สัมภาษณ์ หนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม  - หนึ่งในจักรวาลดนตรี

พฤศจิกายน 9, 2017 
1


สัมภาษณ์ : ศรัณย์ ทองปาน
เรียบเรียง : วิชญดา ทองแดง
ถ่ายภาพ : จิตรทิวัส พรประเสริฐ

neungjakkrawal01

กลางปี ๒๕๖๐ กระแสความนิยมรับชมรายการ “The Mask Singer - หน้ากากนักร้อง” สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ของวงการโทรทัศน์ไทย ที่เรตติงของรายการเกมโชว์ในช่องทีวีดิจิทัลสามารถเอาชนะละครโทรทัศน์หลังข่าวที่ออกอากาศในทีวีช่องหลักได้

นอกจากได้เห็นความสามารถด้านการร้องเพลงของบรรดา “หน้ากาก” แขกรับเชิญที่อาจคาดไม่ถึง หวนรำลึกถึงนักร้องดังยุคอดีต ขบขันกับมุกโต้ตอบกระทบกระเทียบระหว่างกรรมการกับนักร้องภายใต้หน้ากาก ฯลฯ  รายการนี้ยังส่งให้เหล่ากรรมการกลายเป็นขวัญใจ แฟนคลับเฝ้ารอลุ้นผลว่าใครจะ “ทายแม่น” กว่ากัน  กรรมการคนหนึ่งที่ผู้ชมอาจไม่คุ้นหน้าในช่วงแรกเริ่ม แต่ผลงานประจักษ์โดดเด่นกลายเป็น “กูรูขาประจำ” ในไม่กี่โมงยาม คือ “พี่หนึ่ง - จักรวาล”  จักรวาล* เสาธงยุติธรรม - นักดนตรีและผู้เรียบเรียงเสียงประสานฝีมือขั้นเทพ ผู้อยู่เบื้องหลังนักร้องดังทั่วฟ้าเมืองไทย

จุดเปลี่ยนที่พลิกจากคนเบื้องหลังสู่คนหน้าจอ 
คือรายการ “The Mask Singer - หน้ากากนักร้อง” สามสี่ปีก่อนเวิร์คพอยท์ติดต่อให้ผมเป็นโปรดิวเซอร์สายแจซในรายการ “The Band - เดอะแบนด์ไทยแลนด์” ออกอากาศปี ๒๕๕๖ เป็นรายการประกวดวงดนตรีสี่แนว คือ ป็อป ร็อก อะคูสติก&อะแคปเปลลา และแจซ&ฟิวชัน  เขาคงไปดูโปรไฟล์ว่าใครจะเป็นกรรมการได้บ้าง ตอนนั้นคนยังไม่รู้จักผม ไม่รู้ว่าผมพูดไม่รู้เรื่อง พูดเร็ว พูดไม่เก่ง และเป็นคนพูดตรง ด่าแรง

ในวงการทีวีนี่กรรมการจะรู้กันก่อนว่าวงที่มาแข่งเป็นอย่างไร มีชีวิตดราม่าแค่ไหน แต่ผมไม่อ่านสคริปต์ คืออ่านแล้วลืมหมด ทำตามไม่ได้ เล่นละครไม่เป็น แสดงไม่เป็น  ชีวิตที่ว่าดราม่าผมเจอมาหมดแล้ว ผมเป็นเด็กสลัมคนหนึ่ง บ้านแทบไม่มีอยู่ ออกจากบ้านก็เจอคนฉีดผงขาวนอนตายคาเข็ม เห็นตำรวจวิ่งไล่จับคนทุกวัน  เวลานอนก็ต้องคอยระวังเพราะบ้านจะโดนไฟไหม้คืนไหนไม่รู้ เขาเผาไล่ที่กัน  ตอนเด็กไม่มีสตางค์ซื้อเครื่องดนตรี ฯลฯ ผมเลยคิดว่าคนมาแข่งนี่อย่างน้อยก็มีสตางค์ซื้อเครื่องดนตรี เพราะฉะนั้นถ้าใครมาแข่งแล้วเล่นไม่ดีผมด่าเลย ด่าจริงด้วย จะไม่ให้กำลังใจว่า “เฮ้ย…ดีแล้ว พัฒนาต่อได้ พัฒนาต่อไป” ผมเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ชีวิตผมได้ดีจนถึงทุกวันนี้เพราะชอบให้คนอื่นด่า ผมเห็นว่าการด่าเป็นเรื่องปรกติ  ถ้าแค่ชมแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตรงไหนคือไม่ดี

ความที่ผมเป็นคนพูดตรงก็จะบอกเลยว่าอันนี้ไม่ดีเพราะอะไร ทำอย่างไรถึงจะดีกว่า ชี้ข้อเปรียบเทียบให้  บางช่วงทีมงานต้องขอตัดทิ้ง ออกอากาศไม่ได้เพราะพูดแรงมาก แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผมพูดคือเรื่องจริง พอลงจากเวทีน้อง ๆ เข้ามากอดเลย บอก “พี่พูดถูก” ไม่มีใครโกรธผม

ผมไม่ได้คิดนะว่าจะอยู่หน้าจอนาน พอเขาจะทำรายการ “I Can See Your Voice Thailand - นักร้องซ่อนแอบ” ก็มาเชิญอีก แล้วก็ต่อเนื่องเรื่อยมาถึงรายการ “The Mask Singer” เป็นรายการทางช่องเวิร์คพอยท์ทั้งหมด แต่ไม่ได้เซ็นสัญญากันนะ เรียกว่าไม่มีสังกัดก็ได้ (หัวเราะ)

เคยคิดไหมว่ารายการ “I Can See Your Voice Thailand” และ “The Mask Singer” จะมีเรตติงสูงมาก
“I Can See Your Voice Thailand” นี่ตอนแรกกรรมการทุกคนยังงง ๆ บ้านเราไม่เคยมีรายการประเภทนี้มาก่อน ต้องอธิบายทำความเข้าใจกันพักหนึ่ง ทีมงานเองก็ไม่คิดว่ารายการจะดังขนาดนี้  แรก ๆ ศิลปินหลายคนยังไม่กล้ามา กลัวทายผิดไปเจอคนร้องเพี้ยนแล้วจะเสียหน้า แต่พอเรตติงรายการดีศิลปินก็เริ่มอยากเข้ามา

ช่วงแรกของ “The Mask Singer” ก็เหมือนกัน ศิลปินบางคนอยากมา แต่ทางค่ายไม่อยากให้มา กลัวนักร้องเขาแพ้  เขาคงมองอีกมุมหนึ่งว่ามันคือการประกวด ใครแพ้ถอดหน้ากาก แน่ละไม่มีใครอยากแพ้  แต่พอรายการดัง เปิดหน้ากากปุ๊บ กระแสดี มีงานเพิ่มขึ้น ทุกคนก็อยากมา  กลายเป็นว่าคนดูไม่สนใจเรื่องแพ้ชนะ ศิลปินได้มาสนุก ได้ร้องเพลงที่ตัวเองอยากร้อง เหมือนได้โชว์มากกว่า รายการก็สนุกขึ้นอีก คนก็ชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณทายนักร้องปริศนาถูกอยู่บ่อยครั้ง
หลายคนถามว่าทำไมผม “เดา” ได้ว่าเขาร้องเพราะหรือเพี้ยน นี่เป็นเกมในยุคนี้นะ แต่วิธีการนี้เป็น “เกม” ของผมตั้งแต่เด็ก  ผมเล่นดนตรีมาหลายที่ เห็นการร้องเพลงของคนทุกแบบ อย่างงานเลี้ยงสังสรรค์บริษัท คนแรกร้องเสร็จปุ๊บก็เชิญคนอื่นขึ้นมาร้องต่อ พอกินกันได้ที่แล้วก็เล่นกันไปตั้งแต่หัวหน้าบริษัทจนถึง รปภ. ระหว่างรอเขาขึ้นเวที ผมก็นั่งสังเกต นั่งคิดฆ่าเวลาไปเหมือนเล่นเกม ว่าคนที่กำลังเดินขึ้นมาบนเวทีมีสภาพแบบนี้จะร้องเพลงแบบไหน ดูวิธีจับไมค์ เลือกเพลง ฯลฯ ทันทีที่เขาร้องผมก็ขำตัวเองว่า “กูว่าแล้ว”

พอมาทำรายการทีวี ผมไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เทปแรก ๆ บอกไปตรง ๆ ตามที่รู้ เหมือนบอกไต๋ ทีมงานก็เอาที่ผมพูดไปบอกปริศนาว่าห้ามทำแบบนั้นแบบนี้ กลัวจะทายง่าย  ถ้าคนไหนเล่นละครเก่ง เล่นเนียน ผมเดาไม่ได้หรอก แต่ส่วนใหญ่จะเล่นไม่ค่อยเนียน  บันทึกเทปตอนหนึ่ง ๔-๕ ชั่วโมงนะ เขาก็ต้องมีหลุดบ้าง ก่อนทายผมจะบอกว่าผมเห็นอะไร ได้ยินอะไร ถึงทายแบบนั้น ทีมงานจะไปบอกปริศนาคนอื่นอีก ลงดีเทลไปเรื่อย ๆ สนุกดี

วิธีทำเพลงในรายการทั้งสองต่างกันไหม 
“I Can See Your Voice Thailand” ตอนหลังมีลูกน้องช่วยทำเพลง ผมดูอยู่ห่าง ๆ เพลงก็ทำไม่ยาก เรารู้ว่าทำให้ใครร้อง ผู้หญิงหรือผู้ชาย คีย์ประมาณไหน คือเอาเพลงเดิมมาบิดนิดหน่อย ทำแค่ท่อนสั้น ๆ หน้าที่ของผมหนักไปที่การเป็นกรรมการมากกว่า คอยสังเกตคนร้อง สังเกตการร้องบนเวที

ส่วน “The Mask Singer” แต่ละคนเขามีลิสต์เพลงมาเองประมาณหนึ่ง ส่งให้ทีมงานช่วยดู บางคนเป็นศิลปินแนวป็อปแต่เคยร้องเพลงลูกทุ่งลงยูทูบ ทีมงานก็ไม่อยากให้ร้องลูกทุ่งเดี๋ยวทายง่าย เพราะพอรายการดังมาก มีแฟนคลับช่วยกันจับช่วยกันสืบเยอะมาก  แต่ก็มีนะที่บางคนคัฟเวอร์เพลงอีกแนวลงยูทูบ ยอดวิวเพียบเลย พอหน้ากากร้องคัฟเวอร์แบบนี้บ้าง คนก็ทายกันใหญ่ว่าใช่แน่ พอเปิดมา “เฮ้ย ! ไม่ใช่” อันนี้มีเฮ

การทำเพลงให้ “The Mask Singer” จะยากตอนได้รับโจทย์ครั้งแรก คือเราไม่รู้เลยว่าเขาร้องเพลงอย่างไร แบบไหน ทีมงานบอกแค่ว่า “หน้ากากทุเรียน” จะร้องเพลงนี้ ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่บอก  ความจริงแค่รู้เพศยังเดายากนะ เพราะคีย์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บอกแค่ “หน้ากากผีเสื้อสมุทร” ผมเดาว่าทำเพลงให้ผู้หญิง แต่กลายเป็นพี่หอย (เสนาหอย-เกียรติศักดิ์ อุดมนาค)

ผมเดาตั้งแต่ได้โจทย์มาแล้วทำเพลงส่งไปให้เขาซ้อมเลยนะ บางครั้งทำเป็นร็อก แต่เขาไม่ถนัด เท่ากับฆ่าเขา เพลงไม่ทำงาน เขาก็แพ้  บางคนร้องคีย์นี้ไม่ได้ มารู้เอาวันอัดรายการ ต้องเปลี่ยนเดี๋ยวนั้น เพราะรายการนี้ร้องสด แต่มาตัดต่ออีกครั้งก่อนออกอากาศ  แต่พอครั้งที่ ๒ ที่ ๓ ง่ายละ เรารู้บ้างแล้วว่าเขาน่าจะร้องแนวไหน ประมาณไหน คราวนี้หน้าที่เราต้องพัฒนาต่อ ว่าจะทำเพลงอย่างไรถึงจะดึงศักยภาพเขาออกมาอีก ผมก็จะเพิ่มสกิลให้เขาได้ร้องเต็มที่

คิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า ชีวิตนักดนตรีหรือคนทำเพลงเหมือนปิดทองหลังพระ
บางคนมองว่าการเล่นแบ็กอัปไม่มีใครเห็น แต่ผมคิดว่าการที่เราเล่นดนตรีนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้นักร้องเก่ง  ถ้าเขาร้องล่ม ร้องผิด เจ้าตัวเขารู้ เราจะทำอย่างไรให้คนฟังไม่รู้  เขาร้องผิดท่อน เราต้องเปลี่ยนคอร์ดให้ทัน อันนี้ยากกว่าเราโชว์เก่งเอง ผมเคยบอกเพื่อนที่เล่นด้วยกันให้เปลี่ยนคอร์ดตามนักร้อง บางคนเขาไม่เปลี่ยน เขาคิดว่ากูเล่นของกูถูกแล้ว ถ้าเปลี่ยน ความดีก็ไม่มาอยู่ที่ตัว ผมว่ามองแบบนี้มันไม่ได้อะไรขึ้นมา

นักร้องเขารู้แน่ว่าเราช่วย บางคนมาขอบคุณทีหลัง บ้างก็ไม่ สมัยเล่นดนตรีแรก ๆ เคยมีน้อยใจนะ แต่มันไม่เกิดประโยชน์  เล่นดนตรีมาสักพักผมเลยเริ่มใช้วิธีเอาเพลงมาคัฟเวอร์ใหม่ อย่างสมัยทัวร์คอนเสิร์ตกับพี่ฟอร์ด (สบชัย ไกรยูรเสน) พอพี่เขามาซ้อมก็ขอให้เขาลองดูว่าผมทำเพลงแบบนี้ชอบไหม แบบไหนเขาชอบก็เล่น พอเล่นเสร็จคนดูปรบมือ เออ ! มันได้ แต่ถามว่าคนดูรู้ไหม คนดูไม่รู้ว่าผมทำ  ผมคิดว่าเราไม่ต้องประกาศตัว เพราะสิ่งเหล่านี้จะมาจากศิลปินเป็นผู้ให้โอกาส ถ้าเพลงที่เราทำคนเฮบ่อย ๆ ศิลปินก็จะพูดเองว่า “เพลงนี้ทำโดยคุณหนึ่ง”

เมื่อก่อนทำเพลงแบบนี้ ฟรีนะ ไม่ได้สตางค์เพิ่ม คือได้เฉพาะค่าตัว แต่ผมทำเพราะสนุก คืออยากเรียนเพิ่ม แต่ไม่มีสตางค์ ไม่มีเวลาไปเรียน ก็ใช้วิธีเรียนกับคน

ผมทำเพลงใหม่ เพื่อนที่วงเขาด่าว่าทำไปทำไมให้เหนื่อยเปล่า แค่แกะให้เหมือนแผ่นก็จบแล้ว เพราะถ้าทำเพลงใหม่ ทุกคนก็ต้องซ้อมใหม่ ตอนนั้นผมคิดว่าวันนี้ทำฟรี แต่วันข้างหน้าคนฟังจะเป็นคนบอกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้มัน “ผ่าน” หรือเปล่า เราไม่เอาหน้าวันนี้ แต่วันหนึ่งเราต้องมีชื่อเสียงแน่นอน

ผมเคยเล่นให้นักร้องรุ่นใหญ่ พวกพี่แต๋ม (ชรัส เฟื่องอารมย์) พี่ปั่น (ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว)  พี่ตุ๊ก (วิยะดา โกมารกุล ณ นคร) พี่ตู่ (นันทิดา แก้วบัวสาย)  ศิลปินพวกนี้มีกำลังที่จะบอกรุ่นน้องต่อ ๆ ไปว่าคนนี้ทำเพลงเป็นอย่างไร ปากต่อปากนะ  จากตรงนั้นทำให้ผมมีโอกาสมาถึงวันนี้ วันที่ได้คำตอบแล้วว่าผม “ผ่าน”