" /> โรงเรียน-สารคดี - สารคดี.คอม [ Sarakadee Magazine ]

โรงเรียน-สารคดี

มกราคม 28, 2019 
0


วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี


เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าสายศิลป์ ม.ปลาย มักเป็นห้องเรียนของเด็กไม่เก่ง โรงเรียนปลูกปัญญา กลางเมืองภูเก็ต ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่ครูภาษาไทยชื่อกาญจนา ปราบปัญจะ ทำให้แผนกศิลป์ของโรงเรียนนี้ไม่ธรรมดาขึ้นมาได้ ด้วยการเปิดรายวิชาการเขียน เป็นวิชาเสริมให้กับลูกศิษย์ของเธอสัปดาห์ละคาบ และจัดค่ายเรียนรู้จากนักเขียนมืออาชีพปีละครั้ง

นักเรียน ม.ปลาย ห้องศิลป์ของโรงเรียนปลูกปัญญา จึงได้อ่านหนังสือวรรณกรรมนอกตำราเรียนกันมาไม่น้อย รู้จักนักเขียนและรู้ว่ามีอาชีพนักเขียนอยู่ในโลกนี้ด้วย

ตอนอยู่ ม.๔ พวกเขาเคยผ่านค่ายการเขียนเรื่องสั้นกันมาแล้ว ทั้งครูกาญจนายังหาทุนจัดพิมพ์ผลงานรวมเล่มของรุ่นให้ด้วย

ปีนี้ครูอยากให้พวกเขาเรียนรู้การเขียนสารคดี จึงชักชวนผมไปช่วยแบ่งปันประสบการณ์ปลุกใจเด็กๆ

จัดค่ายง่ายๆ ๒ วัน ที่โรงเรียน และฝึกการลงพื้นที่เก็บข้อมูลแบบไม่ต้องใช้งบประมาณ โดยการแยกย้ายกันออกไปสำรวจชุมชนข้างๆ โรงเรียน เก็บเรื่องราวมาสร้างสรรค์งานสารคดี

ถนนถลาง กลางย่านเมืองเก่าภูเก็ต มีจุดเด่นที่ตึกสไตล์ชิโนโปตุกีส เคยเป็นชุมชนที่รวมผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ที่หลั่งไหลมายังภูเก็ตด้วยแรงดึงดูดของเหมืองแร่ดีบุกเมื่อเกือบศตวรรษที่ล่วงแล้ว ซึ่งยังคงสืบสานร่องรอยทางวัฒนธรรมต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

เด็กๆ อาจรู้จักชุมชนข้างโรงเรียนของเขาดีอยู่แล้ว แต่การลงชุมชนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเขียนสารคดี ทุกคนจึงต้องเก็บข้อมูลแบบเจาะลึกจริงจัง ตั้งใจ ให้เวลา ซึมซับบรรยากาศ ความรู้สึก และโดยเฉพาะการซักถามสัมภาษณ์ผู้เป็นแหล่งข้อมูลอย่างละเอียด ตามยุทธวิธีที่ติวกันมาในค่าย

ด้วยกระบวนการนี้นอกเหนือจากได้ข้อมูลมาเขียนงาน ยังเป็นเงื่อนไขให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จัก “บ้าน” ของตัวเองดีขึ้น และได้เขียนเล่าให้คนอื่นรู้จักด้วย

มองในแง่การศึกษาเชิงบูรณาการ นักเรียนห้องศิลป์ไม่เพียงได้ความรู้รายวิชาการเขียน แต่ยังเชื่อมโยงถึงกระบวนวิชาอื่นๆ ด้วยแทบทุกมิติ

ว่าเฉพาะผลสัมฤทธิ์ด้านงานเขียนสารคดี ประเมินได้จากผลงานซึ่งจะมีการพิมพ์รวมเล่มเผยแพร่ นับเป็นผลงานนักเขียนเยาวชนในท้องถิ่นที่จะทำให้คนอ่านในวงกว้างได้รู้จักภูเก็ตในแง่มุมที่อาจไม่เคยรู้

ขอยกตัวอย่างบางชิ้นมาชวนชิมลอง ก่อนผลงานฉบับเต็มจะตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มตอนปลายปีการศึกษานี้

บ่ายวันอากาศร้อนระอุ ฉันกับเพื่อนสาวอีก 2 คน ถกเถียงกันเรื่องสถานที่จะไปในวันนี้

“นี่พวกแกเราจะไปทางซ้ายหรือขวาดี”
“ทางขวาสิ ไม่ร้อน”
“ทางซ้ายย่ะ ฉันหิวแล้วนะ กองทัพต้องเดินด้วยท้องรู้จักไหม”
“งั้นพวกแกเป่ายิงฉุบกันนะ ใครชนะก็ไปทางนั้นแหละ”

ไม่นานนักเราก็ได้เป้าหมายที่จะไปนั่นคือทางซ้ายเมื่อเราเพิ่มพลังกันเสร็จแล้วเราก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้า “ร้านขายยาแผนโบราณฝุ่ยชุนถ่อง” ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 14 ถ.เยาวราช ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต

มองเผินๆ ร้านดูขลังและดูน่ากลัวไม่น้อย ด้านในมีของวางเต็มไปหมดบวกกับความมืดสลัวๆ เพื่อนๆ ของฉันท่าทางกระอักกระอวนเมื่อรู้ว่าฉันจะพาเจ้าหล่อนแวะชมและซื้อของฝากที่นี่

แต่เมื่อเดินเข้าไปภายในร้านฉันก็พบกับตู้เล็กๆ เรียงซ้อนกันมากมายคุณยายเจ้าของร้านยิ้มแย้มและเป็นกันเองกับพวกเรามาก คุณยายวัยราว 90 ปีแล้ว แต่ดูต่างจากคนชราที่รุ่นราวคราวเดียวกันที่ฉันเคยพบเจอจากที่ต่างๆ มาก เพราะท่านดูแข็งแรงและมีสุขภาพดี

คุณยายเล่าเรื่องราวของร้านให้พวกเราฟังว่า “ร้านฝุ่ยชุนถ่องเปิดมา 65 ปีแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นชาว ต่างชาติพอมีบ้าง ยาก็ขายได้เรื่อยๆ ไม่ดีไม่แย่”

จู่ๆ เพื่อนของฉันก็ถามสิ่งที่หล่อนสงสัยออกมาว่า “คุณยายคะทำไมคุณยายถึงทำกิจการร้านยาคะ”

“ก็เพราะว่ายายต้องการจะสานต่อกิจการของครอบครัว ร้านยานี้พี่น้องช่วยกันสร้างแต่ทำไม่ไหวแล้ว เลยให้ลูกหลานรับกิจการต่อ ตอนนี้ก็เข้ารุ่นเหลนแล้ว เมื่อก่อนนี้นะร้านยายมีผู้จัดการคือ สมบูรณ์ ลูกคนโต แต่ตอนนี้เขาลาออกไปแล้ว”

สีหน้าของคุณยายยิ้มแย้มแต่มันกลับสวนทางกับนัยน์ตาที่ดูเศร้าหมองคู่ลง ทำให้บรรยากาศที่ครึกครื้นเมื่อสักครู่หม่นหมองลงไปชั่วขณะ

คุณยายเล่าต่อว่า “ร้านฝุ่ยชุนถ่องเป็นร้านพี่น้องกับร้านหงวนชวนต๋อง ร้านนั้นอากงของยายเป็นคนเริ่มกิจการพอทำได้สักพักยายกับพี่น้องคนอื่นๆ ก็ช่วยกันเปิดเป็นสาขาที่สอง ตอนเริ่มเปิดกิจการก็ขายดีอยู่ ตอนนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ร้านเปิดแปดโมงเช้าปิดเกือบทุ่มถ้าวันไหนไม่ค่อยมีคนก็จะปิดเร็วหน่อย รายได้ต่อเดือนไม่แน่ไม่นอน”

เมื่อคุณยายบอกเล่าประวัติความเป็นมาให้พวกเราฟังฉันก็ยิ่งอยากที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกและซื้อยาฝากคนทางบ้านด้วย

ในแต่ละวันมีทั้งเรื่องดีและเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นมากมายผ่านเข้ามาเป็นประสบการณ์ให้ชีวิต เรื่องราววันนี้เป็นเรื่องดีๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ฉันได้รับจากคุณยาย

ความเข้มแข็งของคุณยายคือแบบอย่างที่ดีให้แก่ฉัน

ฉันรู้สึกดีมากที่ได้รู้จักคุณยาย

(ผลงานเรื่อง “คุณยายขายยาจีน” โดย เมธาวี บุญศรีรัมย์)

บางตอนจากเรื่อง รอยเวลาเพอรานากันนิทัศน์ โดย นภัสนันท์ สมใจ โชว์การเก็บข้อมูลมาแสดงได้อย่างละเอียด

… เจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่เล่าว่า พิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์เปิดเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองภูเก็ต ตัวอาคาร 2 ชั้น มีห้องจัดแสดงที่ให้ความรู้เรื่องความเป็นมาของชาวเพอรานากันในจังหวัดภูเก็ต มีห้องจัดแสดงจำนวนทั้งหมด 6 ห้องได้แก่ พลัดพราก รากใหม่ ฉิมแจ้ ผ้า อาหาร มั่นคง

  • ห้องพลัดพราก (straying) นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มชาวจีนที่อพยพเข้ามาในไทยรับจ้างหาบหามและก้าวขึ้นมาเป็นนายเหมืองที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ
  • ห้องรากใหม่ (Reborn) บอกที่มาของเพอรานากันหรือ“บาบ๋า”และตึกที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมอย่างปีนังที่พบทั่วไปตามย่านเมืองเก่าภูเก็ต
  • ห้องฉิมแจ้ (Chim Jae )เป็นห้องที่นำเสนอให้เห็นภาพ “ฉิมแจ้”ที่คนพื้นเมืองภูเก็ตส่วนใหญ่จะใช้สอยน้ำจากบ่อ และมีการเจาะช่องอากาศกลางตัวบ้านเพื่อให้อากาศถ่ายเทคนภูเก็ตมีความเชื่อว่าหากฝนตกแล้วมีน้ำไหลผ่านเข้ามาตรงช่องอากาศจะทำให้โชคดี
  • ห้องผ้า (Clothes) นำเสนอเอกลักษณ์การแต่งกายกลุ่มลูกครึ่งมลายู-จีนที่ผสมผสานและสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “เพอรานากัน” ที่มีความหมายว่า“เกิดที่นี่”
  • ห้องอาหาร (Foods) แสดงอาหารของชาวเพอรานากันในภูเก็ต7อย่างที่ได้รับรางวัลเป็นเมืองสร้างสรรค์อาหารโลกจากยูเนสโกได้แก่หมูฮ้องโอวต้าวปอเปี๊ยะสดแกงตูมี้หมี่ฮกเกี้ยนปลาเจี๋ยนตะไคร้และผัดบังก๊วนเป็นอาหารที่เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมของชาวจีนฮกเกี้ยนมลายูและถิ่นใต้
  • ห้องมั่นคง (Steady) นำเสนอเครื่องประดับของชาวเพอรานากันเป็นสิ่งที่แสดงถึงฐานะสำหรับใช้ในงานสำคัญเช่นงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงสังสรรค์โดยเครื่องประดับแต่ละชิ้นจะใช้เฉพาะกับเสื้อผ้าแต่ละชนิด

พิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์แห่งนี้น่าจะเป็นที่เดียวในจังหวัดภูเก็ตที่มีการนำเสนอในรูปแบบที่แปลกใหม่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้นำเสนอประวัติศาสตร์ภูเก็ตให้ดูน่าสนใจและเข้าถึงวัยรุ่นยุคใหม่ได้อย่างโดนใจ

ครึ่งหลังของเรื่อง “โอ้เอ๋ว in ‘CAFÉ INN’ ” โดย วาสุกรี ขุนทอง สะท้อนการให้เวลาในการเก็บข้อมูลทั้งการสัมผัสและสัมภาษณ์ รวมถึงสะท้อนมุมมองและฝีมือเมื่อนำมาเล่าด้วยภาษาเขียน

… หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศของร้านได้สักพัก พนักงานตากลม คิ้วเข้ม ผิวคล้ำ สูงประมาณ 170 เซนติเมตร เดินเข้ามาหาผมด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรสุดๆ พร้อมกับยื่นเมนูมาให้

ผมรู้สึกประหลาดใจ เพราะเมนูเเนะนำของที่นี่คือโอเอ๋ว มันทำให้ผมอยากรู้ว่าทำไม ร้านคาเฟ่ถึงมีโอ้เอ๋วขาย? เเล้วมันเกี่ยวข้องกับรูปภาพฝาผนังหน้าร้านหรือป่าว?

“เอ่อ.. พี่ครับทำไมร้านนี้ถึงขายโอ๋เอ๋วด้วยล่ะครับ”
“น้องสั่งของร้านพี่ก่อนสิเดี๋ยวพี่จะบอก”

พี่เขาพูดพร้อมเเสดงสีหน้าอมยิ้ม

“งั้นผมเอา โอ้เอ๋วฮันนี่เลม่อนที่หนึ่งครับ “

พี่พนักงานเดินไปหลังเเคชเชีย ทิ้งไว้เเต่ความสงสัยของผมที่เพิ่มขึ้น เพราะคำว่า “สั่งของร้านพี่ก่อน” หรือพี่เขาจะไม่ใช่พนักงาน

ประมาณ 20 นาที พนักงานเดินมาพร้อมกับโอเอ๋วในมือ

“ได้เเล้วครับน้อง”
“เอ่อ… พี่ครับ พี่เป็นเจ้าของร้านหรือป่าวครับ”
“ใช่ครับ”

สำหรับคนอื่นคำว่า “ใช่ครับ” อาจจะฟังดูเป็นคำธรรมดาเเต่สำหรับผมมันเป็นการเริ่มต้น

เมื่อได้คุยกันไปสักพักก็ได้รู้ว่าเขาชื่อพงศ์ ตันติวัฒนกิจ เปิดร้านนี้มา 5 ปีเเล้ว และข้อมูลที่ทำให้ผมทึ่ง คือ ความเกี่ยวข้องของรูปภาพฝาผนังข้างหน้าร้าน ซึ่งมาจากเหตุผลที่พี่พงศ์อยากจะสร้างจุดขายในร้านตัวเอง จึงนำความดั้งเดิมของชาวภูเก็ตมาผสมผสานกับความเป็นคาเฟ่ในยุคปัจจุบัน จึงนำโอ้เอ๋วมาขายในร้าน
พี่พงศ์ยังบอกอีกว่าสิ่งของรอบตัวของเราสามารถนำมาประยุกต์ ใหม่ได้ทั้งนั้น ตัวอย่างเช่นร้าน CAFE’IN ของพี่พงศ์ ที่นำสิ่งรอบตัวมาประยุกต์ให้เป็นจุดขายของร้านได้นั่นก็คือการนำโอ้เอ๋วที่เป็นอาหารพื้นเมืองมาขาย ในร้านคาเฟ่
ร้านCAFE’IN นี้ตั้งอยู่บนถนนกระบี่ ติดกับพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว บริเวณที่รายล้อมไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นชิโน -โปรตุกีส

“กินก่อนสิ เดี๋ยวโอ้เอ๋วก็ละลายหมดหรอก”

พี่พงศ์ทิ้งท้ายก่อนเดินไปรับออเดอร์โต๊ะอื่น

ผมหันไปมองโอ้เอ๋วบนโต๊ะ เป็นโอ้เอ๋วที่น่ากินมาก เเค่ดูก็รู้สึกถึงความสดชื่น น้ำเเข็งสีเเวววาวราดด้วยไซรัปน้ำผึ้งด้านบน เเละมีเลม่อนหั่นข้างๆ ถ้วย กลิ่นของเลม่อนโชยขึ้นมาเสมือนอยู่ท่ามกลางสวนเลม่อน

รสชาติความเปรี้ยวของไซรัปเลม่อน ผสมผสานกับรสชาติความหวานของน้ำผึ้งได้รวมกันเป็นรสชาติที่กลมกล่อม

หลังจากอิ่มทั้งรสชาติและบรรยากาศรอบๆ กาย ผมเดินไปจ่ายเงินค่าโอ้เอ๋วในราคา 79 บาท ขณะก้าวออกจากร้าน ได้ยินเสียงพี่พงศ์แว่วตามหลังมา
“ไว้มาใหม่อีกนะ”


veeวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

นักเขียนประจำกองบรรณาธิการ นิตยสาร สารคดี ที่มีผลงานตีพิมพ์ทั้งในนิตยสาร และตีพิมพ์รวมแล่มมากมาย อาทิ แผ่นดินนี้ที่อีกฟากเขา และแสงใต้ในเงามรสุม และ อีสานบ้านเฮา

    วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี หลังจากผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสัมภาษณ์จำนวน ๑๐๐ คน ได้มาพูดคุยทำความรู้จักกันไปเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ตอนนี้ค่ายสารคดี ปี ๒๕๖๒ ได้สมาชิกตัวจริงครบเต็มจำนวนที่ค่ายสามารถรองรับได้แล้ว รวม
วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี ตลอด ๕ วันของสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานนิตยสาร สารคดี กลายเป็นห้องเรียนเฉพาะกิจของนักเรียน ๔ คน ในโครงการ “ทำ
สุเจน กรรพฤทธิ์ : รายงาน เครดิตภาพ : มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ คนที่เคยทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยจำนวนมากรู้จักสิ่งที่เรียกว่า “ค่ายอาสา” มานานแล้ว แต่ในยุคนี้ การออกค่ายในพื้นที่ห่างไกล สร้างสิ่งปลูกสร้างแล้วก็จบโครงการ ดูจะ “เก่า”


ผู้ดูแล และลงข้อมูลประจำเวบไซต์ sarakadee.com








ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

    วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี หลังจากผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสัมภาษณ์จำนวน ๑๐๐ คน ได้มาพูดคุยทำความรู้จักกันไปเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ตอนนี้ค่ายสารคดี ปี ๒๕๖๒ ได้สมาชิกตัวจริงครบเต็มจำนวนที่ค่ายสามารถรองรับได้แล้ว รวม
วิชาสารคดี ๑๐๑ ศาสตร์ ศิลป์ เคล็ดวิธี ว่าด้วยการเขียนสารคดี ตลอด ๕ วันของสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานนิตยสาร สารคดี กลายเป็นห้องเรียนเฉพาะกิจของนักเรียน ๔ คน ในโครงการ “ทำ
สุเจน กรรพฤทธิ์ : รายงาน เครดิตภาพ : มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ คนที่เคยทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยจำนวนมากรู้จักสิ่งที่เรียกว่า “ค่ายอาสา” มานานแล้ว แต่ในยุคนี้ การออกค่ายในพื้นที่ห่างไกล สร้างสิ่งปลูกสร้างแล้วก็จบโครงการ ดูจะ “เก่า”