล้ว แต่ว่าต้องอยู่ในสภาพอากาศที่เหมาะสมด้วยนะ ช่วงที่เริ่มให้ชาวบ้านนำไปปลูกแรก ๆ บางปีฝนทิ้งช่วง ข้าวฟ่างคุณภาพไม่ค่อยดี ส่งไปขายต่างประเทศไม่ได้ ลุงก็ต้องเอาเงินตัวเองรับซื้อข้าวฟ่างจากชาวบ้านไว้ ต้องขนไปทิ้ง เอาไปเผาก็มี ถือว่าเป็นการซื้อใจชาวบ้าน อยากให้มาปลูกกัน เพราะถ้าฝนตกดีจะมีรายได้แน่นอน ชาวบ้านจะลืมตาอ้าปากได้”

ปัจจุบันราคาข้าวฟ่างไต่ระดับมาที่กิโลกรัมละ ๔๕ บาท การปลูกข้าวฟ่างแทบจะถือเป็นรายได้หลักของชาวบ้าน ก่อนที่ “ไม้กวาดแสงจันทร์” จะถือกำเนิดเสียอีก

“ถ้าผ่านมาแถวนี้ในหน้าฝน จะเห็นอำเภอขุนตาลและบางตำบลในอำเภอเชียงของ เต็มไปด้วยไร่ข้าวฟ่าง” ลุงมนูอธิบายว่า สภาพอากาศบางแห่งเท่านั้น ที่เหมาะกับการปลูกพืชชนิดนี้ เคยเอาไปลองปลูกที่ลำปาง แพร่ น่าน แต่ดอกข้าวฟ่างที่ได้ก็ไม่มีคุณภาพอย่างที่งอกงามในอำเภอขุนตาล ไม้กวาดแสงจันทร์ จึงเป็นสินค้าที่ผลิตได้เฉพาะอำเภอขุนตาลเท่านั้น

นี่เพียงแค่รายได้จากการปลูกวัตถุดิบเท่านั้น เรายังไม่ได้พูดถึงป้าแสงจันทร์และไม้กวาดของเธอเลย

“ป้าแสงจันทร์เห็นรูปไม้กวาดที่ไต้หวันทำ เลยลองทำดู จนสำเร็จ เขาเป็นคนคิด ก็เลยตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาว่า ไม้กวาดแสงจันทร์” ลุงมนูพูดถึงภรรยาด้วยความภาคภูมิใจ ในขณะที่ป้าแสงจันทร์ออกตัวว่า

“ลองผิดลองถูกมาเรื่อย ตอนแรกถักแค่ลายพื้น ๆ ป้าลองทำมาเรื่อย ๆ พัฒนารูปแบบจนมีลวดลายสวยงามอย่างที่เห็น ที่สำคัญมันแข็งแรงมาก ไม่มีทางหลุด เพราะเวลาเราสานก็ตัดมาทั้งต้นไม่ได้แยกเป็นเส้น ๆ แล้วเอามาสานอย่างไม้กวาดที่ทำจากดอกก๋ง (อย่างที่ใช้กันทั่วไป) ซึ่งมันจะหักและหลุด แต่ข้าวฟ่างพันธุ์นี้มันเหนียวมาก ไม่ขาดไม่หัก” ว่าแล้วป้าแสงจันทร์ก็ส่งต้นข้าวฟ่างมาให้เราลองขยี้แรง ๆ ทดสอบความเหนียว เมื่อทั้งดึง และขยำอย่างแรงก็ไม่อาจทำให้มันขาดจากกัน จึงพอนึกออกว่าทำไมไม้กวาดแสงจันทร์ จึงมีอายุการใช้งานนานขนาดนั้น

ลุงมนูยกตัวอย่างว่า เทศบาลเมืองเชียงราย ที่แต่ก่อนใช้ไม้กวาดก้านมะพร้าว กวาดถนนสามอันต่อเดือน ตอนนี้หันมาใช้ไม้กวาดแสงจันทร์ อันหนึ่งใช้ได้ถึงห้าเดือน แต่ถ้าใช้งานในบ้าน อายุการใช้งานก็นานถึงสองสามปีทีเดียว

ปัจจุบันป้าแสงจันทร์ ลุงมนู และชาวบ้าน รวมกลุ่มกันผลิตไม้กวาดแสงจันทร์ โดยรับซื้อข้าวฟ่างจากสมาชิก และให้สมาชิกเป็นคนผลิตไม้กวาดแสงจันทร์ โดยใช้บ้านของลุงและป้า เป็นที่ทำการกลุ่ม หรือบางคนที่ทำเองที่บ้านก็เอามาขายด้วยกันได้ โดยหักรายได้ส่วนหนึ่งเข้ากลุ่ม ไม้กวาดส่วนใหญ่ส่งจำหน่ายไต้หวันและญี่ปุ่น ขณะนี้กำลังพยายามหาตลาดเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยด้วย

ปัญหาอย่างหนึ่งของการส่งสินค้าหัตถกรรมไปจำหน่ายต่างประเทศคือ งานแต่ละชิ้นจะไม่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว อย่างที่ผลิตจากโรงงาน อย่างที่รู้กันว่า บริษัทต่างประเทศส่วนใหญ่ จะมีข้ออ้างในการกดราคา เช่น ความถี่ ห่าง ของลวดลายที่ต่างกันเพียงนิดหน่อย หรือสีของด้ามไม้กวาดที่ผิดเพี้ยนกัน สิ่งที่ลุงมนูบอกเราได้ แต่ไม่สามารถใช้เป็นข้อต่อรองกับต่างประเทศได้ก็คือ งานที่ทำจากมือคน ย่อมไม่เหมือนงานที่ออกมาจากเครื่องจักร แต่ถ้าวัดกันที่คุณภาพการใช้งาน รับรองว่าไม่มีชิ้นไหนด้อยไปกว่ากัน แต่เมื่อไรก็ตามที่ยังหาตลาดในประเทศได้ไม่มาก ก็จำต้องส่งไปขายต่างประเทศต่อไป

“อยากให้เทศบาลและเกษตรกรที่ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ได้ลองใช้ไม้กวาดแสงจันทร์ของชาวขุนตาลดู รับรองเลยว่าคุ้มค่า ไม่ต้องซื้อใหม่บ่อย ๆ ประหยัดกว่าเยอะ คนไทยจะได้ไม่เสียเปรียบต่างประเทศอีก” คือทางออกที่ทางกลุ่มอยากให้เป็น หากคนไทยช่วยคนไทยด้วยกันเอง ปัญหานี้คงหมดไป เช่นเดียวกับปัญหาอื่นๆ ที่ทางกลุ่มผ่านมาได้ เพราะความช่วยเหลือร่วมมือกันของหน่วยงานต่าง ๆ วันที่เราไปนั่นดูป้าแสงจันทร์ และสมาชิกกลุ่มนั่งถักไม้กวาดอย่างขะมักเขม้น เผอิญเป็นวันประชุมของบุคคลต่าง ๆ ที่มีส่วนส่งเสริมผลิตภัณฑ์นี้ ทั้งนายอำเภอ, ประธานกรรมการบริหาร อบต. ยางฮอม อำเภอขุนตาล, เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้, เจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, พัฒนาการอำเภอขุนตาล และใครอีกหลายคน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมชาวขุนตาล จึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากจาก ๒๐ ปีก่อน

คุณเริงพล มุกดาสนิท นายอำเภอขุนตาล เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมีการปลูกข้าวฟ่างและผลิตไม้กวาดแสงจันทร์ ชาวขุนตาลยากจนมาก พอหมดฤดูทำนาก็อพยพไปอยู่ที่อื่นถึง ๔,๐๐๐ กว่าคน จากทั้งหมด ๓๔,๐๐๐ คน

“สมัยนั้นเจอคนขายซาลาเปาที่ไหนลองถามดูเถอะ ๑๐ คนจะเป็นคนขุนตาลเสียครึ่งหนึ่ง ใคร ๆ ก็ดูถูกว่าคนขุนตาลหนีบ้านไปขายซาลาเปา พอเห็นช่องทางที่จะทำให้ชาวขุนตาลมีอาชีพ มีความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างที่ลุงมนูทำ ทางการก็สนับสนุนเต็มที่”

ข้าวฟ่างเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ดังนั้นหากมีน้ำพอเพียงอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเพิ่มศักยภาพการผลิตได้อีกมาก สามารถปลูกได้มากกว่าปีละ ๓ ครั้งในฤดูฝน นายอำเภอจึงผลักดันให้มีการขุดบ่อน้ำตื้นเพื่อใช้ร่วมกันแห่งละ ๓-๔ ครัวเรือน

“ทาง อบต. เข้ามาช่วยประสานเรื่องแหล่งทุนและเรื่องการตลาด โดยประสานกับหน่วยงานที่จัดงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน พาไปออกงาน เปิดตัวในที่ต่าง ๆ

“ส่วนกรมป่าไม้เข้ามาช่วยเรื่องพื้นที่เพาะปลูก ในอำเภอขุนตาลมีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่มาก ก็อะลุ่มอล่วยให้ชาวบ้านมาใช้พื้นที่เหล่านี้ปลูกข้าวฟ่าง ดีกว่าปล่อยไว้เปล่าประโยชน์

“ทาง ธกส. ได้ช่วยเรื่องเงินลงทุน ลดเงื่อนไขการกู้ให้กู้ได้ง่ายขึ้น ได้เงินมากขึ้น เกษตรกรที่กู้ไปปลูกข้าวฟ่างจะส่งเงินตรงเวลา มีเงินหมุนเวียนอยู่ในอำเภอนี้จำนวนมาก”

ชีวิตความเป็นอยู่ ณ วันนี้ต่างจากเมื่อ ๒๐ ปีก่อนลิบลับ ชาวขุนตาล อ. ขุนตาล จ. เชียงราย มีอาชีพมั่นคงอยู่กับบ้าน อาจไม่ใช่เพราะมีผลิตภัณฑ์ไม้กวาดแสงจันทร์อย่างเดียว แต่ยังมีว่านหางจระเข้ในน้ำเชื่อมแสนอร่อย แชมพูจากว่านหางจระเข้และมะคำดีควาย และมีอะไรอื่นอีกมากมายที่กำลังจะทำ

อย่างไรเสีย ก็ต้องยกความดีให้แก่ไม้กวาดแสงจันทร์ ที่เบิกทางให้ผู้คนที่นี่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถส่งลูกหลานเรียนจนจบปริญญาตรีได้ด้วยการปลูกข้าวฟ่างขาย ที่สำคัญพวกเขาไม่ต้องไปหางานทำที่ไหนไกล

และต่อไปนี้คงไม่มีใครเยาะเย้ยถากถางคนขุนตาลว่า “หนีบ้านไปขายซาลาเปา” ได้อีกแล้ว

มหัศจรรย์ต้นไม้ XS โนโลกมินิมอล สารคดีเรื่องนี้ใช้พื้นที่น้อยแต่คูลมาก! ว่าด้วยเรื่องย่อของต้นไม้ขนาด XS ที่ก่อเกิดความร่มเย็นระดับ XL รายล้อมด้วยสังคมผู้เลี้ยง-ผู้ขาย-ผู้สอนที่ขนทัพมากับความสดชื่น ยุคที่ผู้คนโหยหาพื้นที่สีเขียว อยากอาศัยท่ามกลางความรื่นรมย์ แต่การปลูกต้นไม้ใหญ่ในบ้านเล็กเป็นไปได้ยากพอกับซื้อบ้านใหม่ ยังมีทางออกที่ไม่ต้องพับความฝัน แค่หันมาสนใจต้นไม้จิ๋ว ๆ บ้างก็พอ บันทึก ๑๘ วัน ปฏิบัติการระทึกโลก ช่วย “๑๓ หมูป่า” ติดถ้ำหลวงเชียงราย รถจักรยานนับ ๑๐ คันที่จอดคาปากถ้ำเป็นปฐมบทของการออกตามหาผู้สูญหาย ตลอดเวลา ๑๘ วันกับภารกิจช่วยชีวิตนักฟุตบอลระดับเยาวชนและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี่ สายตาของผู้คนแทบทั้งโลกต่างจับจ้องมาที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายต่างเอาใจช่วยและลุ้นระทึกกับภารกิจหลักสามขั้นตอน คือ ค้นหา กู้ภัย และส่งกลับ หลังออกจากถ้ำ ทุกคนถูกลำเลียงตัวไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ แพทย์รายงานว่าบางคนอาจมีปอดติดเชื้อระยะเริ่มต้น โดยรวมแล้วทุกคนแข็งแรง
เรื่องและภาพ :  วีระศักร จันทร์ส่งแสง แปลก เดชะบุญ เป็นชาวแม่จัน เชียงราย เดิมเป็นข้าราชการครูวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย ก่อนลาออกมาสู่งานที่รัก บนที่ดินมรดกตกทอดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นชาวนา แต่เขาเปลี่ยนพื้นที่ ๑๒ ไร่ในหมู่บ้านสันนายาว ตำบลศรีค้ำ ให้กลายเป็นสวนเกษตรผสมผสาน และเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่เขาตั้งชื่อว่า “บ้านนาหลังคาแดง” “เป็นบ้านกลางทุ่งมุงหลังคาสีแดง สร้างไว้นานแล้ว ตอนแรกมาได้แค่วันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงเราไม่อยู่เด็กวัยรุ่นมามั่วสุมกัน ชาวบ้านจะบอกตำรวจว่าให้ไปจับที่บ้านหลังคาแดง จนน้องสาวอยากรื้อบ้านทิ้ง  ปี ๒๕๔๗ ผมจึงเออร์ลีฯ จากราชการมาอยู่ประจำ ทำสวนผสมผสาน ก็ใช้ชื่อเดิมที่ชาวบ้านเรียก แต่เราทำจากเชิงลบให้เป็นบวก” ลุงแปลกเล่าที่มาของชื่อสวนที่ฟังสะดุดหูและพ้องกับชื่อโรงพยาบาลจิตเวช “คิดไว้ว่าช่วงปลายชีวิตจะมาอยู่กลางทุ่งนานี่แหละ” ชายสูงวัยบอกความปรารถนา และเล่าย้อนที่มาของความบันดาลใจว่า อยากสืบเจตนาของพ่อที่เป็นหมอยาแผนโบราณ ด้วยการรักษาพันธุ์ยาสมุนไพรไว้ กับประทับใจพระราชดำรัสเรื่องเกษตรผสมผสานทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งเขาอยากทำให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยนำมาใช้จริง “พระเจ้าอยู่หัวทรงเขียนขึ้นเพื่อเป็นทางออกให้เกษตรกรรายย่อยที่มีปัญหาดินน้ำ หรือทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้จัดสรรพื้นที่ใหม่ในการทำเกษตร เป็นแหล่งน้ำ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ปลูกข้าวไว้กิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปลูกไม้ผลยืนต้นไว้ใช้สอยประโยชน์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็นที่อยู่อาศัยและคอกวัวควาย” ในสวนเกษตรผสมผสานบ้านนาหลังคาแดงมีครบหมด จากหลักเกณฑ์การเพาะปลูกที่ว่า “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  และทั้งหมดเป็นเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สร้างกิจกรรมทั้งการขยายและรวบรวมพันธุ์ไม้พื้นบ้าน พืชผัก สมุนไพร ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
หัวตะเข้ เขตลาดกระบัง ชุมชนริมน้ำย่านชานกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลเรียนรู้สร้าง “งานชิ้นแรก” ของค่ายสารคดี ครั้งที่ 13 จาก 25 นักเขียน 25 ช่างภาพ จับคู่กันสร้างสรรค์ผลงานคู่ละเรื่อง ต่อจากนี้คือผลงานผ่านคมเลนส์และปลายปากกาของผู้ได้ชื่อว่าเป็นคลื่นลูกใหม่แห่งค่าย



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

มหัศจรรย์ต้นไม้ XS โนโลกมินิมอล สารคดีเรื่องนี้ใช้พื้นที่น้อยแต่คูลมาก! ว่าด้วยเรื่องย่อของต้นไม้ขนาด XS ที่ก่อเกิดความร่มเย็นระดับ XL รายล้อมด้วยสังคมผู้เลี้ยง-ผู้ขาย-ผู้สอนที่ขนทัพมากับความสดชื่น ยุคที่ผู้คนโหยหาพื้นที่สีเขียว อยากอาศัยท่ามกลางความรื่นรมย์ แต่การปลูกต้นไม้ใหญ่ในบ้านเล็กเป็นไปได้ยากพอกับซื้อบ้านใหม่ ยังมีทางออกที่ไม่ต้องพับความฝัน แค่หันมาสนใจต้นไม้จิ๋ว ๆ บ้างก็พอ บันทึก ๑๘ วัน ปฏิบัติการระทึกโลก ช่วย “๑๓ หมูป่า” ติดถ้ำหลวงเชียงราย รถจักรยานนับ ๑๐ คันที่จอดคาปากถ้ำเป็นปฐมบทของการออกตามหาผู้สูญหาย ตลอดเวลา ๑๘ วันกับภารกิจช่วยชีวิตนักฟุตบอลระดับเยาวชนและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี่ สายตาของผู้คนแทบทั้งโลกต่างจับจ้องมาที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงรายต่างเอาใจช่วยและลุ้นระทึกกับภารกิจหลักสามขั้นตอน คือ ค้นหา กู้ภัย และส่งกลับ หลังออกจากถ้ำ ทุกคนถูกลำเลียงตัวไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ แพทย์รายงานว่าบางคนอาจมีปอดติดเชื้อระยะเริ่มต้น โดยรวมแล้วทุกคนแข็งแรง
เรื่องและภาพ :  วีระศักร จันทร์ส่งแสง แปลก เดชะบุญ เป็นชาวแม่จัน เชียงราย เดิมเป็นข้าราชการครูวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย ก่อนลาออกมาสู่งานที่รัก บนที่ดินมรดกตกทอดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นชาวนา แต่เขาเปลี่ยนพื้นที่ ๑๒ ไร่ในหมู่บ้านสันนายาว ตำบลศรีค้ำ ให้กลายเป็นสวนเกษตรผสมผสาน และเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่เขาตั้งชื่อว่า “บ้านนาหลังคาแดง” “เป็นบ้านกลางทุ่งมุงหลังคาสีแดง สร้างไว้นานแล้ว ตอนแรกมาได้แค่วันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงเราไม่อยู่เด็กวัยรุ่นมามั่วสุมกัน ชาวบ้านจะบอกตำรวจว่าให้ไปจับที่บ้านหลังคาแดง จนน้องสาวอยากรื้อบ้านทิ้ง  ปี ๒๕๔๗ ผมจึงเออร์ลีฯ จากราชการมาอยู่ประจำ ทำสวนผสมผสาน ก็ใช้ชื่อเดิมที่ชาวบ้านเรียก แต่เราทำจากเชิงลบให้เป็นบวก” ลุงแปลกเล่าที่มาของชื่อสวนที่ฟังสะดุดหูและพ้องกับชื่อโรงพยาบาลจิตเวช “คิดไว้ว่าช่วงปลายชีวิตจะมาอยู่กลางทุ่งนานี่แหละ” ชายสูงวัยบอกความปรารถนา และเล่าย้อนที่มาของความบันดาลใจว่า อยากสืบเจตนาของพ่อที่เป็นหมอยาแผนโบราณ ด้วยการรักษาพันธุ์ยาสมุนไพรไว้ กับประทับใจพระราชดำรัสเรื่องเกษตรผสมผสานทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งเขาอยากทำให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยนำมาใช้จริง “พระเจ้าอยู่หัวทรงเขียนขึ้นเพื่อเป็นทางออกให้เกษตรกรรายย่อยที่มีปัญหาดินน้ำ หรือทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้จัดสรรพื้นที่ใหม่ในการทำเกษตร เป็นแหล่งน้ำ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ พื้นที่ปลูกข้าวไว้กิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปลูกไม้ผลยืนต้นไว้ใช้สอยประโยชน์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็นที่อยู่อาศัยและคอกวัวควาย” ในสวนเกษตรผสมผสานบ้านนาหลังคาแดงมีครบหมด จากหลักเกณฑ์การเพาะปลูกที่ว่า “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  และทั้งหมดเป็นเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สร้างกิจกรรมทั้งการขยายและรวบรวมพันธุ์ไม้พื้นบ้าน พืชผัก สมุนไพร ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
หัวตะเข้ เขตลาดกระบัง ชุมชนริมน้ำย่านชานกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลเรียนรู้สร้าง “งานชิ้นแรก” ของค่ายสารคดี ครั้งที่ 13 จาก 25 นักเขียน 25 ช่างภาพ จับคู่กันสร้างสรรค์ผลงานคู่ละเรื่อง ต่อจากนี้คือผลงานผ่านคมเลนส์และปลายปากกาของผู้ได้ชื่อว่าเป็นคลื่นลูกใหม่แห่งค่าย