จากบรรณาธิการ -ไซอิ๋ว

กรกฎาคม 28, 2018 
0


สำหรับลูกหลานจีนส่วนใหญ่ น่าจะคุ้นเคยกับนิทาน ไซอิ๋ว โดยเฉพาะตัวเอกน่ารักน่าชังอย่างเห้งเจียหรือซึงหงอคง เจ้าแห่งลิงที่มีฤทธิ์เดชสารพัด จนแม้แต่บรรดาเทพเจ้าน้อยใหญ่บนสรวงสวรรค์ยังเอาไม่อยู่

ไซอิ๋ว เป็นวรรณกรรมจีนที่แต่งขึ้นเมื่อราว ๕๐๐ ปีก่อน จินตนาการต่อเติมขึ้นจากเรื่องราวของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ คือพระถังซำจั๋งหรือพระเสวียนจ้าง ซึ่งมีชีวิตอยู่ก่อนเกิดบทประพันธ์ถึง ๙๐๐ ปี

เหตุการณ์ที่พระเสวียนจ้างเดินทางฝ่าดินแดนทุรกันดารไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดียนั้นเกิดขึ้นจริง

แต่ใน ไซอิ๋ว เสริมแต่งเรื่องให้สนุกสุดพิสดาร โดยพระถังซำจั๋งมีลูกศิษย์เป็นสัตว์สามตัวร่วมทางไปด้วย คือ เห้งเจีย - ลิง  ตือโป้ยก่าย - หมู  ซัวเจ๋ง - ปลา  ในระหว่างทางต้องพบปีศาจร้ายต่าง ๆ ที่หมายจับพระถังซำจั๋งมากินเนื้อเป็นยาอายุวัฒนะ

นอกจากจะอ่านเป็นนิทานสนุกสนานสำหรับเด็กแล้ว ไซอิ๋ว ยังได้รับการตีความว่าซ่อนปริศนาการบรรลุธรรมเอาไว้

ความนัยที่อาจเคยได้ยินกันคือ ตือโป้ยก่าย ซัวเจ๋ง และเห้งเจีย เป็นตัวแทนของศีล สมาธิ และปัญญา (ตามลำดับ) หรือไตรสิกขา ซึ่งเป็นวิถีของการหลุดพ้น

แต่ก็ยังมีการวิเคราะห์ตีความอื่น ๆ อีก คำอธิบายหนึ่งบอกว่าการเดินทางของพระถังซำจั๋งและลูกศิษย์ คือความพยายามเจริญสติตื่นรู้อยู่ทุกขณะ ซึ่งเป็นหนทางที่ยากเย็นแสนเข็ญ แต่ถ้าทำได้ก็จะไปถึงการบรรลุธรรม

พระถังซำจั๋งเป็นตัวแทนของจิตใจที่มุ่งมั่นสู่นิพพาน  ส่วนเหล่าปีศาจคือความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาขัดขวาง

เมื่อไรที่เราพยายามตั้งสติมั่น อารมณ์ความคิดต่าง ๆ ก็เข้ามาครอบงำให้สติเผลอไผลไปครั้งแล้วครั้งเล่า  สติรู้ตัวนั้นจึงขาดเป็นช่วง ๆ เช่นเดียวกับพระถังซำจั๋งที่มักถูกปีศาจร้ายจับตัวไปทุกครั้ง

แถมตามท้องเรื่องนั้น พระถังซำจั๋งมักไร้เดียงสา หลงกลปีศาจที่แปลงกายมาในรูปร่างหน้าตาต่าง ๆ กันไปเสียทุกครั้ง ซึ่งก็เหมือนกับธรรมชาติจิตใจคนเราที่
ถูกล่อลวงด้วยอารมณ์ดีอารมณ์ร้ายต่าง ๆ ได้ง่าย

พระถังซำจั๋งหรือจิตใจมุ่งมั่นจึงไม่อาจเดินทางไปถึงจุดหมายได้โดยลำพัง

เห้งเจียเป็นตัวแทนของปัญญา เขาเรียนรู้สรรพ-ตำราและเวทมนตร์มากมาย แต่ความเก่งกาจทำให้หยิ่งผยอง ต้องการมีอำนาจเป็นเจ้าแห่งสวรรค์ ก่อความวุ่นวายไปทั่ว จนพระพุทธเจ้าต้องมาปราบและขังเห้งเจียไว้ใต้ภูเขาเป็นเวลานาน ๕๐๐ ปี แต่หากยอมเป็นคนรับใช้พระถังซำจั๋งเดินทางสู่ชมพูทวีป เห้งเจียจึงจะเป็นอิสระ

ในแง่นี้มีการตีความว่า ปัญญาที่ช่วยการเจริญสตินั้นมีประโยชน์ ทว่าปัญญาที่สร้างความเห็นแก่ตัวนั้นเป็นปัญหา

ส่วนตือโป้ยก่ายหรือหมูผู้เกียจคร้านและเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา คือสัญชาตญาณในจิตใจที่คอยยุยงพระถังซำจั๋งให้ยกเลิกการเดินทางที่ยากลำบากหันมาใช้
ชีวิตชิล ๆ  หลายครั้งที่มันปรักปรำใส่ร้ายเห้งเจียให้พระถังซำจั๋งเข้าใจผิด กว่าพระถังซำจั๋งจะเรียนรู้และเชื่อใจเห้งเจียหรือปัญญามากขึ้น ๆ ก็ต้องโดนหลอกไปหลายรอบ

เช่นเดียวกับเส้นทางสู่การตื่นรู้ที่ต้องผ่านการต่อสู้ทดสอบมากมายด้วยการใช้ปัญญาที่ถูกต้อง

ส่วนขุนเขาสายน้ำ ปราการทุรกันดาร คือความคิดฟุ้งซ่านในจิตใจคนเราที่ต้องก้าวข้ามให้พ้น เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย

หลังผ่านความยากลำบากนานัปการ พระถังซำจั๋งก็ไปถึงชมพูทวีปและได้รับคัมภีร์มาหนึ่งเล่ม

เป็นคัมภีร์ที่มีแต่หน้ากระดาษว่างเปล่า

คือสุญตา ผลลัพธ์สุดท้ายของการปฏิบัติที่ได้ละวาง ว่างจากกิเลสและอกุศลทุกประการ

ชวนอ่านนิตยสาร สารคดี ฉบับนี้ที่เต็มไปด้วยตัวอักษร แม้จะยังไม่บรรลุถึง “ความว่างเปล่า” แต่ก็เป็นเสบียงปัญญาระหว่างการเดินทางครับ

สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี
[email protected]

#สมัครสมาชิกวันนี้ต่อชีวิตนิตยสารไปยาวๆ

ไม่กี่วันก่อนมีเพื่อนถามว่า เหตุบังเอิญมีจริงไหม หรือทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลรองรับ ๒๔๖๑ คงเป็นปีสามัญธรรมดาของเด็กหลายคนที่เกิดปีนั้น แต่เมื่อ ๑ ศตวรรษผ่านไป คือวาระ ๑๐๐ ปีชาตกาลของนักเขียนหลายคน บังเอิญไหมที่ผลงานของพวกเขาส่วนใหญ่กลายเป็นหมุดหมายของวงวรรณกรรม วงวิชาการ และวงการเพลงช่วง ๔๐-๗๐ ปีก่อน จะเป็นเพราะเหตุของการเกิดปีเดียวกัน มีผลงานร้อนแรงในวัยหนุ่มใหญ่ไล่เลี่ย หรือด้วยบริบทสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หล่อหลอมเส้นทางนักคิดนักเขียนให้แก่พวกเขา คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์หาคำตอบ ในฐานะนักอ่าน ผมพบปะพวกท่านผ่านตัวอักษรซึ่งส่งอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนในยุคสมัยหนึ่งไม่มากก็น้อย แต่ในฐานะบรรณาธิการ ผมมีโอกาสพบนักเขียนรุ่น ๒๔๖๑ เพียงท่านเดียว คือคุณชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ พร้อมกับคุณดำรงค์ แสงชูวงศ์ เพื่อนสนิทของคุณชาลี  จำได้เพียงว่าเพื่อนตายคู่นี้บุคลิกแตกต่างกันสิ้นเชิง  ขณะที่คุณชาลีร่างเล็กผอมบาง เป็นฝ่ายเล่าเรื่องนำสนทนา คุณดำรงค์ร่างหนาบึกบึนสมบุกสมบัน พูดน้อยคำต่อคำ แม้จะไม่มีโอกาสทำงานร่วมกับรุ่น ๒๔๖๑ แต่ผมมามีโอกาสร่วมงานกับนักเขียนที่เกิดถัดมาอีก ๒ ปี หรือรุ่น ๒๔๖๓ ถึงสามท่าน คือ คุณอาสุรพงษ์ บุนนาค คุณตาสรศัลย์ แพ่งสภา และคุณอาพลตรี ถาวร ช่วยประสิทธิ์ (ผมขอเรียกคุณอาหรือคุณตาตามความคุ้นเคยที่มีกับแต่ละท่านนะครับ) ทั้งสามท่านเขียนงานแนวสารคดีบันทึกประวัติศาสตร์ที่อ่านเพลินอ่านสนุก ให้ภาพสังคมยุคอดีตแจ่มชัด คุณอาสุรพงษ์สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สามารถเล่าบรรยายเหตุการณ์การรบในยุทธภูมิต่าง ๆ ทั้งสมรภูมิบนบกและในท้องทะเล ให้เห็นเลือดเห็นเนื้อราวกับฉากในภาพยนตร์  ผลงานสร้างชื่อของท่าน มีเช่น ทะเลเดือด  ทะเลโหด  สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุทธการพลิกโลก  เรียกว่าถ้าสมัยก่อนมีรายการแฟนพันธุ์แท้ คุณอาต้องเป็นตัวเต็งหนึ่งของหัวข้อสงครามโลกครั้งที่ ๒  นอกจากนี้ยังเขียนชีวประวัติของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ในหนังสือ ชีวิตศิลปิน และนักดนตรีคลาสสิกใน ดนตรีแห่งชีวิต  ผลงานส่วนใหญ่เป็นต้นฉบับขนาดหนาปึกหลายร้อยหน้า เขียนนานเป็นปี ๆ กว่าจะเสร็จ แต่ละเล่มใช้เวลาค้นคว้าอ่านตำราภาษาอังกฤษ พร้อมกับประสบการณ์ที่ได้เดินทางซึมซับบรรยากาศบ้านเมืองมาทั่วโลก คุณตาสรศัลย์ใช้นามปากกาว่า “ฒ. ผู้เฒ่า” เขียนเรื่องเล่าเมืองไทยเป็นตอน ๆ ลงใน ต่วย’ตูน ก่อนจะมาพิมพ์รวมเล่ม  ผลงานเป็นที่จดจำ เช่น ราตรีประดับดาวที่หัวหิน
ภาพ : Thai Navy Seal ปฏิบัติการช่วยเด็ก ๆ และโค้ชทีมหมูป่าฯ ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย กลายเป็นข่าวดังระดับโลกในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ นิตยสาร สารคดี ฉบับนี้พยายามสรุปประมวลเหตุการณ์มานำเสนอให้ผู้อ่านได้ย้อนรำลึกเท่าที่จะทำได้ครับ แต่ต้องยอมรับว่าการบันทึกเหตุการณ์ให้ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นยากมากเลยทีเดียว ข้อจำกัดคือความสับสนของข่าวสารทั้งหมดที่เผยแพร่ออกมาตั้งแต่วันแรก จนไม่รู้ว่ามีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน และหลาย ๆ ประเด็นและรายละเอียดไม่ได้ถูกเปิดเผยโดยตรงจากผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รู้จริง ยกตัวอย่างแค่ต้นเรื่องว่าเด็กเข้าถ้ำไปทำไม ซึ่งเคยมีข่าวเล่าไปต่าง ๆ นานา ถ้าภายหลังไม่มีงานแถลงข่าวบอกเล่าจากปากโค้ชเอกและเด็กเอง ก็คงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาวางแผนจะไปเที่ยวถ้ำกันล่วงหน้าเป็นอาทิตย์แล้ว หรือกรณีทีมนักดำน้ำอังกฤษบางคนเพิ่งยอมให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศในช่วงหลัง ก็ค่อย ๆ ทำให้เราเข้าใจว่ามีการค้นพบและช่วยเหลือเด็กอย่างไรชัดเจนขึ้นบ้าง  ไม่นับภาพไดอะแกรมการดำน้ำพาเด็กออกจากถ้ำที่หลายสำนักข่าววาดภาพอย่างสวยงาม แต่ภายหลังก็พบว่าไม่ตรงกับวิธีการช่วยเหลือตามที่เป็นจริง เชื่อว่ายังมีผู้คนและการดำเนินการทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง และข้อเท็จจริงอีกมากที่ไม่ได้ปรากฏในข่าว การบันทึกปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าฯ ให้ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นเรื่องท้าทายมากเพราะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุก ๆ แง่มุมมาปะติดปะต่อกัน หากต้องการบันทึกเป็นกรณีศึกษาในอนาคต สำหรับนิตยสาร สารคดี ยอมรับกับผู้อ่านตรง ๆ
สัก ๒๐ กว่าปีก่อนผมมีโอกาสเข้าไปทำงานสารคดีตามรอยนักวิจัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ระหว่างเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ กลางป่าในบ่ายวันหนึ่ง พลันก็ได้ยินเสียง “โฮก” ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ยินเสียงเสือโคร่งคำรามกลางป่า ผมยืนนิ่ง รออยู่สักพัก  สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสเห็นตัวเป็น ๆ ความจริงในใจก็หวั่นว่าถ้าเสือโผล่มาจะทำอย่างไร ถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดที่สุดกับเสือโคร่งในธรรมชาติ  ไม่นับการได้เห็นเสือโคร่งจากการตามนักวิจัยที่ศึกษาเสือโคร่งโดยทำกรงดักล่อเสือเพื่อติดปลอกคอวิทยุ หรือการไปดูเสือโคร่งตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า อีกครั้งหนึ่งในป่าดงดิบภาคใต้ คือการเห็นเสือไฟ (แบบแวบ ๆ) วิ่งตัดหน้ารถยนต์ เสือเมืองไทยมีทั้งหมดเก้าชนิด ผมได้เห็นเกือบทุกชนิดในสวนสัตว์และกรงเพาะเลี้ยง ยกเว้นแมวป่าหัวแบนชนิดเดียวที่ไม่เคยเห็น ได้แต่ดูในภาพถ่ายเก่าในอดีตการถ่ายภาพของเสือทั้งเก้าชนิดในสภาพธรรมชาตินับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก จนกระทั่งมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า camera trap  ภาพของเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดในธรรมชาติจึงได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานว่าในเขตอนุรักษ์บางแห่งนั้นยังเป็นถิ่นแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ ภัยคุกคามหลัก ๆ ที่มีมาตลอดเวลายาวนานที่มีต่อเผ่าพันธุ์เสือ คือ การล่าเอาหนังและหัวไปประดับบารมี เอาอวัยวะไปกินเป็นยาบำรุงตามตำรับยาสมุนไพรของจีน รวมทั้งการเอาอวัยวะไปทำเครื่องรางของขลังด้วยเชื่อว่าเสือมีพลังอำนาจลึกลับในธรรมชาติ เสือเป็นสัตว์จำพวกนักล่าที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร อยู่ตำแหน่งบนสุดในระบบห่วงโซ่อาหาร การดำรงอยู่ของสัตว์นักล่าในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นเสือหรือหมาใน แสดงว่าในที่นั้นต้องมีประชากรของสัตว์กินพืชอื่น ๆ อยู่หนาแน่น มีจำนวนมากและหลากหลายเพียงพอให้พวกมันพึ่งพาได้  และการที่สัตว์กินพืชจะมีจำนวนมากได้ผืนป่านั้นก็ต้องมีขนาดใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ และมีพันธุ์ไม้หลากหลายด้วย ทุกวันนี้เสือจึงเหลืออยู่แต่ในผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะป่าธรรมชาติบ้านเราถูกตัดถูกทำลายไปมากมาย ล่าสุดนอกจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว  นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในอนาคตอันใกล้ นั่นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกครั้งใหญ่ สตีเฟน ฮอว์กิง สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม เคยออกมาเตือนว่า มนุษย์กำลังทำลายล้างทรัพยากรบนโลกด้วยอัตราแบบทวีคูณ และภายใน ๑๐๐ ปีมนุษย์อาจสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ถ้าไม่หาทางหนีไปอยู่ดาวดวงอื่น



ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

ไม่กี่วันก่อนมีเพื่อนถามว่า เหตุบังเอิญมีจริงไหม หรือทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุผลรองรับ ๒๔๖๑ คงเป็นปีสามัญธรรมดาของเด็กหลายคนที่เกิดปีนั้น แต่เมื่อ ๑ ศตวรรษผ่านไป คือวาระ ๑๐๐ ปีชาตกาลของนักเขียนหลายคน บังเอิญไหมที่ผลงานของพวกเขาส่วนใหญ่กลายเป็นหมุดหมายของวงวรรณกรรม วงวิชาการ และวงการเพลงช่วง ๔๐-๗๐ ปีก่อน จะเป็นเพราะเหตุของการเกิดปีเดียวกัน มีผลงานร้อนแรงในวัยหนุ่มใหญ่ไล่เลี่ย หรือด้วยบริบทสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หล่อหลอมเส้นทางนักคิดนักเขียนให้แก่พวกเขา คงต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์หาคำตอบ ในฐานะนักอ่าน ผมพบปะพวกท่านผ่านตัวอักษรซึ่งส่งอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนในยุคสมัยหนึ่งไม่มากก็น้อย แต่ในฐานะบรรณาธิการ ผมมีโอกาสพบนักเขียนรุ่น ๒๔๖๑ เพียงท่านเดียว คือคุณชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ พร้อมกับคุณดำรงค์ แสงชูวงศ์ เพื่อนสนิทของคุณชาลี  จำได้เพียงว่าเพื่อนตายคู่นี้บุคลิกแตกต่างกันสิ้นเชิง  ขณะที่คุณชาลีร่างเล็กผอมบาง เป็นฝ่ายเล่าเรื่องนำสนทนา คุณดำรงค์ร่างหนาบึกบึนสมบุกสมบัน พูดน้อยคำต่อคำ แม้จะไม่มีโอกาสทำงานร่วมกับรุ่น ๒๔๖๑ แต่ผมมามีโอกาสร่วมงานกับนักเขียนที่เกิดถัดมาอีก ๒ ปี หรือรุ่น ๒๔๖๓ ถึงสามท่าน คือ คุณอาสุรพงษ์ บุนนาค คุณตาสรศัลย์ แพ่งสภา และคุณอาพลตรี ถาวร ช่วยประสิทธิ์ (ผมขอเรียกคุณอาหรือคุณตาตามความคุ้นเคยที่มีกับแต่ละท่านนะครับ) ทั้งสามท่านเขียนงานแนวสารคดีบันทึกประวัติศาสตร์ที่อ่านเพลินอ่านสนุก ให้ภาพสังคมยุคอดีตแจ่มชัด คุณอาสุรพงษ์สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ สามารถเล่าบรรยายเหตุการณ์การรบในยุทธภูมิต่าง ๆ ทั้งสมรภูมิบนบกและในท้องทะเล ให้เห็นเลือดเห็นเนื้อราวกับฉากในภาพยนตร์  ผลงานสร้างชื่อของท่าน มีเช่น ทะเลเดือด  ทะเลโหด  สงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุทธการพลิกโลก  เรียกว่าถ้าสมัยก่อนมีรายการแฟนพันธุ์แท้ คุณอาต้องเป็นตัวเต็งหนึ่งของหัวข้อสงครามโลกครั้งที่ ๒  นอกจากนี้ยังเขียนชีวประวัติของศิลปินกลุ่มอิมเพรสชันนิสม์ในหนังสือ ชีวิตศิลปิน และนักดนตรีคลาสสิกใน ดนตรีแห่งชีวิต  ผลงานส่วนใหญ่เป็นต้นฉบับขนาดหนาปึกหลายร้อยหน้า เขียนนานเป็นปี ๆ กว่าจะเสร็จ แต่ละเล่มใช้เวลาค้นคว้าอ่านตำราภาษาอังกฤษ พร้อมกับประสบการณ์ที่ได้เดินทางซึมซับบรรยากาศบ้านเมืองมาทั่วโลก คุณตาสรศัลย์ใช้นามปากกาว่า “ฒ. ผู้เฒ่า” เขียนเรื่องเล่าเมืองไทยเป็นตอน ๆ ลงใน ต่วย’ตูน ก่อนจะมาพิมพ์รวมเล่ม  ผลงานเป็นที่จดจำ เช่น ราตรีประดับดาวที่หัวหิน
ภาพ : Thai Navy Seal ปฏิบัติการช่วยเด็ก ๆ และโค้ชทีมหมูป่าฯ ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย กลายเป็นข่าวดังระดับโลกในช่วง ๒-๓ สัปดาห์ นิตยสาร สารคดี ฉบับนี้พยายามสรุปประมวลเหตุการณ์มานำเสนอให้ผู้อ่านได้ย้อนรำลึกเท่าที่จะทำได้ครับ แต่ต้องยอมรับว่าการบันทึกเหตุการณ์ให้ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นั้นยากมากเลยทีเดียว ข้อจำกัดคือความสับสนของข่าวสารทั้งหมดที่เผยแพร่ออกมาตั้งแต่วันแรก จนไม่รู้ว่ามีความถูกต้องมากน้อยแค่ไหน และหลาย ๆ ประเด็นและรายละเอียดไม่ได้ถูกเปิดเผยโดยตรงจากผู้เกี่ยวข้องหรือผู้รู้จริง ยกตัวอย่างแค่ต้นเรื่องว่าเด็กเข้าถ้ำไปทำไม ซึ่งเคยมีข่าวเล่าไปต่าง ๆ นานา ถ้าภายหลังไม่มีงานแถลงข่าวบอกเล่าจากปากโค้ชเอกและเด็กเอง ก็คงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาวางแผนจะไปเที่ยวถ้ำกันล่วงหน้าเป็นอาทิตย์แล้ว หรือกรณีทีมนักดำน้ำอังกฤษบางคนเพิ่งยอมให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศในช่วงหลัง ก็ค่อย ๆ ทำให้เราเข้าใจว่ามีการค้นพบและช่วยเหลือเด็กอย่างไรชัดเจนขึ้นบ้าง  ไม่นับภาพไดอะแกรมการดำน้ำพาเด็กออกจากถ้ำที่หลายสำนักข่าววาดภาพอย่างสวยงาม แต่ภายหลังก็พบว่าไม่ตรงกับวิธีการช่วยเหลือตามที่เป็นจริง เชื่อว่ายังมีผู้คนและการดำเนินการทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง และข้อเท็จจริงอีกมากที่ไม่ได้ปรากฏในข่าว การบันทึกปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าฯ ให้ถูกต้องและครบถ้วนจึงเป็นเรื่องท้าทายมากเพราะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุก ๆ แง่มุมมาปะติดปะต่อกัน หากต้องการบันทึกเป็นกรณีศึกษาในอนาคต สำหรับนิตยสาร สารคดี ยอมรับกับผู้อ่านตรง ๆ
สัก ๒๐ กว่าปีก่อนผมมีโอกาสเข้าไปทำงานสารคดีตามรอยนักวิจัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ระหว่างเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ กลางป่าในบ่ายวันหนึ่ง พลันก็ได้ยินเสียง “โฮก” ตอนนั้นตกใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ยินเสียงเสือโคร่งคำรามกลางป่า ผมยืนนิ่ง รออยู่สักพัก  สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสเห็นตัวเป็น ๆ ความจริงในใจก็หวั่นว่าถ้าเสือโผล่มาจะทำอย่างไร ถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดที่สุดกับเสือโคร่งในธรรมชาติ  ไม่นับการได้เห็นเสือโคร่งจากการตามนักวิจัยที่ศึกษาเสือโคร่งโดยทำกรงดักล่อเสือเพื่อติดปลอกคอวิทยุ หรือการไปดูเสือโคร่งตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า อีกครั้งหนึ่งในป่าดงดิบภาคใต้ คือการเห็นเสือไฟ (แบบแวบ ๆ) วิ่งตัดหน้ารถยนต์ เสือเมืองไทยมีทั้งหมดเก้าชนิด ผมได้เห็นเกือบทุกชนิดในสวนสัตว์และกรงเพาะเลี้ยง ยกเว้นแมวป่าหัวแบนชนิดเดียวที่ไม่เคยเห็น ได้แต่ดูในภาพถ่ายเก่าในอดีตการถ่ายภาพของเสือทั้งเก้าชนิดในสภาพธรรมชาตินับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก จนกระทั่งมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า camera trap  ภาพของเสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดในธรรมชาติจึงได้รับการบันทึกเป็นหลักฐานว่าในเขตอนุรักษ์บางแห่งนั้นยังเป็นถิ่นแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากเหล่านี้ ภัยคุกคามหลัก ๆ ที่มีมาตลอดเวลายาวนานที่มีต่อเผ่าพันธุ์เสือ คือ การล่าเอาหนังและหัวไปประดับบารมี เอาอวัยวะไปกินเป็นยาบำรุงตามตำรับยาสมุนไพรของจีน รวมทั้งการเอาอวัยวะไปทำเครื่องรางของขลังด้วยเชื่อว่าเสือมีพลังอำนาจลึกลับในธรรมชาติ เสือเป็นสัตว์จำพวกนักล่าที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร อยู่ตำแหน่งบนสุดในระบบห่วงโซ่อาหาร การดำรงอยู่ของสัตว์นักล่าในที่ใด ไม่ว่าจะเป็นเสือหรือหมาใน แสดงว่าในที่นั้นต้องมีประชากรของสัตว์กินพืชอื่น ๆ อยู่หนาแน่น มีจำนวนมากและหลากหลายเพียงพอให้พวกมันพึ่งพาได้  และการที่สัตว์กินพืชจะมีจำนวนมากได้ผืนป่านั้นก็ต้องมีขนาดใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ และมีพันธุ์ไม้หลากหลายด้วย ทุกวันนี้เสือจึงเหลืออยู่แต่ในผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะป่าธรรมชาติบ้านเราถูกตัดถูกทำลายไปมากมาย ล่าสุดนอกจากปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว  นักวิทยาศาสตร์ยังคาดว่าโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์รุนแรงในอนาคตอันใกล้ นั่นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกครั้งใหญ่ สตีเฟน ฮอว์กิง สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม เคยออกมาเตือนว่า มนุษย์กำลังทำลายล้างทรัพยากรบนโลกด้วยอัตราแบบทวีคูณ และภายใน ๑๐๐ ปีมนุษย์อาจสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ถ้าไม่หาทางหนีไปอยู่ดาวดวงอื่น