นายรอบรู้ – จากบรรณาธิการ สารคดี ฉบับที่ 389

สิงหาคม 4, 2017 
0


vamoose17

ช่วง ๑๐ ปีที่แล้ว “นายรอบรู้” หนังสือไกด์บุ๊กแนะนำการท่องเที่ยวจังหวัดต่าง ๆ ทั่วเมืองไทย จัดทำโดยกองบรรณาธิการ นายรอบรู้ สำนักพิมพ์สารคดี ยังติดอันดับหนังสือขายดี และยังเป็นคอลัมน์ประจำในนิตยสาร สารคดี นานกว่า ๑๕ ปี ก่อนที่เดือนมีนาคมปีที่แล้วจะเปลี่ยนมาเป็นฟรีก๊อบปี้ชื่อ Vamoose แจกพร้อมนิตยสาร สารคดี รวมทั้งวางตามร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านค้าต่าง ๆ

เชื่อว่าถ้าใครได้ติดตาม Vamoose ก็จะพบว่าเป็นฟรีก๊อบปี้คุณภาพอีกฉบับหนึ่งของเมืองไทย ทั้งการเลือกธีมเล่ม การออกแบบ การถ่ายภาพ และเรื่องราวการท่องเที่ยว ซึ่งครบถ้วนทั้งที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก บทสัมภาษณ์ และคอลัมน์น่ารัก ๆ อีกหลายคอลัมน์ จำนวนหน้าไม่มาก พอดีกับการหยิบอ่านเล่นเพลิน ๆ ยามว่างพร้อมจิบกาแฟหอม ๆ ไปด้วย

ถึงเดือนนี้ Vamoose จัดทำมาเป็นเวลาราวปีครึ่ง และฉบับที่ ๑๗ ซึ่งแจกพร้อมนิตยสาร สารคดี ฉบับนี้เรียนว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายแล้วครับ !

ต้องยอมรับว่าถึงขณะนี้เราไม่อาจคาดหวังโฆษณาที่พอเพียงจะเข้ามาเป็นรายได้ให้ดำเนินงาน แม้จะเริ่มต้นด้วยความหวังและเชื่อมั่นในคุณภาพของ Vamoose แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าเราล้มเหลวครับ ทั้งที่มีโฆษณาเข้ามาจำนวนหนึ่งและเสียงตอบรับชื่นชมจากผู้อ่านเข้ามาตลอด

นิตยสารแจกฟรีที่จะอยู่ได้จริง ๆ ขณะนี้คงมีแต่ที่ต้องขายคอนเทนต์ผูกโฆษณาแน่นหนา และคอนเทนต์ที่เน้นตลาดผู้อ่านกว้างมาก ๆ และจัดพิมพ์ปริมาณมหาศาลจริง ๆ

เมื่อ ๒๐ ปีก่อนในปี ๒๕๔๐ เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ฟองสบู่เศรษฐกิจเมืองไทยแตก สารคดี ก็เผชิญสถานการณ์วิกฤตรายได้หดหาย สำนักพิมพ์สารคดีซึ่งเป็นส่วนผลิตหนังสือพ็อกเกตบุ๊กต้องหาทางปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

จากเดิมมีโครงการผลิตหนังสือชุด “เพื่อความเข้าใจในแผ่นดิน” เจาะลึกเรื่องราวของจังหวัดต่าง ๆ จัดทำเป็นหนังสือพ็อกเกตบุ๊กเล่มหนา ใช้เวลาทำแต่ละจังหวัดนานถึง ๑ ปี ก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนเป็นการจัดทำหนังสือท่องเที่ยวขนาดพกพาเล่มเล็กในชื่อชุด “นายรอบรู้” ที่เน้นการใช้แผนที่และข้อมูลการท่องเที่ยวอย่างละเอียด สถานที่สำคัญตรงไหนมีอะไรน่าดู มีอาหารอะไรน่ากิน และจะเดินทางไปได้อย่างไร วางแผนจัดทำอย่างรวดเร็วพร้อมกัน ๑๐-๒๐ เล่ม ออกมาเผยแพร่ในวันที่คนไทยยังไม่นิยมใช้แผนที่และคู่มือการท่องเที่ยว

ใช้เวลา ๑-๒ ปีหลังออกหนังสือชุด “นายรอบรู้” ตลาดผู้อ่านที่สนใจการใช้ไกด์บุ๊กจึงเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ และ “นายรอบรู้” ก็กลายเป็นหนังสือคู่ใจนักเดินทางจำนวนมาก ร้านอาหารที่ “นายรอบรู้” แนะนำมีผู้ติดตามไปชิมจนขายดีไปตาม ๆ กันในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ตอนหลัง “นายรอบรู้” ยังจัดพิมพ์หนังสือ แผนที่ท่องเที่ยว ๗๗ จังหวัดเป็นหนังสือแผนที่ท่องเที่ยวที่มีผู้นิยมใช้ติดรถยนต์ไว้จำนวนมาก ด้วยความละเอียด แม่นยำ และสาระข้อมูลการท่องเที่ยวสำคัญครบถ้วน

ถึงวันนี้โลกออนไลน์ปรับเปลี่ยนพื้นที่การเข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยวไปเกือบหมดแล้ว ในมือถือมีกูเกิลแมปแจกฟรี ไม่นับอุปกรณ์เนวิเกเตอร์ติดหน้ารถ มีเว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวหลากหลาย โดยเฉพาะบล็อกเกอร์ที่มีผู้ติดตามอ่านได้ฟรี ๆ จนอาจมากกว่าติดตามอ่านนิตยสารท่องเที่ยวที่ต้องเสียเงินซื้อ หรือพ็อกเกตบุ๊กท่องเที่ยวซึ่งเมื่อก่อนเคยขายดีกันมาก

คอนเทนต์ฟรีในโลกออนไลน์ที่ผู้อ่านไม่ต้องเสียเงิน กำลังสร้างพฤติกรรมที่น่าคิดว่าผู้ผลิตคอนเทนต์จะอยู่รอดต่อไปอย่างไรเมื่อต้องพึ่งพิงแต่รายได้จากโฆษณา ขณะที่สินค้าก็มีช่องทางจำนวนมากในออนไลน์ให้เผยแพร่และโฆษณาเช่นกัน

สำหรับทีมงานคุณภาพของ “กองบรรณาธิการนายรอบรู้” เรายังคงสู้ต่อไปครับ

คุณผู้อ่านยังสามารถติดตามคอนเทนต์ท่องเที่ยวดี ๆ จากทีมงาน “นายรอบรู้” ได้ในเฟซบุ๊กเพจ Vamoose by Nairobroo และเว็บไซต์ www.NaiRobRoo.com เริ่มต้นด้วยการเข้าไปกดไลก์เฟซบุ๊กเพจของ “นายรอบรู้” รวมทั้งอย่าลืมกดไลก์เพจ Sarakadee Magazine ของเราที่เพิ่งประสบปัญหา “เพจหาย” ด้วย (ไว้มาเล่าต่อคราวหน้า)

ที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ คือเร็ว ๆ นี้ “นายรอบรู้” จะออก “แอปพลิเคชันท่องเที่ยว” รุ่นทดลองให้โหลดใช้งานกันบนมือถือแล้วครับ

สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี
[email protected]

จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ
ภาพจาก : https://www.penguinrandomhouse.ca/authors/2023279/erling-kagge ภาพถ่ายของผู้เขียนบนหน้าท้ายๆ ของหนังสือชื่อ Silence* แสดงถึงใบหน้าของชายผู้มุ่งมั่นกับแววตาลึกซึ้ง อาลิงก์ ค็อกยัก (Erling Kagge) เป็นชาวนอร์เวย์ บนหน้าประวัติสั้น ๆ อันน่าทึ่งบอกว่า เขาเป็นนักสำรวจคนแรกที่เดินกว่า
(*ดัดแปลงจากบทอ่านบนเวทีช่วงจุดประกายความคิด งานประกวดวรรณกรรมรางวัล “วรรณศิลป์อุชเชนี” ครั้งที่ ๒ วันเสาร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๑) ที่บ้านผมปลูกต้นปีบไว้ต้นหนึ่ง ตอนปลูกก็ไม่รู้หรอกว่าจากต้นกล้าเล็ก ๆ ในกระถางมันจะเติบโตจนเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่  ผ่านไป๒๐ ปีตอนนี้มันสูงกว่า ๑๐ เมตร ลำต้นเปลือกหนามีร่องขรุขระอย่างกับผิวจระเข้ แต่เวลาออกดอกดอกปีบสวยงามราวกับนางฟ้าสีขาว ก้านเรียวยาว กลีบดอกบางน่าทะนุถนอม แถมยังมีกลิ่นหอมรื่น ๆ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับลำต้นที่ดูหยาบกร้าน ผมปลูกต้นปีบไว้ติดกับกำแพงบ้าน เวลาดอกปีบนับพันบนต้นร่วง จึงร่วงลงทั้งสองฝั่งของกำแพง  ฝั่งนอกบ้านคือพื้นปูนคอนกรีตของถนนในซอย ฝั่งในบ้านคือสวนเล็ก ๆ เรื่องเศร้าคือดอกปีบที่ร่วงลงพื้นปูนคอนกรีตที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นขยะ และสำหรับพนักงานกวาดถนนมันคือภาระที่เกินกว่าการงานปรกติ แต่สำหรับพื้นดินในสวนเล็ก ๆ ดอกปีบคือปุ๋ยชั้นดีที่จะถูกต้นปีบเองดูดซับขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของกิ่ง ก้าน ลำต้น หรือแม้แต่เป็นดอกปีบที่จะผลิบานใหม่ ผมเรียนรู้จากการชื่นชมความงามของดอกปีบร่วงว่า ความหมายของนางฟ้าสีขาวนั้นไม่ได้ถูกนิยามด้วยตัวของมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันมีความสัมพันธ์ สำหรับดินในสวนดอกปีบมีความหมาย งอกงาม เติบโต และแปรเปลี่ยน เป็นวัฏจักรที่มีคุณค่าแต่มันจะไร้ค่าและไม่มีความหมายใด ๆ กับพื้นหินแข็งกระด้างที่มีแต่ความเฉยเมย เม็ดทรายก็ไม่ต่างกัน หากเรากอบเม็ดทรายจากหาดทรายขาวมาเทกระจายบนโต๊ะกินข้าว มันคือความสกปรกเลอะเทอะ แต่เม็ดทรายที่อยู่บนชายหาดนั้นมีคุณค่ามหาศาล เชื่อไหมครับว่า ถ้าเรามีแว่นขยายพิเศษ ส่องดูรอยบุ๋มบนผิวเม็ดทรายทุกเม็ด เราจะเห็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ชุมนุมกันอย่างยั้วเยี้ย เจ้าสิ่งนี้คือแบคทีเรียซึ่งมีหลากหลายนับพัน ๆ ชนิด และมีจำนวนนับแสนตัวบนเม็ดทรายเพียงหนึ่งเม็ด ถามว่าพวกมันมาทำอะไรอยู่บนเม็ดทราย



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

จากบรรณาธิการนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 407 มกราคม 2562 ระหว่างเดินทางกลับเมืองงไทยจากเมืองหลวงลูซากา ประเทศ  แซมเบีย เพื่อไปเปลี่ยนไฟลต์ที่ไนโรบี ประเทศเคนยา แล้วบินตรงมากรุงเทพฯ ผมพบกับหนุ่มชาวจีนที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด คนเดียวเหมือนกัน แต่หนุ่มจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่เช็กอินกวักมือเรียกผมเข้าไปช่วย คงเพราะคิดว่าผมหน้าตาจีน ๆ คล้ายกัน  ผมเลยอาสาช่วยเหลือตั้งแต่เช็กอินจนถึงพาขึ้นเครื่อง ระหว่างนั่งรอ  ผมคุยกับเขาโดยกดเทกซ์ผ่านเครื่องแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีนในแอปพลิเคชันมือถือ
ภาพจาก : https://www.penguinrandomhouse.ca/authors/2023279/erling-kagge ภาพถ่ายของผู้เขียนบนหน้าท้ายๆ ของหนังสือชื่อ Silence* แสดงถึงใบหน้าของชายผู้มุ่งมั่นกับแววตาลึกซึ้ง อาลิงก์ ค็อกยัก (Erling Kagge) เป็นชาวนอร์เวย์ บนหน้าประวัติสั้น ๆ อันน่าทึ่งบอกว่า เขาเป็นนักสำรวจคนแรกที่เดินกว่า
(*ดัดแปลงจากบทอ่านบนเวทีช่วงจุดประกายความคิด งานประกวดวรรณกรรมรางวัล “วรรณศิลป์อุชเชนี” ครั้งที่ ๒ วันเสาร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๑) ที่บ้านผมปลูกต้นปีบไว้ต้นหนึ่ง ตอนปลูกก็ไม่รู้หรอกว่าจากต้นกล้าเล็ก ๆ ในกระถางมันจะเติบโตจนเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่  ผ่านไป๒๐ ปีตอนนี้มันสูงกว่า ๑๐ เมตร ลำต้นเปลือกหนามีร่องขรุขระอย่างกับผิวจระเข้ แต่เวลาออกดอกดอกปีบสวยงามราวกับนางฟ้าสีขาว ก้านเรียวยาว กลีบดอกบางน่าทะนุถนอม แถมยังมีกลิ่นหอมรื่น ๆ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับลำต้นที่ดูหยาบกร้าน ผมปลูกต้นปีบไว้ติดกับกำแพงบ้าน เวลาดอกปีบนับพันบนต้นร่วง จึงร่วงลงทั้งสองฝั่งของกำแพง  ฝั่งนอกบ้านคือพื้นปูนคอนกรีตของถนนในซอย ฝั่งในบ้านคือสวนเล็ก ๆ เรื่องเศร้าคือดอกปีบที่ร่วงลงพื้นปูนคอนกรีตที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นขยะ และสำหรับพนักงานกวาดถนนมันคือภาระที่เกินกว่าการงานปรกติ แต่สำหรับพื้นดินในสวนเล็ก ๆ ดอกปีบคือปุ๋ยชั้นดีที่จะถูกต้นปีบเองดูดซับขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของกิ่ง ก้าน ลำต้น หรือแม้แต่เป็นดอกปีบที่จะผลิบานใหม่ ผมเรียนรู้จากการชื่นชมความงามของดอกปีบร่วงว่า ความหมายของนางฟ้าสีขาวนั้นไม่ได้ถูกนิยามด้วยตัวของมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มันมีความสัมพันธ์ สำหรับดินในสวนดอกปีบมีความหมาย งอกงาม เติบโต และแปรเปลี่ยน เป็นวัฏจักรที่มีคุณค่าแต่มันจะไร้ค่าและไม่มีความหมายใด ๆ กับพื้นหินแข็งกระด้างที่มีแต่ความเฉยเมย เม็ดทรายก็ไม่ต่างกัน หากเรากอบเม็ดทรายจากหาดทรายขาวมาเทกระจายบนโต๊ะกินข้าว มันคือความสกปรกเลอะเทอะ แต่เม็ดทรายที่อยู่บนชายหาดนั้นมีคุณค่ามหาศาล เชื่อไหมครับว่า ถ้าเรามีแว่นขยายพิเศษ ส่องดูรอยบุ๋มบนผิวเม็ดทรายทุกเม็ด เราจะเห็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ชุมนุมกันอย่างยั้วเยี้ย เจ้าสิ่งนี้คือแบคทีเรียซึ่งมีหลากหลายนับพัน ๆ ชนิด และมีจำนวนนับแสนตัวบนเม็ดทรายเพียงหนึ่งเม็ด ถามว่าพวกมันมาทำอะไรอยู่บนเม็ดทราย