" /> สัมภาษณ์ - “ผมเป็นก้อนหินในแม่น้ำ” ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

สัมภาษณ์ – “ผมเป็นก้อนหินในแม่น้ำ” ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

มีนาคม 17, 2010 
3


วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์
บุญกิจ สุทธิญาณานนท์ : ถ่ายภาพ

“อย่าไปใส่ใจกับคำพูดของดารามากเกินไป เขาไม่ได้จบอะไรมาที่จะมาสอนคุณได้ อย่างผมเป็นเด็กอายุ ๒๐ ผมจะรู้ เรื่องอะไรมากกว่าคุณ…คุณฟังพ่อแม่ดีกว่า คุณฟังครู ฟังพี่ชายพี่สาว…แต่อย่ามาฟังดาราเลย เขาไม่รู้อะไรมากกว่าคนดูละคร คนไทยบางทีดูถูกตัวเองว่าถ้าไม่อยู่บนจอก็ไม่เด่น…คนที่แสดงอยู่ในจอโทรทัศน์เขาไม่ได้ดีกว่าคุณหรอก”

ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ ใน สารคดี ฉบับที่ ๒๐๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

จุลจักร จักรพงษ์ หรือฮิวโก้ เป็นหนุ่มลูกครึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมาตั้งแต่เกิด เป็นบุตรชายของ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ กับ แอลเลน เลวี่ เป็นหลานตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

เมื่อย่างเข้าวัยรุ่น ฮิวโก้เป็นที่รู้จักของคนในสังคมตามเส้นทางปรกติของ “หนุ่มไฮโซหน้าใส หยิ่งนิดๆ” เขาเป็นนายแบบขึ้นปกนิตยสารวัยรุ่นและนิตยสารผู้หญิงหลายฉบับ เป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาสินค้า พระเอกละครโทรทัศน์ พระเอกภาพยนตร์ นักร้อง หัวหน้าวงดนตรี “สิบล้อ”

แต่สิ่งหนึ่งที่ฮิวโก้แตกต่างจากดารานักแสดงคนอื่นๆ คือ เขาเป็นคนอ่านหนังสือและมักจะมีมุมมองวิธีคิดน่าสนใจ ดังที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ สารคดี เมื่อ ๘ ปีก่อนจนเป็นที่กล่าวขวัญในเวลานั้น

“สังคมไทยไม่ยอมรับว่าวัยรุ่นเดี๋ยวนี้เอากันเหมือนกระต่าย วัยรุ่นไทยถูกพ่อแม่ห้ามตลอด ‘อย่าไปเที่ยวผู้หญิงนะ’ ‘อย่าไปบ้าผู้ชายเลย’ แต่ในห้องเรียนกลับไม่มีใครมาให้ความรู้สอนว่า ‘นี่ถุงยาง ใส่อย่างนี้นะ ท่านี้มันอันตราย ถุงอาจแตกได้ มีสิทธิ์ติดโรคเอดส์ได้ หรือติดซิฟิลิสได้’”

สองสามปีที่ผ่านมา ฮิวโก้หายหน้าไปจากวงการบันเทิงเมืองไทย เดินทางไปทำงานแต่งเพลงที่อังกฤษและสหรัฐ-อเมริกา เมื่อปีกลายนี้เอง บียอนเซ่ นักร้องชื่อดังก็ได้นำเพลง “Disappear” ที่เขาแต่งไปขับร้อง จนทำให้ฮิวโก้เริ่มเป็นที่ยอมรับ ล่าสุดเขาได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินในค่ายเพลงของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงนิวยอร์ก และกำลังจะวางแผงทั่วโลกเร็วๆ นี้

ตอนต้นปี ๒๕๕๓ ฮิวโก้หรือเล็กในวัย ๒๘ ปีกลับมาเยี่ยมบ้าน สารคดี มีโอกาสได้สนทนากับเขาอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองกำลังคุกรุ่นขึ้นทุกที

คุณเป็นคนที่ติดหนังสือมากกว่าติดเน็ต อยากทราบว่าตอนนี้อ่านหนังสืออะไรอยู่
ตอนนี้ผมกำลังอ่านเรื่องชีวิตประธานเหมา (Mao: The Unknown Story) เป็นเรื่องชีวิตของประธานเหมาเจ๋อตงที่ไม่ค่อยมีคนรู้ อ่านแล้วรู้ว่าประธานเหมานี่เป็นคนน่ากลัวมาก ตรงที่เขาไม่เคยเห็นค่าของคนอื่นเลย นอกจากว่าคนคนนั้นจะมีประโยชน์ต่อการเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง เหมาไม่ได้มีอุดมการณ์หรือมีเป้าหมายใดๆ นอกจากการรักษาอำนาจของตัวเอง คือให้ตัวเองเป็นใหญ่ มองว่าประเทศจีนเป็นของเขา เป็นของเล่นของเขา ไม่น่าเชื่อตลอดช่วงชีวิตของเหมา เขาทำให้มีคนตายมากกว่า ๗๐ ล้านคน และไม่ใช่ตายตอนเกิดสงครามอย่างเดียว แต่ตายตอนที่เหมายึดอำนาจได้แล้วประเทศมีความสงบ เหมาอยากให้จีนเป็นมหาอำนาจ ต้องการสร้างอาวุธแข่งกับประเทศอื่น เวลานั้นจีนไม่มีเทคโนโลยีในการสร้างอาวุธให้มีคุณภาพ เหมาจึงสั่งให้เอาอาหาร ผลผลิตทางการเกษตรของคนจีนที่แทบไม่มีจะกิน ไปแลกอาวุธจากต่างชาติ ทำให้ในช่วงเวลานั้นคนจีนอดตายกันหลายล้านคน เหมาทำเพื่ออีโก้ของตัวเอง และเหมายังซูฮกชื่นชมสตาลินซึ่งเป็นจอมเผด็จการของโลก พวกนี้เหมือนพวกมาเฟียมากกว่าเผด็จการ

คุณไปๆ กลับๆ ระหว่างเมืองนอกกับเมืองไทย มองสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมอย่างไร
ถ้ามองอย่างผิวเผินจะรู้สึกว่าตอนนี้เมืองไทยมีแต่ความวุ่นวาย แต่ถ้ามองหาแง่ดีมันก็มี เพราะว่าคนบางกลุ่มที่ไม่เคยแสดงความคิดเห็นอะไรทั้งสิ้นก็ได้แสดงความคิดเห็นบ้างแล้ว แล้วตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์พูดว่าเราไม่พอใจ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดูเหมือนทุกคนก็เริ่มแสดงความคิดเห็นกันแล้ว ว่าคิดอย่างไร กับอะไร ผิดหรือถูกอันนั้นก็แล้วแต่ผู้ฟังผู้อ่านว่าเขาคิดยังไง ผมว่าตอนนี้ผู้คนก็ไม่ค่อยเกรงใจที่จะแสดงทัศนคติต่างๆ ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น ซึ่งมันก็วุ่นวาย มันก็น่ารำคาญ ยิ่งถ้าเราไม่เห็นด้วยก็น่าเบื่อ แต่ว่าถ้ามองความเป็นจริง คนเหล่านี้ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็พูดขึ้นมาหรอก ต้องมีแรงบีบอะไรบางอย่าง แล้วเราต้องยอมรับความจริงว่าคนเราไม่สามารถซื้อเสียงได้ทุกเสียงหรอก มันเป็นไปไม่ได้ ในที่สุดปริมาณคนที่ออกมาพูด ออกมาประท้วง หรือทำอะไรก็ตามคงเพิ่มขึ้น และคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำได้ก็ยิ่งมั่นใจ ยิ่งได้ใจว่า เออ ไม่เห็นเป็นไรเลย

เป็นเรื่องดีที่ผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมกล้าที่จะออกมาแสดงความเห็น
หลายปีก่อนหน้านี้ผมก็ไปร่วมประท้วง เป็นหนึ่งในคนที่คิดอย่างนี้ แต่ปัญหาของการรวมกลุ่มกันใหญ่ๆ มันมีหลายแนวความคิดหลายแนวทางอยู่ในนั้น คือเราก็ต้องระวังว่าสิ่งที่เราคิดกับกลุ่มที่เราไปอยู่ไปแสดงออกมันจะไปด้วยกันตลอดหรือไม่ หากวันหนึ่งเป้าหมายหรือเจตนาเปลี่ยน เราจะเฮตามไปด้วยหรือเปล่า ถึงตอนนั้นทุกคนก็ต้องตัดสินใจเอาเองว่ายังเชื่อมั่นกับหัวขบวนของกลุ่มอยู่หรือไม่ แล้วก็เป็นเรื่องอุดมการณ์ หรือเป็นความหงุดหงิด หรืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้น มันเหมือนกาที่เดือด ถ้าไม่มีช่องให้ไอน้ำออกมาก็จะระเบิด เพราะฉะนั้นปล่อยให้ไอน้ำออกมาดีกว่าปิดเก็บกดตลอดไป ไม่เช่นนั้นคุณจะตกใจพอเปิดฝาปล่อยให้มันออกมา ไม่ว่าจะโวยวายจะอะไรกันก็อยู่ที่ความอดทนของเขา เขาอยากได้อะไรมากน้อยแค่ไหน ถ้าคนมันจะทำอะไรมันห้ามไม่ได้ถ้ามันเชื่อจริงๆ ถ้าแค่จะส่งสัญญาณให้ใครบางคนรู้ว่าเรามีเสียง อันนั้นก็คือความถูกต้อง มันอยู่ตรงนั้น

ไม่ว่าคุณจะอยู่สีไหน
ไม่ว่าจะอยู่สีไหนก็ตาม ทั้งเหลืองหรือแดง ไม่มีใครสามารถซื้อเสียงได้ทั้งหมดหรอก เป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยและไม่ชอบคือความวุ่นวายที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องนโยบายหรือเรื่องอุดมการณ์อันแตกต่างของแต่ละฝ่าย แต่ว่าเป็นเรื่องบุคคล เรื่องกลุ่มอำนาจ ว่าใครจะได้อำนาจ ที่ผ่านมา หากมองย้อนกลับไปทั้งสองฝั่ง ผมเห็นด้วยว่าในเวลานั้นฝั่งเหลืองควรจะตรวจสอบนายกรัฐมนตรี แล้วควรจะมีการดำเนินคดี ถ้าหากว่ามีเหตุผลและมีหมายจับจะต้องไปขึ้นศาล แล้วไปพิสูจน์กันว่าบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ จนกระทั่งศาลตัดสินโดยเจ้าตัวอยู่ในศาล เรียกว่าทุกคนก็ต้องยอมรับ ถ้าบริสุทธิ์ทุกคนก็ต้องยอมรับด้วย เพราะเราไม่ได้เป็นศาล เราไม่ได้มีหลักฐานหรืออะไรอยู่ในมือ แต่เราอยากจะเห็นการดำเนินการตามขั้นตอน เหมือนประเทศไทยมีกฎหมาย ขณะเดียวกันทางฝั่งแดงเขาก็ถูกตรงที่ว่าที่ผ่านมาเสียงของเขาก็เท่ากับว่าไม่มีค่า เลือกใครเข้ามาเป็นตัวแทนก็โดนแกล้งหมด ถึงเราจะไม่ชอบคนที่เขาเลือกก็ตาม แต่เราก็รู้สึกว่าเขามีเหตุผลที่จะโกรธแค้น ว่าดูเหมือนคนกรุงเทพฯ ขโมยเสียง ดูเหมือนจะปิดเสียงเขา มันก็สามารถมองอย่างนั้นทั้งๆ ที่มันอาจไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม ถ้าผมเป็นเขา ยืนอยู่ที่เขาอยู่ ผมก็คงคิดว่า เออ ก็เราเลือกคนนี้ พอคุณไม่ชอบคุณก็เอาออกไป อันนี้ก็ไม่ถูกเหมือนกัน กลายเป็นว่าเรามีฝ่ายผิดอยู่ทั้งสองฝั่ง แล้วครั้งหนึ่งก็เคยถูกทั้งคู่ด้วย แต่ว่าเวลานั้นมันผ่านไปแล้ว เหตุการณ์ตอนนี้กับเรื่องที่เกิดขึ้นมันคนละเรื่องกัน เราต้องยอมรับสภาพบางอย่างด้วย เราไม่สามารถเอาทั้งประเทศเป็นตัวประกันเรื่องของคนคนหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่ง มันไม่คุ้ม แล้วทั้งสองฝั่งทำสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยดูน่าอับอาย ผมอาจจะเคยร่วมกับพันธมิตรฯ ในช่วงแรก แต่ตอนหลังผมก็ถอยห่างเพราะผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเรียกร้องคือให้ตรวจสอบรัฐบาลนี้หน่อย ตรวจสอบนายกฯ คนนี้หน่อย นโยบายบางอย่างของรัฐบาลนี้ที่เราไม่เห็นด้วย อาทิ การฆ่าตัดตอน ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าใครสั่งโดยตรงแต่ว่าเขาก็ต้องรับผิดชอบด้วย คนที่รับผิดชอบก็คือเบอร์หนึ่งในเวลานั้น แต่พอเขาไม่อยู่ในประเทศแล้วก็มีการยึดอำนาจแบบสมัยก่อน เมืองไทยเราก็คุ้นเคยกันอยู่ ถึงมันจะไม่รุนแรงก็ตามแต่ว่ามันก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรเลย มันเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น

คุณไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
ผมไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารแน่นอนครับ ก่อนหน้านี้เราไปร่วมกับพันธมิตรฯ เพราะเราต่อต้านนโยบายที่ดูเหมือนเป็นการสะสมผลประโยชน์ของครอบครัว เรารู้สึกว่าต้องมีการสอบสวนให้มันสบายใจ เขาอาจจะบริสุทธิ์ก็ได้ แต่มันไปไม่ถึงจุดนั้นเพราะมีรัฐประหาร ถึงตอนนี้จึงไม่มีใครฟังใคร ฝั่งโน้นก็ไม่ยอมรับการตัดสินของศาล เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นว่าทำไมเราต้องมาทะเลาะกัน ถ้าเราเอาคาแร็กเตอร์ตัวละครต่างๆ ออกไป เราทะเลาะกันเรื่องอะไรอยู่ถ้าไม่ใช่เรื่องทักษิณ ปัญหาหลักของคนพวกนี้นอกนั้นเขาอยากได้อะไร แล้วการเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ใช่ เลือกตั้งเป็นส่วนเล็กน้อย ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คือกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าคน ๙๐ เปอร์เซ็นต์เลือกเขามาแล้วเขาทำตัวเป็นเผด็จการ หรือสื่อไม่อิสระ หรือกฎหมายไม่มีคุณค่า หรือว่ามีอะไรก็ตามเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลที่ไม่บริสุทธิ์ ถึงจะเลือกตั้งมาแต่มันไม่ใช่ประชาธิปไตย และนี่อาจจะเป็นประเด็นที่คนไม่ค่อยคิด ก็เลือกแล้วเลือกอีกซึ่งไม่ใช่ การเลือกตั้งอย่างเดียวมันไม่พอ

ถ้าถามว่าแล้วจะแก้ไขยังไง ผมว่าทุกฝ่ายต้องตั้งพรรคการเมืองของตัวเองแล้วก็พยายามหาเสียง มันก็จะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ การเปลี่ยนแปลงมันจะไม่เกิดขึ้นโดยเร็ว คุณต้องใจเย็น ก็ต้องแพร่ขยายความคิดเห็นของตัวเองให้คนทุกคนได้รู้ และถ้าสื่อเป็นอิสระก็สามารถมาถกเถียงกันทางโทรทัศน์ หรือจะประท้วงกันอย่างสันติ หรือจะเขียนจดหมายไปหาหนังสือพิมพ์ หรือจะคุยกันตามโรงเรียนตามมหาวิทยาลัยก็เป็นเรื่องของคุณที่จะทำ ไม่ใช่ว่าถ้ามาโวยวายแล้วจะได้แก้ไข นั่นคือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย แบบคิดว่าจะแก้ไขปัญหาด้วยการยุบพรรคการเมืองหรือล้มรัฐบาล มันไม่ใช่ แค่สร้างปัญหามากขึ้นเท่านั้น คนเราต้องแสดงความคิดเห็นของเราให้แพร่หลายถ้าเราคิดว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าจะผ่าตัดฉุกเฉิน การเมืองมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าผ่าตัดแล้วหาย ต้องค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ เขียน ค่อยๆ สนทนากันดีกว่า เพราะเราเชื่อในประชาธิปไตย เราก็ต้องใช้วิธีการของคนที่รักประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นมันไม่น่าเชื่อถือเพราะทุกคนอ้างแต่ประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยของคุณคืออะไร
ประชาธิปไตยของผมคือมีสิทธิที่จะพูดหรือทำอะไรก็ตามที่ไม่เดือดร้อนคนอื่น ประชาธิปไตยคือการแสดงออกทางความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือเป็นอะไรก็ตาม ประชาธิปไตยคือรัฐบาลที่ปกป้องและรับใช้ประชาชน ไม่ใช่แสวงอำนาจเพื่อตัวเองหรือพรรคพวก ประชาธิปไตยคือความยุติธรรมภายใต้กฎหมายสำหรับทุกคนไม่ว่าเขาเป็นใครก็ตาม บางทีมันก็บริสุทธิ์ บางทีมันก็ไม่บริสุทธิ์ แต่ว่าเราก็ต้องพยายามใกล้เคียงที่สุด มันไม่ได้เป็นระบอบการปกครองที่สงบหรือเรียบง่าย แต่มันดีกว่าทุกทางที่มี แล้วมันก็ใกล้เคียงสุดที่จะแฟร์กับทุกคน แล้วถ้าไม่ชอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คราวหน้าก็สามารถแคมเปญใหม่ได้ ถ้าอยากจะล้มรัฐบาลก็ไปเลือกตั้งพรรคใหม่ ถ้ารู้สึกว่าทั้งสองพรรคไม่มีนโยบายที่เราสนใจก็ต้องหาวิธีอื่น แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะเอาประเทศมาเป็นตัวประกัน ซึ่งมันไม่เกี่ยว

แล้วถ้าเปรียบเทียบกับเมืองนอกที่คุณรู้จัก ประชาธิปไตยแตกต่างกันไหม
มันก็ไม่มีอะไรสมบูรณ์หมด นอกจากประเทศสแกน-ดิเนเวีย เขาอยู่กันแบบศิวิไลซ์มาก รัฐบาลดูแลทุกอย่างแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ทำงานไปเงินก็ไม่ต้องเก็บเพราะว่าโรงพยาบาล โรงเรียนฟรีหมด ก็ดีนะถ้าได้เป็นแบบนั้น แต่ในอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่สมบูรณ์ คนจนก็มี แต่บางอย่างดีกว่าบ้านเรา อาทิเรื่องการคอร์รัปชัน การเอาเงินยัดให้ใครมันเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ธรรมดาแบบบ้านเรา และมีสิทธิ์ถูกจับติดคุกหัวโต แต่การที่ตำรวจจะจับใครเข้าคุกต้องมีหลักฐานพอสมควร และต้องมีหมายจับที่เป็นจริง ไม่ใช่อยู่ๆ จะจับใครได้ง่ายๆ แล้วเรารู้สึกว่าตอนนี้การเมืองอังกฤษก็เน่าพอสมควร เน่าตรงที่มันมีพรรคการเมือง ๒ พรรคที่มีนโยบายไม่แตกต่างกันมาก การเลือกตั้งก็แทบไม่มีความหมาย แต่คนยังไม่ประท้วงเพราะคนยังไม่ถูกรังแก ยังไม่ถูกขโมยเสียง เพียงแต่เสียงอาจจะไม่ค่อยมีความหมายเท่าไรแล้วในอังกฤษ เพราะ ๒ พรรคคือพรรคแรงงานกับพรรคอนุรักษนิยม ไม่มีพรรคไหนเพี้ยนจัดหรอก มันก็พยายามเข้าหาตรงกลาง พรรคที่เคยมีนโยบายไปทางขวาก็จะพยายามซ้าย พรรคที่เคยซ้ายก็พยายามจะขวา อดีตนายกฯ โทนี แบลร์ เป็นคนทำลายพรรคแรงงานหรือเลเบอร์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้าย ตอนนี้พอเป็นรัฐบาลก็มีนโยบายเอียงขวาจัดกว่าใครเลย อาทิสนับสนุนการรุกรานอิรักและอีกหลายประเทศ หรือนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่เลเบอร์เมื่อก่อนนี่ก็เกือบคอมมิวนิสต์แล้ว ติดต่อกับพวกสมาคมแรงงาน ยกเลิกระเบิดนิวเคลียร์ ขณะที่ตอนนี้พรรคอนุรักษนิยมก็มีนโยบายรักสัตว์ รักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดูอยู่ตรงกลางและกลายมาเป็นขวัญใจคนชั้นกลางในประเทศ

พรรคการเมืองทุกพรรคพยายามแย่งฐานเสียงคนชั้นกลาง
ใช่ ประเทศที่เจริญจะมีคนชั้นกลางเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ว่ามีคนจนเป็นคนส่วนใหญ่ และมีคนรวยมากๆ อีกกลุ่ม อย่างอังกฤษประชากรส่วนมากเป็นชนชั้นกลาง พรรคการเมืองจึงต้องเอาใจคนส่วนมาก ขณะที่มองย้อนกลับไปในประเทศด้อยพัฒนา คนจนเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ นักการเมืองก็ต้องการเอาใจคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็เลยมีนโยบายประชานิยมเหมือนกันทุกพรรค ถ้าเราจะเล่นกันตามประชาธิปไตย เขามีจำนวนเสียงที่เยอะเราก็ต้องเข้าไปหาเสียงจากเขา แต่ผมเสียดายที่ประเทศเรามีนักการเมืองที่เข้ามาโกงกินกันมาก หากไม่มีสิ่งนี้บ้านเราจะเจริญกว่านี้มาก เพราะเมืองไทยโชคดีหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประเทศเรามีความอุดมสมบูรณ์มาก อากาศก็โอเค ไม่เหมือนบังกลาเทศที่มีปัญหาน้ำท่วมหรือพายุ ประเทศเราไม่ได้อยู่ในทะเลทราย ไม่ได้เป็นประเทศที่หนาวมากหรือร้อนมาก การที่จะพัฒนาประเทศถ้าตัดเรื่องคอร์รัปชันออกไป เราอาจจะเจริญเร็วกว่าเมืองจีนด้วยมั้ง ผมเชื่อว่าเมืองไทยก็ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่

เวลามาอยู่เมืองไทย คุยการเมืองกับเพื่อนๆ บ่อยไหม
บางทีมันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะบางทีเขาเชื่ออะไรแล้วเราเถียงไปมันก็เท่านั้น เราเองก็ไม่ได้มีจุดยืนทางการเมืองที่นิ่งหรือชัดเจน แค่เรารู้ว่าอะไรเราไม่ชอบ จะให้บอกว่าเราชอบอะไรเราก็ยังไม่เห็น เราอาจชอบบางอย่างในบางคนที่เห็นในประวัติศาสตร์ เราไม่ได้ชอบการเมือง ไม่ได้ชอบนักการเมือง เราแค่มีความคิดเห็น คนมาถามเราก็พูด อย่างเช่นถ้าคนพูดอะไรกึ่งเหยียดสีผิวหรืออะไรทำนองนั้นเราก็เถียง แล้วโอกาสที่จะคบกันก็คงยากถ้าเขามีความคิดเห็นแบบนี้ หรือถ้าเขามีความคิดแบบคอมมิวนิสต์จัดหรือขวาจัด เราก็คงคุยไม่รู้เรื่อง ถ้าเขาเป็นคนเชื่อไสยศาสตร์มาก เชื่อหมอดู เราก็คงคุยไม่รู้เรื่องอยู่ดี หรือคบกันสนุกๆ เฮฮา มาคุยกันเรื่องอุดมคติลึกๆ ก็อย่าเลย ถ้าเราไม่มีวันเชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อ เขาก็ไม่มีทางเปลี่ยน หรือจะมีหรือเปล่าก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะเทศน์ให้ใครฟัง หรือจะไปเปลี่ยนความคิดของคนอื่น ผมไม่เคยคิดจะทำอย่างนั้น

ไม่เบื่อหรือเวลาเจอหน้ากันแล้วถามว่าสีอะไร
เขาก็คงคิดว่าผมสีเหลือง ผมเป็นฝ่ายพันธมิตรฯ ผมก็เคยไปร่วมกับพันธมิตรฯ แต่ผมรู้สึกว่าพอทหารเข้ามาแล้วทักษิณกลับมาไม่ได้ มันจบแล้ว นั่นคือคำตอบ “ทักษิณออกไปๆๆ” เขาก็ไม่อยู่แล้ว แล้วไงต่อล่ะ มันเป็นคำตอบที่มันก็ได้ แต่มันไม่ได้ในทางที่ดีเลย ตอนนี้เราจึงไม่มีสี เรารู้สึกว่ามันหมดแล้ว ที่ผ่านมามันอาจจะเป็นวิธีรวมคนรวมกลุ่มกันได้ แต่ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร ไม่ได้ทำให้อะไรก้าวหน้า มันเป็นอุปสรรคมากกว่า อย่างที่ผมพูดตอนแรก มันก็ดีตรงที่ว่ามีกลุ่มคนหลายๆ กลุ่มในทั้งสองฝ่ายที่ออกมาพูดเรื่องการเมืองว่าอย่าไปหลงพวก ว่ากูเสื้อแดงกูเสื้อเหลือง เหมือนเด็กช่างกล จะถูกจะผิดก็พวกกู อันนี้ก็ดื้อ ทั้งที่สถานการณ์มันเปลี่ยนไปทุกวันๆ อย่างที่บอกเรากำลังพูดถึงประโยชน์ของประเทศชาติหรือประโยชน์ของใคร มันเป็นเรื่องยากที่จะคลี่คลายในความแตกต่างของทั้งสองฝ่าย เพราะในที่สุดเป็นเรื่องของการเชียร์ใครมากกว่า

ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์โกรธ แต่ว่าในเรื่องที่เราโกรธแค้น

บางทีเราก็ต้องปล่อย ตอนนั้นอาจรู้สึกว่าต้องเป็นอย่างนี้ พอถึงวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปก็ไม่รู้ แล้วถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์มันก็ไม่มีใครเป็นกลาง ไม่มีกรรมการ และนี่คือปัญหา เหมือนเล่นบอลไม่มีกรรมการ แน่นอนไม่มีใครเขาเชื่ออีกฝ่ายหรอก ไม่มีทางเชื่อฝ่ายนู้น ฝ่ายนี้ก็ไม่มีทางเชื่ออีกฝ่าย ถ้ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มันสามารถฉีกรัฐธรรมนูญเมื่อไรก็ได้

คุณคิดอย่างไรที่คนในสังคมจำนวนมากเลือกเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อ
ใช่ ต่างฝ่ายก็อ่านสื่อของตัวเอง มันไม่เปิดกว้าง แล้วมันไม่ชัดเจน คือต้องเห็นอะไรให้มันเกิดขึ้นมา แล้วมันเป็นไปได้ไหม เพราะบางทีคนเราก็จะเรียกร้องในสิ่งที่เขาให้ไม่ได้ ข้ออ้างที่เราจะบอกว่าเห็นไหม ทำงานร่วมงานกับมันไม่ได้ มายื่นข้อเสนออย่างนี้ เราก็ต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริงด้วยแหละ แต่การกระทำของทุกฝ่ายไม่เคยทำให้อะไรมันง่ายเลย มันยากขึ้นทุกครั้งที่ต้องให้ลงมือทำอะไรที่รุนแรงหรือออกตัว ไม่ว่าจะเอารถถังเข้ามาในเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม มันคงไม่ได้มีสองฝ่าย มันคงมีอีกหลายฝ่ายด้วยซ้ำ ล้มรัฐบาล การเลือกตั้ง พรรคนี้โดนแบน ทุกครั้งที่ทำอะไรแบบนี้มันดูเหมือนทอดลูกเต๋าแต่ถูกล็อกเลขเอาไว้ ไม่ได้ทอดลูกเต๋าจริงๆ มีการเปลี่ยนกติกาไปเรื่อย และเราก็ดันทำตัวอย่างนี้มานานแล้ว มันอาจจะเป็นธรรมชาติของคนไทยก็ได้ เชื่อในบุคคลมากกว่าเชื่อในกฎหมาย

ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็อาจจะเป็นฝรั่งเกินไปในความคิด

แต่เมืองไทยก็ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ คนส่วนมากก็ไม่ได้ไปอยู่ในฝั่งฝ่ายต่างๆ ส่วนมากก็พยายามจะดำเนินชีวิตต่อไปในที่สุด คนเหล่านี้เท่าที่เจอก็เป็นคนน่ารัก แต่บางทีคนเราพอได้มีส่วนร่วมอะไรเป็นครั้งแรกมันก็ได้แรงฮึกเหิม มันยากที่จะเลิก แล้วเราอาจจะไปสร้างศัตรูกับใครบางคนแล้ว คล้ายๆ ขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก บางทีเราไม่เข้าใจในหลายๆ สิ่งที่เห็นตั้งแต่เราไปอยู่ตรงนั้นแล้วไปเห็นสิ่งที่ตามมา แต่ละครั้งๆ มันไม่มองยาวกันเลย มันไม่ลงมือพยายามจะแก้ไขปัญหากันจริงๆ อย่างชัดเจน มันก็ผิดหวัง และมันก็เหนื่อยใจ

เบื่อความขัดแย้งทางการเมืองมากไหม
ไม่ได้เบื่อ แต่ดูเหมือนความขัดแย้งมันจะยาวนาน อย่างที่ผมพูดว่าทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์โกรธ แล้วในประเทศนี้กฎหมายก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าที่ควร ทุกฝ่ายสามารถฉีกรัฐธรรมนูญเมื่อไรก็ได้ ซึ่งอาจจะเจตนาบริสุทธิ์ก็ได้ แต่ไม่ยอมในกติกา แล้วใครจะเล่นในกติกา ถ้าเราเล่นในกติกาเราก็แพ้ เหมือนผมเป็นคนขับรถสุภาพ แต่โดนคันอื่นเบียด แซง สุดท้ายเราก็ต้องเบียดบ้าง เราก็ต้องเปิดไฟเลี้ยวเบียดออกไป ไม่งั้นเราก็อยู่ไม่รอดในท้องถนน นี่แหละเรื่องราวของการขับรถในกรุงเทพฯ

แต่ความไร้กฎเกณฑ์ก็กลายเป็นเหตุผลที่ฝรั่งชอบมาเมืองไทย มันสบาย ไม่มีกฎเกณฑ์ จะทำอะไรก็ได้ จะสร้างบ้านสร้างอะไรก็ได้ อยู่ในกระต๊อบโดยไม่มีส้วมทางการก็ไม่ว่าถ้าเป็นที่อังกฤษแค่จะยกหินไปไว้ในสวนก็ต้องโทร.ไปขอเขตก่อน ที่เมืองไทยจะสร้างบ้านทรงไทยหลังตึกแถว ข้างบน
ก็ไม่มายุ่ง รัฐไม่เข้ามายุ่งในชีวิตประจำวันของคน บางคนก็คิดว่าน่ารักดี

ทำไมคุณถึงไม่ทำงานหรือเล่นดนตรีในเมืองไทยต่อ
จริงๆ เราไม่ได้เลือกว่าจะทำงานในเมืองไทยหรือเมืองนอก แต่เมื่อโอกาสมาเราก็ต้องฉวยไว้ เรารู้ว่าโอกาสในวงการบันเทิง วงการดนตรีมันมาน้อย แล้วเราก็ไม่ใช่เด็กแล้ว พอเราได้สัญญาจากค่ายไอแลนด์ (Island Records) ที่ลอนดอน ถ้าเราบอกกับตัวเองว่าเป็นนักดนตรีจริง เราก็ต้องเอาจริงกับตัวเอง เอาจริงกับอาชีพ พอไปที่ลอนดอนเราก็ไปแต่งเพลงให้ตัวเองบ้าง ให้คนอื่นบ้าง สุดท้ายว่างงานอยู่พักหนึ่งก็ใจหาย จนในที่สุดเพลงหนึ่งที่เราแต่งได้ไปอยู่ในอัลบัมของบียอนเซ่ เราก็เลยรอดมาอีกครั้งหนึ่ง เหมือนเสียบเครื่องเปิดสวิตช์อีกทีให้มีชีวิตต่อได้ แล้วต่อมาทางค่ายเจย์ซี(Rocnation Jay Z’s Company) ก็เซ็นสัญญาให้เราไปอยู่ค่ายเขา อัลบัมก็เสร็จแล้ว ใช้เวลาประมาณ ๓ ปีก็น่าจะวางแผงแล้ว หมายถึงแผ่นซิงเกิลนะ ก็รู้สึกโล่ง รู้สึกว่าใช้เวลานานมาก จากเมืองไทยไปเกือบ ๔ ปีก็คิดถึงมากๆ คิดถึงบรรยากาศการเล่นดนตรีในเมืองไทย คิดถึงสังคมเพื่อนๆ แต่ยอมรับว่าที่เมืองนอกมันจริงจังกว่า แล้วมีเรื่องของลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา คือแต่งเพลงมันก็อยู่ได้ด้วยค่าลิขสิทธิ์ แต่ที่เมืองไทยมันต้องเล่นทุกคืน ยิ่งถ้ามีวงต้องเลี้ยงนะ มันก็ต้องหาตังค์ วงสิบล้อก็มีงานเล่นเรื่อยๆ แต่วงเราไม่ได้รับโฆษณาสปอนเซอร์อะไร ก็ทำให้เราเสียเปรียบกว่าวงอื่น เราติดภาพลักษณ์ร็อกแอนด์โรล เราก็รู้สึกว่าไม่เข้ากับตรงนั้น เราก็ไม่รับโฆษณา ทำให้เราไม่สามารถอยู่ในวงการเพลงแล้วมีคุณภาพในระดับที่เราพอใจ ขณะที่อีกด้านหนึ่งลึกๆ แล้วเราก็อยากใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เราเขียนได้ อ่านได้ เราอ่านเยอะ แล้วเราก็พอจะทำเพลงได้แค่มีคนยอมจ้างให้ทำ ให้เราทำอัลบัมแล้ววางตลาดกว้าง มันก็อาจจะภูมิใจนิดๆ ที่เราเป็นคนไทยแล้วไปอยู่ตรงนั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องดี ระยะยาวเราก็กลับมาที่นี่อยู่แล้ว เราทำเสร็จตรงนั้นแล้วเรารู้สึกว่ามันสะใจ ประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม แล้วก็กลับมามีครอบครัวในเมืองไทย

คุณแต่งเพลงมากี่เพลงกว่าที่ทางค่ายเพลงจะยอมเซ็นสัญญา
ตอนเซ็นสัญญาก็คือเพลงเดียวแหละ แต่ต้องทำไปเรื่อยๆ การเซ็นสัญญาไม่ใช่จุดจบ นี่มันแค่จุดเริ่มต้น ต้องเข้าใจว่าศิลปินที่เซ็นสัญญากับค่ายเพลงแล้ว ๙ ใน ๑๐ คนโดนดร็อป คือเซ็นสัญญาแล้วแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเพลงออกขาย เพราะทางค่ายเพลงอาจจะประเมินว่ามันไม่คุ้มที่จะคืนทุน ยกตัวอย่างว่าอัลบัมที่ผมทำกับค่ายไอแลนด์ ลงทุนไปตอนแรก ๔ แสนปอนด์ในการอัดเพลง แต่การที่จะโปรโมตอัลบัมนี้ให้คืนทุน ต้องลงทุนไปอีกล้านปอนด์ให้คนรู้จักทั่วประเทศว่ามีอัลบัมใหม่ชุดนี้ออกมา คือการที่จะให้อัลบัมชุดนี้เกิดมันต้องอัดสปอตโฆษณาอีกล้านๆ ปอนด์ บางทีนายทุนประเมินแล้วไม่คุ้มเขาก็ทิ้งดีกว่าถ้าเขาไม่มั่นใจ ดังนั้นไม่แปลกใจที่อัลบัมแรกของผมก็ไม่ได้ออกสู่ท้องตลาด ซึ่งถ้ามองกลับไปมันเป็นเรื่องที่ดี อัลบัมชุดแรกที่ไม่ได้วางแผงหากเปรียบเทียบกับชุดที่กำลังจะวางแผงแล้ว ชุดหลังดีกว่าจริงๆ แล้วก็ทำให้ผมถ่อมเนื้อถ่อมตัวว่าตัวเองไม่ได้เจ๋งจริง ต่อมาเราก็ต้องเอาเพลง
ที่เราแต่งไปเล่นให้พวกค่ายอื่นๆ ฟัง ก็โดนปฏิเสธมาเยอะ จนกระทั่งบียอนเซ่เอาเพลงเราไปร้องก็เลยเริ่มมีคนรู้จัก

บียอนเซ่มาสนใจเพลงของคุณได้อย่างไร
บียอนเซ่ได้ฟังอัลบัมของผม แล้วเขาชอบเพลง “Disappear” มากๆ เพลงนี้ผมกับเพื่อนชื่ออาแมนด้าช่วยกันแต่ง เป็นเพลงช้า ซึ้งๆ เศร้าๆ ต่อมาอาแมนด้าไปนิวยอร์ก มีโอกาสเปิดเพลงนี้ให้บียอนเซ่ฟัง เธอชอบมาก เลยขอไปใช้ร้อง เราก็ดีใจมากๆ การที่บียอนเซ่เอาเพลงนี้ไปร้อง ทำให้ผมมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในวงการเพลง ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญมากๆ บียอนเซ่ขอแก้เนื้อร้อง ๒-๓ คำให้ผู้หญิงร้องได้ บียอนเซ่เป็นศิลปินมาก เธอเลือกเพลงเอง ไม่ได้เป็นศิลปินที่รับคำสั่งจากคนโน้นคนนี้ เธอเป็นคนกำหนดทิศทางอัลบัมเอง ผมเคยเจอเธอ ๒ ครั้ง ผมก็อึ้งเหมือนกันนะ พูดไม่ออก ตัวจริงเธอมีรัศมีเปล่งประกายสุดๆ เลยครับ ไม่น่าเชื่อ สวยกว่าในโทรทัศน์นะผมว่า เธอบอกว่าชอบเพลงนี้มาก เราก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่อึ้งที่ได้เจอเธอ ผมพยายามเรียบเรียงประโยคให้มันเท่ๆ หน่อย แต่มันก็ไม่มีอะไรออกมาเลย บอกแค่ว่าขอบคุณครับ

เขาบอกว่าก่อนที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องประสบความสำเร็จก่อน หมายความว่า อยู่ๆ คนเราจะดังไม่ได้ การที่จะให้คนมาสนใจเรา เราต้องมีอะไรในตัวก่อน เราต้องมีเรื่อยๆ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเรายังเป็นสุญญากาศ เรายังไม่มีอะไร เราก็ต้องพร้อมที่จะโดนปฏิเสธ พร้อมที่จะโดนวิจารณ์ว่าเพลงยังไม่พร้อม ทำนองยังไม่พอดี เพลงไม่ถึง พอเราโดนแล้วจะรู้สึกว่ามันเจ็บ เพราะว่ามันจริง

แสดงว่าที่ผ่านมาได้รับการปฏิเสธหลังจากที่เซ็นสัญญาแล้วด้วย
ครับ แน่นอนครับ เซ็นสัญญาไม่ใช่ชัยชนะ มันแค่จุดเริ่มต้น เขาอาจจะฉีกทิ้ง แต่ครั้งนี้คงไม่ใช่ ตอนนี้เซ็นสัญญากับทางค่าย Epic/rocnation ที่กรุงนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเครือเดียวกับค่ายเจย์ซี อยู่ในขั้นตอนการผลิตอัลบัม มิกซ์เสียง ถ่ายปกอัลบัม แล้วทางค่ายเพลงเริ่มลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ในการโปรโมต คือทุกคนแฮปปี้กับอัลบัมนี้

อันดับแรกตอนเราทำเพลงเสร็จ เราต้องขายค่ายเพลงก่อน ไม่ใช่แค่เจ้าของหรือคนที่เซ็นสัญญากับเรา แต่เลขาฯ ฝ่ายวิทยุ ฝ่ายโปรโมต ทุกคนชอบเพลงของเรา แล้วก็พวกเอ็มดีต่างๆ ไดเร็กเตอร์ ถ้าเขาชอบมันก็ดี มันก็เป็นของเขาเหมือนกัน เราก็พอใจ เราก็แฮปปี้มาก เป็นอัลบัมที่เราชอบ แล้วเขาก็โอเคแล้วไง ไม่มายุ่งกับเรา ไว้ใจให้เราทำ อัลบัมชุดนี้มีชื่อว่า “ Different Lives” มี ๑๒ เพลง ผมแต่งเองร้องเอง ๑๐ เพลง อีก ๒ เพลงคนอื่นแต่งให้ ก็น่ารักมาก เขาเป็นนักแต่งเพลงที่เก่ง แล้วเราก็มารวมกันอยู่ในห้องอัดหลายๆ คน อยู่ด้วยกันทุกคนก็ทำเพลงกัน

การทำงานระหว่างนักดนตรีฝรั่งกับไทยต่างกันเยอะไหม
นักดนตรีทั่วโลกก็มีอะไรบางอย่างเหมือนกัน มีความเป็นศิลปินสูง ขี้เมาบ้าง แต่ในระดับหนึ่ง โอกาสที่จะทำเพลงที่ฮิตทั่วโลกมันทำให้ทุกคนขยัน แล้วความจริงของวงการเพลงคือในโลกนี้มีคนที่พูดภาษาไทยเพียงพวกเราคนไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกฟังเพลงเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าคนร้องจะเป็นเชื้อชาติอะไรก็ตาม แต่ถ้าเพลงเป็นภาษาอังกฤษก็ฟังกันทั่วโลก ตลาดมันกว้างกว่า เมืองไทยมีคน ๖๕ ล้านคน ผมว่าเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ฟังเพลงลูกทุ่ง ที่เหลือฟังเพลงร็อกหรือสตริง แล้วต้องแข่งขันกันไม่รู้กี่วง ซึ่งถ้าเราไม่มีสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์มันก็ยาก แต่เท่าที่ผมกลับมาเมืองไทยก็เห็นวงอินดี้เดี๋ยวนี้กลับมาดังอีกรอบแล้ว เหมือนเมืองไทยเข้าสู่ยุคอินดี้แมส แล้วมีอินเทอร์เน็ตด้วย มันก็ช่วยในการเสพศิลปะ แต่ละวงก็มีทุกอย่างสามารถหาอะไรมาฟังใน YouTube ฟังการแสดงสดของไทยก็ได้ เด็กๆ ก็คงใจกว้างพอสมควร เราก็หวังว่าทำให้เขาฟังด้วยแหละ

ที่จริงเราก็ไม่ได้ร่วมงานกับคนเยอะนะ ร่วมงานกับวงเรากับอีก ๒-๓ คน มันก็ไม่แตกต่าง ฝรั่งอาจจะเก่งกว่าในเรื่องของซาวนด์เอนจิเนียร์ ความละเอียดในการทำเพลง การรักษาอุปกรณ์ จริงๆ ตอนนี้วงการเพลงของเมืองนอกกำลังอยู่ในช่วงขาลงด้วยซ้ำ ผมคิดว่าคนที่ทำงานในวงการดนตรีส่วนมากไม่ใช่คนใจแคบ เป็นคนที่น่าทำงานด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นพี่แอ๊ด คาราบาว หรือพี่ป้อม อัสนี ถ้าเขาเป็นคนอังกฤษเขาก็จะดังระดับโลก ไม่ใช่ดังเฉพาะในเมืองไทย ทั้งคู่เป็นคนเก่งเลยละ เพียงแต่ว่าเขาพูดภาษาไทย ก็จะมีคนฟังอยู่แค่นี้ วงการบันเทิงไทยจริงๆ เป็นอะไรที่ดูก้าวหน้าสุด แล้วก็น่าภูมิใจที่วงการเรามีชีวิตชีวา เรามีศิลปินเยอะมาก นักแสดงเยอะมาก มีคนทำหนังทำละคร หรรษามาก เอนเตอร์เทนเก่ง ประเทศต่างๆ เขาเอาหนังฝรั่งหนังฮอลลีวูดมาดู แต่เมืองไทยเรามีหนังของเราเอง มีศิลปินระดับเพี้ยนจัด เพี้ยนขนาดไม่มีใครฟังก็มี แล้วก็มีแบบแมสสุดๆ มันก็ขึ้นๆ ลงๆ ไปเรื่อยๆ เมืองนอกก็ไม่แตกต่าง

ที่ผ่านมาทำไมคุณถึงไม่กลับไปเล่นละครหรือภาพยนตร์อีก
เราไม่สนุก เรารู้สึกว่าเราทำได้ไม่ดี เรารู้สึกหงุดหงิดและอยากกลับบ้านตลอดเวลา รู้สึกว่าเราไม่ให้เกียรติกับวงการนี้ที่ใครๆ เขาอยากจะมาทำ อีกอย่างหากให้พูดตรงๆ คือบทละครโทรทัศน์มันไม่สะใจ บทสำหรับคนหน้าตาอย่างผมมันก็มีแต่บทเด็กนอก มันไม่น่าสนใจ พล็อตเดิมๆ เล่ามาไม่รู้
กี่ครั้งแล้ว ประเภทเป็นเด็กจบจากเมืองนอกกลับมากรุงเทพฯ ใหม่ๆ แล้วมาเจอนางเอกสาวเซอร์ๆ เจอสาวไทย น่าเบื่อมากแต่สนุกตรงที่ได้เจอคนเยอะ เราชอบอยู่ในกองถ่าย อยู่กับทีมงานแล้วก็เจอนักแสดงหลายคน มันสนุกตรงที่เจอคน แต่กับผลงานเองเราไม่ได้รักเป็นชีวิตจิตใจ กัดกรามทำไป ถอนหายใจ เรามานั่งแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพื่ออะไรไม่รู้ แล้วยิ่งพอวงสิบล้อมันอยู่ได้ในช่วงนั้น เราชอบวิถีชีวิตแบบนั้น ชอบอยู่ห้องอัด ชอบเล่นสด ชอบอยู่กับนักดนตรี เราสนุก พอเราแต่งเพลงแล้วเราแต่งได้มันมีสิ่งที่เราตื่นเต้น รู้สึกกระตือรือร้นอยากที่จะทำ ถ้าเรารู้ว่าวันนี้เรามีงานเราก็จะตื่นเต้น แต่ถ้าเรื่องของการแสดง ไปออกรายการต่างๆ หรือถ่ายแบบ ยิ่งใกล้ถึงเวลายิ่งอยากเบี้ยว เรามาทำทำไมวะ วิถีชีวิตทุกเรื่องของวงการแสดงมันต้องมีการแถลงข่าว ทำตัวใกล้ชิดกับสื่อ เป็นข่าว ซึ่งสื่อบันเทิงมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมอยากอยู่ใกล้ชิดเท่าไร เพราะว่ามันน่าเบื่อ เขาไม่ค่อยทำการบ้าน ไม่ค่อยสนใจหรอกว่าเราจะพูดอะไร คือถามไปงั้นๆ แหละ แล้วเรารู้สึกว่าคุณไม่อยากถามเราก็ไม่อยากตอบ แล้วเรามานั่งทำบ้าอะไรกัน เราไปทำอย่างอื่นดีกว่า และแน่นอนว่ามันต้องมีข่าวกับนางเอกเกือบทุกเรื่อง ซึ่งไม่คุ้มเลย

แต่ความเป็นนักดนตรีมันมีลักษณะแตกต่างกันออกไป คือต้องอยู่ด้วยฝีมือจริงๆ
มันเป็นอีกอย่างครับ นักดนตรีในเมืองนอกไม่ต้องง้อใครก็ได้ เราไม่สนใจสื่อก็ได้ เพราะความเป็นนักดนตรีมันขายฝีมือมากกว่าหน้าตา แต่ที่เมืองไทย ถ้าเราเป็นนักแสดง อยากจะดังเราก็ต้องทำตัวน่ารักกับสื่อ เมืองไทยมันมีกติกา คุณต้องโปรโมตละคร คืออยากย้ำว่าที่เมืองนอก ศิลปิน นักดนตรีอยู่ได้เพราะฝีมือจริงๆ บางคนไม่เคยเล่นคอนเสิร์ตอย่าง ไมค์ โอลด์ฟิลด์ แต่นักดนตรี นักร้อง นักแต่งเพลงอยู่ได้ด้วยค่าลิขสิทธิ์ เพราะทุกครั้งที่มีคนนำเพลงของเขาไปเป็นเพลงประกอบหนัง ออกวิทยุ ไปทำสปอตโฆษณา ทุกครั้งที่แผ่นเสียงเขาขายได้หรือถูกดาวน์โหลดในเน็ต เขาก็ได้ค่าลิขสิทธิ์ มันก็ได้ตังค์ แต่ศิลปินไทยไม่มีตรงนี้ไง ลิขสิทธิ์เป็นของค่ายเพลงหมด อยู่เมืองนอกถ้าเราแต่งเพลงเดียว ถ้าฮิตจริง ดังจริง เราก็เก็บเกี่ยวจากค่าลิขสิทธิ์อยู่ได้ไปตลอดชีวิตแล้ว ไม่ต้องไปแสดงสดก็ได้

ทุกวันนี้คนฟังเพลงมากขึ้นหรือลดลง
ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้คนฟังเพลงมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนอยากเป็นนักดนตรีมาก อาจจะเพราะมันเท่ สนุกดี แต่พอเลยเวลาช่วงหนึ่ง คนที่จะอยู่รอดได้ในอาชีพนี้มันต้องเก่งจริง หรือไม่ก็ต้องโชคดีมาก แต่ถ้าไม่มีโชคและไม่มีความเก่ง ไม่มีความพยายาม มันยาก มันก็เหมือนทุกอาชีพ ก็จะรอดบ้างไม่รอดบ้าง ถ้าวงการมันมีคนล้นก็ต้องมีเจ๊งหลายคน แต่ถ้าเก่งจริง ๕-๖ ปีผ่านมามันยังอยู่ ๑๐ ปี ๒๐ ปียังอยู่ แสดงว่านี่แหละของจริง อย่างคาราบาว หรืออัสนี-วสันต์ ของจริงแน่นอน สองวงนี้พิสูจน์แล้วแน่ชัดว่าคุณเป็นตัวจริงสุดๆ คือสองวงที่ผมพูดถึงนี่มีความพอดี ลงตัวระหว่างความเป็นร็อกกับความเป็นไทยที่ไม่รู้ว่าจะหาได้อีกหรือเปล่าจากวงอื่นๆ เรามีแต่นักดนตรีอยากจะเป็นฝรั่ง อยากจะเป็นเกาหลี อยากจะเป็นอะไรก็ตามที่ไม่เป็นไทย แต่อัสนี-วสันต์กับคาราบาวสามารถทำเพลงที่เป็นจุดที่โคตรไทยเลย แล้วโคตรเดิร์นเลย ผมนับถือเขาตรงนั้น เขาเป็นศิลปินไทยจริงๆ ไม่ใช่ศิลปินไทยที่พยายามจะเป็นศิลปินฝรั่ง

สุดท้ายคุณยังมีความหวังกับเมืองไทยอยู่เสมอ
เมืองไทยก็เป็นประเทศที่ทันสมัยพอสมควร ไม่ได้เป็นประเทศด้อยพัฒนา เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา แล้วก็มาไกลพอสมควร มาไกลจนคนเริ่มพูดในสิ่งที่เมื่อก่อนจะไม่พูดกันเลย มันก็ต้องมองในแง่ดีไว้ก่อน อย่างน้อยคนก็มีโอกาสได้พูดมากขึ้น พวกที่ไม่เกี่ยวกับฝ่ายไหนก็กล้าพูดมากขึ้น แน่นอนมันก็มีความไม่แน่ใจ คนก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่ขอโทษ ความวุ่นวายหรือความขัดแย้งต่างๆ ไม่มีวันจบง่ายๆ หรอก ชีวิตมันลุ้นจนวันตาย แบบว่ามันจะเป็นไงวะ เพราะเดี๋ยวเรื่องนี้จบไปอาจจะมีเรื่องปวดหัวในชีวิตเข้ามาแทรก แล้วเราก็จะลืมเรื่องการเมืองไป มันอาจจะเป็นเรื่องปัญหาของเราเองก็ได้ เราอาจจะทำชีวิตเราฉิบหายเองก็ได้

อายุมากขึ้นก็ดูจะนิ่งขึ้น
จริงๆ นะ เมื่อก่อนผมมักจะคิดว่าเรารู้ว่าคนอื่นเขาคิดอะไรอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เราก็พูดคำว่าไม่รู้ๆ บ่อยขึ้นๆ

มั่นใจในตัวเองน้อยลง
ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มั่นใจว่าไม่รู้ ยิ่งโตยิ่งไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น แล้วก็ขอเรียนรู้จากคนอื่น อาจเป็นด้วยวัย อย่างตอนเราตั้งวงสิบล้อ เรานึกว่าเราจะอยู่วงนี้ไปตลอดชีวิต ตอนเรามาอยู่เมืองไทยเราบอกจะอยู่ตลอดชีวิต ตอนเราไปประท้วงเราก็นึกว่าเรื่องหนึ่งจะเกิดขึ้น กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเราเลิกหรือเราหมดหวังหรือสิ้นหวังกับชีวิต แต่เรารู้ว่าเราไม่รู้ เราก็ยอมรับในความเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยของเรา คล้ายกับว่าโลกนี้เหมือนหนังชีวิตที่กำลังฉายอยู่ เราไม่ได้เขียนบทเองทั้งหมด ครั้งหนึ่งเราพยายามทำตัวเหมือนปลาว่ายทวนกระแสน้ำ แต่เราไม่อาจมองเห็นกระแสน้ำทั้งหมดได้ ทุกวันนี้เราชอบพูดว่าเราเป็นก้อนหินในแม่น้ำ แล้วพอน้ำยิ่งไหลผ่านไปเราก็ยิ่งเย็นลง เราก็ยิ่งมน กลมขึ้นแต่ไม่มาก เราก็รู้สึกว่าเรากลมขึ้น ทรงตัวในน้ำ น้ำไหลผ่าน ความคม ความหยัก เหลี่ยมของเราลดลง

เป็นก้อนหินในแม่น้ำ ไม่ใช่ปลาที่ว่ายทวนน้ำแล้วใช่ไหม
ไม่ใช่ปลาว่ายทวนน้ำ แต่ก้อนหินเรามีน้ำหนักถ่วงอยู่ก็ยืนสู้กับกระแสน้ำได้ กระแสน้ำไม่แรงเราก็อยู่กับที่ ถ้าแรงเราก็กลิ้งไปบ้าง เราไม่ฝืนแล้ว มีอะไรที่ดีเราก็คว้ามันไว้ อะไรที่ไม่ดีเราก็ไม่ต้องคว้าเอามา เพราะในที่สุดเราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว มนุษย์มันก็ต้องอยู่ด้วยกันไปตลอด

คอสเพลย์ โลกเร้


ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

คอสเพลย์ โลกเร้