จาก “พระพิมพ์” สู่ “พระเครื่อง” (๒) - สารคดี.คอม

จาก “พระพิมพ์” สู่ “พระเครื่อง” (๒)

พฤษภาคม 14, 2018 
0


จาก “พระพิมพ์” สู่ “พระเครื่อง” (๒) (อ่านต่อแรกได้ ที่นี่)

ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต


แล้วจาก “ไทม์แคปซูล” ที่มุ่งหมายประกาศศาสนาแก่ผู้คนในอนาคต พระพิมพ์กลายเป็น “วัตถุมงคล” ที่นำมาไว้ติดตัวได้อย่างไร ?

ในที่นี้อยากเสนอว่า คนไทยน่าจะเพิ่งเริ่ม “ห้อยพระ” หรือ “แขวนพระ” กันเมื่อราว ๑๐๐ กว่าปีมานี้เอง และเริ่มต้นจากธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงก่อน

“จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาค ๑๙” มีบันทึกถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ช่วงต้นรัชกาล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ ณ วันอังคาร แรมสี่ค่ำ เดือน ๘ ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทาน “พระชัยเล็กซึ่งประดิษฐานในตลับทองคำมีสร้อยร้อยพระสอ” (ศอ คือคอ) กริ่งพร้อมสายสร้อย” แก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระราชโอรส ๔ พระองค์ที่กำลังจะเสด็จไปทรงศึกษาต่อในทวีปยุโรป และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็ยังมีการระบุถึงการพระราชทาน “สายสร้อยตลับพระชัย” แก่พระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ ด้วย

ว่าที่จริง นี่ก็น่าจะเป็นความคิดที่นำเอาสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา คือ “พระชัยเล็ก” (ซึ่งคงเป็นการจำลองพระชัย หรือพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาล) มาบรรจุในตลับ แล้วแขวนไว้ติดตัวกับสายสร้อยห้อยคอ ในทำนองเดียวกับที่นักบวชคาทอลิกหรือมิชชันนารีโปรเตสแตนท์ มีสร้อยห้อยไม้กางเขน แจกให้แก่ผู้เข้ารีต ไว้ห้อยคอแสดงตนเป็นคริสตศาสนิกชน

สันนิษฐานว่าจาก “สายสร้อยตลับพระ” ทำนองนี้เอง กลายเป็นสิ่งที่คนทุกระดับในสังคมก็ทำเลียนแบบตามอย่างเจ้านายกันลงมา ทำให้เกิดความนิยมเสาะแสวงหา “พระพิมพ์” เพื่อนำมา “เลี่ยม” แขวนกับสร้อย ทำนองเดียวกันนั้นบ้าง

พระพิมพ์ที่แต่เดิมสร้างไว้เพื่อสืบพระศาสนาจึงเกิดความหมายใหม่ ในฐานะวัตถุมงคล คือ “พระเครื่อง” (เครื่องราง) ขึ้นมา

และเพียงเมื่อถึงช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ พระพิมพ์โบราณก็กลายเป็นสินค้า หรือของซื้อของขายที่นิยมแพร่หลาย นำไปสู่การระดมขุดรื้อทลายหาพระเก่าตามเจดีย์วัดร้างที่ระบาดแพร่ไปทั่ว ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสยามมกุฎราชกุมาร ทรงพบเห็นเมื่อเสด็จประพาสหัวเมืองเหนือ พ.ศ. ๒๔๕๐ ดังที่ทรงบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์ “เที่ยวเมืองพระร่วง” ตอนหนึ่ง หลังจากทรงพบเห็นการลักลอบขุดหาพระเก่าที่เมืองกำแพงเพชรว่า

“เมืองกำแพงเพ็ชร์ต้องนับว่าเปนเมืองเคราะห์ร้าย ที่มีชื่อเสียงเสียแล้วว่ามีพระพิมพ์ดีๆ มีอภินิหารต่างๆ กันสาตราวุธ ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกเปนต้น…นึกๆ ดูก็น่าขันที่เอาพระพุทธรูปไปผูกคอไปเพื่อป้องกันตนในการที่คิดมิชอบต่างๆ มีปล้นสดมภ์ฤๅตีรันฟันแทงเกะกะต่างๆ เปนต้น…”

ธรรมเนียมการนำเอาพระพุทธรูปหรือพระพิมพ์มาห้อยคอนี้ จึงเริ่มมีปรากฏในวัฒนธรรมพุทธของไทยเท่านั้น คนในประเทศพุทธเถรวาทอื่นๆ เช่นลังกา หรือพม่า ก็ไม่ได้ทำกัน มีเราทำอยู่คนเดียว


srun

ศรัณย์ ทองปาน

เกิดที่จังหวัดพระนคร ปัจจุบันเป็น “นนทบุเรี่ยน” และเป็นบรรณาธิการสร้างสรรค์นิตยสาร สารคดี




ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








“รูปเคารพ” ของใคร ? ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต นักโบราณคดีหรือนักประวัติศาสตร์ศิลปะมักอธิบายหรือ “สันนิษฐาน” เรื่องการเผยแผ่ลัทธิความเชื่อทางศาสนาในยุคโบราณ ด้วยหลักฐานที่เป็น “รูปธรรม” โดยเฉพาะรูปปั้นรูปหล่อที่เป็น “รูปเคารพ” เช่นว่าหากขุดพบเทวรูปพระศิวะในระหว่างขุดแต่งซากโบราณสถานสักแห่ง
ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต หมอสุก หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า “หมอเทวดา” เป็นหมอพื้นบ้านที่รักษาโรคด้วยเครื่องยาสมุนไพร เกิดสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อปี 2375 และถึงแก่กรรมในเดือนกรกฎาคม 2453 ก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเสด็จสวรรคตเพียงไม่กี่เดือน
ผีสางเทวดา  เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต เมื่อราว 20 กว่าปีมาแล้ว ตอนที่คนเลี้ยงช้างเริ่มพาช้างมาเดินหากินในเมืองหลวงใหม่ๆ จำได้ว่ารายได้ของพวกเขามาจากการเร่ขายเครื่องรางและวัตถุมงคลที่ทำจากงาช้างหรือขนหางช้าง จำพวกสร้อยคอ หรือแหวนถัก รวมถึงให้คนลอดท้องช้างสะเดาะเคราะห์ หรือให้ผู้หญิงท้องมาลอดจะได้คลอดง่าย ต่อมาจึงค่อยขยับขยายไปเป็นการขายผักผลไม้เป็นถุงๆ เช่นถั่วลิสงหรือแตงกวา ให้คนช่วยซื้อเลี้ยงช้าง
เรายกวัดมาไว้ในห้าง... ผีสางเทวดา เกร็ดเรื่องราวความเชื่อผีสาง เทวดา ในวัฒนธรรมไทยแต่อดีต ใกล้เทศกาลสงกรานต์อย่างนี้ เมื่อผ่านไปหน้าห้างสรรพสินค้าก็เห็นมีการตั้งโต๊ะหมู่บูชา นำพระพุทธรูปมาประดิษฐานให้คนสรงน้ำกันเนื่องในเทศกาล และเมื่อก้าวเท้าเข้าไปข้างในห้าง หน้าร้านอาหารบางแห่งก็ยังตั้งพระพุทธรูปหน้าร้านของตัวให้คนมาสรงน้ำอีกต่างหากก็มี ธรรมเนียมนี้คลับคล้ายว่าน่าจะเกิดใหม่เมื่อไม่เกิน ๒๐ ปีมานี้เอง เพราะก่อนหน้านี้จำไม่ได้ว่าเคยเห็น นอกจากนำเอาพระพุทธรูปมาให้คนสรงน้ำแล้ว
ส่วนหนึ่งของสกู๊ปวันและเวลานิตยสารไทย รวบรวมและเรียบเรียง : ศรัณย์ ทองปาน ในทศวรรษ 2490 มีนิตยสารสำหรับผู้หญิง/แม่บ้าน ปรากฏตัวมากขึ้น โดยทั่วไปมักมีคอลัมน์ปกิณกะ ความรู้สำหรับแม่บ้าน งานฝีมือ เรื่องสั้น และที่สำคัญคือการตีพิมพ์นวนิยายต่อเนื่องกันเป็นหลัก ที่โดดเด่นคือนิตยสารรายสัปดาห์