" /> พุธ-ไซแอนซ์ - Form and Function : ปรัชญาหยุดมะเร็ง - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

พุธ-ไซแอนซ์ – Form and Function : ปรัชญาหยุดมะเร็ง

กรกฎาคม 12, 2017 
0


putscienceพุธ-ไซแอนซ์

ติดปีกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกวันพุธ เพราะเทพเจ้าประจำดาวพุธคือ Mercury บุรุษเทพแห่งการสื่อสารที่ไปได้เร็วเท่าความคิด


สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ

ในงานศิลปะ สถาปัตยกรรม หรือแม้แต่ในธรรมชาติ รูปทรง – Form กับ หน้าที่ – Function ทำงานร่วมกันอย่างแยกไม่ออก

ทำไมเส้นเฉียงให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวมากกว่าเส้นตั้งฉากที่ให้ความรู้สึกมั่นคง

ทำไมสัตว์บินได้ส่วนใหญ่ถึงต้องมีโครงสร้างคล้ายปีก

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เซลล์มะเร็งจะถูกอธิบายว่าคือเซลล์ที่มี DNA หรือสารพันธุกรรมผิดปรกติ ทำให้มันแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและบ้าคลั่งจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย และในที่สุดก็ทำให้อวัยวะนั้นตาย ไม่ทำงานตามหน้าที่

ในมุมมองแบบนี้ เซลล์มะเร็งจึงเป็นไอ้ตัวร้ายแต่กำเนิด คือไม่มีอะไรจะไปเปลี่ยนแปลงมันได้ ดังนั้นวิธีเดียวที่จะกำจัดมันก็คือ ใช้ดาบฟันฉับ สาดกระสุนรังสี หรือปล่อยสารพิษเข้าไปฆ่าล้างผลาญมันให้หมดสิ้น คงไม่ต่างจากที่หลายคนรู้สึกกับฆาตกรฆ่าข่มขืนที่อยากให้ประหารทิ้งสถานเดียว

และนี่ก็เป็นวิธีรักษามะเร็งตามแบบแผนหลักที่ทำกันมาและยังทำกันอยู่

ลึกลงไป คือความเชื่อที่ตั้งอยู่บนฐานว่า DNA หรือสารพันธุกรรม เป็นคำสั่งสูงสุดที่กำหนดทุกสิ่งอย่าง ถ้าเกิดคำสั่งเพี้ยนเสียแล้ว ทุกอย่างก็เพี้ยนตาม (จะไปแก้คำสั่งก็ไม่ได้ เพราะไม่มี ม.44 นั่นเอง 555)

แต่นักวิทยาศาสตร์หญิงนาม Mina Bissell ไม่เชื่อเช่นนั้น

คำถามที่เธอตั้งข้อสงสัยก็คือ ทำไมในเมื่อทุกเซลล์ในร่างกายก็มี DNA เหมือนกันทุกเซลล์ (ซึ่งมีเป็นล้านล้านเซลล์)แล้วอะไรทำให้เซลล์ตรงนั้นกลายเป็นจมูก เซลล์ตรงนั้นกลายเป็นเท้า มันต้องมีอะไรที่กำกับเซลล์ให้ทำหน้าที่ต่างกัน

สำหรับเธอแล้ว DNA ในเซลล์ จึงไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง แต่น่าจะมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกัน

องค์ประกอบหนึ่งที่แต่ก่อนทุกคนมองว่าเป็นเพียงส่วนรอบนอกของเซลล์ที่ทำให้เซลล์คงรูปร่างของมันได้ เปรียบเสมือนผนังบ้านอันเงียบเฉย มีชื่อเรียกว่า ECM (extracellular matrix – เป็นชื่อที่งงงวยมากครับ อย่าไปสนใจมาก )

แต่มินาเสนอความคิดใหม่ว่า ผนังบ้านนี้พูดได้ และสั่งคนในบ้านได้ด้วยว่าควรจะคิดยังไง ควรทำตัวแบบไหน

เปรียบเทียบก็คงเหมือนบ้านเล็กๆ อบอุ่น กับบ้านเศรษฐีใหญ่โตอ้างว้างนั้น ให้อารมณ์กับคนอยู่อาศัยต่างกัน

แล้วถ้าบ้านไม่มีผนัง ไร้ระเบียบรกรุงรังแบบเพิงที่คนบ้าอยู่ ถ้าคนดีๆ ไปอยู่ วันหนึ่งก็อาจจะบ้าตามไปด้วย

เมื่อ Form ดี ทำให้ Function ดีด้วย ถ้าเสีย Form ก็เสีย Function

ดังนั้นเราอาจคิดได้ว่าที่ Function ผิดปรกติ เพราะมันผิด Form เราก็หาทางคืน Form ให้มัน Function ก็จะกลับมา

และผลการทดลองของเธอกับทีมงานก็เป็นจริงตามปรัชญานี้ครับ

เซลล์ต่อมน้ำนมเล็กๆ (ของหนู) ที่กลายเป็นเซลล์มะเร็งเต้านมผิดรูปผิดร่างนั้น เมื่อถูกห่อหุ้มใหม่ด้วย ECM ที่ปรกติ ปรากฏว่ามันกลับใจเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเซลล์ปรกติทันที ไม่เกี่ยงว่า DNA ภายในจะเพี้ยนหรือไม่เพี้ยน

การทดลองของเธอยังบอกด้วยว่า พฤติกรรมของเซลล์ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันอยู่ ถ้าเราแยกเซลล์ออกจากเนื้อเยื่อมาไว้ในจานเพาะเลี้ยง เซลล์จะลืมหน้าที่ที่มันเคยทำในเนื้อเยื่อนั้น แม้แต่โครงสร้างรูปร่างก็อาจผิดเพี้ยน

หมายความว่า สิ่งแวดล้อมที่มันอยู่ มีอิทธิพลต่อชีวิตและพฤติกรรมของตัวมันเอง และนี่ก็เป็นจริงกับเซลล์มะเร็งด้วย

เขียนถึงตรงนี้อาจฟังคล้ายปัญหาคลาสสิก คือ คนจะเป็นอย่างไร อยู่ที่พันธุกรรมติดตัว หรือสิ่งแวดล้อม หรือทั้งสองอย่าง

มินาย้ำว่า Form และ Function ส่งผลกระทบสะท้อนกลับต่อกันและกัน และแปรเปลี่ยนเคลื่อนไหวตลอดเวลา

เป็นคู่ตรงข้ามที่ต้องดำรงอยู่ด้วยกัน เหมือนคู่หยินหยางในปรัชญาเต๋า – นึกภาพวงกลมขาวดำแบบนั้นเลย

ปรัชญาหยุดมะเร็งของมินา จึงเป็นการคืนบ้านอันอบอุ่นให้กับคนบ้าและคนร้าย ไม่ต้องจับใครไปประหาร

นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาและหาวิธีการรักษามะเร็งตามหลักปรัชญานี้อยู่ครับ

ติดตาม พุธ-ไซแอนซ์ ทุกวันพุธ


dumสุวัฒน์ อัศวไชยชาญ :

บก. ดำ ผู้ชอบจับแพะมาชนกับแกะ จับแมวโยนไปให้ถึงดวงดาว เพราะหลงเชื่อว่าจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

จะมีสถานที่ไหนน่ากลัวที่สุด ไม่น่าไปที่สุด   คำตอบหนึ่งน่าจะเป็นคุก หรือไม่ก็ป่าช้า สถานที่หนึ่งคือคนเป็นที่ถูกขัง อีกสถานที่หนึ่งคือคนตายที่ถูกฝัง หลายคนกลัวป่าช้าเพราะจินตนาการว่าเป็นชุมทางของวิญญาณที่ยังไม่สงบ  แต่เรื่องนี้คิดไปเองหรือเปล่ายังน่าสงสัย ส่วนภาพน่ากลัวของคุก คือแหล่งชุมนุมโจรผู้ร้าย ฆาตกร ขาใหญ่ และผู้คุมโหด ไม่ค่อยมีใครคิดหรอกว่าในคุกจะมีอะไรดี  แต่หากถามว่าเรามีคุกไว้ทำไม  คำตอบทางการก็คงว่า เอาไว้ลงโทษผู้กระทำผิดให้รับความทุกข์ทรมานตอบแทน โดยยึดเอาอิสรภาพอันเป็นสมบัติพื้นฐานของมนุษย์มาเสียจากพวกเขา  และยังแอบหวังว่า คุกจะทำให้พวกเขาเข็ด ไม่กล้าทำผิดซ้ำหรือคุกจะทำให้คนไม่คิดทำผิดเพราะกลัวติดคุก เรื่องมันก็เลยย้อนแย้ง เพราะถ้าคุกทำให้คนเข็ดหลาบเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง เราจะกลัวคนในคุก หรือกลัวคนที่พ้นโทษจากคุกทำไม และทำไมทุกวันนี้นักโทษจึงเพิ่มขึ้น ๆ จนล้นคุก การศึกษานักโทษในสหรัฐอเมริกาพบว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษหรือผู้ทำความผิดทั้งหมด ซึ่งเท่ากับประมาณ ๑ ล้านคน เป็นผู้ที่ มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ (mental disorder) และอัตราการทำผิดซ้ำซากสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตรุนแรงกว่าก็สูงกว่าด้วย ขณะที่การลงโทษกักขังได้สร้างความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองและจิตใจของนักโทษ และยังต้องอยู่ในสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับผู้กระทำผิดอื่น ๆ นานหลายปีก่อนจะปล่อยพวกเขาคืนสู่สังคมโดยไม่มีงาน ไม่มีการฟื้นฟู ทั้งหมดนี้จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหา ชักนำให้พวกเขากระทำผิดซ้ำเมื่อออกจากคุก แต่อีกด้านหนึ่งจากการศึกษานักโทษซึ่งได้รับการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจจะมีอัตราการทำผิดซ้ำต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในแง่นี้การลงโทษไม่ได้ช่วยให้เราได้ “พลเมือง” คืนกลับเข้าสังคม มีแต่จะได้เหตุร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคุกก็ได้ “นักโทษ” คืนกลับไป…และออกมาใหม่
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ


ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

จะมีสถานที่ไหนน่ากลัวที่สุด ไม่น่าไปที่สุด   คำตอบหนึ่งน่าจะเป็นคุก หรือไม่ก็ป่าช้า สถานที่หนึ่งคือคนเป็นที่ถูกขัง อีกสถานที่หนึ่งคือคนตายที่ถูกฝัง หลายคนกลัวป่าช้าเพราะจินตนาการว่าเป็นชุมทางของวิญญาณที่ยังไม่สงบ  แต่เรื่องนี้คิดไปเองหรือเปล่ายังน่าสงสัย ส่วนภาพน่ากลัวของคุก คือแหล่งชุมนุมโจรผู้ร้าย ฆาตกร ขาใหญ่ และผู้คุมโหด ไม่ค่อยมีใครคิดหรอกว่าในคุกจะมีอะไรดี  แต่หากถามว่าเรามีคุกไว้ทำไม  คำตอบทางการก็คงว่า เอาไว้ลงโทษผู้กระทำผิดให้รับความทุกข์ทรมานตอบแทน โดยยึดเอาอิสรภาพอันเป็นสมบัติพื้นฐานของมนุษย์มาเสียจากพวกเขา  และยังแอบหวังว่า คุกจะทำให้พวกเขาเข็ด ไม่กล้าทำผิดซ้ำหรือคุกจะทำให้คนไม่คิดทำผิดเพราะกลัวติดคุก เรื่องมันก็เลยย้อนแย้ง เพราะถ้าคุกทำให้คนเข็ดหลาบเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริง เราจะกลัวคนในคุก หรือกลัวคนที่พ้นโทษจากคุกทำไม และทำไมทุกวันนี้นักโทษจึงเพิ่มขึ้น ๆ จนล้นคุก การศึกษานักโทษในสหรัฐอเมริกาพบว่าครึ่งหนึ่งของนักโทษหรือผู้ทำความผิดทั้งหมด ซึ่งเท่ากับประมาณ ๑ ล้านคน เป็นผู้ที่ มีปัญหาทางจิตใจและอารมณ์ (mental disorder) และอัตราการทำผิดซ้ำซากสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางจิตรุนแรงกว่าก็สูงกว่าด้วย ขณะที่การลงโทษกักขังได้สร้างความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองและจิตใจของนักโทษ และยังต้องอยู่ในสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับผู้กระทำผิดอื่น ๆ นานหลายปีก่อนจะปล่อยพวกเขาคืนสู่สังคมโดยไม่มีงาน ไม่มีการฟื้นฟู ทั้งหมดนี้จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหา ชักนำให้พวกเขากระทำผิดซ้ำเมื่อออกจากคุก แต่อีกด้านหนึ่งจากการศึกษานักโทษซึ่งได้รับการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูจิตใจจะมีอัตราการทำผิดซ้ำต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในแง่นี้การลงโทษไม่ได้ช่วยให้เราได้ “พลเมือง” คืนกลับเข้าสังคม มีแต่จะได้เหตุร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคุกก็ได้ “นักโทษ” คืนกลับไป…และออกมาใหม่
จำไม่ได้หรอกว่าไปทะเลครั้งแรกเมื่อไร จำไม่ได้ด้วยว่าเคยกลัวคลื่นไหม จำได้แต่คลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าเข้ามาโยนโยกโอบร่าง ขอบฟ้ากว้างลากเส้นตรงสุดจากมุมซ้ายจดมุมขวา แบ่งผืนน้ำสีครามเข้มกับโค้งฟ้าใสให้ต้องแหงนมองไกลจนคอตั้ง แล้วเหลียวหลังไล่สายตาไปจนพบกับแนวยอดมะพร้าวเขียวหลังชายหาด ผืนน้ำสั่นไหวเคลื่อนที่พร้อมกันเป็นแนวเข้าหาฝั่งด้วยพลังการหมุนของโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง บางสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นด้วยสายตา สะพัดมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้า กระทบกายสะท้านความเย็นเยียบ เสียงสายลมและเสียงคลื่นกระซิบโสตประสาท เป็นภาษาที่ไม่อาจรู้ความหมาย จับสัมผัสเองว่าคือถ้อยคำทักทายที่โลกเอ่ยกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนนิ่ง ชั่วขณะ ราวกับมีเพียงตัวเราคนเดียวกลางท้องทะเล  เพียงตัวเราคนเดียวกับโลก ความรู้สึกอันแสนประหลาดจนต้องเปล่งเสียงตะโกนที่ไร้ความหมายออกจากภายในไปตอบรับคำทักทายที่ไร้ตัวอักษร พลันทุกอย่างเงียบสงบ สายลม ระลอกคลื่น คงขยับไหวไปตามวิถี จำได้ว่าอยู่กลางผืนน้ำทะเล สุข และเต็มล้นด้วยพลังภายใน … นานแค่ไหนแล้วที่แต่ละวันเราขังตัวไว้กับบรรดาประดิษฐกรรมที่มนุษย์สร้างไว้ครอบตนเองจนคุ้นชิน
จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ